ตัดต่อมทอนซิล

dailynews141207_01หลายคนต่อมทอนซิลอักเสบบ่อย จนกระทบกับชีวิตประจำวัน จึงมีคำถามว่าควรตัดทิ้งดีไหม แล้วจะมีปัญหาอะไรหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน อาจารย์ประจำภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ต่อมทอนซิลเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่งที่อยู่ในช่องคอของคนเรา มีหน้าที่สร้างเซลล์เกี่ยวข้องกับการต่อต้านและกำจัดเชื้อโรค

ต่อมทอนซิลที่เราพูดกัน คือ ต่อมทอนซิลในช่องคอมีอยู่ 2 ต่อม แต่ในทางการแพทย์ต่อมทอนซิลยังหมายถึงต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีอยู่หลายต่อม เช่น ต่อมทอนซิลหลังโพรงจมูก ต่อมทอนซิลที่โคนลิ้น โดยร่างกายของคนเรามีต่อมน้ำเหลืองบริเวณศีรษะและคอกว่า 300 ต่อม เพราะฉะนั้นคำถามที่เราเจอ คือ ถ้าตัดต่อมทอนซิลออกไปแล้วภูมิต้านทานร่างกายจะแย่ลงหรือไม่ คำตอบคือไม่เพราะเอาออกแค่ 2 ต่อมเท่านั้นจากกว่า 300 ต่อม ไม่ได้ทำให้ภูมิต้านทานลดลง

โรคเกี่ยวกับต่อมทอนซิลที่พบบ่อย คือ ต่อมทอนซิลอักเสบการติดเชื้อ ทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา ซึ่งเชื้อที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุทำให้ต่อมทอนซิลอักเสบ คือ เชื้อไวรัส รองลงมาคือแบคทีเรีย และเชื้อรา ส่วนโรคเกี่ยวกับทอนซิลที่พบรองลงมาคือ เนื้องอก มักพบในคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ประจำ ดื่มเหล้าประจำ มีประวัติสัมผัสกับสารเคมี ยกตัวอย่างคนที่ทำงานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี มีประวัติการฉายแสงมาก่อน

ถ้าเป็นการติดเชื้อ มักจะมาโรงพยาบาลด้วยอาการไข้ เจ็บคอ กลืนน้ำลายแล้วเจ็บ กลืนลำบาก บางคนมีอาการร้าวไปที่หู คือ เจ็บคอแต่ร้าวไปที่หู แต่ถ้าเป็นเนื้องอกของต่อมทอนซิล คนไข้จะมาด้วยอาการเหมือนมีอะไรอยู่ในคอ ต่อมทอนซิลจะมีขนาดโตขึ้น บางคนอาจจะเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นอาการของมะเร็ง บางคนต่อมทอนซิลแตกเป็นแผลอาจมาด้วยอาการน้ำลายปนเลือด บางคนมีอาการเจ็บคอด้านใดด้านหนึ่ง เพราะเนื้องอกต่อมทอนซิลมักจะเป็นด้านใดด้านหนึ่ง คนไข้ก็จะมาด้วยอาการเจ็บคอด้านเดียว และอาจปวดร้าวไปที่หู

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบถ้าเกิดจากเชื้อไวรัสไม่แนะนำให้กินยาต้านจุลชีพ หรือยาแก้อักเสบ เพราะยาแก้อักเสบเป็นยาต้านแบคทีเรีย อย่างที่เคยบอกไว้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของต่อมทอนซิลอักเสบคือติดเชื้อไวรัส ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องรับประทานยาแก้อักเสบ แต่ให้รักษาตามอาการ เช่น เจ็บคออาจใช้สเปรย์ลดอาการเจ็บคอหรืออมลูกอมที่มียาชา ยาลดอาการเจ็บคอ หรืออาจกินยาพาราเซตามอล หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด รสจัด ของร้อน ของมัน ของทอด แล้วจะหายเอง

แต่ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอาจพิจารณาให้ยาต้านจุลชีพ โดยเชื้อที่พบส่วนใหญ่คือ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ก็จะให้เพนนิซิลิน หรืออะมอกซิซิลลิน รับประทาน เหตุผลที่ให้คือ เชื้อสเตร็ปโตคอคคัสจะคล้ายกับเนื้อเยื่อบางอย่างที่อยู่ในไต กับหัวใจ เราพบว่าคนไข้ที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส กรุ๊ปเอ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เชื้อพวกนี้ซึ่งโครงสร้างคล้ายกับเนื้อเยื่อของคนเรา อาจกระตุ้นทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายไปทำลายตรงไตกับลิ้นหัวใจ

ควรตัดต่อมทอนซิลทิ้งเมื่อใด รศ.นพ.ปารยะ อธิบายว่า
1. เมื่อเป็นบ่อย เป็น ๆ หาย ๆ จนรบกวนคุณภาพชีวิตประจำวัน เป็นทุกครั้งต้องขาดเรียนทุกครั้ง ทำให้ประสิทธิภาพการเรียน การทำงานลดลง ที่พูดถึงตรงนี้หมายถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่ใช่ไวรัส
2. ต่อมทอนซิลโตมากจนปิดกั้นทางเดินหายใจ และ
3. เมื่อสงสัยว่าเป็นเนื้องอก

สำหรับผลแทรกซ้อนจากการตัดต่อมทอนซิลจะต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจ เช่น หลังผ่าตัดอาจมีเลือดออก มีอาการเจ็บคอ กินเจ็บ กลืนลำบาก แต่จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ แต่การตัดต่อมทอนซิลไม่มีผลต่อภูมิต้านทานร่างกายแต่อย่างใด.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  7 ธันวาคม 2557

