‘เซ็กซ์’ ปลอดภัยวัยว้าวุ่น

dailynews130915_002วัยรุ่นที่รักสนุก ไม่ป้องกัน อาจพลาดพลั้งตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ หรือติดโรคจากคู่นอนเป็นของแถม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในบ้านเรายังพบเห็นอยู่เป็นประจำ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

รศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย กล่าวว่า ตอนนี้ปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์พบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากสถิติผู้หญิงตั้งครรภ์ 100 คน พบว่า 14-15% เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่า 20 ปี เฉลี่ยประมาณ 300 คนต่อวัน หรือถ้าอายุน้อยกว่า 15 ปี คือ อายุ 14 ปีลงไป ตั้งครรภ์เฉลี่ย 10 คนต่อวัน ถือเป็นปัญหาที่สำคัญ ในฐานะคนทำงานด้านนี้มองว่าทำอย่างไรจะลดปัญหาลงได้

ปัญหาการมีเซ็กซ์ไม่ปลอดภัย นำไปสู่การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำแท้ง ถ้าทำแท้งไม่ปลอดภัยก็นำไปสู่การติดเชื้อ เสียชีวิตของมารดาได้ ถ้าไม่ทำแท้ง เขาก็จะไม่ค่อยดูแลครรภ์ การตั้งครรภ์นั้นก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น คลอดออกมาทารกถูกทิ้ง ไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม และเป็นปัญหาสังคมตามมา

เซ็กซ์ไม่ปลอดภัยยังเสี่ยงต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชไอวี ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ในวัยรุ่นสูงอยู่

นอกจากการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ติดโรคแล้ว แม่อายุน้อยอาจจะมีอัตราการคลอดทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่ากำหนดเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับแม่ที่อายุปกติ หรืออาจจะมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ต้องผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเชิงกรานยังไม่พร้อมที่จะคลอดลูกทางช่องคลอด มีโอกาสจะเจ็บท้องก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น

ส่วนทารกนั้น เมื่อคลอดออกมาถ้าได้รับการดูแลดีก็จะมีพัฒนาการตามปกติได้ แต่วัยรุ่นบางคนมีการดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาเสพติดขณะตั้งครรภ์ ตรงนี้จะเป็นปัญหากับทารกในครรภ์ได้

การมีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร เกิดจากหลายปัจจัยด้วยกัน ถ้าเป็นปัจจัยที่เกิดจากตัววัยรุ่นเอง ด้านร่างกาย มีการเปลี่ยนแปลง จากเด็กผู้ชายเป็นหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อ มีอารมณ์ทางเพศ เด็กผู้หญิงเป็นสาวมีเต้านม มีทรวดทรง

ส่วนด้านจิตใจ วัยรุ่นมีความสนใจในตัวเองและเพศตรงข้าม เริ่มไม่ฟังผู้ใหญ่ เชื่อเพื่อน เชื่อคนอื่นมากกว่าผู้ปกครอง มีพฤติกรรมเลียนแบบ เพื่อนมีแฟนตัวเองก็ต้องมีแฟนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยภายในตัววัยรุ่น

ด้านปัจจัยภายนอกมาจากครอบครัว เช่น พ่อแม่ทำแต่งาน ไม่มีเวลาให้ลูก ครอบครัวแตกแยก มีแนวโน้มที่ลูกจะไปหาความอบอุ่นจากข้างนอก เพื่อนจึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เขาออกนอกลู่นอกทางได้

ขณะเดียวกันการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนก็ยังทำได้ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เท่าที่เคยพูดคุยกับคุณครูที่ทำเรื่องนี้บอกว่าไม่ได้รับการสนับสนุน ถือว่าไม่ใช่ภาระงานของครู ดังนั้นเขาก็ทำแบบขอไปที ไม่เต็มที่

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เช่น สื่อลามก ภาพยนตร์ ดารา ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่านิยม ทัศนคติของวัยรุ่นเรื่องการมีเซ็กซ์ไม่ถูกต้อง คือ มีเซ็กซ์โดยไม่ต้องกลัวอะไร

