‘เมือกหอยทาก’ บำรุงผิวดีจริงหรือ

dailynews141220_01เทรนด์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของเมือกจากหอยทากกำลังมาแรง เพราะมีการโหมกระแสว่าช่วยเรื่องการบำรุง คืนความอ่อนวัยให้กับผิวพรรณ จนล่าสุดเกิดเป็นธุรกิจ “สปาหอยทาก” ขึ้นกลางเมืองเชียงใหม่ ที่จัดบริการหอยทากตัวเป็น ๆ ซึ่งอ้างว่านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส มาไต่ไปตามผิวหน้าให้ปล่อยน้ำเมือกออกมาบำรุงผิว กระทั่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องรุดเข้าไปตรวจสอบถึงความเป็นคุณ เป็นโทษ นั้น

ต่อเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผิวพรรณ อย่าง นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง อธิบายให้ได้เข้าใจว่าการเอาเมือกหอยทากมาบำรุงผิวพรรณนั้น มาจากการสังเกตธรรมชาติของตัวหอยทากเองที่สามารถปล่อยเยื่อเมือกออกมาเพื่อสร้างเซลล์ผิวหนังให้งอกขึ้นใหม่เมื่อได้รับการบาดเจ็บ คนเราจึงพยายามศึกษาหาสารที่มีอยู่ในเมือกหอยทากว่าตัวใดที่ช่วยเรื่องการฟื้นฟูสภาพผิว และนำมาผสมเป็นเครื่องสำอางในที่สุด จากนั้นก็ทำการโฆษณาว่าสารสกัดจากตัวหอยทากสามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้

ส่วนกรณีที่นำเอาหอยทากสด ๆ มาไต่บนผิวหน้าโดยยึดหลักคุณประโยชน์เดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพูดยาก เพราะเมือกที่หอยทากปล่อยออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมตัวเองนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ว่ามีความเข้มข้นมากน้อยเพียงใด เรื่องความสมดุลของภาวะเป็นกรด เป็นด่าง เหมาะกับผิวของคนเราหรือไม่ อย่าลืมว่าผิวหนังของคนแตกต่างจากผิวหนังของหอยทากอย่างสิ้นเชิง การตอบสนองย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นตรงนี้ต้องระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องความสะอาดที่แม้แต่การเลี้ยงแบบพิเศษเราก็ไม่สามารถวางใจได้ เพราะที่สกัดมาทำเครื่องสำอางยังต้องผ่านการตรวจสอบตั้งหลายกระบวนการ

สิ่งสำคัญเลยคือเรื่องความสะอาด เมือกสด ๆ แบบนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับผิวหน้าคนเรา จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทางลบ เช่น การระคายเคือง ผื่นแดงคัน สิวเห่อ ถ้าเป็นมาก ๆ อาจจะแสบ ลอกเป็นขุย ๆ ได้ ยิ่งพอเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าในเมือกหอยทากมีเชื้อโคลิฟอร์ม หรือเชื้ออีโคไล ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงแล้วยิ่งน่าเป็นห่วง เพราะถ้าผิวหนังบริเวณนั้นมีแผลแม้เพียงเล็กน้อยเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้จนทำให้เกิดการติดเชื้อ เป็นหนอง เป็นฝีตามมาได้ ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือดได้ แต่ปัญหาหลักคือการติดเชื้อที่ผิวมากกว่า

มาถึงตรงนี้ นพ.จินดา ได้ให้คำแนะนำเคล็ดลับในการดูแลผิวหน้าให้ดูสุขภาพดี เริ่มต้นที่การพักผ่อนให้เต็มที่ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ตามมาด้วยการทำความสะอาดที่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ถ้าเป็นคนผิวมันสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฟองนิดหน่อยได้ แต่ถ้าเป็นคนผิวแห้งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่มีฟอง และควรใช้เพียงน้ำเย็นธรรมดาเท่านั้น อย่าใช้น้ำอุ่นล้างหน้า โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เพราะน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้ง เกิดการระคายเคืองได้ง่าย