การกระแอมมีผลต่อเสียงอย่างไร

dailynews141129_02การไอเป็นกลไกตอบสนองต่อสิ่งระคายเคือง เพื่อกําจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ทางเดินหายใจ ถึงแม้ว่าการไอ หรือการ กระแอม จะสามารถเกิดขึ้นในทุกคน แต่หากพบว่ารุนแรง หรือบ่อยเกิน ก็อาจทําให้เกิดเสียงผิดปกติได้ โดยจะส่งผล กระทบกระเทือนต่อเยื่อบุกล่องเสียง และทําให้การทํางานของกล่องเสียงผิดปกติไป

สาเหตุของการไอ หรือการกระแอมบ่อย ๆ เกิดขึ้นจากมีความต้องการกําจัดเสมหะในลําคอมากเกินไป หรือใช้การไอเพื่อกําจัดความรู้สึกไม่สบายในลําคอ หรือการไอ การกระแอม ได้ทำเป็นนิสัย ทำโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ในบางคนการรับประทานอาหารบางชนิดก็อาจก่อให้เกิดการระคายคอบ่อย ๆ ทําให้เกิดเสมหะมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการไอ หรือกระแอม เพื่อขับเสมหะออกมา

นอกจากนี้ กรณีกล่องเสียงขาดความชุ่มชื้น ก็อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุของการใช้ยา แอนติ-ฮิสตามีน การสูบบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ หรือการทํางานของต่อมขับเมือกในกล่องเสียงผิดปกติ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทําให้เกิดการกระแอมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความรู้สึกที่ไม่สบายในลําคอ รวมทั้งกรณีเกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุกล่องเสียงและเนื้อเยื่อข้างเคียง เนื่องจากการไหลกลับของกรดกระเพาะอาหารผ่านหลอดอาหารมาสู่กล่องเสียง ซึ่งจะทําให้เกิดความรู้สึกอยากไอ หรือ กระแอม ขึ้นได้นั่นเอง

 

สามารถหยุดการไอ หรือกระแอมบ่อย ๆ ได้อย่างไร

1. หยุดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่จากบุคคลอื่น

2. ควรบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนให้น้อยที่สุด เนื่องจากเครื่องดื่มประเภทเหล่านี้ทําให้สายเสียงแห้ง แต่หากบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ไปแล้ว ควรดื่มน้ำเปล่าให้สมดุลกัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นแก่สายเสียง

3. ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานยาที่มีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกาย เช่น ยา แอนติ-ฮิสตามีน

4. ควบคุมการไอ หรือกระแอมของตนเอง หรือพยายามไอ หรือกระแอมให้น้อยที่สุด

5. ใช้การกลืนและการผ่อนลมหายใจแทนการ กระแอม

6. เมื่อมีความรู้สึกอยากไออย่างรุนแรง ให้ใช้การไอ “แบบไม่มีเสียง” คือ พยายามระวังไม่ให้มีเสียงเกิดขึ้นขณะที่ลมจากปอดพุ่งขึ้นมา

7. ในบางคน ถ้าการหัวเราะกระตุ้นให้เกิดการไอ ก็ใช้การหัวเราะเบา ๆ แทนการหัวเราะเสียงดัง

8. การควบคุมการไอและกระแอมบ่อย ๆ ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเสียงแหบ อาจทําเป็นตารางบันทึกลักษณะนิสัยของตนเองในแต่ละช่วงเวลาในแต่ละวัน เพื่อเตือนตนเองให้ลดสาเหตุการกระแอม หรือไอ และดื่มน้ำให้มากขึ้น

9. ถ้าพบอาการแสบร้อนในอก หรือกระเพาะ และภายในปากมีรสเปรี้ยว อาจหมายถึง กรดในกระเพาะอาหารผ่านมาที่กล่องเสียง ให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังต่อไปนี้ คือ การรับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว หรือเผ็ดจัด การรับประทานอาหารก่อนนอน และการรับประทานอาหารปริมาณมากจนทําให้อิ่มเกินไป นอกจากนี้ควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับสู่กล่องเสียง

อย่าลืมว่า สุขภาพดีไม่มีขาย สิ่งหนึ่งที่สามารถปฏิบัติด้วยตัวเอง คือ การเฝ้าระวัง สังเกตและปฏิบัติตัวให้ถูกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเรา หากมีอาการผิดปกติต้องปรึกษาแพทย์ทันที.

อาจารย์ปาริชาต คุณาธรรมรักษ์
หัวหน้าสาขาแก้ไขการพูด
ภาควิชาวิทยาศาสตร์สื่อความหมายและความผิดปกติของการสื่อความหมา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 29 พฤศจิกายน 2557

เครื่องดื่มแก้เมาค้าง

dailynews141107_01หลังหมดสนุกจากการสังสรรค์ สิ่งที่ตามมาคือ อาการเมาค้าง หรือ แฮงค์ (Hang Over) ควันหลงจากการดื่มแอลกอฮอล์มาอย่างหนัก เป็นความทรมานอย่างหนึ่ง นักท่องราตรีหรือนักดริ้งค์ตัวยงมักได้ประสบพบเจอกันบ่อย ๆ หลายคนอาจมีสภาพเหมือนซากศพ นอนซม เนื่องจากอยู่ในภาวะขาดน้ำอย่างหนัก

จากข้อมูลของ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข อธิบายถึงอาการเมาค้างไว้ว่า จะมีอาการปวดหัว มึนหัว เวียนศีรษะ คอแห้ง ผิวหน้าแห้ง ริมฝีปากแห้ง หน้าบวม ตาบวมผื่นแดง รอยแดง หน้าซีดเซียว คลื่นเหียน คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ หรือท้องร่วง ถ่ายเหลว รับประทานอาหารไม่ได้ เบื่ออาหาร นอนไม่ได้ สะลึมสะลือ กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง มือสั่น ใจสั่น เหนื่อย เหงื่อออก หรืออ่อนเพลีย หมดแรงลุกไม่ขึ้น ตัวเย็น กล้ามเนื้อเกร็ง ความดันโลหิตลดลง และรู้สึกไม่สบาย

