วิปัสสนาได้กุศลส่ง คนไข้มะเร็งเต้านม

thairath141010_02ผู้อำนวยการวิจัยแผนกวิทยาสังคม ของศูนย์โรคมะเร็งทอม เบเกอร์ เปิดเผยว่า ผู้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งเต้านม ที่นั่งกรรมฐาน จะได้รับกุศลผลบุญสนองกับตนเอง

คณะนักวิจัยได้พบว่า เทโลเมียร์ อันเป็นส่วนปลายของโครโมโซมของคนเหล่านี้ จะยังคงรักษาความยาวไว้ได้ ส่วนปลายนี้มีผลต่อการกำหนดอายุขัยของเซลล์

ผู้อำนวยการลินดา อี. คาร์ลสัน กล่าวว่า “เรารู้ว่าการนั่งสมาธิอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ไม่แต่เพียงทางกายเท่านั้น หากยังพบหลักฐานเป็นครั้งแรกว่า ยังมีอิทธิพลอย่างสำคัญทางด้านชีววิทยาด้วย”

เขาได้ให้ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งเต้านมจำนวนหนึ่ง ฝึกนั่งวิปัสสนา ครั้งละ 90 นาที เป็นเวลา 2 เดือน และแนะนำให้ไปปฏิบัติด้วยตนเองที่บ้าน วันละ 45 นาทีอีกด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐ 10 พฤศจิกายน 2557

 

Related article:

Meditation, support groups: Clear new evidence for mind-body connection demonstrated in study, researchers show

Date: November 3, 2014
Source: Alberta Health Services
Summary: For the first time, researchers have shown that practicing mindfulness meditation or being involved in a support group has a positive physical impact at the cellular level in breast cancer survivors.
For  the first time, researchers have shown that practising mindfulness meditation or being involved in a support group has a positive physical impact at the cellular level in breast cancer survivors.

A group working out of Alberta Health Services’ Tom Baker Cancer Centre and the University of Calgary Department of Oncology has demonstrated that telomeres — protein complexes at the end of chromosomes — maintain their length in breast cancer survivors who practise meditation or are involved in support groups, while they shorten in a comparison group without any intervention.

Although the disease-regulating properties of telomeres aren’t fully understood, shortened telomeres are associated with several disease states, as well as cell aging, while longer telomeres are thought to be protective against disease.

“We already know that psychosocial interventions like mindfulness meditation will help you feel better mentally, but now for the first time we have evidence that they can also influence key aspects of your biology,” says Dr. Linda E. Carlson, PhD, principal investigator and director of research in the Psychosocial Resources Department at the Tom Baker Cancer Centre.

“It was surprising that we could see any difference in telomere length at all over the three-month period studied,” says Dr. Carlson, who is also a U of C professor in the Faculty of Arts and the Cumming School of Medicine, and a member of the Southern Alberta Cancer Institute. “Further research is needed to better quantify these potential health benefits, but this is an exciting discovery that provides encouraging news.”

The study was published online in the journal Cancer.

A total of 88 breast cancer survivors who had completed their treatments for at least three months were involved for the duration of the study. The average age was 55 and most participants had ended treatment two years prior. To be eligible, they also had to be experiencing significant levels of emotional distress.

In the Mindfulness-Based Cancer Recovery group, participants attended eight weekly, 90-minute group sessions that provided instruction on mindfulness meditation and gentle Hatha yoga, with the goal of cultivating non-judgmental awareness of the present moment. Participants were also asked to practise meditation and yoga at home for 45 minutes daily.

In the Supportive Expressive Therapy group, participants met for 90 minutes weekly for 12 weeks and were encouraged to talk openly about their concerns and their feelings. The objectives were to build mutual support and to guide women in expressing a wide range of both difficult and positive emotions, rather than suppressing or repressing them.

The participants randomly placed in the control group attended one, six-hour stress management seminar.

All study participants had their blood analysed and telomere length measured before and after the interventions.

Scientists have shown a short-term effect of these interventions on telomere length compared to a control group, but it’s not known if the effects are lasting. Dr. Carlson says another avenue for further research is to see if the psychosocial interventions have a positive impact beyond the three months of the study period.

Allison McPherson was first diagnosed with breast cancer in 2008. When she joined the study, she was placed in the mindfulness-based cancer recovery group. Today, she says that experience has been life-changing.

“I was skeptical at first and thought it was a bunch of hocus-pocus,” says McPherson, who underwent a full year of chemotherapy and numerous surgeries. “But I now practise mindfulness throughout the day and it’s reminded me to become less reactive and kinder toward myself and others.”

Study participant Deanne David was also placed in the mindfulness group.

“Being part of this made a huge difference to me,” she says. “I think people involved in their own cancer journey would benefit from learning more about mindfulness and connecting with others who are going through the same things.”

Story Source:

The above story is based on materials provided by Alberta Health Services. Note: Materials may be edited for content and length.

Journal Reference:

  1. Linda E. Carlson, Tara L. Beattie, Janine Giese-Davis, Peter Faris, Rie Tamagawa, Laura J. Fick, Erin S. Degelman, Michael Speca. Mindfulness-based cancer recovery and supportive-expressive therapy maintain telomere length relative to controls in distressed breast cancer survivors. Cancer, 2014; DOI:10.1002/cncr.29063

SOURCE : www.sciencedaily.com

Advertisements

คุณเป็นโรคนี้หรือเปล่า Fibromyalgia Syndrome

 

“คอลัมน์เภสัชอาสา .. ปรึกษาปัญหาปวด” กลับมาพบกับผู้อ่านอีกครั้ง ครั้งนี้นำเรื่องเกี่ยวกับโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง (Fibromyalgia Syndrome) มาฝากกัน พร้อมกับวิธีดูแลตัวเองแบบง่ายๆ

ชื่ออาจจะดูเรียกยาก แต่หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆแล้ว โรคนี้จัดเป็นกลุ่มอาการปวดของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเรื้อรัง ร่วมกับอาการอ่อนล้า ทำให้มีปัญหานอนไม่หลับ ส่งผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์โดยตรง มักจะเกิดหลังจากได้รับบาดเจ็บ จากการผ่าตัด การติดเชื้อ หรือได้รับผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง มักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของโรคเป็นอย่างไร

อาการในแต่ละบุคคลจะมีอาการมากน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ระดับความเครียด การออกกำลังกาย จะมีอาการสำคัญๆที่เห็นได้ชัดเจน ดังนี้

1. อาการปวด มักจะพบมากบริเวณคอและหลัง ซึ่งจะมีอาการปวดอย่างต่อเนื่อง แต่ความปวดมาก-น้อยจะมีไม่เท่ากัน ลักษณะอาการปวดที่พบมักจะเป็นการปวดตึงๆ, ปวดเหมือนถูกของร้อน , ปวดเหมือนถูกของทิ่มแทง

2. มีความไวต่อการสัมผัส ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความไวต่อความเจ็บปวดเป็นอย่างมากและจะเจ็บนานกว่าปกติ

3. ข้อติด ผู้ป่วยโรคนี้จะสามารถเคลื่อนไหวลำบาก หากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ เนื่อจากกล้ามเนื้อมีการหดตัว

4. นอนหลับไม่สนิทและอ่อนเพลีย ผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะนอนหลับไม่สนิท แม้ว่าจะมีเวลานอนนานเนื่องจากตื่นตอนกลางคืนบ่อย และบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย

การดูแลตนเองเบื้องต้น จะทำได้อย่างไรบ้าง

การดูแลตนเองในเบื้องต้น สามารถทำได้ก่อนการใช้ยารับประทาน ซึ่งผู้ที่เป็นจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในอาการของโรคเบื้องต้นเสียก่อน รวมถึงผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็จะต้องพยายามเข้าใจในผู้ที่เป็นโรคนี้ให้มาก โดยการให้ความรู้ ให้กำลังใจ เพื่อเปลี่ยนทัศนคติจากความวิตกกังวล ท้อแท้ หรือซึมเศร้า ให้เป็นความเชื่อมั่นเพื่อที่จะส่งเสริมให้สามารถอยู่กับอาการต่างๆได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการลดความเครียดนั้น สามารถทำได้หลายวิธีเช่น ออกกำลังกายแบบแอโรบิค เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถภาพของร่างกายในผู้ที่มีสุขภาพเสื่อมถอยจากการเจ็บปวดเป็นเวลานาน การออกกำลังกายวิธีนี้มีข้อดีคือ ผู้ออกกำลังกายสามารถเลือกได้หลากหลายวิธี ซึ่งอาจจะพิจารณาตามความเหมาะสมของอายุ สภาพร่างกาย ความพอใจ และการเข้าถึงวิธีออกกำลังกายในแต่ละราย การออกกำลังกายจะต้องเริ่มทำทีละน้อย เพราะอาจกระตุ้นให้มีอาการปวดมากขึ้นได้ เมื่อออกกำลังกายอยู่ตัวแล้วจึงค่อยปรับขึ้นตามความสามารถ , การทำสมาธิ , การเล่นโยคะ , การนวดสปา หรือการนวดแผนไทย (โดยอาจใช้สมุนไพรไทย เช่นใ ช้ครีมที่มีสารสกัดจาก “น้ำมันไพลเข้มข้น” ที่เคยอยู่ในลูกประคบมาอยู่ในรูปแบบของครีมนวดซึ่งใช้ง่ายและไม่ต้องมีวิธียุ่งยากในการใช้)

ส่วนการดูแลในด้านอาการปวดแบบเรื้อรั้งและอาการไวต่อการสัมผัสนั้น อาจใช้วิธีการรักษาได้หลายวิธี เช่น การรับประทานยา การฝังเข็ม การนวดไทย การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้สารสกัดจากพริก ซึ่งมีสาร “แคปไซซิน” หรือ “เจลพริก”ซึ่งช่วยในการบรรเทาอาการปวดแบบเรื้อรัง และบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากปลายประสาทอักเสบได้ (มักมีอาการปวดเหมือนถูกไฟฟ้าช๊อต หรือถูกของทิ่มแทง บางรายอาจมีอาการชาร่วมด้วย) แต่จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป

“ปัจจุบัน Fibromyalgia Syndrome ยังเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่เชื่อว่าน่าจะมีความผิดปกติในระบบประสาทส่วนกลาง มักพบว่ามีความสัมพันธ์กับประวัติครอบครัว การได้รับบาดเจ็บ การติดเชื้อไวรัส ความเครียดทางจิตใจ ภาวะซึมเศร้า กังวล ความผิดปกติของต่อมไรท่อ หรือเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน

(หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)

ที่มา : Hospital Healthcare   วันที่ 03 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เครือมติชน ปีที่ 8 ฉบับที่ 77 กุมภาพันธ์ 2557

ที่มา: มติขน 5 กุมภาพันธ์ 2557

ทำสมาธิระงับวิตกกังวลซึมเศร้า

image140110_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐฯ ศึกษาพบว่าการนั่งสมาธินานวันละครึ่งชั่วโมง อาจช่วยระงับความวิตกกังวล อาการซึมเศร้าและความเจ็บปวดลงได้

คณะนักวิจัยได้พบหลักฐานระดับปานกลางยืนยันเรื่องนี้ ในรายงานผลการศึกษาในเรื่องนี้ที่แล้วมา 47 เรื่องด้วยกัน

หัวหน้านักวิจัย ดร.มัธยะ โกยัล กล่าวว่า “คนหลายคนยังคิดว่า การนั่งสมาธิคือการนั่งอยู่นิ่งๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งไม่จริง ที่จริงแล้วเป็นการฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น”

เมื่อ พ.ศ. 2550 เคยมีรายงานว่า คนชาวอเมริกัน เกิดความสนใจศึกษาเรื่องนี้มากประมาณร้อยละ 9 และในจำนวนนี้ มีอยู่ร้อยละ 1 ที่แจ้งว่าได้ใช้วิธีนี้ในการรักษาโรคหรือใช้เป็นยา

ในการศึกษาครั้งล่านี้ พวกเขาได้พบว่ามีผู้ปฏิบัติประมาณร้อยละ 5-10 รายงานว่าช่วยให้คลายความวิตกกังวลลงได้ และมีมากประมาณร้อยละ 10-20 กล่าวว่าทำให้คลายความซึมเศร้าลง เมื่อเทียบกับผู้ปฏิบัติตนแบบอื่น

อย่างไรก็ดี สำหรับผลดีในการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ดร.มัธยะยอมรับว่ายังไม่อาจรู้ได้ว่าการนั่งสมาธิช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแบบไหนลงได้มากที่สุด.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

image140110_001

Meditation may help with anxiety, depression and pain

07 Jan 2014

Using data from 47 earlier studies, researchers found moderate evidence to support the use of mindfulness meditation to treat those conditions. Meditation didn’t seem to affect mood, sleep or substance use.

“Many people have the idea that meditation means just sitting quietly and doing nothing,” wrote Dr. Madhav Goyal in an email to a news agency. “That is not true. It is an active training of the mind to increase awareness, and different meditation programs approach this in different ways.”

Goyal led the study at The Johns Hopkins University in Baltimore.

He and his colleagues write in JAMA Internal Medicine that meditation techniques emphasize mindfulness and concentration.

So-called mindfulness meditation is aimed at allowing the mind to pay attention to whatever thoughts enter it, such as sounds in the environment, without becoming too focused. Mantra meditation, on the other hand, involves focusing concentration on a particular word or sound.

Approximately 9 percent of people in US reported meditating in 2007, according to the National Institutes of Health. About 1 percent said they use meditation as some sort of treatment or medicine.

For the new report, the researchers searched several electronic databases that catalog medical research for trials that randomly assigned people with a certain condition – such as anxiety, pain or depression – to do meditation or another activity. These randomized controlled trials are considered the gold standard of medical research.

The researchers found 47 studies with over 3,500 participants that met their criteria.

After combining the data, Goyal said his team found between a 5 and 10 percent improvement in anxiety symptoms among people who took part in mindfulness meditation, compared to those who did another activity.

There was also about a 10 to 20 percent improvement in symptoms of depression among those who practiced mindfulness meditation, compared to the other group.

“This is similar to the effects that other studies have found for the use of antidepressants in similar populations,” Goyal said.

Mindfulness meditation was also tied to reduced pain. But Goyal said it’s hard to know what kind of pain may be most affected by meditation.

The benefits of meditation didn’t surpass what is typically associated with other treatments, such as drugs and exercise, for those conditions.

“As with many therapies, we try to get a moderate level of confidence that the therapy works before we prescribe it,” Goyal said. “If we have a high level of confidence, it is much better.”

But he noted that the researchers didn’t find anything more than moderate evidence of benefit from meditation for anxiety, depression and pain.

There was some suggestion that meditation may help improve stress and overall mental health, but the evidence supporting those findings was of low quality.