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังยังย้ำว่า หลังล้างหน้าต้องทาครีมบำรุงสม่ำเสมอเพื่อให้คงความชุ่มชื้นและผิวหนังไม่เหี่ยวย่น แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว คนผิวแห้งก็ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้น แต่ถ้าคนผิวมันก็ต้องใช้แบบที่เข้มข้นไม่มาก เช่น เป็นเจล เป็นโลชั่น เพื่อไม่ให้เกิดไขมันอุดตัน ที่สำคัญควรทาครีมกันแดดด้วยเสมอ เพราะแสงแดดเป็นตัวการจะทำให้ผิวเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับคนที่รักและใส่ใจในสุขภาพผิวของตัวเองจริง ๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์หรือวิธีการดูแลที่ได้มาตรฐาน พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ เพราะผลลัพธ์อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 20 ธันวาคม 2557

Advertisements

ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย โดย อ.พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

manager121121_001หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวหน้า และมักมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลผิวหน้ามาปรึกษาหมอบ่อยๆ ดังนั้นจะขอรวบรวมเคล็ดลับมาแนะนำกันค่ะ

โดยทั่วไปขั้นตอนการดูแลผิวพื้นฐานที่สำคัญและควรปฏิบัติในแต่ละวันเป็นประจำ มีเพียง 3 ขั้นตอน คือ
1.ทำความสะอาดผิวหน้า
2.ทาสารกันแดด และ
3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น 

การทำความสะอาดใบหน้า มีความสำคัญมาก เนื่องจากในแต่ละวันจะมีสิ่งสกปรกมากมายที่ติดค้างอยู่บนใบหน้า ตั้งแต่ เหงื่อ ไขมันที่ถูกผลิตจากต่อมไขมัน ขี้ไคล ไปจนถึงบรรดาครีมเครื่องสำอางต่างๆ ที่ทา รวมถึงสิ่งสกปรกจากมลพิษภายนอกที่มาจากน้ำมัน

การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า จะสามารถล้างเพียงเหงื่อและฝุ่นผงต่างๆ ที่ละลายน้ำได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถชำระล้างไขมันและน้ำมัน (ที่เป็นส่วนประกอบของครีมเครื่องสำอางต่างๆ ออกได้หมด) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบตามมาได้ ดังนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีส่วนผสมของสารชะล้างที่อ่อนโยนและคุณภาพดีกว่า เช่น โฟม เจลล้างหน้า มากกว่าสบู่ก้อน เนื่องจากสบู่ส่วนใหญ่จะมีค่าเป็นด่างสูงกว่าค่าปกติของผิวหนังคนเราซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ เมื่อล้างด้วยสบู่ที่เป็นด่าง จะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นมากจนเกินไป เกิดผิวแห้งเป็นขุยได้

ผิวแห้ง ผิวหน้ามักมีการผลิตไขมันได้น้อย ผิวจึงดูละเอียด มองไม่ค่อยเห็นรูขุมขน แต่ข้อเสียคือ ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวก็ลดตามไปด้วย ในระยะยาวจะเสียความยืดหยุ่นและเกิดเป็นริ้วรอยได้เร็วกว่าคนที่หน้ามัน ดังนั้นคนผิวแห้งไม่ควรใช้สบู่ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับคนหน้ามันหรือคนเป็นสิว เนื่องจากจะมีส่วนผสมของสารชะล้างในปริมาณที่มากกว่า และมักผสมกรดซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัดไขมันส่วนเกินในรูขุมขนและบนผิวหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในคนที่ผิวแห้งอยู่แล้ว กรณีที่ผิวแห้งมากๆ ในตอนเช้าอาจล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าธรรมดาก็เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้าเพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น