“เดลินิวส์ออนไลน์” จึงอยากแนะนำเครื่องดื่มแก้อาการเมาค้างที่หาดื่มได้ง่าย แต่สามารถลดอาการเมาค้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

น้ำเปล่า เครื่องดื่มที่สำคัญที่สุดสำหรับอาการเมาค้างคือน้ำเปล่า ซึ่งการดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ ทั้งวัน จะสามารถล้างพิษของแอลกอฮอล์ให้หมดไปได้โดยเร็ว

น้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด การดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวจัด เช่น น้ำส้ม น้ำมะนาว หรือน้ำมะขาม จะสามารถแก้ไขการคลื่นไส้อาเจียนได้ นอกจากนี้ยังทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและรู้สึกสดชื่นขึ้น

น้ำผลไม้สด การดื่มน้ำผลไม้สด ๆ จะช่วยล้างพิษและแก้อาการเมาค้าง เป็นการชดเชยวิตามินซี เพิ่มปริมาณออกซิเจนในเลือด และเพิ่มพลังงานที่ร่างกายต้องการ ทำให้ร่างกายสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย เมื่อยล้า และปวดเมื่อยได้ดี เช่น น้ำแครอทผสมแอปเปิ้ล น้ำแตงโม และน้ำส้มคั้นที่ขึ้นชื่อเรื่องการแก้แฮงก์ เนื่องจากมีวิตามินซีมาก ทั้งยังมีสรรพคุณลดอาการวิงเวียนศีรษะ เป็นตัวช่วยชดเชยอาการขาดน้ำหลังการดื่มหนัก

น้ำหวานหรือเกลือแร่ หลังจากดื่มมาอย่างหนักหน่วงส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ การดื่มน้ำหวานเช่นน้ำส้ม (น้ำอัดลม) หรือเครื่องดื่มเกลือแร่จะช่วยฟื้นฟูอาการขาดน้ำ และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น ทั้งนี้ ควรจิบทั้งวันเพื่อเติมน้ำให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

น้ำสมุนไพร น้ำสมุนไพรเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังมีส่วนช่วยแก้อาการเมาค้างได้ เช่น น้ำขิง ที่มีรสชาติเผ็ดร้อนและช่วยเรื่องของระบบหายใจได้เป็นอย่างดี โดยปกติแล้วเมื่อทานร้อน ๆ จะช่วยให้จมูกหลอดลมโล่งสบาย โดยน้ำขิงอุ่น ๆ สามารถช่วยให้ฟื้นจากอาการปวดหัวได้ นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายขับเพื่อขับแอลกอฮอล์ออกมาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถดื่มน้ำวุ้นจากใบว่านหางจระเข้ เพื่อช่วยให้ตับสามารถทำงานได้เป็นปกติเร็วขึ้น และยังช่วยสลายพิษได้อีกด้วย

นม การดื่มนมจะช่วยเพิ่มโปรตีนและกรดอะมิโมต่าง ๆ ให้แก่ร่างกาย ทั้งยังช่วยขับแอลกอฮอล์ที่ตกค้างออกจากร่างกายได้ด้วย การดื่มนม ควรดื่มนมอุ่น ๆ ทีเดียวให้หมดแก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากอาจจะอาเจียนหนักขึ้นได้

เครื่องดื่มวิตามิน เครื่องดื่มวิตามินสามารถหาได้ตามร้านค้าหรือร้านขายยาทั่วไป หากรู้ตัวว่าจะต้องดื่มหนักแน่นอนควรหาซื้อมาเตรียมไว้ เนื่องจากเครื่องดื่มวิตามินนั้นประกอบไปด้วยวิตามินบีและซี ซึ่งช่วยลดอาการแฮงค์ และอาการปวดหัวได้ หากดื่มคู่กับน้ำเปล่าไปด้วยจะเป็นการลดการสูญเสียน้ำได้มาก

นอกจากเครื่องดื่มที่กล่าวมาข้างต้น ควรการรักษาอาการเบื้องต้นด้วยการเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำเย็นและประคบด้วยผ้าเย็นบริเวณใบหน้าและศีรษะบ่อย ๆ อย่าปล่อยให้ท้องว่าง ควรกินอาหารอ่อน ๆ ควรนอนหลับพักผ่อนสักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรนอนจมอยู่บนเตียง ต้องลุกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างจะทำให้สดชื่นขึ้น เมื่อทำเช่นนี้แล้วหากอาการไม่ดีขึ้น และพบว่ามีการปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาเจียนมาก ตัวเย็น ความดันโลหิตต่ำ ท้องเสียไม่หยุด ใจสั่น อ่อนเพลียนานเกิน 1 วัน ควรรีบเข้าพบแพทย์เพราะอาจเกิดอาการขาดน้ำได้

รู้แบบนี้แล้วหากหลวมตัวดื่มหนักคงต้องรีบหาดื่มเครื่องดื่มแก้อาการเมาค้าง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ที่สดใสด้วยร่างกายที่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า

เดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 7 พฤศจิกายน 2557

งดเหล้าเข้าพรรษา ตับจะมีปัญหาแค่ช่วงนี้หรือ ?