There was no clear evidence that meditation could influence positive mood, attention, substance use, eating habits, sleep or weight.

“Clinicians should be prepared to talk with their patients about the role that meditation programs could have in addressing psychological stress, particularly when symptoms are mild,” Goyal said.

Dr. Allan Goroll, who wrote an editorial accompanying the new study, told Reuters Health the analysis is an example of an area of much-needed scientific study, because many people make treatment decisions based on beliefs – not data.

“That is particularly the case with alternative and complimentary approaches to treating medical problems,” he said. “It ranges from taking vitamins to undergoing particular procedures for which the scientific evidence is very slim but people’s beliefs are very great.”

Goroll is professor at Harvard Medical School and Massachusetts General Hospital in Boston.

Goyal said people should remember that meditation was not conceived to treat any particular health problem.

“Rather, it is a path we travel on to increase our awareness and gain insight into our lives,” he wrote. “The best reason to meditate is to gain this insight. Improvements in health conditions are really a side benefit, and it’s best to think of them that way.”

(Agencies)

Latest News from Lifestyle News Desk

SOURCE : jagran.com

 

 

การฝึกสมาธิช่วยเลิกบุหรี่ การเจริญสติเอาชนะการเสพติดได้

(IchZeit, CC BY-NC-ND 2.0)  Researchers observe increased self-control and changes in the brains of smokers who participate in mindfulness meditation training.

(IchZeit, CC BY-NC-ND 2.0) Researchers observe increased self-control and changes in the brains of smokers who participate in mindfulness meditation training.

การทำสมาธิแบบเ้จริญสติเทคนิคจิตบำบัด ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่เพียงนำทางผู้คนให้ตรัสรู้ งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสแสดงให้เห็นว่าการอบรมทำสมาธิเจริญสติสามารถช่วยให้ผู้คนเอาชนะการเสพติดบุหรี่ของพวกเขาได้่

การศึกษานี้ได้ทดลองกับผู้ที่สูบบุหรี่อย่างน้อย 10 มวนต่อวันจำนวน 10 คน ได้รับการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการบรรลุสมดุลของร่างกายและจิตใจนำโดยโค้ช IBMT และคอมแพคดิสก์” ผู้เขียน แต่ละเซสชั่นกินเวลาประมาณ 30 นาทีซึ่งการฝึกอบรมซ้ำตรงกันทุกวัน เป็นเวลา 10 คืน

สองสัปดาห์ของการ IBMT ลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ร้อยละ 60

ดร. ยี ทัง หยวน นักจิตวิทยามหาวิทยาลัยเทกซัสเทคกล่าวว่า

“เพราะการทำสมาธิสติส่งเสริมการควบคุมส่วนบุคคลและได้รับการแสดงในเชิงบวกส่งผลกระทบต่อความสนใจและเปิดกว้างกับประสบการณ์ภายในและภายนอก เราเชื่อว่าการทำสมาธิแบบเจริญสติจะเป็นประโยชน์สำหรับการรับมือกับอาการติดยาเสพติดได้”

ความอยากนิโคตินเป็นตัวแทนของเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับคนสหรัฐ 44 ล้านคนที่ต้องการเลิกบุหรี่

ดร. ไมเคิล ไอ โพสเนอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณวิชาจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยออริกอน กล่าวว่า “เราไม่สามารถบอกได้ว่าผลของการสูบบุหรี่ที่ลดลงนั้นจะมีอายุนานแค่ไหน”

“นี่คือการค้นพบแรกเริ่ม แต่ก็ส่งเสริมให้เกิดการศึกษาเพิ่มเติม  มันอาจเป็นไปได้ว่าการลดหรือเลิกสูบบุหรี่จะมีผลถาวรได้ ถ้าผู้สูบบุหรี่ยังคงฝึกเจริญสติต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม…

Popular Chinese Meditation Technique Helps Smokers Cut Back

By Nsikan Akpan | Aug 5, 2013
Mindfulness meditation, a psychotherapy technique rooted in the teachings of Buddha, may do more than lead a person to enlightenment. New research from the University of Texas shows that meditation training can help people beat their cigarette addictions.

The study had 15 smokers — those who smoked at least 10 cigarettes per day — partake in integrative body-mind training (IBMT). A popular practice in China, IBMT focuses on whole body relaxation, mental imagery, and mindfulness — a calm self-awareness of one’s mood and feelings.

“The trainees concentrated on achieving a balanced state of body and mind guided by an IBMT coach and a compact disc,” wrote the authors. Each session lasted about 30 minutes, which the trainees repeated every day for 10 straight nights.

Another 12 participants, who served as controls, were taught relaxation techniques, but not IBMT.

Two weeks of IBMT curtailed smoking habits by 60 percent, as observed by measuring the subjects’ carbon monoxide before and after the train sessions began. No significant reduction was witnessed in the relaxation-only group.

A follow-up exam one month later revealed that five people in the IBMT group had successfully maintained their lower levels of cigarette consumption.

The researchers attributed this success to diminished cravings.

“We found that participants who received IBMT training also experienced a significant decrease in their craving for cigarettes,” said co-author Dr. Yi-Yuan Tang, a psychologist at Texas Tech University.

“Because mindfulness meditation promotes personal control and has been shown to positively affect attention and an openness to internal and external experiences, we believe that meditation may be helpful for coping with symptoms of addiction.”

Nicotine cravings represent a major barrier for those among the 44 million U.S. smokers who want to quit.

Better self-control may also be responsible for the changed habits, as revealed by functional magnetic resonance imaging (fMRI) brain imaging. Results from fMRI scans, prior to IBMT, revealed lower activity in brain regions implicated in self-control, including the anterior cingulate cortex and the left lateral prefrontal cortex. Two weeks of IBMT boosted brain activity in these areas. This pattern was not observed in the non-IBMT group.

The combination of heightened self-control and relaxation may explain why these smokers had lower cravings, although the authors noted that a larger study with more subjects is needed.

“We cannot say how long the effect of reduced smoking will last,” concluded co-author Dr. Michael I. Posner, professor emeritus of psychology at the University of Oregon.

“This is an early finding, but an encouraging one. It may be that for the reduction or quitting to have a lasting effect, smokers will need to continue to practice meditation for a longer time period.”

Source: Tang YY, Tang R, Posner MI. Brief meditation training induces smoking reduction. PNAS. 2013.

SOURCE : www.medicaldaily.com

โรคปวดจากมะเร็งฝึกทำสมาธิช่วยทุเลาลงได้

dailynews130616_002aมะเร็งระยะสุดท้ายคนไข้มักจะพบกับอาการปวดเสมอ ปวดจนทรมานมาก กินไม่ได้ นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาด้วยความไม่สบายใจ มีความรู้สึกว่าถ้าไม่ปวดไม่เจ็บ อยู่ ๆ จะวืดไม่รู้สึกตัวไปเลยก็ยังยอม เพราะผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะรู้และยอมแล้วว่าสุดท้ายของโรคจะเป็นอย่างไร ทำใจกันมาแล้วเป็นเดือนเป็นปี แต่ที่ยังคิดกังวลตลอดคือความทรมานเรื่องปวด เบาปวดคราใดจะค่อยสบายใจทันที

