ธรรมะกับสุขภาพ : การทำสมาธิแบบอินเดียโบราณ ช่วยรักษาผู้ป่วยความจำเสื่อม

ทีมนักวิจัยของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทมัสเจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เชื่อมั่นว่า การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราช่วยให้การตอบสนองทางอารมณ์ที่มีต่อความเครียด ความเหนื่อยล้า และความวิตกกังวล ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาความจำบกพร่องและความจำเสื่อมนั้นดีขึ้น

โดยการค้นพบนี้ ได้ตีพิมพ์ ในวารสาร แพทย์ทางเลือก “Journal of Alternative and Complementary Medicine” เมื่อเร็วๆนี้

การวิจัยดังกล่าว ได้ให้กลุ่มทดลองที่เป็นผู้สูงอายุ 15 คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องความจำ ตั้งแต่ความจำบกพร่องไม่รุนแรงอันเนื่องมาจากวัยไปจนถึงระดับที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์ (ภาวะสมองเสื่อม) ระยะแรก ให้ทำสมาธิกิรตันกริยา (Kirtan Kriya) ซึ่งเป็นการทำสมาธิ ด้วยการภาวนามนตรา ทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมให้ฟังดนตรีคลาสสิคทุกวัน วันละ 12 นาที นาน 8 สัปดาห์

ผลการวิจัยเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า กลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วน Pre Frontal (ควบคุมความคิด การตัดสินใจ ความสนใจ) Superior Frontal (ควบคุมการตระหนักรู้ตัว ความรู้สึก) และ Superior Parietal (ควบคุมการสัมผัส การพูด การรับรส) รวมถึงช่วยให้ความจำดีขึ้นด้วย

“เราทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบว่า การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนโลหิต ไปยังสมอง มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอารมณ์ของคนไข้ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ และทำให้ความจำดีขึ้นหรือไม่”  นายแพทย์แอนดรูว์ นิวเบิร์ก ผู้อำนวยการวิจัยแห่งศูนย์การแพทย์ผสมผสานเจฟเฟอร์สันไมร์นา ไบรด์ กล่าว

“ความจำบกพร่องที่เกี่ยวเนื่องกับอายุ อาจมีภาวะซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวนร่วมด้วย และมีข้อมูลที่ชี้แนะว่า ความผิดปกติด้านอารมณ์อาจเร่งให้ภาวะความจำเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น” นิวเบิร์ก กล่าวเสริม

กลุ่มทดลองที่ทำสมาธิด้วยการภาวนามนตรารายงานว่า พวกเขามีอาการตึงเครียด เหนื่อยล้า ซึมเศร้า โกรธ และสับสนลดน้อยลงโดยเฉพาะที่เห็นได้ชัด คือ ความตึงเครียดและเหนื่อยล้าลดน้อย ลงมากกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม และไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องจิตวิญญาณ

มีการนำเครื่องช่วยตรวจวินิจฉัยทาง เวชศาสตร์นิวเคลียร์ (SPECT) มาสแกน สมองของกลุ่มทดลอง ในส่วนที่พบว่า ได้รับผลกระทบระหว่างการทำสมาธิ และมีหน้าที่ในเรื่องความจำและการโต้ตอบทางอารมณ์ เมื่อเริ่มต้นและหลัง 8 สัปดาห์ผ่านไป

พบว่า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะอารมณ์

สมองส่วน Amygdala ซึ่งมีบทบาทในการสร้างและเก็บความทรงจำเหตุการณ์ ที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ และ Caudate ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ มีความสัมพันธ์กับคะแนนความ ซึมเศร้า ในขณะที่ Prefrontal Cortex, Inferior Frontal Lobe, Parietal Region และ Cingulate Cortex มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกตึงเครียด

และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างคะแนนความสับสนและซึมเศร้าที่ดีขึ้น กับความเปลี่ยนแปลงด้านความจำที่เป็นคำพูด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกสับสนและซึมเศร้าที่ลดน้อยลง มีความสัมพันธ์กับความจำที่ดีขึ้น

“การวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ด้านประสาทวิทยาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การทำสมาธิส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและชีววิทยา โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมด้านความสนใจ ภาวะอารมณ์ และความจำ

มันเป็นขั้นแรกที่ทำให้เราเข้าใจถึงผลกระทบด้านระบบประสาท อันเกิดจากการทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราหรือ ที่คล้ายคลึงกัน” ดร.นิวเบิร์ก กล่าว

อนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิวิจัยและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ เมืองทูซาน รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

       • วิธีภาวนามนตรา “กริตัน กริยา”

การทำสมาธิด้วยการภาวนามนตราแบบที่เรียกว่า กิรตัน กริยา(Kirtan Kriya Meditation) เป็นการทำสมาธิรูปแบบหนึ่งที่มีต้นกำเนิดจากกุณฑาลินีโยคะ กอปรด้วยการภาวนามนตรา “ซา..ตา..นา..มา” (คำภาวนาภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า เกิดขึ้น..ดำรงอยู่..ดับไป..กลับมาเกิดใหม่) และใช้ท่านิ้วมือประกอบ ซึ่งนิยมทำกันทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่ศตวรรษที่ 16

เป็นการปฏิบัติง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงวันละ 12 นาที ก็จะช่วยลดระดับความเครียด เพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังสมอง ทำให้ผู้ปฏิบัติเพ่งจิตและควบคุมความสนใจได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างใจ-กาย-จิตวิญญาณอีกด้วย

แต่ถ้าจะให้ผลดีที่สุด ควรทำเป็นประจำในเวลาเดิมทุกวัน

• วิธีปฏิบัติ

1. นั่งตัวตรงบนพื้นหรือบนเก้าอี้พนักตรง หงายฝ่ามือและวางลงบนเข่าทั้งสองข้าง
2. เปล่งเสียงภาวนา ซา..ตา..นา..มา.. ทอดเสียงยาวๆในแต่ละคำ
3. ให้ปลายนิ้วชี้แตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ซา
4. ให้ปลายนิ้วกลางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา ตา
5. ให้ปลายนิ้วนางแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา นา
6. ให้ปลายนิ้วก้อยแตะปลายนิ้วหัวแม่มือ ขณะภาวนา มา
7. เคลื่อนไหวนิ้วตามขั้นตอนที่ 3-6 ขณะภาวนาอย่างต่อเนื่องดังนี้

• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาในใจ 4 นาที
• ภาวนาเสียงเบา 2 นาที
• ภาวนาเสียงดัง 2 นาที

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย เบญญา)

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 พฤษภาคม 2555

=================================================

Related Article:

.

Meditation Helps Memory Loss Patients

Written by Petra Rattue
Article Date: 02 Mar 2012

The Journal of Alternative and Complementary Medicine reports that researchers from the Thomas Jefferson University Hospital have discovered that adults with memory impairment and memory loss may benefit from mantra-based meditation, which has a positive effect on people’s emotional responses to stress, fatigue and anxiety.

For their study, the researchers enrolled 15 older adults with memory problems that ranged from mild age-associated memory impairment to mild impairment, with Alzheimer’s disease on a Kirtan Kriya (KK) mantra-based meditation course, that involved 12 minutes of meditation, per day, for a period of eight weeks, and a control group to listen to classical music for the same amount of time over 8 weeks.

Preliminary findings revealed a substantial increase in cerebral blood flow in the patients’ prefrontal, superior frontal, and superior parietal cortices, and also better cognitive function.