dailynews140723_02หลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงมีการรณรงค์ให้งดเหล้าเฉพาะช่วงเข้าพรรษา เพราะถ้าถามหาคำตอบจากคนส่วนใหญ่คงได้รับคำอธิบายว่า จริงๆ แล้วก็อยากให้งดเหล้าตลอดไป แต่ที่ให้งดเหล้าช่วงเข้าพรรษาเพราะเป็นกุศโลบายที่เข้าใจได้ง่ายว่า ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นงดเหล้าเมื่อไหร่ดีก็เริ่มช่วงเข้าพรรษานี้สิดีเพราะมีความเชื่อมโยงกับศาสนาและการทำความดีละเว้นความชั่ว ซึ่งเหตุผลของผู้ที่ดื่มเหล้าอาจมีมากมาย เช่น ดื่มแก้เครียด ดื่มเพื่อฉลองความสุข ดื่มแก้เหงา และดื่มเพื่อเข้าสังคม ฯลฯ และเชื่อว่าผู้ที่ดื่มเหล้าหลายคนอาจไม่เคยคิด ไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าหลังจากที่ดื่มจนติดเป็นนิสัยแล้วผลที่ตามมานั้นร้ายแรงอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ผลต่อสมอง ซึ่งแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์กดประสาท ทำให้สมองทำงานช้าลง ตัดสินใจช้า ความคิดสับสน ความจำเสื่อม การทรงตัวไม่ดี ปลายประสาทพิการ ทำให้ชาตามมือตามเท้า ถ้าดื่มอย่างรวดเร็วใน ปริมาณมากๆ จะทำให้หมดสติ และหยุดหายใจ เป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสมองแล้ว ปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็ง ก็มีสาเหตุจากการดื่มเหล้าจัดเช่นกัน หรืออาจมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น ตับอักเสบจากไวรัสเรื้อรังไม่รักษา ซึ่งอาการเบื้องต้นของผู้ที่มีปัญหาตับอักเสบหรือตับแข็งจะค่อยๆ เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เริ่มแรกจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ และอาจมีอาการอาเจียนเป็นบางครั้ง รู้สึกเจ็บบริเวณชายโครงขวาเล็กน้อย มักจะถ่ายเหลว ความรู้สึกทางเพศลดลง ตาอาจเหลืองเล็กน้อย ด้วยเหตุที่อาการเหล่านั้นมาอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ไม่ทันระวังป้องกัน เมื่อตับแข็งเรื้อรังก็จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะแสดงอาการท้องมาน เท้าบวม มีเส้นเลือดขอดที่ขา เส้นเลือดพองที่หน้าท้อง อาจอาเจียนเป็นเลือดสดๆ เนื่องจากเส้นเลือดที่หลอดอาหารขอดแล้วแตกซึ่งอาจถึงช็อกและตายได้

ดังนั้น หากท่านใดรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับตับ เช่น ไปสังสรรค์กับเพื่อน ดื่มเหล้าเป็นประจำ ก็ควรหาทางป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งจากแอลกอฮอล์ ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่อย่างพอเพียงควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็งมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกและสะอาด โดยเฉพาะปลาหรืออาหารทะเล การรับประทานอาหารในคนไข้ที่เป็นตับแข็งนั้น สมควรที่จะแบ่งอาหารออกเป็นหลายมื้อ เนื่องจากบางครั้งผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการย่อยอาหาร ไม่สามารถรับประทานอาหารในปริมาณมากได้ การรับประทานอาหารอย่างพอเพียงโดยแบ่งเป็นหลายๆ มื้อ ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยสารอาหารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดสารพิษและการเผาผลาญอาหารของตับ เช่น เซเลเนียม (Selenium) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเอ็นไซม์ ขจัดสารพิษของตับ ลดความรุนแรงของปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดพิษต่อตับ หรือน้ำแอปเปิ้ลสกัดเข้มข้น (Apple Venegar) ซึ่งประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นหลายชนิดในการเผาผลาญอาหาร หรือลองรับประทานยีสต์สกัดเข้มข้น (Brewer’s Yeast Extract) ซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบี โครเมียม และเซเลเนียมที่มีประโยชน์ต่อกระบวนการเผาผลาญที่ตับ หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (Evening Primrose Oil) ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับ เป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังช่วยจับกับแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสียหายของตับได้

ข้อมูลโดย เมก้า วีแคร์

 

ที่มา : เดลินิวส์ 23 กรกฎาคม 2557

โรคเกาต์ หลายคนยังเข้าใจผิดอยู่

dailynews131103_001aโรคเกาต์เป็นโรคเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคส่วนเกินในร่างกาย ที่พบมากคือ ในข้อต่าง ๆ หรือบริเวณรอบ ๆ ข้อ ทำให้เกิดอาการปวดตามข้อ ถ้าตกตะกอนในไตทำให้เกิดนิ่วในไตได้และถ้าเป็นเรื้อรัง จะมีการตกตะกอนตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เห็นเป็นปุ่มก้อนตามแขนขาได้

ร่างกายสร้างกรดยูริคมาจากสองแหล่งคือ กว่าร้อยละเก้าสิบเกิดจากร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเองจากการสลายเซลล์ ถ้ากรดยูริคถูกสร้างขึ้นมากกว่าไตที่ทำหน้าที่ขับถ่ายออกมาก็ทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริคมากขึ้นในร่างกาย และเกิดเป็นโรคเกาต์ขึ้น

ส่วนที่เหลือ 10% เกิดจากการกินอาหารบางชนิดที่มีสารที่เรียกว่าพิวรีนสูง ซึ่งสารพิวรีนนี้เมื่อกินเข้าไปแล้วจะย่อยสลายกลายเป็นกรดยูริค เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ

ในคนปกติกรดยูริคจะถูกสร้างขึ้นในอัตราช้าพอที่ไตจะขับออกได้หมดทันกับการสร้างขึ้นพอดี ในคนที่เป็นโรคเกาต์ พบว่าเกิดความผิดปกติของกระบวนการใช้และขับถ่ายสารพิวรีน คนทั่วไปจึงมักเข้าใจว่าทานอาหารที่มีพิวรีนมาก ๆ จะทำให้เป็นโรคเกาต์

นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเกาต์ เนื่องจากไปขัดขวางกระบวนการขับกรดยูริคออกจากร่างกาย อีกทั้งแอลกอฮอล์ช่วยเร่งปฏิกิริยาการสร้างกรดยูริคอีกด้วย