ความเจ็บปวดมีการบำบัดรักษากันมามากมายหลายแบบตั้งแต่ยากิน ยาทา ยานวด ฉีดยาเข้าที่ประสาท ไปจนถึงต้องใช้ยาแรงสุดเป็นพวกฝิ่น อาจกิน ฉีด ผสมในน้ำเกลือ แล้วให้เป็นระยะตามต้องการ ประเภทฉีดก็ฉีดเมื่อปวดมากหรือเป็นระยะเช่นเดียวกัน บางคนมีความอดทนมาก นาน ๆ พอไม่ไหวจะค่อยเอ่ยปากขอสักครั้ง บางคนที่อดทนมากไม่ขอเลยก็มี หรือเปลี่ยนเป็นยาง่วง ๆ หลับแทน ผมเคยไปตามชนบท ตามป่าเขา มีการอมฝิ่นดิบระงับปวดทำให้ทุเลาไปได้เช่นกัน

dailynews130616_002b

โดยสรุปแล้วเรื่องมะเร็ง ถ้าไม่ปวดคงเป็นบุญไม่มีปัญหาอะไร แต่มักจะพบมีอาการปวดเข้ามาร่วมด้วยเสมอ เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีโอกาสคุยกับ พระภิกษุ ดร.ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นวัดที่มีชื่อเสียงการบำบัดดูแลมะเร็งระยะสุดท้าย โดยใช้สมุนไพรและทำสมาธิบำบัดเรื่องปวด ไม่ยอมให้ยาช่วยเลย และกำลังถูกเชิญไปพูดแก่ผู้สนใจที่โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี จ.ราชบุรี ฟังเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 56 เลยถือโอกาสตามไปฟังด้วย

วัดคำประมง จ.สกลนคร รักษาคนไข้มะเร็งระยะสุดท้ายมาร่วมสิบปีแล้ว มีเตียงรับคนไข้กินอยู่เสร็จ คนไข้ที่มารวมแล้วราว 3,500 คน เป็นมะเร็งทุกรูปแบบหลากหลายชนิด ส่วนใหญ่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นมาก่อน มักผ่านการตรวจชิ้นเนื้อ เอกซเรย์ ผ่าตัด ฉายรังสีและเคมีบำบัดมาแล้ว ทางวัดคำประมงมีแพทย์อาสาหลายท่านมาช่วย หนึ่งในนั้นคือ นพ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ คอยช่วยกลั่นกรอง ตรวจ วินิจฉัยโรคให้รู้ประวัติรายละเอียดเพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการรักษาต่อไป

คุณวิไลลักษณ์ ตันติตระกูล เป็นหนึ่งในจิตอาสาที่มาช่วยงานที่นี่ พร้อมศึกษาปริญญาโทจนสำเร็จ ขณะนี้กำลังทำปริญญาเอกอยู่ ได้ช่วยประสานงานกับเจ้าอาวาสซึ่ง คนมักเรียกหลวงตา ให้ได้มาคุยและบรรยายครั้งนี้ ผมเคยไปที่วัดมา 2 ครั้งแล้ว พอได้เห็นภาพว่าเขาให้การรักษากันอย่างไร วัดนี้เป็นที่สนใจ คนมาดูงานกันมากทั้งไทยและต่างชาติ มาเป็นจิตอาสาช่วยงาน ช่วยเหลือคนไข้ ช่วยงานของวัดในการดูแลคนไข้ ศึกษาและวิจัยพร้อม ทุกอย่างไม่ได้เก็บเงินคนไข้ ผลงานของที่นี่เด่นทำให้มีผู้ใจบุญกุศลได้ช่วยบริจาคกันเข้ามาอยู่ตลอด

การรักษาแบบองค์รวม : หลาย ๆ อย่างมารวมกัน ด้านธรรมะ จะมีการสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ทำสมาธิ สมุนไพรบำบัด : คุณหมอพัฒธิกรณ์ ไวยสิงห์ ผู้มีความรู้ดีมากด้านสมุนไพรมาช่วยจัดยาให้ สมุนไพรจะต้มอยู่ในหม้อดินใหญ่หลายหม้อ กินกันตามโรคที่เป็น ทุกคนมีความหวังว่ากินแล้วอาการของโรคจะค่อยทุเลาลง อายุยืนยาวไปนานที่สุด นอกจากนี้มี การออกกำลังกาย จิตเวชบำบัด ดนตรีบำบัด เป็นองค์รวม คนไข้จะถูกรักษาทั้งกายและจิตไปพร้อมกัน ในความรู้สึกที่คนไข้ชอบคือ มีคนดูแลตลอด ไม่ถูกทอดทิ้ง

ทำสมาธิบำบัดอาการปวด : ในห้องประชุม รพ.ศูนย์ราชบุรี มีคนไข้หลายท่านที่ผ่านช่วงวิกฤติของการเจ็บป่วย อาการค่อยดีขึ้น อยู่ในระยะโรคสงบได้มาคุยเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องปวดว่า เวลาปวดแล้วทำอย่างไร คุณกนกวรรณ เกษแก้ว เป็นมะเร็งเต้านม ได้เล่าให้ฟังถึงอาการปวดที่สุดแสนจะสาหัสว่า มีแผลเต้านมด้วย ผ่านการรักษามาจากโรงพยาบาลทุกอย่างแล้ว ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญมาก ฝึกทำสมาธิทุกวัน สรุปว่าแรก ๆ ก็ยังปวดอยู่ จนมาถึงจุดหนึ่งก็จะคลายลงหรือเอาชนะจนได้ โดยไม่เคยใช้ยาแก้ปวดช่วยเลย หลวงตามีกลยุทธ์ในการรักษาดีมาก คอยถามบ่อย ๆ ว่า ตอนตายจะให้หลวงตาเป็นประธานเผาศพหรือไม่ ความกลัวตายทำให้ลืมเรื่องปวดไปหมด

โดยสรุปแล้ว การรักษาที่วัดเป็นแบบองค์รวมของแพทย์ทางเลือก ประกอบด้วยหลายอย่างร่วมกัน คนไข้ร่วมมือร่วมใจช่วยเหลือกันเอง  มีจิตอาสาคอยช่วยและให้คำแนะนำ มีเพื่อนทุกข์คนไข้ด้วยกัน ไม่เหงาไม่ถูกทอดทิ้ง สบายใจมาก

การทำสมาธิเป็นแบบหนึ่งของวิธีการบำบัดจากมะเร็งระยะสุดท้าย คงจะต้องมีการเตรียมตัวและฝึกเป็นพื้นฐานมาก่อน ทั้งนี้ต้องอาศัยความอดทนและมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นหลัก เมื่อมีคนนำทางว่ามันเป็นไปได้ คนหลัง ๆ ก็น่าจะปฏิบัติตามและน่าจะเป็นไปได้เช่นกัน ข้อมูลเพิ่มเติม คุณวิไลลักษณ์ ตันติตระกูล 08-9202-9559.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา : เดลินิวส์  16 มิถุนายน 2556

ออกกำลัง”สมอง” เพิ่ม”คุณภาพ”ให้ชีวิต

matichon130212_001ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบข้อเท็จจริงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบมากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ว่า สมองของคนเรานั้นไม่เพียงสามารถปรับปรุงขีดความสามารถในการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วยกระบวนการฝึก หากแต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบประสาทของสมองไปในทางที่ดีได้ด้วยการฝึกฝนหรือการ “ออกกำลังสมอง” ดังกล่าวนั้น

ดร.เดวิดสัน พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งกล่าวไว้ในการสัมมนาที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ว่า สมองของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งเฉย แต่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของสมองไปจนตลอดชีวิต อันที่จริงแม้หลังการเสียชีวิตแล้ว โครงสร้างของสมองก็ยังปรับเปลี่ยนไปอีกเป็นครั้งสุดท้ายในระยะเวลาสั้นๆ หลังการตาย ก่อนที่จะปิดสนิทไปตลอดกาล

