‘มฟล.’เปิดรพ.ทางเลือกแห่งแรกในไทย เพิ่มโอกาสการรักษามากกว่า 1 ทางเลือก โดย ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

จ.เชียงราย เหนือสุดแดนสยาม เป็นที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุด ไม่ว่าใครที่ได้มีโอกาสไปเยือนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน กระทั่งเว็บไซต์ http://www.eduzones.com จัดลำดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย ล่าสุดวันที่ 25 กันยายน มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ก้าวเข้าสู่การสถาปนาครบรอบ 14 ปี ได้จัดพิธีเปิด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อย่างเป็นทางการ โดยมี รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก ผู้สูงอายุ ร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมกับเสวนา เรื่อง “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกกับการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน” วิทยากรโดย นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข และพญ.สุลัคนา น้อยประเสริฐ แพทย์ประจำคลินิกฝังเข็ม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

อธิการบดี มฟล. กล่าวว่า การรักษาแพทย์ทางเลือกนั้น ทางโรงพยาบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องศึกษาแนวโน้มว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ ประชาชนมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ทว่าถึงวันนี้มีผู้มาใช้บริการจำนวนมากขึ้น มฟล.จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเลือกรักษาโรคให้แก่ประชาชนมากกว่า 1 ทางเลือก ทั้งการรักษาด้วยการฝังเข็มแบบจีน เกาหลี เยอรมัน เวียดนาม ฯลฯ ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบการศึกษาด้านการฝังเข็มจากประเทศจีนโดยตรง คลินิกกายภาพบำบัดและธาราบำบัด การนวดกดจุด และการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย และนำศาสตร์การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เสริมเข้ามาให้บริการ กว่า 10 รายการ เช่น คลินิกผึ้งบำบัด การล้างพิษ ครอบแก้วสุญญากาศ การจัดสมดุลกระดูก

“เรามีความจริงใจที่จะให้บริการแพทย์ทางเลือกอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ต้องการทางเลือกในการรักษาเยียวยาตนเองมากกว่าวิธีการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกินยาหรือการผ่าตัด ในขณะที่ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก มีความหลากหลายที่ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีเฉพาะที่เหมาะสมกับตนเอง อีกทั้งการแพทย์ทางเลือกหลายอย่างครอบคลุมการรักษาด้านจิตใจ และสอดคล้องกับการดำรงชีวิตประจำวันเป็นอย่างดี” อธิการบดี มฟล. อธิบาย

พญ.สุลัคนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม บอกว่า ปัจจุบันแนวโน้มการรักษาแพทย์ทางเลือกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากได้รับยาแผนปัจจุบันติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแย่ลง เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ แต่ก็ไม่หายจากโรคที่เผชิญ ท้ายที่สุดจึงหาแนวทางการรักษาแบบใหม่ แพทย์ทางเลือกจึงเป็นวิธีต้นๆ ที่ได้รับความสนใจ และคาดว่าอนาคตจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“ปัจจุบันคนเครียดเยอะขึ้น บางคนก็มีอาการปวดท้อง ปวดหัว คนส่วนใหญ่ที่อายุยังไม่มากก็เลือกที่จะรักษายาแผนปัจจุบัน ซึ่งหมอไม่แนะนำ อยากแนะนำให้ออกกำลังกาย เล่นโยคะ มีพฤติกรรมติดอยู่ในเกณฑ์หรือใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างน้อยพวกนี้จะช่วยได้ และในส่วนของการฝังเข็มก็ช่วยลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ เพราะการฝังเข็มจะกระตุ้นให้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่งมาหาหมอเพราะเครียดค้าขายขาดทุนเป็นล้านบาท พอหมอฝังเข็มให้เขาบอกว่าดีขึ้นมาก… แต่คนที่เครียดตอนนี้กลับเป็นสามีเธอ(หัวเราะ)” พญ.สุลัคนา กล่าว

หลังจากการเสวนาเสร็จลง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้นำชมการสาธิตการรักษาแพทย์ทางเลือก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินชมทุกการสาธิต พร้อมสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ประจำจนลืมเหนื่อย บางคนถึงกับใช้บริการทันที เพราะโรงพยาบาลได้มอบบัตรกำนัลจำนวน 2,000 บาท ในขณะที่ผู้สูงอายุสอบถามข้อมูลอยู่นั้น ผู้เขียนได้พบกับผู้ป่วยท่านหนึ่งกำลังรักษาด้วยวิธีผึ้งบำบัด หลังจากเป็นอัมพฤกษ์ซีกขวา พูดไม่ชัด แต่หลังจากได้เข้ารับการรักษา อาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับผู้ที่สนใจจะชื่นชมความงามของสถานที่ หรือเข้ารับการรักษากับแพทย์ทางเลือก สามารถเดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงใหม่ สอบถามได้ที่ โทร.0-5391-7563 ส่วนคนที่สนใจด้านความงามแต่ไม่สะดวกในการเดินทาง สามารถไปใช้บริการได้ที่คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่อาคารอโศกเพลส สุขุมวิท 21 สอบถามได้ที่ โทร.0-2664-2295

ที่มา: คมชัดลึก 4 ตุลาคม 2555

.

