ต้อหิน ปัจจัยสู่ตาบอด

dailynews130504_001a“ต้อหิน” เป็นหนึ่งโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านอายุ โดยคนที่อายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อหินได้มากราว 6 ถึง 7 เท่าของคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันคนไทยเป็นโรคต้อหินและโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคต้อหิน 9 จาก 10 ราย มักไม่มีอาการ ทำให้กว่าที่จะรู้ตัวและมาพบแพทย์ ประสาทตาก็ถูกทำลายไปแล้ว นั่นทำให้ “ต้อหิน”เป็นสาเหตุที่นำไปสู่ตาบอดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย

ต้อหินเป็นโรคเรื้อรัง ไม่ค่อยมีการแสดงอาการ บางรายอาจมีอาการตามัวบ้าง แต่ส่วนใหญ่สามารถใช้สายตาได้อย่างปกติ เนื่องจากต้อหินเป็นการสูญเสียลานสายตารอบนอก แคบเข้ามาจนถึงตรงกลาง จนกระทั่งบอดในที่สุด โดยมีวิธีการสังเกตคือ ให้ปิดตาทีละข้าง เพื่อเปรียบเทียบการมองเห็น ดูว่าตาทั้งสองข้าง เห็นชัดและเห็นได้กว้างเท่ากันหรือไม่

และแม้จะขึ้นชื่อว่าต้อเหมือนกัน แต่ต้อกระจกสามารถผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาได้ ส่วนต้อหินถ้าปล่อยทิ้งไว้ หากไม่ทำการรักษา ประสาทตาจะเสื่อมไปเรื่อย ๆ ส่วนที่เสียไปแล้วก็จะไม่สามารถทำการรักษาให้ดีเหมือนเดิม และไม่สามารถผ่าตัดเปลี่ยนประสาทตาได้เหมือนต้อกระจก

แต่หากตรวจพบได้เร็ว ก็สามารถทำการรักษาเพื่อไม่ให้ตาบอดได้ โดยการรักษามีทั้งการใช้ยา การยิงเลเซอร์ และการผ่าตัด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและโรคที่เป็น

ต้อหินบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น ต้อหินชนิดมุมปิดเฉียบพลัน ต้อหินที่เกิดจากการฟุ้งกระจายของเม็ดสี และต้อหินที่มีสาเหตุจากเลนส์แก้วตา การจะทราบว่าเป็นต้อหินชนิดใดนั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์ และทำการรักษาอย่างทันท่วงที

dailynews130504_001b
มักมีคำถามบ่อย ๆ ว่าจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นต้อหิน

จักษุแพทย์จะทำการตรวจสภาพลูกตาส่วนหน้าด้วยเครื่องตรวจ slit lamp (สลิท แลมป์) วัดความดันลูกตา ตรวจความกว้างของมุมตา ตรวจสภาพของขั้วประสาทตา และเส้นใยประสาทตา นอกจากนี้ในรายที่สงสัยว่าอาจเป็นต้อหิน แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อตรวจสภาพลานสายตา และวัดความหนาของเส้นใยประสาทตา ซึ่งในรายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นต้อหิน จักษุแพทย์จะให้การรักษา และจะต้องได้รับการตรวจติดตามเป็นระยะเพื่อดูว่าโรคยังมีลักษณะของการลุกลามต่อเนื่องอยู่หรือไม่ เพื่อจะได้รับการรักษาให้สามารถควบคุมโรคไม่ให้เกิดการลุกลามมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถคงสภาพการมองเห็นเป็นปกติอยู่ได้

ในคนปกติทั่วไปจึงแนะนำให้ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงอายุ 25-40 ปี และรับการตรวจทุก 2-4 ปีในช่วงอายุ 40-64 ปี หลังจากนี้ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อหินอยู่แล้วจึงควรได้รับการตรวจสุขภาพตาถี่ขึ้น โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาถึงความถี่ห่างในการเข้ารับการตรวจในครั้งต่อไปตามสภาพของลูกตาและปัจจัยเสี่ยงในแต่ละบุคคล

ฉบับหน้ามาติดตามต่อกับการดูแลตัวเองเมื่อเป็นต้อหินและความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหิน.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธรสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  5 พฤษภาคม 2556

dailynews130511_001a

หลากความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหินและการดูแลตัวเองเมื่อเป็นต้อหิน

เมื่อเป็นต้อหินแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง คำถามนี้ เรามีคำตอบมาช่วยคลายความกังวลใจกัน

สิ่งแรกเลย ควรหยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอเพื่อรักษาระดับความดันตาให้คงที่อยู่ในระดับที่ต้องการ

หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือกีฬาที่มีการกระทบกระเทือนบริเวณตาหรือใบหน้า

ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเพื่อทำทางระบายความดันตาแล้ว ควรระมัดระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อ เช่น ไม่เล่นดำน้ำในคลอง

หากมีน้ำตาไหลมากผิดปกติต้องสงสัยว่ามีการรั่วของทางระบายที่ผ่าตัดไว้ หรือผู้ป่วยที่ผ่าตัดทำทางระบายน้ำไปแล้ว หากมีตาแดง ตามัว ปวดตา แพ้แสงมาก ให้รีบมาพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอถึงวันนัด เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนได้

ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจติดตามการดำเนินโรค และประสิทธิภาพ ตลอดจนผลข้างเคียงของยาเป็นระยะ

ควรนำยาต้อหินมาด้วยทุกครั้ง เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเมื่อมีการปรับเปลี่ยนการรักษา (ยาที่ต้องแช่ตู้เย็นให้จดชื่อยา)

หากมีการเลื่อนนัดตรวจ และยาหมดก่อนถึงวันนัดใหม่ ให้มารับยาเพิ่ม เนื่องจากการขาดยาจะทำให้แพทย์ไม่สามารถประเมินความดันตาที่ควรจะเป็นหากมีการหยอดตาตามปกติได้

และเมื่อแพทย์ส่งตรวจลานสายตา ควรทำอย่างตั้งใจ ไม่ต้องกลอกตามองหาแสง เพราะผลการตรวจลานสายตามีส่วนสำคัญอย่างมากในการประเมินระยะของโรค และประเมินผลการรักษา

dailynews130511_001b

นอกจากนี้แล้ว ยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับต้อหิน ซึ่งสามารถอธิบายได้ ตัวอย่างเช่น

การนวดตาช่วยลดความดันตาได้ ในความเป็นจริงแล้วการนวดตาเป็นการเพิ่มความดันในลูกตาจากแรงกดของมือ อาจมีผลให้โรคต้อหินแย่ลงได้ ยกเว้นในบางกรณีที่ได้รับการผ่าตัดไปแล้ว แพทย์อาจสั่งให้นวดตาเพื่อเพิ่มการระบายของน้ำเลี้ยงลูกตาผ่านทางช่องที่เจาะไว้

ค่อยมารักษาตอนมีอาการแล้วก็ได้ ต้อหินส่วนใหญ่มักมีอาการตอนเข้าสู่ระยะท้ายๆ ของโรค ฉะนั้นไม่ควรรีรอที่จะมาพบแพทย์

ดูทีวี ใช้งานคอมพิวเตอร์ จะทำให้เป็นต้อหินมากขึ้น ผู้ป่วยต้อหินสามารถดูทีวีและใช้คอมพิวเตอร์ได้ตามปกติ

การทำเลเซอร์หรือการทำผ่าตัดจะช่วยให้หายขาดจากต้อหินได้ การรักษาต้อหินในปัจจุบัน ไม่ว่าด้วยวิธีใด ทำได้เพียงชะลอไม่ให้มีการลุกลามของต้อหินมากขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถทำให้การมองเห็นส่วนที่เสียไปแล้วกลับมาดีได้ มีต้อหินบางชนิดเท่านั้นที่หายขาดได้

เป็นต้อกระจกแล้ว ต้องเป็นต้อหินตามมา ต้อกระจกจะทำให้เกิดต้อหินได้ในบางกรณีเท่านั้น ได้แก่ ต้อกระจกสุกจนมีเนื้อเลนส์รั่วออกมาอุดทางออกของน้ำในตา กระตุ้นการอักเสบในลูกตา หรือเลนส์มีขนาดใหญ่จนทำให้มีการปิดของมุมตา

ผ่าตัดต้อกระจกแล้วจะไม่เป็นต้อหิน การผ่าตัดต้อกระจกช่วยป้องกันการเกิดต้อหิน เฉพาะกรณีต้อหินมีสาเหตุการเกิดจากเลนส์ตาเท่านั้น.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธนสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์  11 พฤษภาคม 2556

dailynews130518_001b

แนวทางรักษาภาวะต้อหิน – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

ต้อหิน เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ขั้วประสาทตา ซึ่งส่งผลทำให้ลานสายตาแคบลงเรื่อย ๆ จนตาบอดได้ โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีการสูญเสียลานสายตารอบนอกก่อน หากไม่ได้รับการรักษา ลานสายตาก็จะถูกทำลายมากขึ้น ทำให้ลานสายตาแคบลง เหลือเฉพาะศูนย์กลางการมองเห็น ผู้ป่วยจึงจะเริ่มรู้สึกถึงการมองเห็นที่ผิดปกติ ซึ่งมักจะเป็นระยะท้าย ๆ ของโรคแล้ว