ในวิชาการทางด้านประสาทวิทยา เรียกการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า “นิวโรพลาสติซิตี้” ที่หมายถึงการเปลี่ยนรูปของระบบประสาทไปตามแรงที่กระทำต่อสมองนั้นๆ ซึ่งก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมาและสั่งสมไว้ของคนเรานั่นเอง สิ่งที่บ่งชี้ถึงเรื่องนี้ก็คือเหตุผลของการที่เด็กๆ และวัยรุ่นสามารถเรียนรู้ “ภาษาที่สอง” หรือ “ท่วงทำนองและเครื่องดนตรี” ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่โครงสร้างของระบบประสาทปรับเปลี่ยนไปมากแล้วตามกาลเวลานั่นเอง

แต่ปรากฏการณ์ “นิวโรพลาสติซิตี้” ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เช่นกันว่า เราสามารถฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานและรูปแบบของสมองได้

 แอมิชิ จา นักประสาทวิทยาอีกคนจากมหาวิทยาลัยไมอามี ได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวนี้ด้วยตัวเองหลังจากเคยรับฟังการบรรยายของ ดร.เดวิดสัน ที่แนะนำให้ผู้ฟัง“ออกกำลังสมอง” ด้วยการนั่งสมาธิ

ศาสตราจารย์จาเปิดเผยว่า ในฐานะเป็นศาสตราจารย์หน้าใหม่ และเป็นคุณแม่มือใหม่พร้อมกันไป ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลจนถึงกับก่อให้เกิดการมึนงง เฉยเฉื่อยชาไปเลย แต่เมื่อทดลองทำสมาธิตามคำแนะนำของ ดร.เดวิดสันไประยะหนึ่ง ไม่เพียงศาสตราจารย์จาจะสามารถเพิ่มการตื่นตัว ความฉับไวของสมองได้มากขึ้นเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่าสมองของตนเองมีการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าในรูปแบบที่เป็นทางบวกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในเวลาเดียวกันกับที่อาการเครียดที่เกิดขึ้นลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ศาสตราจารย์รายนี้หันมาศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประสาทวิทยาในที่สุด

ดร.เดวิดสัน เคยใช้พระสงฆ์ที่ผ่านการบวชเรียน ฝึกจิต บำเพ็ญภาวนามาแล้วกลุ่มหนึ่งเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบประสาทของสมองดังกล่าวนี้ พบว่าระดับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของสมองขึ้นอยู่กับระดับของการฝึกฝนของพระสงฆ์แต่ละรูป และความต่างของวิธีการทำสมาธิที่แต่ละรูปใช้ แต่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนถึงการเชื่อมโยงระหว่างการทำสมาธิกับระดับของขันติ ความอดทน อดกลั้นที่คนเรามีต่อสภาวะปัญหาและความเพียร หรือความมานะบากบั่นของแต่ละบุคคล

จากการศึกษาของ ดร.เดวิดสัน พบว่าการที่คนเราเกิด “ความรู้สึก” ค้างคา เป็นปฏิกิริยาต่อปัญหาหนึ่งปัญหาใดอยู่ยาวนานแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นนานแล้วก็ตามนั้น เป็นเพราะสมองในส่วนที่เรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) ทำงานยืดเยื้อเกี่ยวกับเรื่องนั้นนั่นเอง การทำสมาธิเพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับสมองหรือการเจริญสตินั้นช่วยฟื้นฟูการทำงานของอไมกดาลาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ยิ่งฝึกฝนนานมากเท่าใด การฟื้นสู่สภาพปกติก็ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ข้อแนะนำเรื่องการ “ออกกำลังสมอง” ด้วยการฝึกสมาธิพื้นฐานง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ก็คือ การพุ่งความสนใจของเราไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นการทำสมาธิให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เมื่อเกิดวอกแวกก็ดึงจิตใจกลับมาที่ลมหายใจของเราให้ต่อเนื่องให้ได้

ที่มา : มติชนรายวัน12 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain's structure itself, neuroscientists are finding.CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself, neuroscientists are finding.
CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Exercising Your Brain May Improve Your Life

Wynne Parry, LiveScience Contributor
10 February 2013

NEW YORK — Throughout life, even shortly before death, the brain can remodel itself, responding to a person’s experiences. This phenomenon, known as neuroplasticity, offers a powerful tool to improve well-being, experts say.

“We now have evidence that engaging in pure mental training can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself,” Richard Davidson, a neuroscientist at the University of Wisconsin-Madison, told an audience at the New York Academy of Sciences on Thursday (Feb. 6) evening.

The brain’s plasticity does change over time, Davidson pointed out. For instance, young children have an easier time learning a second language or a musical instrument, he said.

Exercise for the mind

The idea of training the brain is not a radical one, said Amishi Jha, a neuroscientist at the University Miami and another panelist for the discussion.

“How many of you think engaging in certain kinds of physical activity will change the way the body works? Our cultural understanding now is that specific types of activity can alter the body in noticeable ways,” Jha said, adding that this cultural understanding may be shifting to incorporate the mind as well. [10 Easy Ways to Keep Your Mind Sharp]

The panel discussion focused on a particular type of exercise: the practice of mindfulness, which panelist Jon Kabat-Zinn, a clinical mindfulness expert at the University of Massachusetts Medical School, defined as awareness.

“Mindfulness is awareness that arises from paying attention in the present moment, nonjudgmentally,” Kabat-Zinn said.

Jha’s personal interest in mindfulness arose from stress. As a young professor and mother under pressure from her job and family life, she ground her teeth so much that it caused numbness, interfering with her ability to speak. Jha attended a presentation Davidson gave and was startled to hear him say meditation, which cultivates mindfulness, could promote a positive pattern of electrical activity in the brain.

“I was like, ‘I can’t believe he used that word [meditation] in this auditorium,'” she said. “I had never heard it in a scientific context.”

So, Jha began her own mindfulness practice, which not only reduced her stress level, but also inspired her to explore the topic as a neuroscientist.

Opening the door

There are many doors into mindfulness, said Kabat-Zinn. He gave two examples: A person can practice mindfulness by focusing on something, such as his or her own breath, and bringing his or her attention back to the breath when it begins to wander, Kabat-Zinn said.

It is also possible to practice awareness without choosing a particular object upon which to focus; however, “that turns out to be quite a challenging thing to do,” he said.

Cultivating mindfulness like this can help break harmful cycles, such as those that accompany depression, in which the mind continues to repeat the same negative thoughts.

“When you see you are not your thoughts or your emotions, then you have a whole different palette of ways to be,” Kabat-Zinn said.

Roots in the East

Many would say mindfulness as it is practiced in Western society has its roots in the East, in Buddhism, noted moderator Steve Paulsonof the public radio program “To the Best of Our Knowledge.”

“Is mindfulness a spiritual practice?” Paulson asked the panelists.

“For me, I don’t talk about spirituality, because I don’t know what spiritual means,” the University of Wisconsin’s Davidson said. “I think what we’re talking about is part of every human being’s innate capacity.”

Buddhist monks, whom Davidson has studied, provide a “sample of convenience,” a group of people who have all received the same training, an important consideration for research, he said.