คนส่วนใหญ่จะรู้จักโรคนี้ดี มักจะเดาได้ว่าเป็นโรคเกาต์เพราะผู้ป่วยจะมีอาการชัดเจนคือ “ปวด บวม แดง ร้อน” ตามข้อและข้อที่เป็นบ่อยได้แก่ ข้อนิ้วหัวแม่เท้า, ข้อเท้า, ข้อเข่า มักเป็นข้อ ๆ เดียว ในบางครั้งที่เป็นเรื้อรังอาจมีปวดหลายข้อและพบมีปุ่มก้อนที่รอบ ๆ ข้อจากตะกอนกรดยูริค

dailynews131103_001c

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเมื่อปวดข้อโรคเกาต์แล้วควรตรวจระดับกรดยูริคในเลือดทันที แต่ความจริงคือในช่วงที่มีข้ออักเสบอาจพบว่ากรดยูริคไม่สูงหรือเป็นปกติได้ครับ

ระดับกรดยูริคจึงไม่ช่วยในการวินิจฉัยโรค ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดในขณะที่ปวดข้อครับ เช่น ถ้าข้อเท้าปวด บวม แดง ร้อนที่ชัดเจน แม้ว่าจะเจาะยูริคแล้วไม่สูง ก็น่าจะเป็นเกาต์ได้เช่นกัน

ผู้ป่วยโรคอ้วน, โรคเบาหวาน, ไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง, โรคหลอดเลือดแข็ง, โรคไตวายเรื้อรัง และโรคเลือดบางชนิด มีโอกาสเป็นโรคเกาต์ได้มากกว่าคนทั่วไป

เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคเกาต์การรักษาในระยะเฉียบพลันคือการให้ยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด พักการใช้ข้อ ในการรักษาระยะยาวจะให้ยาลดกรดยูริคในเลือด การใช้ยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะผลข้างเคียงของยารักษาโรคเกาต์พบได้ค่อนข้างบ่อย

และเมื่อมีข้ออักเสบ อย่านวดข้อนั้นเพราะการนวดจะทำให้อาการอักเสบเป็นนานขึ้นและหายช้า

ส่วนการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูงไม่มีความจำเป็นมากนัก ยกเว้นในรายที่มีประวัติเป็นข้ออักเสบชัดเจนเวลาทานอาหารประเภทนั้น หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์

เห็นได้ว่าโรคเกาต์ยังเป็นโรคที่หลายคนเข้าใจผิด ทำให้เกิดความลำบากในการรักษาและสร้างความทุกข์กับผู้ป่วยด้วย.

นายแพทย์ถนัด ไพศาขมาศ (อายุรแพทย์)

ที่มา : เดลินิวส์ 3 พฤศจิกายน 2556

ทางหนีสมองเสื่อมสำหรับคนชอบดื่ม

dailynews130422_001ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชนิดที่คนรอบข้างยกให้เป็นคอเหล้าหรือนักดื่ม ไม่ควรพลาดข้อมูลควรรู้จากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด สหรัฐ ซึ่ง ‘ฮอลลิส แคโรลี’ หัวหน้าทีมวิจัยเล่าไว้ว่า โดยทั่วไป สมองของคนเราจะค่อยๆ เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา แต่อีกปัจจัยที่นำความเสื่อมมาสู่สมองได้เร็วยิ่งขึ้น คือ เครื่องดื่มมึนเมาหรือแอลกอฮอล์ ยิ่งนักดื่มรายใด ดื่มบ่อย ดื่มจัดหนัก สมองก็จะยิ่งเสื่อมเร็วขึ้นไปอีก

ทว่าผลจากการศึกษาค้นคว้า พบว่า นักดื่มพอจะมีหนทางชะลอหรือหลีกหนีความเสื่อมของสมองจากพิษสงของแอลกอฮอล์ได้ เพียงแค่ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งก็คือ การออกกำลังกายที่ส่งผลให้หัวใจทำงานมากขึ้น เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค ปั่นจักรยาน ที่สำคัญจะต้องทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

ก่อนจะสรุปออกมาได้ขนาดนี้ ทีมวิจัยได้ศึกษาผลการสแกนภาพสมองด้วยเครื่อง MRI ของอาสาสมัคร 60 ราย ร่วมกับข้อมูลด้านพฤติกรรมการดื่ม การสูญเสียการควบคุมจากการดื่มหนัก ความถี่ในการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้เชื่อได้ว่า คนที่ดื่มหนัก แล้วขาดหรือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จะมีสภาพความเสื่อมของสมองชัดเจนกว่านักดื่มที่ออกกำลังกายหนักหรือสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า เนื้อสมองสีขาว (white-matter)

แม้ผลวิจัยดังกล่าวจะทำให้นักดื่มใจชื้นขึ้นได้บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะรอไปออกกำลังกายหลังจากวันที่ไปดื่มมาเท่านั้น ที่ดีที่สุด คือ ทุกคนควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและชะลอความเสื่อมของสมอง โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ จดจำ และการควบคุมตนเอง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 22 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Exercise might have a protective effect from brain-damaging alcohol.

Report: Exercise Might Prevent Alcohol’s Brain-Damaging Effects

Those who exercised the most saw ‘no strong relationship’ between white matter damage and heavy drinking

By JASON KOEBLER

April 16, 2013

Good news for people who drink hard and exercise hard: Exercise might mitigate brain damage caused by heavy drinking.

People who exercised often did not show a “strong relationship between white matter damage and heavy drinking,” unlike those who drank but did not exercise much, according to Hollis Karoly, a researcher at the University of Colorado, Boulder and lead author of the study, which was published Tuesday in the journal Alcoholism: Clinical & Experimental Research.

White matter is one of the main components of the brain and is involved with learning, processing, cognition and communication between different regions of the brain. In the past, “heavy alcohol exposure [has been] significantly associated with decreased white matter fiber quality,” according to the study. The study asked participants to self-report their drinking and aerobic exercise habits, which include running, walking, cycling and other light-to-moderate intensity activities.

Previous studies have also shown that people who exercise regularly have better white matter “integrity” than those who don’t. Karoly says the “protective or reparative neurobiological effects” of exercise extend to those who drink heavily.