คำแนะนำเพื่อป้องกันปัญหามี 2 ส่วน คือ

ส่วนแรก ครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนเด็กได้ ให้เด็กกล้ามาปรึกษา หรือมาพูดคุยก่อนที่เขาจะไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์ เช่น เด็กผู้หญิงมีเพื่อนผู้ชายชวนไปเที่ยวต่างจังหวัดสองต่อสอง สุ่มเสี่ยงต่อการเสียตัว ถ้าเขาได้รับการชักชวนแล้วพูดคุยกับพ่อแม่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ดังนั้นพ่อแม่ต้องเปิดใจ ทำให้เด็กไว้ใจ เชื่อใจมาขอคำปรึกษา

ส่วนที่สอง เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แนวคิดของผู้ชาย “เซ็กซ์” สำคัญกว่า “ความรัก” ในขณะที่เด็กผู้หญิงความรักก่อน แล้วจึงยอมมีเซ็กซ์ด้วย คือ ยอมมีเซ็กซ์เพื่อความรัก

ดังนั้นกรณีเด็กผู้ชาย ถ้าพ่อแม่ ผู้ปกครอง สอนเขาให้เกียรติผู้หญิง รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำอะไรก่อนวัยอันสมควรหรือก่อนเวลาอันสมควร ก็จะทำให้เขาไม่เอาเปรียบผู้หญิง ส่วนเด็กผู้หญิงต้องสอนให้รู้จักปฏิเสธการเข้าไปอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการมีเซ็กซ์

ผมมีตัวอย่างผู้หญิงอายุ 19 ปีมาฝากท้อง รพ.จุฬาลงกรณ์ แล้วติดเชื้อเอชไอวี ปรากฏว่า สามีคนปัจจุบันซึ่งเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน ผลเลือดเป็นลบ คุยกันไปคุยกันมาถึงได้รู้ว่าน่าจะติดเชื้อเอชไอวีจากแฟนคนแรก ซึ่งมีเซ็กซ์กันตั้งแต่อายุ 15 ปี ตอนอยู่ ม.3 ผมก็ถามว่า แล้วทำไมจึงมีเพศสัมพันธ์ เขาบอกว่า ช่วงปิดเทอมได้ไปเลี้ยงฉลองกัน พอถามว่า ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเปล่าทำให้ยินยอมมีเซ็กซ์ เขาบอกว่าไม่ใช่ ที่ยอมเพราะรักผู้ชายคนนั้น ในที่สุดความสัมพันธ์ก็ยุติ เมื่อผู้ชายมีเซ็กซ์ด้วยแล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก กรณีนี้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าผู้ชายถูกสอนไม่ให้เอาเปรียบผู้หญิง ผู้หญิงถูกสอนให้รู้จักปฏิเสธ รู้ว่า เซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักยั่งยืน อาจจะช่วยให้เขาป้องกันปัญหาตรงนี้ได้

ถามว่า การทำโครงการนี้ไปส่งเสริมให้เด็กมีเพศสัมพันธ์หรือเปล่า คำตอบ คือ ไม่ใช่ การไม่มีเซ็กซ์ก่อนวัยอันสมควรดีที่สุด แต่ในสหรัฐเคยมีการศึกษาว่า ถ้าทำให้เด็กไม่มีเซ็กซ์จะช่วยลดอัตราการตั้งครรภ์ในเด็กวัยรุ่นได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าโครงการนี้ล้มเหลว เพราะไม่สามารถไปห้ามเด็กมีเซ็กซ์ได้ ดังนั้นถ้าเขาจะมีเซ็กซ์ต้องดูว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ไม่ให้เขาติดโรค โดยเฉพาะติดเชื้อเอชไอวี คือ ไม่มีเซ็กซ์ดีที่สุด แต่ถ้ามีเซ็กซ์ต้องมีเซ็กซ์อย่างปลอดภัย

เรื่องการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ในทางกฎหมายการทำแท้งไม่ได้รับการยอมรับ จึงมีการลักลอบการทำแท้งเกิดขึ้น ดังนั้นก็ต้องพยายามให้คำปรึกษาวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ว่าจะตั้งครรภ์ต่อหรือยุติการตั้งครรภ์ ถ้าต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ส่งไปในสถานที่ปลอดภัย แต่ตรงนี้อาจลำบากในการสื่อออกไปเพราะเป็นสิ่งที่ยังผิดกฎหมาย ถามว่ายังมีการให้บริการตรงนี้ไหม ยังมีอยู่