The neuroscience

Brain scans of meditating people show different patterns of activity depending on the practitioner’s level of experience. These patterns also differ depending upon the type of meditation practice used, Davidson said. [Mind Games: 7 Reasons You Should Meditate]

Work in Davidson’s lab indicates a connection between meditation and resilience. A response to stress becomes problematic when someone perseverates, or has an emotional reaction long after the problem has ended. In the brain, this shows up as the prolonged activation of a region known as the amygdala.

Mindfulness can increase the speed of recovery in the amygdala, and the more hours of formal practice people have, the faster their amygdalas recover, the data indicate, Davidson said.

This panel was the last of a four-part series on consciousness, moderated by public radio host Paulson and presented by the Nour Foundation.

SOURCE : livescience.com

การทำสมาธิสามารถบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องจากความเครียดเช่นโรค IBS และโรคข้ออักเสบ

The study suggests gaining 'inner peace' can have a very real outward effect

The study suggests gaining ‘inner peace’ can have a very real outward effect

การทำสมาธิสามารถบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวข้องจากความเครียด เช่น โรคลำไส้แปรปรวน IBS และโรคข้ออักเสบ

Meditation can ease pain from stress-related conditions like IBS and arthritis

  • Mindfulness meditation involves ‘being present’ by focusing on the breath and bodily sensations
  • Study compared a group practising mindfulness with another using alternative relaxation methods
  • Only mindfulness reduced inflammation caused by an irritating cream

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 16:01 GMT, 17 January 2013

People who suffer from painful conditions such as rheumatoid arthritis could ease their symptoms using a form of meditation, say researchers.

They added that the treatment, known as mindfulness, could prove a cheaper alternative to prescription medicines.

Mindfulness meditation involves ‘being present’ by focusing on breathing patterns and bodily sensations. This reduces worrying about the past and future and has been shown to be effective at alleviating depression.

The latest study suggested its calming effect could help those with stress-related chronic inflammatory conditions – such as bowel disease and asthma.

It is also a convenient technique as people can do the meditation exercises while sitting down or walking, according to the authors from the University of Wisconsin.

It comes as family doctors in the UK are being told to slash prescriptions of painkillers and sleeping pills amid concerns that patients are becoming addicted.

New guidelines now urge doctors  to consider alternative treatments such as physiotherapy and counselling.

Study leader Melissa Rosenkranz, said some people don’t benefit from regular medicines with many suffering from negative side effects of drugs or failing to respond to standard treatment.

Ms Rosenkranz said: ‘Our study shows that there are specific ways mindfulness (meditation) can be beneficial and that there are specific people who may be more likely to benefit from this approach than other interventions.

‘The mindfulness-based approach to stress reduction may offer a lower-cost alternative or complement standard treatment and it can be practised easily by patients in their own homes, whenever they need.’

The study compared two different methods of reducing stress, one related to meditation and the other involving exercise and musical therapy.

The content of the program was meant to match aspects of the mindfulness instruction in some way. For example, physical exercise was meant to match walking meditation, without the mindfulness component.

‘In this setting, we could see if there were changes that we could detect that were specific to mindfulness,’ Rosenkranz said.

Cream containing heat from chilli peppers was used to inflame the skin of participants in both groups. Although both groups felt calmer after therapy, only mindfulness proved effective at reducing the inflammation.

Ms Rosenkranz added: ‘The study suggests that mindfulness techniques may be more effective in relieving inflammatory symptoms than other activities that promote well-being.

‘This is not a cure-all, but our study does show that – there are specific people who may be more likely to benefit from this approach than other interventions.’

Significant portions of the population do not benefit from available pharmaceutical treatment options. Some of these patients suffer from negative side effects of the drugs, or simply do not respond to the standard-of-care for treatment of the disorder.

More information about mindfulness can be found at http://www.bemindful.co.uk/

SOURCE: dailymail.co.uk

การทำสมาธิเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้

New research suggests that meditation could be effective at preventing winter ailments

งานวิจัยล่าสุดพบว่าการทำสมาธิช่วยป้องกันอาการป่วยจากอากาศที่หนาวเย็นได้

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยปรับสมดุลของอารมณ์ ลดความเครียด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ห่างไกลจากโรคติดเชื้อ โดยไม่ต้องพึ่งสมุนไพรและวิตามิน

Forget popping vitamins, MEDITATION could stave off colds and flu

  • Adults who meditated for eight weeks missed 76 per cent fewer days of work than those who did nothing
  • Moderate exercise such as jogging also helps

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:51 GMT, 15 November 2012

Millions of us pop vitamins or herbal remedies as ‘insurance policy’ to stave off colds and flu.

But new research suggests that meditation could be very effective at preventing the winter ailments.

Adults who meditated or did moderately intense exercise, such as a brisk walk, for eight weeks suffered fewer colds than those who did nothing, according to a study from the University of Wisconsin–Madison.

Previous research has found that mindfulness meditation may improve mood, decrease stress, and boost immune function.

The 149 people in this new study were divided into three groups. One performed mindful meditation, a type of meditation that essentially involves focusing the mind on the present.

Another group jogged regularly for eight weeks while the third group did nothing.

The researchers then followed the health of the volunteers through the winter from September to May, although they didn’t check whether or not people carried on exercising or meditating after the eight–week period.

The participants were observed for cold and flu symptoms such as a runny nose, stuffiness, sneezing, and sore throat.

Nasal wash samples were collected and analysed three days after the symptoms began.

The study, found that meditators missed 76 per cent fewer days of work from September through to May than those who did nothing.

Those who had exercised missed 48 per cent fewer days during this period.

In addition, mindful meditation can reduce the duration or severity of acute respiratory infections such by up to 50 per cent, and exercise by up to 40 per cent.

And according to the website Scientific America, those who had exercised or meditated suffered for an average of five days; colds of participants in the control group lasted eight.

Adults who meditated for eight weeks missed 76 per cent fewer days of work than those who did nothing

In addition, tests confirmed that the self-reported length of colds correlated with the level of antibodies in the body, which indicate the presence of a virus.

‘Nothing has previously been shown to prevent acute respiratory infections,’ said lead author Dr Bruce Barrett, a family medicine doctor and associate professor at the University.

‘A lot of previous information suggested that meditation and exercise might have prevention  benefits, but no high-quality, randomised trial had been done.

‘Flu shots are partially effective, but only work for three strains of flu each year. The apparent 40 to 50 per cent benefit of mindfulness training is a very important finding, as is the apparent 30 to 40 per cent benefit of exercise training. If this pans out in future research, the impact could be substantive indeed.’

The study was published in the Annals of Family Medicine.

SOURCE: dailymail.co.uk

การฝึกสมาธิวันละสองครั้งช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคเส้นเลือดในสมองแตก

Twice daily mantra meditation, which involves making a sound repeatedly, lowers death rates from heart attack and strokes

การฝึกสมาธิวันละสองครั้งช่วยลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงโรคเส้นเลือดในสมองแตก นอกจากนี้ยังช่วยลดความเครียดและความโกรธได้ดี

Meditation could slash the risk of heart attack and stroke (and make you less angry)

  • Twice daily mantra meditation, where a sound is made repeatedly, may also reduce blood pressure

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 20:03 GMT, 13 November 2012

Meditation helps reduce the risk of suffering a heart attack or a stroke, according to a new study.

Researchers found that Transcendental Meditation, made popular by the Beatles during the flower power era of the 1960s, could cut heart attack rates by half.

This type of meditation, which involves making a sound repeatedly, lowers death rates from heart attack and strokes.

In the new study, researchers found that people with heart disease who practised transcendental meditation for 20 minutes twice a day were 48 per cent less likely to have a heart attack, stroke or die from all causes compared with those who attended a health education class over more than five years.