Andrew Newberg, M.D., director of Research at the Jefferson Myrna Brind Center of Integrative Medicine explained:

“We sought to build on this research to determine if changes in cerebral blood flow (CBF) had any correlation with changes in patients’ emotional state, feelings of spirituality and improvements in memory. Age-associated cognitive impairment can be accompanied by depression and changes in mood. There is data suggesting that mood disorders can aggravate the processes of cognitive decline.”

The findings demonstrated that participants in the meditation group showed some improvement in fatigue, tension, anger, confusion and depression, and whilst the researchers noted a substantial improvement in tension and fatigue, compared with the control group, they did not observe significant changes with regard to spirituality scores.

They examined the participants’ brains and other regions of interest (ROI) by using single photon emission computed tomography (SPECT) scans at baseline and at 8-weeks. The location of the scans was based on regions that the researchers earlier found were affected during the meditation tasks, and that are involved in various cognitive and affective responses.

The results showed an important relationship between the change in CBF and the change of the patients’ reported mood states. For instance, whilst regions like the amygdala, which impact memory formation and storage linked to emotional events, as well as the caudate, which is thought to be strongly involved in learning and memory related to depression scores, areas like the prefrontal cortex, inferior frontal lobe, parietal region, and cingulate cortex were related with tension.

The fact that researchers observed substantial associations between improved scores for confusion, depression and change in verbal memory indicates that improvements of depression and confusion are linked to cognitive improvement.

Dr. Newberg concludes:

“This study is one of a growing body of neuroimaging studies to illustrate the neurological and biological impact of meditation, highlighting brain regions that regulate attention control, emotional states, and memory. It is a first step in understanding the neurophysiologic impact of this and similar meditative practices.”

SOURCE: medicalnewstoday.com

 

Advertisements

คลื่นเสียงระฆัง-ทฤษฎีสี ทางเลือกบำบัดโรคเซลล์เสื่อม

Credit: dealwatch.com.au

การบำบัดโรคด้วยคลื่นเสียงจากระฆัง หรือ “Tibetien Singing Bowl” นับเป็นแพทย์ทางเลือกศาสตร์หนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศทิเบตนานกว่า 3,000 ปี ซึ่งการทำงานนั้นเป็นการใช้คลื่นเสียงของระฆังในการปรับคลื่นสมองให้สงบอยู่ในระดับ “Alpha Wave” หรือสภาวะที่เรียกว่าคลื่นสมาธิ ซึ่งคลื่นเสียงดังกล่าวไม่เพียงทำให้ร่างกายเกิดความสงบและความผ่อนคลาย แต่ยังฟื้นฟูและปรับสภาพเซลล์ในร่างกาย ที่เสื่อมสภาพจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพนั้นกลับมาสมดุล หรือหายจากอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น อาการปวดไมเกรน นอนไม่หลับ ปวดเมื่อยร่างกาย ความดันโลหิตสูง ภาวะเครียด โรคกระเพาะอาหาร ซึมเศร้า ซึ่งการรักษาโรคด้วยวิธีดังกล่าวสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยอาศัยอุปกรณ์ 2 ชิ้นที่เรียกกันว่า บาตร หรือ “ทาโด้บาตร” และ “ปูจา” ท่อนไม้เล็กๆ สำหรับใช้วนรอบบาตรเพื่อให้เกิดเสียงกังวาน

นพ.ชัชดนัย มุสิกไชย แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพนครธนอายุวัฒนา รพ.นครธน อธิบายถึงวิธีการบำบัดด้วยคลื่นเสียงจากระฆังหรือบาตรทิเบตว่า “เริ่มจากที่ให้ผู้บำบัดนั่งหรือยืนตัวตรง จากนั้นแบมือข้างหนึ่งออกแล้ววางบาตรลงบนฝ่ามือ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งจับ “ปูจา” หรือท่อนไม้วนตามเข็มนาฬิกาไปรอบๆ บริเวณขอบบาตรด้านนอก พร้อมๆ กับหลับตาทำสมาธิ หรือการหายใจเข้าออกสลับกัน วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีเสียงกังวานของระฆังออกมา (เสียงระฆังของแต่ละคนจะดังไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสมาธิของผู้ฝึก ซึ่งการหลับตาทำสมาธิจะช่วยได้) ซึ่งคลื่นเสียงจากระฆังนั้นจะช่วยทำให้ผู้บำบัดเกิดสมาธิ และนำมาสู่การฟื้นฟูเซลล์ในร่างกายที่สึกหรอให้กับมาทำงานปกติ” สำหรับระยะเวลาในการบำบัดด้วยวิธีนี้ คุณหมอบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 3-5 นาที ซึ่งสามารถทำได้บ่อยตามต้องการ

พร้อมกันนี้ คุณหมอได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการใช้คลื่นเสียงระฆังในการรักษาโรคไมเกรนว่า “เนื่องจากไมเกรนนั้นเกิดจากการที่เส้นเลือดในสมองเกิดการขยายตัวจนไปดึงเยื่อหุ้มสมอง จึงส่งผลให้เส้นเลือดในสมองหดตัวจนเกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นคลื่นเสียงดังกล่าวจะเป็นตัวที่ทำให้คลื่นสมองเกิดความสงบ เมื่อสมองสงบ จิตใจและร่างกายจะผ่อนคลาย จึงส่งผลให้เส้นเลือดที่หดเกร็งตัวคลายกลับสู่สภาวะปกติ”

เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วย 7 จุดจักระสำคัญที่ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ หาก 7 จุดจักระนี้เคลื่อนไหวได้ไม่ดี ก็จะทำให้เซลล์เส้นประสาทที่เป็นตัวควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายนั้นทำงานเสื่อมถอย จนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ นพ.ชัชดนัยให้ข้อมูลว่า “สามารถใช้คลื่นเสียงจากระฆังเพื่อบำบัดอาการป่วย ร่วมกับใช้ทฤษฎีของสีมาช่วยฟื้นฟูการเสื่อมสภาพของ 7 จุดจักระในร่างกายได้” โดยอธิบายให้ทราบถึงโรคที่มาพร้อมกับการบกพร่องของ 7 จุดจักระนี้ว่า “

สำหรับจักระจุดที่ 1 นั้นอยู่บริเวณทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยมักประสบกับปัญหา “ระบบสืบพันธุ์เสื่อมสภาพ” ดังนั้นการใช้สีแดงซึ่งเป็นสีที่ตรงกับจักระ เช่น การใส่เสื้อผ้าสีแดงก็ช่วยบำบัดโรคได้

ส่วนจักระที่จุด 2 นั้นอยู่บริเวณใต้สะดือลงมา 2 นิ้ว หรือที่เรียกกันว่าจุดกำหนดสมาธิ ซึ่งแทนด้วยสีส้ม นอกเหนือจากการบำบัดด้วยคลื่นเสียงระฆังแล้ว การเลือกรับประทานผักผลไม้สีส้มจะช่วยบรรเทา ”อาการฟุ้งซ่านหรือไม่มีสมาธิ” ลงได้

จักระจุดที่ 3 อยู่บริเวณลิ้นปี่ ผู้ที่เกิดความบกพร่องกับจักระจุดดังกล่าวนั้นจะมีอาการของโรค ”กระเพาะอาหาร” ดังนั้นการบำบัดโดยการวางบาตรไว้ข้างเตียง เพื่อรับคลื่นเสียงระฆัง และการใส่เสื้อผ้าที่มีสีเหลืองก็จะช่วยบรรเทาอาการของโรคลงได้