รพ.จุฬาลงกรณ์ มี “คลินิกดรุณรักษ์” ดูแลวัยรุ่นและเด็กที่มีปัญหาทางนรีเวช คลินิกนี้เป็นศูนย์รับส่งต่อคนไข้จากที่อื่น เป็นกรณีที่มีปัญหาเยอะ ๆ ไม่สามารถดูแลได้ในสถานบริการปฐมภูมิหรือทุติยภูมิ หรือบางครั้งเด็กพุ่งตรงมาที่คลินิกเราก็ยินดีให้คำปรึกษา

ในบ้านเรามีองค์กรภาครัฐและเอกชนทำเรื่องตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเยอะ เพียงแต่ว่า อาจจะยังไม่ประสานกัน อีกทั้งวัยรุ่นก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษา ขอคำแนะนำ และเข้าถึงบริการได้อย่างไร ก็เลยมีแนวคิดตั้งศูนย์ให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ ด้วยการใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวเชื่อมโยงวัยรุ่น ตอนนี้เรามีเฟซบุ๊กศูนย์สุขใจวัยว้าวุ่น” เป็นตัวเชื่อม เด็กวัยรุ่นสามารถติดต่อผ่านทางช่องทางนี้ ถามคำถาม หรือ ในกรณีที่ต้องการบริการด้านนี้ เราจะสื่อสารให้เขาไปพบศูนย์ที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า ที่ไหนมีศูนย์บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นบ้าง

ที่ผ่านมากระแสละครฮอร์โมนวัยว้าวุ่นดัง เราก็เลยจะจัดเสวนา “เซ็กซ์ปลอดภัย วัยว้าวุ่น” ในวันที่ 24 ก.ย. นี้ ที่ห้องประชุมเฉลิม พรหมมาส อาคาร อปร. เวลา 13.00-15.30 น. มีผู้ร่วมเสวนา อาทิ ทีมงานซีรีส์ ฮอร์โมน นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล คุณกรรณิกา ธรรมเกษร ผศ.นพ.ณัทธร พิทยรัตน์เสถียร พญ.ทัศน์วรรณ รังรักษ์ศิริวร รวมทั้งตัวแทนวัยรุ่น ดังนั้นผู้สนใจสามารถไปร่วมรับฟังหรือแสดงความเห็นได้.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  15 กันยายน 2556

Advertisements

“ชายเหนือชาย”ติดเอดส์พุ่ง

กว่า 30 ปีที่ผ่านมานับจากการพบผู้ป่วยเอดส์รายแรกของโลกในปี 2524 จนถึงปัจจุบัน คาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์มากกว่า 60-70 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่าครึ่งดังนั้นคาดว่าน่าจะมีผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ที่มีชีวิตอยู่ทั่วโลกกว่า 33 ล้านคน ที่น่าตกใจ คือ ยังมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักเป็นวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (เอ็มเอสเอ็ม) และสาวประเภทสอง มีอัตราการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

รศ.นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ ผอ.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า การติดเชื้อเอชไอวี 80-90 เปอร์เซ็นต์ผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ที่เหลือจากเข็มฉีดยา การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด กับทางทวารหนักโอกาสของการติดเชื้อได้ยากหรือง่ายต่างกันพอสมควร โดยทางช่องคลอดโอกาสที่จะมีการฉีกขาด บาดแผล น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยเยื่อบุลำไส้ จะเปราะบางกว่า พอเกิดการฉีกขาด ถ้าไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย โอกาสที่จะได้รับเชื้อเอชไอวีมีมากกว่า 5-10 เท่า

การเปลี่ยนคู่นอนเยอะ ก็มีโอกาสเจอแจ๊กพอต ได้รับเชื้อเอชไอวีมากขึ้น ขณะเดียวกันในคนที่ไม่ได้เปลี่ยนคู่ครอง แต่คู่ครองไปมีกิจกรรมทางเพศกับอีกหลายคน สุดท้ายก็จะมีความเสี่ยงด้วย