Because the study relied on self-reported drinking and exercise data, Karoly can’t prescribe a certain type or amount of exercise in order to mitigate alcohol’s brain-damaging effects. She says her findings are “preliminary” but are “consistent with the hypothesis that aerobic exercise may mitigate or reverse alcohol-related damage.”

“Given that we did not have control over the duration, intensity, frequency or type of aerobic exercise in which participants engaged, it is difficult to address the ‘dose’ of aerobic exercise that may be necessary to obtain neuroprotective benefits,” the study says.

Karoly says future research will seek to discover the mechanism by which exercise protects the brain. It is still unclear whether going for a run the day after a late night out can help mitigate alcohol’s effects or whether the exercise must be a consistent lifestyle choice.

“We were only taking into account recent exercise and drinking behavior,” she says. “It’d be interesting to look at longer-term exercise to control for how many years a person has been doing an exercise or drinking.”

SOURCE : www.usnews.com

เข้าปีใหม่ เลิกเหล้า เลิกเมา เลิก…แอ๊บแตก!! โดย สิรวุฒิ รวีไชยวัฒน์

manager121230_001เคยสังเกตหรือไม่ว่า อาการของแต่ละคนหลังน้ำเมาเข้าปาก เขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไร บางคนอาจเมาแล้วเพี้ยน เมาแล้วร้องไห้ เมาแล้วหัวเราะ เมาแล้วหลับ เมาแล้วพูดมาก เมาแล้วใช้ความรุนแรง เมาแล้วสาวแตก ฯลฯ จนเพื่อนๆ ถึงขั้นส่ายหน้าเอือมระอา เพราะแทนที่จะได้สนุกสนานไปกับช่วงเทศกาลวันดีๆ กลับต้องมาคอยดูแล หิ้วปีกเพื่อนจอมเมาที่นอกจากพฤติกรรมเปลี่ยนแล้ว ยังดูแลตัวเองไม่ได้อีก!!

ไม่แปลกที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถึงได้รับฉายามาแต่โบราณว่า…น้ำเปลี่ยนนิสัย

สาเหตุที่เมื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากแล้วเปลี่ยนนิสัยคนบางคนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้นั้น นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อธิบายว่า ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมี “เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol)” เป็นส่วนประกอบ ซึ่งฤทธิ์ของเมทิลแอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของศูนย์ควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ ทำให้พฤติกรรมที่คนเรา “แอ๊บ” เอาไว้ตลอดเวลาหลุดออกมา ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้น น่าจะเป็นนิสัยเดิมที่เก็บเอาไว้ของคนๆ นั้นเอง ทำให้แต่ละคนเมื่อเมาเหล้าแล้วมีอาการที่แตกต่างกันออกไป

สอดคล้องกับ นพ.ทวี ตั้งเสรี รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่ระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ส่วนควบคุมพฤติกรรมเสียไป หรือหยุดทำงาน เวลาเมาเราจึงเห็นคนทำอะไรบ้าๆ บอๆ ก้าวร้าว ซึ่งต่างจากเมื่อเวลามีสติเราจะสามารถควบคุมพฤติกรรมได้ ตรงนี้ต้องคอยระมัดระวัง เพราะคนที่เมาจะดูตัวเองไม่ออก เพื่อนต้องคอยสังเกตอาการเมา โดยเฉพาะคนที่เมาแล้วมีอาการก้าวร้าวรุนแรง

“เวลาคนเมาจะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมา ซึ่งพฤติกรรมตรงนั้นเป็นจิตทั้งก้อน เป็นนิสัยดิบของเขา ซึ่งปกติแล้วเมื่อเรามีสติเราจะควบคุมได้ บางคนพื้นนิสัยอาจเป็นคนก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง เมื่อเมาก็อาจทำให้มีพฤติกรรมที่รุนแรง หรือบางคนเก็บงำความเศร้าเอาไว้ เมื่อเมาก็อาจจะร้องไห้ฟูมฟายเศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น”

นพ.ทวี กล่าวว่า ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เคยมีประวัติดื่มเหล้าจนเมาแล้วเลอะเทอะ หรือมีพฤติกรรมก้าวร้าว ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยดู คอยสังเกตพฤติกรรม และคอยเตือนสติไม่ให้เมาจนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมา

ด้าน นพ.ทักษพล ธรรมรังสี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เปิดเผยว่า การแสดงพฤติกรรมเมื่อเกิดอาการเมาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีปัจจัยในการขับเคลื่อน 3 อย่าง ได้แก่ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด นิสัยเดิมของแต่ละบุคคล และความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ซึ่งระดับแอลกอฮอล์ในเลือดจะส่งผลต่อพฤติกรรมและร่างกายระยะสั้น โดยส่วนใหญ่เป็นผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ระบบหัวใจและระบบหายใจ ดังนี้

1.ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30-120 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการผ่อนคลาย เพ้อฝัน เชื่อมั่น พูดคุยง่าย เป็นกันเอง สมาธิลดลง การตัดสินใจเริ่มผิดปกติ ปฏิกิริยาตอบสนองเริ่มช้าลง การประสานงาน และการควบคุมกล้ามเนื้อบางส่วนเริ่มผิดปกติ

2.ระดับ 90-250 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการง่วงนอน ซึม ความสามารถในการจำ ในการทำความเข้าใจ ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงอย่างชัดเจน เดินไม่ตรง ประสาทการรับรู้ผิดปกติ เช่น สายตาเบลอ

3.ระดับ 180-300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการ สับสน ซึม พูดไม่รู้เรื่อง เดินเป๋มากขึ้น สายตาสับสน วิงเวียน คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง อาจควบคุมอุจาระปัสสาวะไม่ได้