ส่วนจักระจุดที่ 4 นั้นอยู่ที่บริเวณหัวใจ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ ”ความดันโลหิตสูง” ดังนั้นผู้ป่วยสามารถลดอาการดังกล่าวลงโดยการออกไปสูดอากาศจากต้นไม้สีเขียว และใช้การบำบัดโรคด้วยระฆังใบเล็ก (ระฆังหรือบาตรประกอบด้วย 3 ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่)

สำหรับจักระจุดที่ 5 อยู่บริเวณคอ ผู้ป่วยจะประสบกับอาการ “ไทรอยด์ต่ำ” จนทำให้ร่างกายพองและบวมน้ำ ดังนั้นควรแก้ไขด้วยการเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้เป็นสีฟ้า

และจักระจุดที่ 6 อยู่บริเวณดวงตาที่ 3 หรือระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง หากเกิดความผิดปกติกับจุดดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดอาการ “นอนไม่หลับ” การปรับบรรยากาศภายในห้องนอนให้เป็นสีคราม จะช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

สำหรับจักระจุดที่ 7 นั้นอยู่บริเวณกลางกระหม่อม ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการของ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีสีม่วง ซึ่งเป็นสีประจำจักระดังกล่าว ควบคู่ไปกับบำบัดด้วยเสียงจากระฆัง ก็จะช่วยทำให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าและดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คุณหมอกล่าว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ไทยเมดิคอลสปา 0-2450-9912.

ที่มา: ไทยโพสต์  6 พฤศจิกายน 2555

.

Related Video :

.

Chakras Cleansing Guided Meditation *NEW*

 

Root Chakra Meditation with Tibetan singing bowls

Meditation Could Improve Empathy, Study Suggests

มหาวิทยาลัยเอมอรีได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการฝึกสมาธิพบว่า ผู้ที่ฝึกสมาธิเป็นประจำมีความเห็นอกเห็นใจเอาใจใส่ผู้อื่นสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ

Meditation Could Improve Empathy, Study Suggests

Posted: 10/07/2012

Meditation could help people to be more empathetic, according to a small new study from Emory University.

The research, published in the journal Social Cognitive and Affective Neuroscience, showed that a meditation program called Cognitively-Based Compassion Training was able to improve people’s ability to read emotional expressions on others’ faces. Researchers said the meditation program is based on ancient Buddhist practices, but this particular program was secular. It included mindfulness techniques, but mainly involved training people to think about their relationships with other people.

“It’s an intriguing result, suggesting that a behavioral intervention could enhance a key aspect of empathy,” study researcher Jennifer Mascaro, a post-doctoral fellow at Emory, said in a statement.

The study included 21 people who all underwent fMRI brain scans as they were administered a “Reading the Mind in the Eyes” test to gauge empathy. The test involves looking at black-and-white photographs of different facial expressions — except the photographs only show the eye region of the face. People taking the test are then asked to say what kind of emotion or thinking is being evoked in each expression.

Then, 13 study participants underwent eight weeks of the meditation training program. The other eight study participants didn’t undergo the training program, but participated in classes where there was discussion on topics like how well-being is influenced by factors like exercise.

After the eight weeks, all the study participants completed the “Reading the Mind in the Eyes” test again. The researchers found that people who underwent the meditation training program had a 4.6 percent higher score on the empathy test at the end of the study period. Meanwhile, people who only partook in the discussion classes didn’t experience any increase in empathy scores, and some even experienced a decrease in their scores.

The brain scans also revealed that people who took the meditation courses also had increased brain activity in the regions linked with empathy.

Empathy is important, and not only for nurturing interpersonal relationships — a recent study showed a link between a doctor’s empathy and the outcomes of his or her patients.

That study, published in the journal Academic Medicine, showed that the diabetes patients of doctors who scored low on an empathy test were more likely to experience acute metabolic complications associated with their condition, compared with patients of doctors who scored higher on the test.

SOURCE: huffingtonpost.com

พบเทคนิคการฝึกสมาธิอย่างถูกวิธี คือกุญแจสู่ความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติ

ไซแอนซ์เดลี่ (6 กรกฎาคม 2555) เคยฝึกสมาธิแล้วอยากเลิกฝึกสมาธิไหม? อาจเป็นเพราะคุณเลือกวิธีฝึกสมาธิผิด  การศึกษาใหม่ ที่เผยแพร่ทางออนไลน์ในวารสารวิทยาศาสตร์และการแพทย์ 7 กรกฎาคม พบว่า:  สิ่งสำคัญของการสร้างความมั่นใจในผู้ฝึกทำสมาธิมือใหม่คือเลือกวิธีฝึกสมาธิที่สะดวกสบายมากที่สุดดีกว่าเลือกวิธีฝึกสมาธิที่มีความนิยมมากที่สุด

เบิร์คเป็นศาสตราจารย์ของการศึกษาด้านสุขภาพที่เอสเอฟสเตทและผู้อำนวยการสถาบันเอสเอฟของรัฐเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพแบบองค์รวม กล่าวว่า ถ้าพวกเขาทำตามข้างต้นมีแนวโน้มที่จะติด แต่ถ้าไม่ มีโอกาสสูงที่พวกเขาอาจจะล้มเลิกการฝึกสมาธิ สูญเสียผลประโยชน์ส่วนบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนและสูญเสียผลประโยชน์ในทางการแพทย์

“เนื่องจากมีการใช้การฝึกสมาธิทั้งทั่วไปและทางคลินิกเพิ่มขึ้น คุณต้องให้แน่ใจว่าคุณกำลังค้นหาวิธีการที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคน” เขากล่าว ถึงแม้ว่าการทำสมาธิได้กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสหรัฐอเมริกา  มีการศึกษาน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการหลักในการตรวจสอบความชอบของแต่ละบุคคลหรือผลประโยชน์ทางคลินิกที่เฉพาะเจาะจง

เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ฝึกสมาธิ เบิร์ค เปรียบเทียบสี่วิธีของการฝึกทำสมาธิที่นิยม ได้แก่ – มันตรา (Mantra), การฝึกสติ (Mindfulness), เซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong Visualization ) – เพื่อดูว่าผู้เริ่มหัดปฏิบัติสมาธิชื่นชอบอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า

การศึกษาของผู้เข้าร่วมการทดลอง 247 คน ซึ่งได้รับการสอนวิธีการฝึกสมาธิแต่ละวิธีและขอให้ปฏิบัติที่บ้านและในตอนท้ายของการศึกษาประเมินผลว่าวิธีการฝึกสมาธิใดที่พวกเขาต้องการ   ร้อยละ 31 ชอบมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness)   ร้อยละ 22 และร้อยละ 14.8 ชอบเซน (Zen) และการฝึกชี่กง (Qigong) ตามลำดับ

ผลการศึกษาแสดงค่าของการให้ผู้ฝึกปฏิบัติทำสมาธิมือใหม่ใช้วิธีเรียบง่ายเข้าถึงวิธีการทำสมาธิได้มากขึ้น แต่พวกเขายังเน้นว่าไม่มีเทคนิคใดที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แม้วิธีการธรรมดาก็เป็นที่ต้องการของบางคน  ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุมากซึ่งเติบโตในขณะที่เซนกำลังเป็นเทคนิคการทำสมาธิที่ได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา มีแนวโน้มที่จะชอบวิธีการฝึกสมาธิแบบเซนเป็นพิเศษ