กลุ่มชายรักชายจะมีกลุ่มเฉพาะ ทั้งที่เที่ยว ที่ไปสถานบันเทิง ที่สังสรรค์ โอกาสที่จะพบปะกัน มีกิจกรรมทางเพศโดยป้องกันและไม่ป้องกัน จึงมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า

จากการเจาะเลือดสำรวจเพื่อเฝ้าระวังในบางจังหวัด พบว่า กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสองมีการติดเชื้อประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ โดยพบในคนอายุน้อย นักศึกษา นักเรียนมาตรวจเลือดบวกแล้ว กทม.มีอัตราการติดเชื้อสูงกว่าจังหวัดอื่น พบการติดเชื้อ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ เชียงใหม่ประมาณ 15-16 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยยังไม่สูงนัก  ถ้าเป็นคู่นอนประจำจะไม่ค่อยใช้ สมมุติมีแฟนเป็นฝรั่ง อยากให้แฟนใช้ถุงยางอนามัย แฟนฝรั่งก็ไม่อยากใช้ อ้างว่ามีคุณคนเดียว การขอให้แฟนฝรั่งใช้ถุงยางอนามัย แฟนฝรั่งอาจสงสัยว่าไปมีอะไรกับใคร หรือเปล่า ก็เลยต้องเลยตามเลย คือ ถุงยางอนามัยจะไปผูกมัดกับความเชื่ออะไรที่ว่า การใช้ถุงยางอนามัยแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน  ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้

นอกจากนี้การใช้ถุงยางอนามัยกรณีมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะต้องใช้สารหล่อลื่นเพราะมันฝืด ถ้าไม่ใช้สารหล่อลื่น หรือมีการหล่อลื่นไม่ดี โอกาสถุงยางอนามัยจะแตกก็สูงกว่าช่องคลอด ด้วยเหตุนี้กลุ่มชาย ที่มีเพศสัมพันธ์กับชายจึงมีโอกาสติดเชื้อสูง เจาะเลือดพบการติดเชื้อ 10-20 เปอร์เซ็นต์

ที่ผ่านมาได้มีความพยายามศึกษาหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อนำมาช่วยเสริมการป้องกันนอกเหนือจากการใช้ถุงยางอนามัย เช่น การใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวี จากผลการวิจัยพบว่า การกินยาต้านไวรัสยี่ห้อหนึ่ง ยาจะอยู่ในกระแสเลือดได้นาน ถ้าคนปกติยังไม่ติดเชื้อกินทุกวันจะมีระดับยาในเลือดสูงพอที่จะไปมีกิจกรรมทางเพศโดยไม่ป้องกัน ถุงยางแตก ถุงยางหลุด รั่ว ระดับยาต้านไวรัสที่อยู่ในกระแสเลือดอยู่แล้วน่าจะช่วยได้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยออกมาว่าไม่ได้ช่วยป้องกัน 100 เปอร์เซ็นต์ และยาอาจมีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีผลต่อไต ตับ และมวลกระดูกอีกทั้งยังไม่ได้รับการอนุญาตจาก อย. เพื่อใช้ในการป้องกัน อย่างไรก็ตามหากติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะต้องหยุดกินยาทันที เพราะยาจะไม่ช่วยแล้ว เนื่องจากยาที่ใช้ในการรักษาจะต้องใช้หลายขนานร่วมกันประมาณ 3  ตัว  ขืนกินอย่างเดียวอาจจะเกิดการดื้อยาได้ ส่วนเจลผสมยาต้านสำหรับทาภายในช่องคลอดของผู้หญิงก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ยังหาซื้อไม่ได้ จึงอยากฝากว่าการป้องกันที่ดีที่สุด คือ ลดพฤติกรรมเสี่ยง ใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ

ด้าน นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  กล่าวว่า การที่กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และสาวประเภทสอง มี  ผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงอยู่ น่าจะมาจากมาตรการที่ทำอยู่ทุกวันนี้ยังไม่เพียงพอ ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ๆ คือ ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ผล เพราะถ้าใช้ถุงยางอนามัยทุกคนก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือ บางครั้งเขาไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ดังนั้นจึงต้องการอะไรใหม่ ๆ หรือความเข้มข้นที่มากกว่าเดิมถึงจะแก้ปัญหาได้ อย่างในกรุงเทพฯ มีคลินิกที่ดี ๆ อยู่ไม่กี่แห่ง ถ้าคาดการณ์ว่าในกรุงเทพฯ มีกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 1-2 แสนคน แต่เรามีคลินิกแค่ 2 คลินิกเท่านั้น หมายถึงคลินิกที่ให้บริการป้องกันที่คุณภาพดี ๆ มีอยู่น้อยมาก ในการให้ความรู้ ให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติตัว การใส่ถุงยางอนามัย การให้คำปรึกษา การตรวจเลือด การตรวจรักษากามโรค พูดกันง่าย ๆ คือ  ถ้าเรามีชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอยู่ 100 คน มีคนที่เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพน้อยมากไม่น่าจะถึง 30 เปอร์เซ็นต์

นายธนิต เพชรอินทร์ หรือ “น้องป๊อบ” วัย 24 ปี เอ็นจีโอหัวหน้าภาคสนามศูนย์ซิสเตอร์ พัทยา กล่าวว่า การที่ยอดผู้ติดเชื้อเอชไอวีในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองยังสูงอยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นการเข้าถึงการตรวจเลือดมากขึ้น แต่อีกสาเหตุน่าจะมาจากการไม่มีความรู้ในการใช้ถุงยางอนามัย  เช่น ใช้สารหล่อลื่นผิดประเภทเห็นอะไรลื่น ๆ ก็ใช้กัน คนทั่วไปยังเข้าใจอย่างนี้ อย่างเวลาจะมีเซ็กซ์ก็เอาเบบี้ออย เอาโลชั่นทาผิว มาป้าย ซึ่งอาจทำให้ถุงยางแตกได้ ทั้ง ๆ ที่สารหล่อลื่นที่ถูกต้องควรมีส่วนประกอบของน้ำ การไว้ใจคู่นอนถาวร หรือแฟน  ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีคู่นอนคนเดียวก็จริง แต่แฟนไปเอาเชื้อจากคนอื่นมาติด คือ สาวประเภทสองจะให้คุณค่าเรื่องความรัก  เพราะคิดว่าเป็นคนรักไม่น่าจะมีคนอื่น  เป็นแฟนกันแล้วไม่น่าจะใช้ถุงยางอนามัย ด้วยความที่รักแฟน กลัวแฟนหาว่าไม่รัก ไม่ไว้ใจ ก็ไม่ใช้ถุงยางอนามัย  3 เดือนให้หลังไปตรวจเลือดก็พบเชื้อเอชไอวี

ปัจจุบันบ้านเราจะไม่พูดเรื่องเอชไอวี หรือ การมีเซ็กซ์ที่ปลอดภัยให้เด็ก ๆ หรือลูกหลานฟัง ต่างจากเมืองนอกที่เด็กเล็ก ๆ ได้เรียนรู้แล้ว เหมือนหนูทำงานเป็นเอ็นจีโอเข้าไปคุยกับสาวประเภทสองในโรงงาน เขาไม่รู้จักเลยว่าสารหล่อลื่นที่เหมาะสมเป็นอย่างไร ทำไมใช้ถุงยางอนามัยสองชั้นยังติดเชื้อเอชไอวี ทั้ง  ๆ ที่น่าจะปลอดภัยกว่า โดยหารู้ไม่ว่าการใช้ถุงยางอนามัยสองชั้นจะเสียดสีทำให้แตกหรือรั่วได้  อย่างมีน้องที่เป็นสาวประเภทสองคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีอาจารย์ไปซื้อบริการทางเพศเขาและบอกว่า ขอใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้นนะเพราะกลัว แต่น้องที่เป็นสาวประเภทสองคนดังกล่าวมีความรู้ บอกไปว่าคุณเป็นอาจารย์ซะเปล่าทำไมไม่รู้ว่าใส่ถุงยางอนามัยสองชั้นมันเสี่ยงมากกว่านะ ขนาดอาจารย์ยังไม่มีความรู้เรื่องเพศศึกษา และเอชไอวีเลย หรือมีแต่น้อยมาก.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  17 มิถุนายน 2555