Those practicing meditation also lowered their blood pressure and reported less stress and anger.

And the more regularly patients meditated, the greater their survival, said researchers who conducted the study at the Medical College of Wisconsin.

Lead researcher Dr Robert Schneider, director of the Institute for Natural Medicine and Prevention in Iowa, said: ‘We hypothesised that reducing stress by managing the mind-body connection would help improve rates of this epidemic disease.

‘It appears that transcendental meditation is a technique that turns on the body’s own pharmacy – to repair and maintain itself.’

For the study, researchers randomly assigned 201 people – with an average age of 59 – to participate in a transcendental meditation stress-reducing programme or a health education class about lifestyle modification for diet and exercise.

Transcendental Meditation was made popular by the Beatles during the flower power era of the 1960s

The average BMI of the people involved was 32 – classed as obese.

Both groups showed beneficial changes in exercise and alcohol consumption, and the meditation group showed a trend towards reduced smoking.

Although there were no significant differences between the groups in weight, exercise or diet, regular meditation was correlated with reduced death, heart attack and stroke.

Dr Schneider added: ‘Transcendental meditation may reduce heart disease risks for both healthy people and those with diagnosed heart conditions.

‘The research on transcendental meditation and cardiovascular disease is established well enough that doctors may safely and routinely prescribe stress reduction for their patients with this easy to implement, standardised and practical programme.’

The findings were published in the journal Circulation: Cardiovascular Quality and Outcomes.

SOURCE: dailymail.co.uk

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

การศึกษาสมองส่วน amygdala ยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มการควบคุมอารมณ์

Meditation produces enduring changes in emotional processing in the brain, study shows

November 12, 2012 in Neuroscience

A new study has found that participating in an 8-week meditation training program can have measurable effects on how the brain functions even when someone is not actively meditating. In their report in the November issue of Frontiers in Human Neuroscience, investigators at Massachusetts General Hospital (MGH), Boston University (BU), and several other research centers also found differences in those effects based on the specific type of meditation practiced.

“The two different types of meditation training our study participants completed yielded some differences in the response of the amygdala – a part of the brain known for decades to be important for emotion – to images with emotional content,” says Gaëlle Desbordes, PhD, a research fellow at the Athinoula A. Martinos Center for Biomedical Imaging at MGH and at the BU Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, corresponding author of the report. “This is the first time that meditation training has been shown to affect emotional processing in the brain outside of a meditative state.”

Several previous studies have supported the hypothesis that meditation training improves practitioners’ emotional regulation. While neuroimaging studies have found that meditation training appeared to decrease activation of the amygdala – a structure at the base of the brain that is known to have a role in processing memory and emotion – those changes were only observed while study participants were meditating. The current study was designed to test the hypothesis that meditation training could also produce a generalized reduction in amygdala response to emotional stimuli, measurable by functional magnetic resonance imaging (fMRI).

Participants had enrolled in a larger investigation into the effects of two forms of meditation, based at Emory University in Atlanta. Healthy adults with no experience meditating participated in 8-week courses in either mindful attention meditation – the most commonly studied form that focuses on developing attention and awareness of breathing, thoughts and emotions – and compassion meditation, a less-studied form that includes methods designed to develop loving kindness and compassion for oneself and for others. A control group participated in an 8-week health education course.

Within three weeks before beginning and three weeks after completing the training, 12 participants from each group traveled to Boston for fMRI brain imaging at the Martinos Center’s state-of-the-art imaging facilities. Brain scans were performed as the volunteers viewed a series of 216 different images – 108 per session – of people in situations with either positive, negative or neutral emotional content. Meditation was not mentioned in pre-imaging instructions to participants, and investigators confirmed afterwards that the volunteers had not meditated while in the scanner. Participants also completed assessments of symptoms of depression and anxiety before and after the training programs.

In the mindful attention group, the after-training brain scans showed a decrease in activation in the right amygdala in response to all images, supporting the hypothesis that meditation can improve emotional stability and response to stress. In the compassion meditation group, right amygdala activity also decreased in response to positive or neutral images. But among those who reported practicing compassion meditation most frequently outside of the training sessions, right amygdala activity tended to increase in response to negative images – all of which depicted some form of human suffering. No significant changes were seen in the control group or in the left amygdala of any study participants.

“We think these two forms of meditation cultivate different aspects of mind,” Desbordes explains. “Since compassion meditation is designed to enhance compassionate feelings, it makes sense that it could increase amygdala response to seeing people suffer. Increased amygdala activation was also correlated with decreased depression scores in the compassion meditation group, which suggests that having more compassion towards others may also be beneficial for oneself. Overall, these results are consistent with the overarching hypothesis that meditation may result in enduring, beneficial changes in brain function, especially in the area of emotional processing.”

Eric Schwartz, PhD, of the BU Department of Electrical and Computer Engineering and Center for Computational Neuroscience and Neural Technology, is senior author of the Frontiers in Human Neuroscience report. Additional co-authors are Lobsang T. Negi, PhD, and Thaddeus Pace, PhD, Emory University; Alan Wallace, PhD, Santa Barbara Institute for Consciousness Studies; and Charles Raison, MD, University of Arizona College of Medicine. The study was supported by grants from the National Center for Complementary and Alternative Medicine, including an American Recovery and Reinvestment Act grant to Boston University.

Journal reference: Frontiers in Human Neuroscience

Provided by Massachusetts General Hospital

SOURCE: medicalxpress.com

=================================================

amygdala เป็นส่วนของสมองที่ทำหน้าที่ในการรับรู้ความทรงจำทางด้านอารมณ์ (emotional) เป็นที่รวบรวมอารมณ์ในช่วงเวลาแห่งความสำเร็จหรือล้มเหลวความหวังและความกลัวความหดหู่ท้อถอยหรือความสับสน ซึ่งจะใช้ความทรงจำนี้ในการตรวจสอบข้อมูลที่เข้ามาใหม่ทางระบบประสาทต่างๆเพื่อประเมินถึงภาวะอันตรายหรือโอกาสอันดี โดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ทางอารมณ์ที่ผ่านมา

ในบางครั้งเมื่อประสบในภาวะคับขันหรือเกิดอันตราย เช่น เรามองเห็นสิ่งที่ขดอยู่ในมุมมืดดูคล้ายงูจะกระโดดหนีทันที เป็นการทำงานของ amygdala ที่เกิดขึ้นแบบลัดวงจรโดยเมื่อตามองเห็นสิ่งที่คล้ายงูจะส่งกระแสประสาทไปยังสมอง ส่วนที่เรียก thalamus (อยู่ในระบบ limbic เช่นกัน) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปยัง visual cortex บริเวณสมองส่วนหลัง เพื่อแปลออกมาว่าเป็นอะไรถ้าเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ จะส่งกลับไปยัง amygdala ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์รวมของความทรงจำ ทางอารมณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งต่อไปยัง prefrontalcortex ในการสั่งการโต้ตอบที่เหมาะสมแต่ในเวลาเดียวกันจะมีเส้นใย ประสาท อีกส่วนหนึ่งลัดจาก thalamus มายัง amygdala เลยทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ทันที ไม่ว่าจะเป็นแบบสู้ (หาไม้ตีงู) หรือหนี (กระโดดหลบ) การทำงานแบบลัดวงจรนี้พบได้มากในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น นกหรืองูซึ่งเป็นสัญชาตญาณเพื่อการอยู่รอดการทำงานของสมองเช่นนี้ ต้องการความรวดเร็วมากกว่าความถูกต้องชัดเจน หรือเหตุผลต่อเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แล้ว สมองจะสั่งการทบทวนอีก เช่น ดูให้ชัดว่าเป็นงู หรือขดเชือก โดยสมองส่วน neocortex จะสั่งการที่เหมาะสมต่อไป ในบางคนจะมีการโต้ตอบแบบลัดวงจรนี้ทันทีเมื่อถูกกระตุ้นทางอารมณ์ที่เรียกกันว่าพวกที่ทำก่อนคิดหรือใช้อารมณ์อยู่เหนือ เหตุผล