ที่น่าสนใจคือมันตรา (Mantra) และการฝึกสติ (Mindfulness) ก็พบว่ามีความน่าสนใจพอ ๆ กัน แม้จะมีข้อเท็จจริงที่ว่าเทคนิคแตกต่างกันลึกซึ้ง  เบิร์คกล่าวว่า การฝึกสติ (Mindfulness) เป็นเทคนิคการทำสมาธิล่าสุดที่จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเป็นวิธีเดียวกับผู้ฝึกปฏิบัติเริ่มต้นและผู้มีอาชีพด้านสุขภาพคุ้นเคย การฝึกสติ (Mindfulness) คือวิธีที่ผู้เข้าร่วมทดลองที่มีอายุน้อยที่สุดชอบมากที่สุด

“ถ้ามีบางคนเปิดเผยผ่านสื่อหรือผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพถึงเทคนิคเฉพาะของการทำสมาธิ  พวกเขาอาจทึกทักว่าเทคนิคการทำสมาธิที่เป็นที่นิยมนั้นดีที่สุดสำหรับทุกคน”  “แต่เหมือนกับพูดว่า ชุดสีชมพูหรือเสื้อกีฬาสีน้ำเงินเป็นที่นิยมในปีนี้และทุกคนใส่แล้วจะดูดี ในความจริงแล้ว มีความแตกต่างในแต่ละบุคคลแต่ละสิ่ง. เสื้อมีขนาดเดียวย่อมไม่พอดีกับทุกคน.”

หากบุคคลไม่ได้รู้สึกสะดวกสบายกับวิธีการฝึกทำสมาธิเฉพาะ ด้วยเหตุผลใดก็ตามพวกเขาอาจจะมีโอกาสน้อยที่จะยังคงนั่งสมาธิและจะสูญเสียประโยชน์ เช่น ลดความเครียด ลดความดันโลหิต หรือแม้แต่การรักษาการติดยาเสพติด

เบิร์คหวังที่จะเห็นการศึกษาเปรียบเทียบการฝึกทำสมาธิมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อตรวจสอบว่าวิธีการใดดีกว่าสำหรับปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง เช่น การติดยาเสพติด หากเป็นกรณีนี้ บุคลากรทางการแพทย์ควรจะสามารถให้คำแนะนำผู้ป่วยถึงเทคนิคการฝึกทำสมาธิที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วย การศึกษาเพิ่มเติมยังมีความจำเป็นเพื่อให้มีกฎเกณฑ์แนวทางการพยากรณ์ว่าวิธีการฝึกทำสมาธิใดที่จะเหมาะที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

.

Related link:

Meditation. A new study highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular. (Credit: © yellowj / Fotolia)

Finding Right Meditation Technique Key to User Satisfaction

ScienceDaily (July 6, 2012) — New to meditation and already thinking about quitting? You may have simply chosen the wrong method. A new study published online July 7 in Explore: The Journal of Science and Healing highlights the importance of ensuring that new meditators select methods with which they are most comfortable, rather than those that are most popular.

If they do, they are likely to stick with it, says Adam Burke, the author of the study. If not, there is a higher chance they may abandon meditation altogether, losing out on its myriad personal and medical benefits. Burke is a professor of Health Education at SF State and the director of SF State’s Institute for Holistic Health Studies.

“Because of the increase in both general and clinical use of meditation, you want to make sure you’re finding the right method for each person,” he said. Although meditation has become significantly more popular in the U.S., Burke said, there have been very few studies comparing multiple methods head to head to examine individual preference or specific clinical benefits.

To better understand user preference, Burke compared four popular meditation methods — Mantra, Mindfulness, Zen and Qigong Visualization — to see if novice meditation practitioners favored one over the others. The study’s 247 participants were taught each method and asked to practice at home and, at the end of the study, evaluate which they preferred. The two simpler methods, Mantra and Mindfulness, were preferred by 31 percent of study participants. Zen and Qigong had smaller but still sizable contingents of adherents, with 22 percent and 14.8 percent of participants preferring them, respectively.

The results show the value of providing new practitioners a simpler, more accessible method of meditation. But they also emphasize that no one technique is best for everyone, and even less common methods are preferred by certain people. Older participants, who grew up when Zen was becoming one of the first meditation techniques to gain attention in the U.S., in particular were more likely to prefer that method.

“It was interesting that Mantra and Mindfulness were found to be equally compelling by participants despite the fact that they are fundamentally different techniques,” Burke said. Mindfulness is the most recent meditation technique to gain widespread popularity, he added, and is often the only one with which a novice practitioner or health professional is familiar. Not surprisingly, Mindfulness was the method most preferred by the youngest participants.

“If someone is exposed to a particular technique through the media or a healthcare provider, they might assume because it’s popular it’s the best for everyone,” Burke said. “But that’s like saying because a pink dress or a blue sport coat is popular this year, it’s going to look good on everybody. In truth, different people like different things. One size does not fit all.”

If an individual is not comfortable with a specific method for any reason, he said, they may be less likely to continue meditating and would lose out on such benefits as reduced stress, lower blood pressure or even treatment for addiction.

Burke hopes to see more comparative meditation studies, especially to determine if particular methods are better at addressing specific health issues, such as addiction. If that’s the case, he said, healthcare professionals would be able to guide patients toward techniques that will be most effective for them. Additional studies are also needed to determine if there is a way to predict which method will be best suited for any particular individual, he said.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by San Francisco State University, via EurekAlert!, a service of AAAS.

Journal Reference:

  1. Adam Burke. Comparing Individual Preferences for Four Meditation Techniques: Zen, Vipassana (Mindfulness), Qigong, and MantraEXPLORE: The Journal of Science and Healing, 2012; 8 (4): 237 DOI:10.1016/j.explore.2012.04.003

Data from: sciencedaily.com

วิจัยชี้นั่งสมาธิช่วยรักษาโรคจิต

นักวิจัยพบว่า การฝึกสมาธิแค่เพียงเดือนเดียวสามารถช่วยให้ระบบประสาทดีขึ้นได้ นับเป็นวิธีการรักษาแบบใหม่สำหรับผู้ป่วย

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาผลของการฝึกทางกายผสมผสานการฝึกทางจิต หรือไอบีเอ็มที (integrative body-mind training-IBMT) ของนักศึกษามหาวิทยาลัย 2 กลุ่ม

หลังผ่านไป 4 สัปดาห์ ซึ่งใช้เวลารวม 11 ชั่วโมง ผลการสแกนพบว่า สมองของอาสาสมัครเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ใยประสาท หรือ “สารสีขาว” ได้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น ทำให้สมองมีจุดเชื่อมต่อสัญญาณมากขึ้น ขณะเดียวกันไขมันที่ห่อหุ้มปกป้องใยประสาท หรือไมอีลิน ก็มีมากขึ้นด้วย

ผลดังกล่าวปรากฏให้เห็นที่ส่วนหน้าของสมองบริเวณคอร์เท็กซ์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรม

หากระบบประสาทในส่วนนี้ทำงานบกพร่อง คนไข้ก็จะมีปัญหาทางจิต เช่น สมาธิสั้น, สมองเสื่อม, ซึมเศร้า และเป็นโรคจิตเภท