ผิวมัน จะมีการผลิตไขมันออกมาปริมาณมากและมักเกิดเป็นสิวได้ง่าย ลักษณะผิวหน้าจะค่อน ข้างหยาบ รูขุมขนใหญ่เห็นได้ชัดเจน แต่ข้อดี ความชุ่มชื้นของผิวจะดีและเมื่ออายุมากขึ้นจะเกิดริ้วรอยช้ากว่าคนผิวแห้งค่ะ สำหรับการล้างหน้านั้นมีงานวิจัยออกมาว่า ในคนที่เป็นสิว การล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น จะให้ผลการรักษาสิวดีที่สุด และไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวและยิ่งทำให้สิวอักเสบรุนแรงมากขึ้น แต่ถ้าหน้ามันมากๆ เหนอะหนะจนทำให้รำคาญอยากล้างหน้าในระหว่างวัน แนะนำให้ล้างด้วยน้ำเปล่าค่ะ และถ้ายังรู้สึกว่าความมันยังไม่หมด ก่อนนอนอาจใช้โทนเนอร์ช่วยปรับสภาพผิวกำจัดความมันที่เหลือได้

ผิวผสม มีการผลิตไขมันมากบริเวณทีโซน คือ หน้าผาก จมูก และคาง ส่วนบริเวณยูโซน แก้มกลับมีลักษณะผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งผิวมันและผิวแห้ง โดยแยกใช้ตามบริเวณลักษณะผิวที่แตกต่างกัน

สำหรับผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำ ครีมรองพื้นทั่วไปจะมีส่วนผสมของน้ำมัน (เพื่อให้เม็ดสีของเครื่องสำอางสามารถติดทนนาน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องสำอางชนิดกันน้ำ การล้างหน้าด้วยสารชะล้างในผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถล้างน้ำมันเหล่านี้ออกได้หมด ซึ่งอาจก่อให้เกิดสิว จึงควรใช้น้ำมันหรือโลชั่นเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกก่อนล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตามปกติค่ะ

นอกจากนี้ ควรดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ

 

.
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2555

.

manager121128_001ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย (ตอนที่ 2)

 

นอกจากการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งเป็นการดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่สำคัญ และควรปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน ยังมีเรื่องการทายากันแดดด้วยค่ะ

  ยากันแดด
ยากันแดดมีความสำคัญต่อการดูแลใบหน้า เนื่องจากแสงแดด (รังสี UVA และ UVB) เป็นสาเหตุภายนอกที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยและความชรา ผลิตภัณฑ์ยากันแดดทั่วไป มีหลายรูปแบบทั้งโลชั่น ครีม ฟลูอิด เจล แนะนำเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา โดยดูตามปริมาณน้ำมันที่ผสมในยากันแดดนั้นๆ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ผสมในครีมจะมากที่สุด ตามด้วยโลชั่น ฟลูอิด และเจล ตามลำดับ ยิ่งคนที่มีผิวแห้งยิ่งเหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำมันผสมอยู่มากกว่า

สำหรับการทายากันแดดที่ถูกต้องนั้น หลังล้างหน้าควรทายากันแดดก่อนแต่งหน้า และถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องสำอางที่ผสมสารกันแดดอยู่แล้ว แต่ก็ควรใช้ยากันแดดอยู่ดี เนื่องจากสารกันแดดที่ผสมในเครื่องสำอางอาจไม่สามารถกันได้ทั้งรังสี UVA, UVB และอาจไม่สามารถกันได้ตาม SPF ที่เพียงพอ 

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีผู้มักเข้าใจผิดว่า ยากันแดดที่มี SPF (sun protecting factor) สูงๆ เท่านั้น จึงจะสามารถป้องกันรังสีได้ดีเสมอ ซึ่งความเชื่อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นค่ะ เพราะ SPF นั้นแสดงถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเสื่อมชราเกิดริ้วรอยของผิวมีสาเหตุมาจากทั้งรังสี UVA และ UVB ดังนั้น ยากันแดดที่ดีจะต้องป้องกันรังสีทั้งได้ UVA และ UVB สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจวัตรกลางแดดเป็นประจำ ควรเลือกยากันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 และ ค่า PA (ความสามารถในการป้องกันรังสี UVA) อย่างน้อย +++ ค่ะ อย่างไรก็ดี การยากันแดดมี SPF สูงๆ มักต้องมีการผสมสารกันแดดหลายชนิดที่มากกว่า เท่ากับยิ่งเพิ่มโอกาสแพ้ยากันแดดให้สูงขึ้นด้วย