4.ระดับ 250-400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการเดินไม่ได้ หมดสติเป็นช่วงๆ จำอะไรไม่ได้ ปัสสาวะราด สูญเสียการรับรู้เพิ่มขึ้น เช่น ชาทั้งแขนขา การเต้นของหัวใจลดลง มีความผิดปกติของการหายใจ อาเจียนรุนแรง อาจเกิดอาการสำลักขณะหมดสติ

5.ระดับ 350-500 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการหมดสติ โคม่า สูญเสียปฏิกิริยาตอบสนอง มีความผิดปกติของการหายใจ หายใจช้าลง จนถึงหยุดหายใจได้ หัวใจเต้นช้าลง และเสียชีวิต

“แอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มโอกาสของการเกิดปัญหาดังกล่าว แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ดื่มเช่นนี้ หรือระดับนี้แล้วจะเกิด เพราะนอกจากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดแล้วยังขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจ สิ่งแวดล้อมของการดื่ม และความสามารถในการควบคุมตัวเองด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คนที่ดื่มจะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนไม่ดื่ม คนดื่มมากจะเสี่ยงกว่าคนดื่มน้อย”

นอกจากพฤติกรรม “แอ๊บแตก” และแสดงนิสัยดิบของตนออกมาแล้ว นพ.ทักษพล อธิบายอีกว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยังมีผลต่อการก่อความรุนแรงด้วย เนื่องจากปัจจัยการควบคุมตนเองเสียไป เช่น สติ การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยง การแปรผลข้อมูล และปัจจัยความเสี่ยง เช่น กล้าเผชิญหน้า กล้าเสี่ยง และจัดการกับอารมณ์ได้ไม่ดี ที่สำคัญยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการล่วงละเมิดทางเพศ เนื่องจากขาดสติยับยั้งชั่งใจ รวมไปถึงอันตรายจากการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งแต่ละปีมีผู้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 26,000 ราย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 ที่จะถึงนี้ หากไม่ต้องการเป็น 1 ใน 26,000 รายที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือเกิดอาการแอ๊บแตก แสดงพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ใครได้เห็น ถ้าเป็นไปได้ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากจำเป็นต้องดื่มควรมีเพื่อนคอยสังเกตอาหารหรือเตือนสติ ที่สำคัญดื่มแล้วไม่ควรขับรถด้วยตัวเอง เพราะหากระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าผิดกฎหมายตามประกาศกฎกระทรวงมหาดไทย ผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 ถึง 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 ธันวาคม 2555

ติดสปีดให้สเปิร์ม ว่ายเจาะไข่เร็วปรี๊ด

คุณสามีที่หวังจะปั๊มทายาท แต่ทำรักกันวันแล้ววันเล่า คุณภรรยาก็ยังไม่ตั้งครรภ์เสียที หากเป็นเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่า สาเหตุหนึ่งอาจมาจากคุณภาพของ ‘สเปิร์มหรือตัวอสุจิ’ ก็เป็นได้

เรื่องนี้ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์โดบาในแดนกระทิงดุได้ศึกษาจนพบว่า ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมานี้ คุณภาพของสเปิร์มลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ประกอบด้วย การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และความอ้วน

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้ศึกษาเจาะลึกในผู้ชายกลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน เพื่อดูคุณภาพของสเปิร์ม และผลการศึกษาเผยออกมาว่า ตัวสเปิร์มของผู้ชายที่ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำนั้นมีคุณภาพดี รูปร่างดี เคลื่อนที่หรือว่ายไปหาไข่ได้อย่างรวดเร็ว แถมยังมีจำนวนมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ชายที่ขี้เกียจออกกำลังกาย

การที่สเปิร์มของผู้ชายที่ออกกำลังกายนั้นมีคุณภาพดีกว่าผู้ชายไม่ออกกำลังกาย ก็เป็นเพราะการออกกำลังกายช่วยให้ฮอร์โมนต่างๆ อยู่ในระดับสมดุล แต่ถ้าให้มองเฉพาะเรื่องการสืบพันธุ์ การออกกำลังกายจะเป็นผลดีกับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน คอร์ติซอล และเอฟเอสเอช ที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างอสุจิในลูกอัณฑะ และกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศด้วย นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยปรับสภาพภายในอัณฑะให้กลายเป็นโรงงานผลิตสเปิร์มที่มีคุณภาพ

ดังนั้น การออกกำลังกายจึงถือเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยให้สเปิร์มมีคุณภาพดี เพิ่มโอกาสการปฏิสนธิที่มีประสิทธิภาพ คุณสามีภรรยามีเบบี๋ได้สมใจอยาก ทว่าในทางอ้อมยังช่วยป้องกันคำครหาว่า คุณผู้ชายไม่มีน้ำยาหรือเปล่า?!.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์  7 พฤศจิกายน 2555

.

Related Article:

.

Successful swimmers: The first sperm to reach and enter the egg fertilises it

 

Men who exercise don’t just get themselves fit… their sperm swim faster, too! 

  • Exercise promotes healthy hormone levels that improves environment inside testes, say scientists
  • Sperm quality has generally fallen over the past 50 years

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 16:43 GMT, 2 November 2012 |

Men who are hoping to have children in the future would do well to get to the gym, after a study found exercise could help their sperm to swim faster.

Researchers found men who worked out more had faster swimming sperm that was better formed, compared to their sedentary peers.

They suggest that exercise promotes healthy hormone levels that create a better environment in the testes for sperm production.

The findings, from the University of Cordoba in Spain, are important because semen quality has dropped overall in the last 50 years. Many factors have been blamed including drinking, smoking, and the rising levels of obesity.

The team assessed whether there was any difference in the hormonal levels and semen quality of men who were physically active compared to those who weren’t.

They looked at factors including sperm count and mobility and analysed hormones including testosterone, cortisol and the follicle-stimulating hormone.

The results concluded physically active subjects display better semen values.

Research leader Diana Vaamonde, said: ‘Despite the fact that the sample population is not very big (31 men), given the complexity of the analysis, this is the first study that assessed the differences between these parameters in both populations.