ผลวิจัยนี้ได้ต่อยอดจากงานวิจัยก่อนหน้านี้ ซึ่งได้ใช้เทคนิคสแกนสมองแบบเอ็มอาร์ไอวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของสมองที่เกิดจากไอบีเอ็มที โดยนักวิจัยได้นำผลการศึกษา 2 ชิ้นเมื่อปี 2553 มาวิเคราะห์ผลการสแกนดังกล่าวเพิ่มเติมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

งานวิจัยชิ้นแรกได้ศึกษานักศึกษาอเมริกันที่มหาวิทยาลัยออริกอน ชิ้นที่ 2 ศึกษานักศึกษา 68 คนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต้าเหลียนในประเทศจีน
นักวิจัยพบว่า ใยประสาทมีความหนาแน่นขึ้นหลังจากการฝึกไอบีเอ็มทีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของการเกิดไมอีลิน อย่างไรก็ดีหลังผ่านไปหนึ่งเดือน พบว่าทั้งใยประสาทและไมอีลินได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น

นักศึกษาที่ฝึกไอบีเอ็มทียังรายงานด้วยว่า ตนเองมีอารมณ์ดีขึ้น มีความโกรธ ความรู้สึกซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความเหนื่อยล้าลดลง นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนความเครียด คอร์ติโซล ลดลงด้วย

หัวหน้าทีมวิจัย ศาสตราจารย์ไมเคิล พอสเนอร์ จากมหาวิทยาลัยออริกอน บอกว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์และสติปัญญา
ผลวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences
นักประสาทวิทยา ดร.เอเลนา แอนโตโนวา จากสถาบันจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า ข้อค้นพบนี้นับเป็นข่าวดี หากการฝึกสมาธิแค่ 11 ชั่วโมงทำให้ใยประสาทเกิดการเชื่อมต่อกันอย่างหนาแน่นยิ่งขึ้น และมีการปกป้องดีขึ้น ดังนั้นการทำสมาธิซึ่งใครๆ ก็ทำได้ในเวลาใดก็ได้ จะช่วยให้จิตใจแจ่มใสและมีอารมณ์คงเส้นคงวา.

ที่มา: ไทยโพสต์ 9 กรกฎาคม 2555

Related Link:

.

Chinese Meditation Prompts Double Positive Punch in Brain White Matter

ScienceDaily (June 13, 2012) — A Texas Tech University scientist studying the Chinese mindfulness meditation known as integrative body-mind training (IBMT) said he and other researchers have confirmed and expanded on changes in structural efficiency of white matter in the brain that can be related to positive behavioral changes in subjects practicing the technique for a month and a minimum of 11 hours total.

In a paper appearing in the online Early Edition of the Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS), scientists Yi-Yuan Tang of Texas Tech and Michael Posner of the University of Oregon (UO) reported improved mood changes coincided with increased brain-signaling connections. They also found an expansion of myelin, the protective fatty tissue that surrounds the nerves, in the brain’s anterior cingulate region.

Deficits in activation for this area of the brain have been associated with attention deficit disorder, dementia, depression, schizophrenia and many other disorders, said Tang, who is now the director of Texas Tech’s Neuroimaging Institute and holder of the Presidential Endowed Chair in Neuroscience and professor in the Department of Psychology.

“When we got the results, we all got very excited because all of the other training exercises, like working-memory training or computer-based training, only have been shown to change myelination,” Tang said. “We believe these changes may be reflective of the time of training involved in IBMT. We found a different pattern of neural plasticity induced by the training.”

IBMT was adapted from traditional Chinese medicine in the 1990s in China, where it is practiced by thousands of people. It differs from other forms of meditation because it depends heavily on the inducement of a high degree of awareness and balance of the body, mind and environment. The meditation state is facilitated through training and trainer-group dynamics, harmony and resonance.

In 2010, research led by Tang, then a visiting research professor at the University of Oregon, and Michael I. Posner, professor of psychology at UO, first reported positive structural changes in brain connectivity, based on functional magnetic resonance imaging, that correlated to behavioral regulation. The study was done at the Robert and Beverly Lewis Center for Neuroi maging with 45 participating UO undergraduate students.

The new findings came from additional scrutiny of the 2010 study and another that involved 68 undergraduate students at China’s Dalian University of Technology. The researchers revisited data obtained from using an MRI technique known as diffusion tensor imaging. The research team found improved density of the nerves involved in brain connections but no change in myelin formation after two weeks.

After a month, or about 11 hours of IBMT, both increases in nerve density and myelin formation were found as measured by fractional anisotropy, axial diffusivity and radial diffusivity — the important indexes for measuring the integrity of white matter fibers.

This dynamic pattern of white matter change involving the anterior cingulate cortex, a part of the brain network related to self-regulation, could provide a means for intervention to improve or prevent mental disorders.

“This study gives us a much more detailed picture of what it is that is actually changing,” Posner said. “We did confirm the exact locations of the white-matter changes that we had found previously. And now we show that both myelination and axon density are improving. The order of changes we found may be similar to changes found during brain development in early childhood, allowing a new way to reveal how such changes might influence emotional and cognitive development.”

The improved mood changes noted in this and earlier studies are based on self-ratings of subjects based on a standard six-dimensional mood-state measure, Tang said.

Both researchers first reported findings related to IBMT in 2007, also in PNAS. They found that doing IBMT for five days prior to a mental math test led to low levels of the stress hormone cortisol among Chinese students. The experimental group also showed lower levels of anxiety, depression, anger and fatigue than students in a relaxation control group.

In 2009 in PNAS, Tang and his Chinese colleagues, with assistance from Posner and UO psychology professor Mary K. Rothbart, found that IBMT subjects in China had increased blood flow in the right anterior cingulate cortex after receiving training for 20 minutes a day over five days. Compared with the relaxation group, IBMT subjects also had lower heart rates and skin conductance responses, increased belly breathing amplitude and decreased chest respiration rates.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byTexas Tech University. The original article was written by John Davis

Journal Reference:

  1. Y.-Y. Tang, Q. Lu, M. Fan, Y. Yang, M. I. Posner.Mechanisms of white matter changes induced by meditationProceedings of the National Academy of Sciences, 2012; DOI: 10.1073/pnas.1207817109

Data from: sciencedaily.com

Evidence Supports Health Benefits of ‘Mindfulness-Based Practices’

ScienceDaily (July 11, 2012) — Specific types of “mindfulness practices” including Zen meditation have demonstrated benefits for patients with certain physical and mental health problems, according to a report in the July Journal of Psychiatric Practice.

“An extensive review of therapies that include meditation as a key component — referred to as mindfulness-based practices — shows convincing evidence that such interventions are effective in the treatment of psychiatric symptoms and pain, when used in combination with more conventional therapies,” according to Dr William R. Marchand of the George E. Wahlen Veterans Affairs Medical Center and the University of Utah in Salt Lake City.

Mindfulness Techniques Show Health Benefits Dr Marchand reviewed published studies evaluating the health benefits of mindfulness-based practices. Mindfulness has been described as “the practice of learning to focus attention on moment-by-moment experience with an attitude of curiosity, openness, and acceptance.” Put another way, “Practicing mindfulness is simply experiencing the present moment, without trying to change anything.”

The review focused on three techniques:

• Zen meditation, a Buddhist spiritual practice that involves the practice of developing mindfulness by meditation, typically focusing on awareness of breathing patterns.

• Mindfulness-based stress reduction (MBSR), a secular method of using Buddhist mindfulness, combining meditation with elements of yoga and education about stress and coping strategies.