นอกจากที่กล่าวมา ยังมีผู้ที่ทายากันแดดเป็นประจำ แต่หน้ายังดำเวลาออกแดด อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากการทาในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เพราะกลัวความเหนอะหนะ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ผลตาม SPF, PA ที่ระบุอยู่ข้างกล่อง โดยเฉพาะที่ใบหน้า หากเป็นยากันแดดชนิดครีมต้องใช้ปริมาณเนื้อครีม 1 กรัม (เท่ากับบีบครีมให้มีความยาวเท่ากับ 2 ข้อนิ้วชี้ ) และชนิดเหลวเท่ากับเหรียญ 10 บาท 2 เหรียญ และควรทายากันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 20 นาทีค่ะ

ถ้าจะให้ดีต้องทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ผิวใส สมวัยค่ะ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2555

.

manager121205_001

ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย (จบ)

 

หากยังจำกันได้ ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าให้สวยใส สมวัยในชีวิตประจำวันนั้น นอกจากการทำความสะอาดผิวหน้าและทาสารกันแดดแล้ว ยังมีการทาสารให้ความชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญอีกด้วย 

น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นต่อเซลล์ที่มีชีวิตทุกเซลล์ของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง หากปริมาณน้ำในผิวหนังลดลง จะทำให้การลอกหลุดของผิวหนังชั้นบนผิดปกติ เกิดผิวแห้งเป็นขุยและเกิดการอักเสบตามมาได้ง่าย การรักษาระดับน้ำในผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอจึงมีความสำคัญมาก

วิธีดูแลผิวง่ายๆ คือ ทาสารให้ความชุ่มชื้น (moisturizer) แก่ผิวหนังให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและเรียบเนียน ไม่เป็นขุย โดย moisturizer จะทำหน้าที่เสมือนแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบบนผิวไม่ให้น้ำในผิวระเหยออกไป รวมถึงดูดซับน้ำจากผิวหนังชั้นล่างๆ ขึ้นมาสะสมและ เพิ่มปริมาณน้ำในผิวหนังชั้นบน

 ผิวแห้ง 
ผู้มีผิวแห้ง เหมาะกับ moisturizer ที่เข้มข้นมีปริมาณน้ำมันผสมมาก (ค่าความเข้มข้นของ moisturizer จากมากไปหาน้อย ครีม? โลชั่น? เจล? ซีรั่ม) โดยปัจจุบัน moisturizer ส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักผสมสารต่างๆ ที่มีฤทธิ์ฟื้นฟูผิวเป็นจุดขาย เช่น สารลดการสร้างเม็ดสีที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น (whitening) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) สารลดริ้วรอย (antiwrinkle) เป็นต้น

แต่จะเลือกใช้แบบใด แนะนำให้เลือกตามวัตถุประสงค์ค่ะ เพียงแต่ต้องระวังในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หากเปลี่ยน moisturizer ชนิดใหม่ อย่าเพิ่งเริ่มทาบนใบหน้าทันที ให้ทดลองทาหลังใบหูวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน ถ้าไม่มีอาการแพ้จึงมาใช้กับผิวหน้า นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงครีมที่ผสมน้ำหอม ซึ่งมักก่อให้เกิดอาการผื่นแพ้ได้ง่าย

ผิวมัน 
ปกติแล้วผู้มีผิวมัน ต่อมไขมันจะผลิตไขมัน (sebum) ออกมาในปริมาณมาก ซึ่ง sebum จะทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวหนังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทา moisturizer เพิ่มอีก สำหรับผู้ที่มีผิวผสม อาจทา moisturizer เฉพาะบริเวณแก้ม (U-zone) ที่มีผิวแห้ง และในผู้ที่ผิวเป็นสิวง่าย พยายามเลือก moisturizer ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว โดยสังเกตที่ข้างกล่อง จะมีคำว่า non-comedogenic หรือ non-acnegenic

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผิวทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียด การอดนอน รวมถึงการรักษาสุขภาพ โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้ 
       
เพียงเท่านี้คุณก็มีผิวสวย สุขภาพดีไปอีกนานค่ะ

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ธันวาคม 2555