‘Despite that fact that more studies are needed to confirm these findings, we can suggest exercise to improve the hormonal environment and stimulate the sperm process.’

However, it may be true that doing too much exercise could have a counter-productive effect.

In 2010 Vaamonde published a study showing that the sperm parameters of elite sportsmen are worse than men who are just physically active. It is possible that the increased strain of training causes a decline in sperm quality.

The latest study was published in the ‘European Journal of Applied Physiology.’

SOURCE: dailymail.co.uk

ภาระโรค ของคนไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีรายงานผลการศึกษา “ภาระโรคและสุขภาพของประชากรไทย พ.ศ. 2552” โดยนักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทำการศึกษาทุก 5 ปี ในอดีตที่ผ่านมาดำเนินการมาแล้ว 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2542 และ พ.ศ. 2547 ในครั้งล่าสุดมีข้อมูลที่น่าสนใจจึงนำมาบอกต่อกัน

ทพญ.กนิษฐา บุญธรรมเจริญ นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ อธิบายว่า เครื่องชี้วัด “ภาระโรค” ที่มีหน่วยวัดเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียไปจากโรคและการบาดเจ็บของประชากร จัดเป็นการวัดสถานะสุขภาพของประชากรแบบองค์รวม ที่วัดภาวการณ์สูญเสียด้านสุขภาพ หรือ ช่องว่างด้านสุขภาพโดยแสดงถึงจำนวนปีที่สูญเสียไป เรียกว่า ดาลี่ (DALY) จากการตายก่อนวัยอันควร รวมกับจำนวนปีที่มีชีวิตอยู่กับความบกพร่องทางสุขภาพ ซึ่งเป็นความพยายามที่จะสะท้อนปัญหาทั้งการป่วย พิการ และตายออกมาเป็นหน่วยวัดเดียวกันระหว่างสาเหตุของโรค และการบาดเจ็บต่าง ๆ

ผลศึกษาพบว่า ความสูญเสียปีสุขภาวะของประชากรใน พ.ศ. 2552 คิดเป็น 10.2 ล้านดาลี่ โดยเพศชายมีความสูญเสียมากกว่าเพศหญิง 1.3 เท่า นั่นคือเพศชายมีความสูญเสียประมาณ 5.8 ล้านดาลี่ และเพศหญิงมีความสูญเสียประมาณ 4.4 ล้านดาลี่

ปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของการสูญเสียปีสุขภาวะ ได้แก่ การดื่มแอลกอฮอล์ รองลงมาคือ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย การไม่สวมหมวกนิรภัย ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง การบริโภคผักและผลไม้น้อย การขาดการออกกำลังกาย มลพิษทางอากาศ การขาดน้ำสะอาด การสุขาภิบาลและสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม การใช้สารเสพติด การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ภาวะทุพโภชนาการ (น้ำหนักน้อยในเด็ก)

สาเหตุอันดับแรกของความสูญเสียปีสุขภาวะใน “ประชากรชาย” คือ การเสพติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รองลงมาได้แก่ อุบัติเหตุทางถนน โรคหลอดเลือดสมอง โรคเอชไอวี/เอดส์ และโรคมะเร็งตับ

สำหรับใน “ประชากรหญิง” สาเหตุอันดับแรกของความสูญเสียปีสุขภาวะ คือ โรคเบาหวาน รองลงมาได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคซึมเศร้า โรคหัวใจขาดเลือด และโรคเอชไอวี/เอดส์

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาระโรคมากที่สุด 5 อันดับแรกในเพศชาย ได้แก่ การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ระดับความดันโลหิตสูง การไม่สวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยง 5 อันดับแรกในเพศหญิง ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ระดับความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และการบริโภคผักและผลไม้น้อย

ในปี พ.ศ. 2552 โรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นสาเหตุของการสูญเสียปีสุขภาวะมากเป็นอันดับหนึ่ง การสูญเสียปีสุขภาวะในปี พ.ศ.2552 เพิ่มสูงขึ้นจากปี พ.ศ. 2542 และปี พ.ศ.2547 โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการที่รุนแรง กำลังคุกคามต่อชีวิตของประชาชนไทยและทั่วโลก เหตุผลที่ทำให้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอาจมาจากการได้รับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง การสูบบุหรี่ การขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การดื่มแอลกอฮอล์

การสูญเสียปีสุขภาวะจากการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ของประชากรในปี พ.ศ. 2552 เปรียบเทียบกับผลการศึกษา 2 ครั้งที่ผ่านมาพบว่า ในปี พ.ศ. 2552 จำนวนผู้ที่สูญเสียน้อยทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากการรักษาผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้นตามไปด้วย

ความเสี่ยงในปัจจุบันเปลี่ยนจากโรคติดเชื้อ มาเป็นความเสี่ยงจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้คงเป็นเพราะคนมีเครื่องทุ่นแรงมากขึ้น สบายมากขึ้น บริโภคอาหารไขมันสูง หรืออาหารขบเคี้ยวมากขึ้น ไม่รับประทานผักและผลไม้ ขาดการออกกำลังกายน้อยลง

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ภาระโรค จัดทำขึ้นเพื่อให้หน่วยงานทั้งหมด   ของประเทศได้รับทราบสถานการณ์ปัญหาและนำไปปรับเปลี่ยนนโยบาย ข้อมูลที่มีอยู่บ่งชี้ว่า ควรเพิ่มมาตรการลดการบริโภคแอลกอฮอล์ ยาสูบและอาหาร และเครื่องดื่มที่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ รวมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบเดินทางขนส่งให้ปลอดภัย และให้ประชาชนได้เดินหรือขี่จักรยานอย่างสะดวกเพื่อการเป็นการออกกำลังกายประจำ เพื่อยืดอายุขัยและเพิ่มสุขภาวะของทุกคน.

นวพรรษ บุญชาญ รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 สิงหาคม 2555