• Mindfulness-based cognitive therapy (MBCT), which combines MBSR with principles of cognitive therapy (for example, recognizing and disengaging from negative thoughts) to prevent relapse of depression.

Dr Marchand found evidence that MBSR and MBCT have “broad-spectrum” effects against depression and anxiety and can also decrease general psychological distress. Based on the evidence, MBCT can be “strongly recommended” as an addition to conventional treatments (adjunctive treatment) for unipolar depression. Both MBSR and MBCT were effective adjunctive treatments for anxiety.

Research data also supported the effectiveness of MBSR to help reduce stress and promote general psychological health in patients with various medical and/or psychiatric illnesses. On its own, MBSR was helpful in managing stress and promoting general psychological health in healthy people. There was also evidence that Zen meditation and MBSR were useful adjunctive treatments for pain management.

How do these practices work to affect mental and physical health? Dr Marchand discusses recent research showing the impact of mindfulness practices on brain function and structure, which may in part account for their psychological benefits. “These mindfulness practices show considerable promise and the available evidence indicates their use is currently warranted in a variety of clinical situations,” he concludes.

The article includes some proposed evidence-based guidelines for incorporating mindfulness-based practices into health care. So far there’s little evidence on which patients are most likely to benefit, but Dr Marchand suggests that patient preferences and enthusiasm are a good guide. He comments, “The most important considerations may be desire to try a mindfulness-based practice and willingness to engage in the regular practice of seated meditation.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided by Wolters Kluwer Health: Lippincott Williams & Wilkins, via Newswise.

Data from: sciencedaily.com

Meditation Makes You More Creative

ScienceDaily (Apr. 19, 2012) — Certain meditation techniques can promote creative thinking. This is the outcome of a study by cognitive psychologist Lorenza Colzato and her fellow researchers at Leiden University, published 19 April in Frontiers in Cognition.

This study is a clear indication that the advantages of particular types of meditation extend much further than simply relaxation. The findings support the belief that meditation can have a long-lasting influence on human cognition, including how we think and how we experience events.

Two ingredients of creativity

The study investigates the influences of different types of meditative techniques on the two main ingredients of creativity: divergent and convergent styles of thinking.

  • Divergent thinking Divergent thinking allows many new ideas to be generated. It is measured using the so-called Alternate Uses Task method where participants are required to think up as many uses as possible for a particular object, such as a pen.
  • Convergent thinking Convergent thinking, on the other hand, is a process whereby one possible solution for a particular probem is generated. This method is measured using the Remote Associates Task method, where three unrelated words are presented to the participants, words such as ‘time’, ‘hair’ and ‘stretch’. The particpants are then asked to identify the common link: in this case, ‘long’.

Analysis of meditation techniques

Colzato used creativity tasks that measure convergent and divergent thinking to assess which meditation techiques most influence creative activities. The meditation techniques analysed are Open Monitoring and Focused Attention meditation.

  • In Open Monitoring meditation the individual is receptive to all the thoughts and sensations experienced without focusing attention on any particular concept or object.
  • In Focused Attention meditation the individual focuses on a particular thought or object.

Different types of meditation have different effects

These findings demonstrate that not all forms of meditation have the same effect on creativity. After an Open Monitoring meditation the participants performed better in divergent thinking, and generated more new ideas than previously, but Focused Attention (FA) meditation produced a different result. FA meditation also had no significant effect on convergent thinking leading to resolving a problem.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversiteit Leiden, via AlphaGalileo.

Journal Reference:

  1. Lorenza S. Colzato, Ayca Ozturk, Bernhard Hommel.Meditate to Create: The Impact of Focused-Attention and Open-Monitoring Training on Convergent and Divergent ThinkingFrontiers in Psychology, 2012; 3 DOI:10.3389/fpsyg.2012.00116
Data from: sciencedaily.com

 


Meditation Improves Emotional Behaviors in Teachers

ScienceDaily (Mar. 28, 2012) — Schoolteachers who underwent a short but intensive program of meditation were less depressed, anxious or stressed — and more compassionate and aware of others’ feelings, according to a UCSF-led study that blended ancient meditation practices with the most current scientific methods for regulating emotions.

A core feature of many religions, meditation is practiced by tens of millions around the world as part of their spiritual beliefs as well as to alleviate psychological problems, improve self-awareness and to clear the mind. Previous research has linked meditation to positive changes in blood pressure, metabolism and pain, but less is known about the specific emotional changes that result from the practice.

The new study was designed to create new techniques to reduce destructive emotions while improving social and emotional behavior.

The study will be published in the April issue of the journal Emotion.

“The findings suggest that increased awareness of mental processes can influence emotional behavior,” said lead author Margaret Kemeny, PhD, director of the Health Psychology Program in UCSF’s Department of Psychiatry. “The study is particularly important because opportunities for reflection and contemplation seem to be fading in our fast-paced, technology-driven culture.”

Altogether, 82 female schoolteachers between the ages of 25 and 60 participated in the project. Teachers were chosen because their work is stressful and because the meditation skills they learned could be immediately useful to their daily lives, possibly trickling down to benefit their students.

Study Arose After Meeting Dalai Lama

The study arose from a meeting in 2000 between Buddhist scholars, behavioral scientists and emotion experts at the home of the Dalai Lama. There, the Dalai Lama and Paul Ekman, PhD, a UCSF emeritus professor and world expert in emotions, pondered the topic of emotions, leading the Dalai Lama to pose a question: In the modern world, would a secular version of Buddhist contemplation reduce harmful emotions?

From that, Ekman and Buddhist scholar Alan Wallace developed a 42-hour, eight-week training program, integrating secular meditation practices with techniques learned from the scientific study of emotion. It incorporated three categories of meditative practice:

  • Concentration practices involving sustained, focused attention on a specific mental or sensory experience;
  • Mindfulness practices involving the close examination of one’s body and feelings;
  • Directive practices designed to promote empathy and compassion toward others.

In the randomized, controlled trial, the schoolteachers learned to better understand the relationship between emotion and cognition, and to better recognize emotions in others and their own emotional patterns so they could better resolve difficult problems in their relationships. All the teachers were new to meditation and all were involved in an intimate relationship.

“We wanted to test whether the intervention affected both personal well-being as well as behavior that would affect the well-being of their intimate partners,” said Kemeny.

As a test, the teachers and their partners underwent a “marital interaction” task measuring minute changes in facial expression while they attempted to resolve a problem in their relationship. In this type of encounter, those who express certain negative facial expressions are more likely to divorce, research has shown.

Some of the teachers’ key facial movements during the marital interaction task changed, particularly hostile looks which diminished. In addition, depressed mood levels dropped by more than half. In a follow-up assessment five months later, many of the positive changes remained, the authors said.

“We know much less about longer-term changes that occur as a result of meditation, particularly once the ‘glow’ of the experience wears off,” Kemeny said. “It’s important to know what they are because these changes probably play an important role in the longer-term effects of meditation on mental and physical health symptoms and conditions.”

The study involved researchers from a number of institutions including UCSF, UC Davis, and Stanford University.

UCSF is a leading university dedicated to promoting health worldwide through advanced biomedical research, graduate-level education in the life sciences and health professions, and excellence in patient care.

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byUniversity of California – San Francisco. The original article was written by Elizabeth Fernandez.