Related Link:

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง : Mae Fah Luang University

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

 

Advertisements

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%

เผย “นวดกดจุด” ช่วยคนป่วยไมเกรนอาการดีขึ้น 97%  

สธ.เปิดอบรมนวดกดจุด 90 คน เพื่อขยายบริการผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ไม่ต้องใช้ยา เผยหลังติดตามผลการนวดกดจุดทางคลินิกในปี 2552 ในกลุ่มผู้ป่วย 1,086 คน เผยผู้ป่วยไมเกรน อาการดีขึ้นร้อยละ 97

ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยว่า ในปี 2554 นี้ สธ.จะเพิ่มบริการประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือกให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยจะขยายการให้บริการนวดกดจุด (Acupressure) ซึ่งเป็นองค์ความรู้การแพทย์แผนจีน มีหลักการเช่นเดียวกับการฝังเข็มที่มีมานานกว่า 4,000 ปี เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยที่มีอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดเข่า ปวดหลัง เป็นต้น ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องใช้ยา แต่มีประสิทธิภาพสูง จะทำให้สามารถลดการใช้ยาในกลุ่มแก้ปวดลงได้ โดยได้มอบหมายให้สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดหลักสูตรอบรมให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งรัฐและเอกชนที่สนใจ โควตาปีนี้จำนวน 90 คน อบรมทั้งหมด 3 รุ่น จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2554 เป็นต้นไป ใช้เวลาอบรมเพียง 5 วันต่อรุ่น

ทางด้าน นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯกล่าวว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2545-2553 สำนักการแพทย์ทางเลือกได้จัดอบรมการนวดกดจุดแก่บุคลากรทางการแพทย์ อาทิ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด เภสัชกร แพทย์แผนไทย นักวิชาการสาธารณสุขมาแล้ว 6 รุ่น รวม 239 คน ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมง ประกอบด้วย ภาคทฤษฎี 15 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติ 25 ชั่วโมง และได้ติดตามหลังอบรม พบว่า ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ไปให้บริการประชาชนในสถานพยาบาลต่างๆ ได้อย่างดี

นพ.เทวัญ กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาทางคลินิกของบริการการนวดกดจุดในโรงพยาบาล 13 แห่ง ใน 7 กลุ่มอาการ ได้แก่ กลุ่มปวดศีรษะไมเกรน กลุ่มปวดคอ ปวดบ่า กลุ่มปวดแขน ปวดไหล่ กลุ่มอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก กลุ่มปวดหลัง กลุ่มปวดเข่า ปวดตึงเส้นขา และกลุ่มเส้นท้องตึง ระหว่างเดือนมกราคม- กรกฎาคม 2552 มีประชาชนใช้บริการรวม 1,086 คน โดยได้รับการนวดบำบัดรวม 1,982 ครั้ง เฉลี่ยคนละ 1.78 ครั้ง ปรากฏว่า อาการดีขึ้น 983 คน คิดเป็นร้อยละ 91 กลุ่มอาการที่เห็นผลดีขึ้นมากที่สุดได้แก่ อาการปวดศีรษะไมเกรน ดีขึ้นร้อยละ 97 โดยมีผู้ป่วยเข้ารับการนวดทั้งหมด 130 ราย อาการดีขึ้น 126 ราย รองลงมา คือ ผู้ป่วยอาการปวดคอ ปวดบ่า รับบริการจำนวน 254 ราย อาการดีขึ้น 235 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 ผู้ที่มีอาการปวดไหล่จำนวน 224 ราย หลังนวดอาการดีขึ้น 192 ราย คิดเป็นร้อยละ 86 ผู้ที่มีอาการปวดหลังจำนวน 262 ราย หลังนวดมีอาการดีขึ้น 240 ราย คิดเป็นร้อยละ 92

นพ.เทวัญ กล่าวต่ออีกว่า การนวดกดจุดเป็นการบำบัดรักษาที่เกี่ยวข้องกับจุดต่างๆ ในร่างกาย เป็นวิธีการที่ใช้ง่าย ไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกวัน โดยใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้บำบัดกดลงไปตรงจุดสำคัญที่เป็นจุดเดียวกับจุดฝังเข็ม วงการแพทย์ตะวันตกเริ่มให้การยอมรับว่า เป็นการเยียวยารักษาร่างกายที่มีความสำคัญแขนงหนึ่ง และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ซึ่งวิธีการนี้สามารถนำไปใช้บริการผสมผสานแก่ประชาชนอย่างปลอดภัย สามารถลดการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งมูลค่าการใช้ยากลุ่มนี้สูงปีละหลายพันล้านบาทได้

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 3 มกราคม 2553