จากการศึกษาผู้ป่วยที่มีอุบัติเหตุ หรือทำให้ทางเชื่อมระบบประสาทจาก amygdala ไปยัง neocortex ถูกตัดขาด จะมีชีวิตอยู่อย่างไร้อารมณ์ ความรู้สึกไม่สามารถตัดสินใจเพราะไม่รู้ถึงผลที่ตามมา ไม่รับรู้ถึงอารมณ์ของผู้อื่น ไม่รู้สึกผิด หรืออับอาย เมื่อทำอะไรผิด

ที่มา: สมชาย  จักรพันธุ์. เรื่องราว E.Q.  วารสารหมออนามัย 9(16) : 80-83

SOURCE: natres.psu.ac.th

===================================================

ต่อมอไมกดาลาขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ นอกจากจะทำหน้าที่บันทึกความกลัวไว้ให้หัวสมองแล้ว นักวิจัยยังพบว่า มันก็ทำหน้าที่ “ลบลืม” ความกลัวให้เราได้ด้วยเช้นกัน

นักวิจัยเอ็นวายยูพบ “ต่อมลืมกลัว” ในสมอง

บีบีซีนิวส์ – อาการ “กลัว” หรือผวากับสิ่งต่างๆ รอบตัว ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคสำคัญของมนุษย์ โดยเฉพาะการ “กลัวอย่างไร้เหตุผล” ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสามารถระบุตำแหน่งบนสมองที่ช่วยพวกเราลบ “ความกลัว” ที่มีอยู่ออกไปได้

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) เปิดเผยผ่านวารสารทางด้านประสาทวิทยา “นิวโรน” (Neuron) ว่าในมนุษย์ก็มีต่อมลบอาการกลัวได้ เช่นเดียวกับสัตว์ โดยเชื่อว่าต่อมดังกล่าวอยู่ในสมองบริเวณที่เดียวกับที่เราบันทึกความกลัวลงไป

บริเวณที่ลบหรือลืมความกลัวดังกล่าวเรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) พื้นที่ขนาดเท่าเมล็ดอัลมอนด์ ฝังอยู่บริเวณซีรีบรัม โดยเชื่อมต่อกับไฮโปธารามัส ซึ่งสมองตรงอไมกดาลาทำหน้าที่สำคัญในการควบคุมเหตุผลและอารมณ์

ที่สำคัญกลไกทำงานลืมความจำของ “อไมกดาลา” นี้พบอยู่ในสมองสัตว์ แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดพบในสมองของมนุษย์มาก่อน และการค้นพบกลไกของ “อไมกดาลา” ที่ช่วยให้ลืมกลัวแบบเดียวกับสัตว์ในสมองมนุษย์นี้ จะช่วยทุ่นแรงให้บรรดาหมอๆ ทั้งหลายในการรักษาอาการจิตประสาท หรือ “โฟเบีย” ของคนไข้ได้

ดร.อลิซาเบธ เฟลปส์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เปิดเผยว่า การค้นพบตำแหน่งลืมความกลัวนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสได้ศึกษาว่าอาการกลัวในมนุษย์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเราจะดูแลมันอย่างไร แต่งานวิจัยน้อยชิ้นนักที่จะเข้าใจถึงวิธีการลดความกลัวให้น้อยลง

“ยกตัวอย่าง เด็กๆ หลายคนกลัวความมืดเมื่อตอนวัยเยาว์ แต่พอโตขึ้นพวกเขาก็จะเลิกกลัวความมืด หรืออาจจะมีแต่น้อยลง” ดร.เฟลปส์ กล่าว โดยเธอและทีมงานพยายามศึกษาหากลไกลดความกลัวในสมอง โดยนำอาสาสมัครมาทดลองสร้างและลดความกลัว พร้่อมทั้งสังเกตดูว่า สมองส่วนใด ตรงไหนที่ทำงานในขณะนั้น

ทีมงานของ ดร.เฟลปส์ใช้การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือเอ็มอาร์ไอ (MRI – magnetic resonance imaging) เพื่อเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับสมองในช่วงระหว่างที่เราเริ่มเลิกกลัว สิ่งที่เคยกลัว โดยพวกเขาได้ให้อาสาสมัครดูภาพสี่เหลี่ยมจตุุรัสที่ระบายสีไว้ พร้อมทั้งช็อตด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะทำให้เกิดสภาวะกลัว เหมือนๆ กับอาการจิตประสาท หรือโฟเบีย

เมื่ออาสาสมัครมองภาพสี่เหลี่ยมที่ระบายสีครั้งต่อๆ ไปจะทำให้เกิดอาการกลัวๆ กังวล จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ทำให้เลิกกลัวด้วยการ ย้อนคือเหตุการ คือ ให้อาสาสมัครดูภาพสีเหลี่ยมระบายชุดเดิม (ที่กลัวไปแล้วเพราะโดนช็อต) พร้อมทั้งช็อตกระแสไฟเข้าไปอีกรอบในปริมาณเท่าเดิม และค่อยลดๆ ลงจนอาสาสมัครดูภาพแบบปกติโดยไม่มีกระแสไฟช็อต ก็จะทำใ้ห้อาการกลัวภาพนั้นหายไป

อย่างไรก็ดี เมื่อคณะวิจัยดูผลจากการสแกนสมองขณะอาสาสมัครถูกกระตุ้นให้กลัวจนหายกระทั่งหายกลัวแล้วพบว่า ตำแหน่งของ “อไมกดาลา” นั้นทำงานขณะที่กำลังบันทึกความกลัวเข้าสู่หัวสมอง และทำงานอีกเมื่ออาสาสมัครคลายความกลัวของพวกเขาลงไป พร้อมกับสมองอีกส่วนหนึ่ง

การค้นพบเหล่านี้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นก่อนๆ ที่อธิบายกันมาว่าในสัตว์มีระบบการแก้ไขความวิตกกังวลหรือความกลัวอย่างผิดปกติได้ โดย ดร.เฟลปส์กล่าวว่า หากในมนุษย์ก็มีกลไกนี้เช่นกัน ก็จะง่ายต่อการหายารักษาที่ตรงจุด

“ขณะนี้พวกเราทั้งหมดเริ่มมองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปจากเดิมเพื่อที่จะรักษาอาการกลัว ในมนุษย์พวกเราพยายามที่จะควบคุมอาการกลัว บางสถานการณ์พวกเรารู้ว่าไม่แสดงอาการกลัวออกมา แต่บางสถานการณ์กลับแสดงออกมา”

“อย่างเช่น คนทั่วไปกลัวเสือ แต่เมื่อไปดูเสือในสวนสัตว์ เราก็จะไม่กลัวมัน สิ่งนี้เป็นคำตอบว่า ร่างกายของเราจัดการกับความกลัวได้ แต่จะจัดการอย่างไร” ดร.เฟลปส์อธิบาย

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2547