Journal Reference:

  1. Margaret E. Kemeny, Carol Foltz, James F. Cavanagh, Margaret Cullen, Janine Giese-Davis, Patricia Jennings, Erika L. Rosenberg, Omri Gillath, Phillip R. Shaver, B. Alan Wallace, Paul Ekman. Contemplative/emotion training reduces negative emotional behavior and promotes prosocial responses.Emotion, 2011; DOI:10.1037/a0026118

Data from: sciencedaily.com

Don’t Worry, Be Happy: Understanding Mindfulness Meditation

ScienceDaily (Oct. 31, 2011) — In times of stress, we’re often encouraged to pause for a moment and simply be in the ‘now.’ This kind of mindfulness, an essential part of Buddhist and Indian Yoga traditions, has entered the mainstream as people try to find ways to combat stress and improve their quality of life. And research suggests that mindfulness meditation can have benefits for health and performance, including improved immune function, reduced blood pressure, and enhanced cognitive function.

But how is it that a single practice can have such wide-ranging effects on well-being? A new article published in the latest issue ofPerspectives on Psychological Science, a journal of the Association for Psychological Science, draws on the existing scientific literature to build a framework that can explain these positive effects.

The goal of this work, according to author Britta Hölzel, of Justus Liebig University and Harvard Medical School, is to “unveil the conceptual and mechanistic complexity of mindfulness, providing the ‘big picture’ by arranging many findings like the pieces of a mosaic.” By using a framework approach to understand the mechanisms of mindfulness, Hölzel and her co-authors point out that what we think of as mindfulness is not actually a single skill. Rather, it is a multi-faceted mental practice that encompasses several mechanisms.

The authors specifically identify four key components of mindfulness that may account for its effects: attention regulation, body awareness, emotion regulation, and sense of self. Together, these components help us attend to and deal with the mental and physiological effects of stress in ways that are non-judgmental.

Although these components are theoretically distinct, they are closely intertwined. Improvement in attention regulation, for example, may directly facilitate our awareness of our physiological state. Body awareness, in turn, helps us to recognize the emotions we are experiencing. Understanding the relationships between these components, and the brain mechanisms that underlie them, will allow clinicians to better tailor mindfulness interventions for their patients, says Hölzel.

On the most fundamental level, this framework underscores the point that mindfulness is not a vague cure-all. Effective mindfulness meditation requires training and practice and it has distinct measurable effects on our subjective experiences, our behavior, and our brain function. The authors hope that further research on this topic will “enable a much broader spectrum of individuals to utilize mindfulness meditation as a versatile tool to facilitate change — both in psychotherapy and in everyday life.”

The article is tilted, “How Does Mindfulness Meditation Work? Proposing Mechanisms of Action From a Conceptual and Neural Perspective.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAssociation for Psychological Science.

Data from: sciencedaily.com

The 8.15 train to Nirvana: How you can meditate your stresses away… even on the daily commute

The 8.15 train to Nirvana: How you can meditate your stresses away… even on the daily commute
By MARIANNE POWER
PUBLISHED: 21:20 GMT, 12 May 2012

Last summer I bumped into an old colleague. We hadn’t seen each other for years and it transpired that in the previous 18 months, her mother had died of cancer, her father had moved in with her and she had been made redundant.

Yet she seemed remarkably calm. How on earth was she coping? After joking about the healing power of gin, she admitted her secret: she had learned how to meditate.

We have all read about the healing powers of meditation. Medical research has found that it can reduce the risk of everything from heart disease to strokes, depression and insomnia – but this was the first time I had seen its benefits up close.

Down time: Marianne Power meditates as she waits for a Tube train in London

Soon I was meditating twice a day, too, even learning to fit it into train journeys to work or sneaking a few quiet minutes in a bathroom cubicle at the office.

Before I bumped into my colleague I was running on empty. By day I was stressed by silly things that made me snap at people.

By night I would try to unwind with too many hours of television and too many glasses of wine before lying awake in bed stewing over all my worries.

I was run-down, got every cold going and at my very lowest points was prescribed antidepressants. My friend recommended Transcendental Meditation, which is different from other forms of meditation.

Instead of focusing on your breathing, you are given a Sanskrit word, known as a mantra, that you repeat in your head. The idea is that the repetition of the sound calms your mind.

The practice was made famous by The Beatles, who became devotees after meeting its founder, Maharishi Mahesh Yogi, in the Sixties. Since then everyone from Clint Eastwood to William Hague and Nick Clegg has become a fan.

Latest research from Oxford University’s Department of Psychiatry has shown that meditation brings about neurological changes. After a few months of meditation, the parts of the brain with a tendency to worry are switched off.

Clinical trials have proved that as a standalone treatment it can prevent relapse of depression and is effective alongside medication.

Benefits: Medical research has found that meditation can reduce the risk of everything from heart disease to strokes, depression and insomnia

But I was most interested in its effects in counteracting stress. And I can say that learning to meditate has changed my life.

At my first lesson I was given my mantra, which you don’t share with anyone, and told to close my eyes and repeat it again and again in my head. Straight away I was hooked.

There’s something about the sound vibration of the mantra going over and over in your mind that lulls you into a kind of trance. The repetition of the sound is like a lullaby.

You go into your own world and yet you are still aware of your surroundings. You’re neither awake, nor asleep, nor dreaming – just beautifully relaxed. It’s like a warm bath for your brain.

After that first lesson, I felt calm and focused and that night I enjoyed a longer, deeper sleep than I’ve had since I was a child. And I’ve been sleeping well ever since.

The more I meditate, the less I seem to be bothered by things. Situations that would once have sent me into a tailspin no longer have the same effect.

My heart doesn’t race in the way it once did; I have become more calm and rational; my concentration at work has also improved.

Transformation: Learning to meditate can change your life, says Marianne Power

I think this is primarily because I am better rested and less stressed, but scans have shown that meditation actually increases the size of your hippocampus – the part of the brain associated with memory and learning. I also feel healthier.

I have had only one cold in the past seven months. And then there are the less tangible changes, the ones to your personality and relationships.
Friends have commented on the fact that I seem more relaxed. I certainly feel more content, less inclined to snap or overreact.

So is this a miracle? Am I now the perfect person? Hardly. Like most of the good things in life, it takes work. Like going to the gym or eating well, you have to keep doing it even on days when you tell yourself you are too busy.
I meditate for 20 minutes morning and night. After breakfast, and then at 4pm – and on days when that’s not possible, on the train or in a taxi. Every little helps. It doesn’t matter whether I close my eyes for two minutes or 20, when I open them I feel better.

I have yet to experience the so-called ‘bliss’ that devotees talk about but I’m just so happy that I’ve found a tool that helps me perform well in the day and sleep better at night.

I wish I’d been taught this at school – it’s the best life skill I’ve ever learnt. But it’s not cheap.

When I turned up for the first open evening at my local TM centre (they’re all over the country), I was told that fees were charged according to income. I would have to pay £490.

But I did it – and it was the best money I’ve ever spent.