เนื่องจากพยาธิสภาพของการก่อโรค เป็นการทำลายเซลล์เส้นใยประสาทตา ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่ได้ ดังนั้นการรักษาโรคต้อหินจึงทำได้เพียงยับยั้งโรคไม่ให้ลุกลาม หรือก่อความสูญเสียต่อการมองเห็นมากขึ้น แต่ไม่สามารถรักษาให้การมองเห็นที่เสียไปแล้วกลับมาเป็นปกติได้อีก

ชนิดของต้อหินที่พบมีอยู่ 2 ประเภทคือ ต้อหินมุมเปิด และต้อหินมุมปิด

ต้อหินมุมเปิด เกิดจากการเสียสมดุลระหว่างการสร้างและการระบายน้ำหล่อเลี้ยง ทำให้มีการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาได้น้อยเมื่อเทียบกับการสร้างทำให้ความดันลูกตาขึ้นสูง อาการมักค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงไม่มีอาการนำหรือรู้สึกถึงความผิดปกติจนกว่าการมองเห็นจะเสียไปมากแล้ว ต้อหินมุมเปิดมีทั้งแบบชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ที่มีสายตาสั้น หรือมีภาวะลูกตายาวจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้ ส่วนต้อหินมุมเปิดชนิดทุติยภูมินั้น สามารถบอกสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดได้ เช่น โรคต้อหินจากม่านตาอักเสบ หรือ ต้อหินอันมีสาเหตุจากเนื้อเลนส์ตา เป็นต้น

ต้อหินมุมปิด เกิดจากการมีภาวะอะไรก็ตามที่ทำให้มีการปิดกั้นหรือกีดขวางช่องทางระบายออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้มีการคั่งค้างของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตามากขึ้น จนความดันลูกตาขึ้นสูง หากความดันสูงอย่างรวดเร็วจะมีอาการของต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตาแดง เห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ หรือไม่มีอาการก็ได้หากความดันลูกตาสูงแบบค่อยเป็นค่อยไป ต้อหินมุมปิดก็มีทั้งแบบชนิดปฐมภูมิ ซึ่งไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่พบว่าผู้ที่มีสายตายาว หรือมีภาวะลูกตาสั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินชนิดนี้ และต้อหินมุมปิดชนิดทุติยภูมิ ที่สามารถบอกสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดได้ เช่น โรคต้อหินจากเนื้อเลนส์บวม หรือต้อหินจากเลนส์เคลื่อน เป็นต้น

dailynews130518_001a

แนวทางการรักษาที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาด้วยยา โดยใช้ยาหยอดตา ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายชนิด ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดจึงจะควบคุมความดันลูกตาได้ดีตามที่ต้องการ และจำเป็นต้องพบแพทย์เป็นระยะแม้จะควบคุมโรคได้ดีแล้วเพื่อดูว่ายาที่ใช้ยังมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคเป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ยารับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือด สามารถลดความดันลูกตาลงได้อย่างรวดเร็ว แต่มีผลข้างเคียงสูงจึงมักใช้ชั่วคราวในรายที่เป็นต้อหินแบบเฉียบพลัน หรือมีความดันลูกตาสูงมาก เพื่อดึงความดันลูกตาให้ลดลงก่อนการรักษาด้วยแสงเลเซอร์หรือการผ่าตัด

การฉายแสงเลเซอร์ เป็นการรักษาที่สำคัญในต้อหินแบบมุมปิด จะช่วยลดหรือทำให้สิ่งกีดขวางมุมตาหมดไป ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาสามารถระบายออกได้ตามปกติ ทำให้ความดันลูกตาลดลง ส่วนต้อหินแบบมุมเปิด จะช่วยเพิ่มระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาออกทางมุมตา แต่ผลมักจะอยู่ได้ชั่วคราว ส่วนการผ่าตัด จะใช้ในกรณีที่คิดว่าไม่สามารถใช้วิธีการอื่นรักษาได้ดี หรือผู้ป่วยไม่สามารถทนผลข้างเคียงของยา หรือไม่สามารถหยอดยาหรือติดตามการรักษาตามแพทย์สั่งได้ เป็นการผ่าตัดเพื่อทำช่องทางระบายน้ำออกจากลูกตาใหม่ ทำให้ความดันลูกตาลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการและสามารถควบคุมโรคได้ดีในระยะยาว

ผู้ป่วยรายใดที่มีปัจจัยเสริมต่าง ๆ ที่จะทำให้โรคแย่ลงร่วมด้วย เช่นถ้าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะต้องพยายามควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือผู้ป่วยบางรายที่มีโรคทางตาร่วมด้วย จำเป็นต้องให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของต้อหินควบคู่กันไป.

อ.นพ.วสุ ศุภกรธนสาร
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์  18 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

Advertisements