Data from: dailymail.co.uk

หัดฝึกสติอยู่กับตัวจะช่วยให้ทุกข์น้อยลง

อริยสัจ 4 เป็นแก่นของพุทธศาสนาที่ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ตราบใดที่เกิดเป็นมนุษย์จะต้องพบกับความทุกข์แน่นอน ทุกข์มีหลายรูปแบบ มนุษย์ก็มีหลายรูปแบบ เมื่อพบกับความทุกข์ต่างก็หาหนทางแก้ไขกันไป ยิ่งหากตัดกิเลสไม่ได้ทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่ม เป็นวงจรชีวิตที่มนุษย์จะต้องประสบและแก้ไขกันด้วยสติปัญญาให้เข้าที่จนได้

เงินตรา เป็นสิ่งที่มนุษย์ถือเป็นเครื่องมือวิเศษ คิดว่าจะช่วยบำบัดได้สำเร็จหมด ทั้งชีวิตมักจะทุ่มเทตลอดเพื่อให้ได้มาให้มากที่สุด คิดว่าจะมีความสุขได้ต้องมีเงินก่อน มีเงินก็สามารถหาสิ่งที่ต้องการได้แล้วชีวิตจะมีความสุข ขณะเดียวกันเงินก็จะช่วยบำบัดทุกข์ที่รุมล้อมอยู่ให้หนักเป็นเบา หรือหายไปได้ ทั้งชีวิตจึงพัวพันอยู่กับเงิน เพราะไม่ได้ตัดความต้องการหรือกิเลสให้ลดน้อยลงไป

ผมมาคุยเรื่องนี้ด้วยได้รับหนังสือธรรมะฉบับกระเป๋าจาก พภ.วิวัฒน์ ธัมมะวัฑโฒ แห่งวัดโสมนัสราชวรวิหาร คุยถึงเรื่อง วิจัยจิตพิชิตทุกข์ กล่าวถึงเรื่องทั้งชีวิตของมนุษย์ต้องหาเงิน ด้วยหวังว่าเงินจะช่วยได้ทุกอย่างนั้นคงได้ไม่หมด ความสุขที่เกิดจากเงินซื้อมาเป็นความสุขที่หยาบ จะมีทุกข์เจือปนอยู่ด้วย อ่านดูแล้วเป็นข้อคิดที่ดี เลยอยากขอถ่ายทอดมาเล่าให้ฟัง

หลวงพี่ยกตัวอย่างเช่น เมื่อใช้เงินซื้ออาหารอร่อย ราคาแพง ได้มากินตามต้องการ แรก ๆ ก็ดูอร่อยดี นานเข้าก็เบื่อ ต้องแสวงหาเจ้าอื่นต่อไป เปลี่ยนไปไม่รู้จบสิ้น และอาหารอร่อยมักต้องปรุงอย่างดี ใส่สารหลายอย่างจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา ไขมัน เบาหวาน ฯลฯ และโรคอ้วน

มีอย่างอื่นอีกหลายอย่างที่เงินบันดาลไม่ได้ อาหารอร่อยราคาแพงซื้อได้ แต่ซื้อความอยากอาหารไม่ได้ จิตใจที่ขุ่นมัวไม่อยากกินอะไรเงินช่วยไม่ได้ เงินซื้อที่นอนอย่างดีได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้ คนที่จิตฟุ้งซ่าน ครุ่นคิดตลอดจะนอนไม่หลับน่าเห็นใจมาก บ้านที่อยู่ราคาสูงหาซื้อได้เช่นกัน แต่ครอบครัวที่ขาดความอบอุ่นแยกกันอยู่ซื้อไม่ได้ ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม ล้วนจากเรื่องเงินทั้งนั้น

เมื่อเงินไม่ได้ตอบสนองความต้องการมนุษย์ได้หมด ก็น่าจะหาทางอื่นเป็นทางเลือกมาเพิ่มขึ้นอีกดีไหม? เป็นข้อคิดที่หลวงพี่ฝากไว้ ตราบใดที่ยังไม่ลดเรื่องกิเลสให้พอดีกับตัวเอง ความสุขเหมือนเงามายาที่เราเห็นอยู่ข้างหน้า เมื่อเราไขว่คว้ามาได้ จะอยู่เพียงชั่วคราว แล้วโดดหนีล้ำหน้าไปอีก เพราะเราเบื่อ เราต้องไล่ตามจับของใหม่กันไปเรื่อย คล้ายไล่ตามเงาตัวเอง ความสุขที่แท้จึงเป็นอนาคตที่ไม่มาถึงเสียที

หลวงพี่อดีตวิศวกรจุฬาฯ ได้สรุปชีวิตส่วนตัวที่ผ่านมาว่า ความสุขของอาตมาไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ไม่ได้อยู่ที่เมืองนอก ที่ไปทำงานและอยู่ถึง 5 ปี ไม่ได้อยู่ที่งานเลี้ยงสังสรรค์ ไม่ได้อยู่ที่เงินทองหรือวัตถุใด ๆ ความสุขอยู่ที่จิตใจ การวิจัยเพื่อเรียนรู้ว่า ทำอย่างไรจิตใจจึงเป็นสุขไม่เป็นทุกข์ สำคัญเหนืออื่นใด

การฝึกสติหรือสมาธิให้จิตอยู่กับตัว ในชีวิตประจำวันให้รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ว่ากายอยู่ในท่าไหน กำลังทำอะไร หรือเมื่อเดินจงกรม เมื่อเท้ากระทบพื้นก็รู้สึกถึงการกระทบ รู้แบบสบาย ๆ ไม่ต้องตั้งใจมาก ไม่ต้องรู้ว่าซ้ายหรือขวา ไม่ต้องใส่ใจการเคลื่อนไหว ใส่ใจเพียงการกระทบพอ ทำไปเรื่อย ๆ เผลอเมื่อใดก็เริ่มต้นใหม่ การรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง เป็นภาวนามัยปัญญา ซึ่งจะตัดกิเลสได้จิตจะเป็นสุขที่ถาวร

พภ.ณรงค์ศักดิ์ เนียมนัด อดีตหัวหน้าคณะศาลอุทธรณ์ ขณะนี้ได้ลาไปบวชอยู่ที่วัดโกเมศรัตนาราม อ.สามโคก ปทุมธานี ได้ให้หลักไว้ตอนก่อนบวชว่า ตัวอยู่ที่ไหน ใจอยู่ที่นั่น, กายทำอะไรให้ใจอยู่กับสิ่งนั้น จะทำให้จิตอยู่กับตัวตลอดไป

พภ.เกรียงศักดิ์ วัชรพล ได้ลาไปบวชที่วัดญาณสังวร จ.ชลบุรี ได้บอกไว้ก่อนบวชว่า หากจิตอยู่กับตัวอยู่ในร่างกายเราตลอด เราจะไม่คิดอะไรก็จะไม่มีทุกข์ จิตออกไปเมื่อไรให้เรียกกลับมาใหม่ ฟังดูง่ายแต่ปฏิบัติยาก คอยจะกระโดดออกไปเรื่อย มีโอกาสจะไปกราบทั้งสองรูปขอศึกษาธรรมต่อด้วย

เรื่องการฝึกสมาธิ ฝึกจิต ฝึกสติ ให้อยู่กับตัว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ละแห่งจะมีวิธีการต่างกันไป ใครถูกจริตกับแบบใดก็ทำแบบนั้น ถ้าสามารถทำต่อไปถึงมหาสติปัฏฐาน 4 ด้วยยิ่งสมบูรณ์ จิตที่อยู่นิ่งไม่คิดอะไร จะเป็นจิตที่มีความสุข บ่งบอกมาที่ใบหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี เป็นเสน่ห์แก่ผู้พบเห็นอยากพูดคุยด้วย

การทำสมาธิหรือฝึกให้สติอยู่กับตัวตลอดแม้กายจะนิ่งหรือเคลื่อนไหวมาใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นทางเลือกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกข์รอบตัวได้ลดน้อยลง.

ที่มา: เดลินิวส์ 26 กุมภาพันธ์ 2555