นวดนาคราชคืนชีพ

dailynews140309_002มีผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พยายามสรรหาหาสารพัดวิธีเพื่อให้ “น้องชาย” กลับมาผงาดปั๋งเหมือนเดิม โดยเฉพาะการใช้ยาแผนปัจจุบัน แต่จะมีใครรู้บ้างว่าการนวดซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทย ที่เรียกว่า “นวดนาคราชคืนชีพ” ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหา “นกเขาไม่ขัน”

นพ.กวิรัช ตันติวงษ์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงสถานการณ์โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายไทย ว่า ผู้ชายไทยอายุ 40-70 ปี เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศประมาณ 42% โดยผู้ชายอายุระหว่าง 40-50 ปี เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงมาก คือ นกเขาไม่ขันเลยมีอยู่ประมาณ 3% ในขณะที่กลุ่มอายุ 60-70 ปี นกเขาไม่ขันเลยพบประมาณ 30%

ปัญหาของคนที่เป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คือ “การแข็งตัว” หรือ “การคงการแข็งตัว” ให้ได้เหมือนสมัยหนุ่ม ๆ ลดลง

กรณีรุนแรงมาก คือ อ่อนไปเลยไม่แข็งตัวเลย

รุนแรงปานกลาง คือ แข็งตัวได้ สอดใส่ได้แต่ไม่นาน

รุนแรงน้อย คือ แข็งตัวไม่เต็มที่เหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังสอดใส่จนเสร็จกิจได้

สาเหตุหลัก คือ อายุที่เพิ่มขึ้นทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศเสื่อมลง และมีโรคปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ คือ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ส่วนความเครียดเป็นปัจจัยเสริมอย่างหนึ่งพบได้ประมาณ 10%

ในอดีตคนไข้ที่มีปัญหานกเขาไม่ขันมาพบแพทย์ประมาณ 3% เท่านั้น แต่ปัจจุบันคนไข้มาพบแพทย์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่ถือว่ายังไม่มาก ดังนั้นหากมีปัญหาควรมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษา

นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง “นวดนาคราชคืนชีพ” ว่า เป็นศาสตร์ที่มีมาแต่โบราณมาช้านานแล้ว ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ในอดีตคนโบราณก็พยายามแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง การนวดเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาไม่สู้ให้กลับคืนมา หลักการ คือ จะมีการกดเส้นเลือดดำที่ไหลกลับบริเวณหน้าท้อง จะทำให้เลือดคั่งอยู่และส่วนที่เป็นอวัยวะที่รองรับเลือดอยู่ขยายตัว

การนวดนาคราชคืนชีพเป็นทางเลือกหนึ่ง คงไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่เป็นทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยาและลดอันตรายจากการใช้ยาได้ ที่สำคัญ คือ การนวดนาคราชคืนชีพควรทำโดยแพทย์แผนไทยที่อยู่ในสถานพยาบาลเท่านั้น เพราะการนวดในปัจจุบันมี 3 ระดับ คือ 1.สถานพยาบาล จะมีอยู่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ มีหมอแผนไทย และผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมมากกว่า 330 ชม. 2.สถานประกอบการ มีหมอนวดที่จบนวดผ่อนคลายอย่างน้อย 150 ชม. ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำได้ และอยู่ภายใต้กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข และ 3.สถานบริการ มีตั้งแต่อาบอบนวด คาราโอเกะ ต้องเสียเงินเยอะ กรณีนี้ไม่มีใบอนุญาต ไม่ถูกกฎหมาย ดังนั้นควรไปใช้บริการกับสถานพยาบาลหรือสถานประกอบการที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

ด้าน น.ส.พันธุมา จันทะวงษา เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน รพ.พังโคน จ.สกลนคร กล่าวว่า เริ่มนวดนาคราชคืนชีพตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ชายมาใช้บริการประมาณ 80 คน อายุระหว่าง  35-60 ปี ที่ได้ผลจริง ๆ มีประมาณ 52 คน ก่อนนวดต้องประเมินก่อนว่า คนไข้มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานหรือไม่ สูบบุหรี่มานานหรือยัง เคยมีอุบัติเหตุหรือไม่ และต้องดูสภาพครอบครัว ความเครียด ดูองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างหากเป็นคนอ้วน หรือมีไขมันหน้าท้องมากการนวดอาจจะไม่ได้ผล เพราะบริเวณหน้าท้องถือว่ามีความสำคัญเหมือนเป็นการเปิดเส้นให้เลือดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะเพศ ถ้าอ้วนมาก ไขมันหนา การนวดจะไม่ได้ผล โดยการนวดคนไข้แต่ละคนจะนวดทั้งหมด 12 ครั้ง นวดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชม. โดยจุดที่สำคัญ คือ บริเวณหน้าท้อง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

Advertisements

นักวิจัยชี้ประโยชน์ต่อร่างกายจากการนวด

voathai130703_001การนวดแบบผ่อนคลายช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับ เพิ่มภูมิต้านทาน และลดความเครียด เป็นต้น

ทีมนักวิจัยที่ Group Health Center for Health Studies ในนครซีแอตเติ้ลชี้ถึงประโยชน์ต่างๆ จากการนวดแบบผ่อนคลาย เช่นช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และลดความเครียด โดยนักวิจัยบอกว่าการนวดอาจช่วยบำบัดอาการเจ็บปวดบางอย่างของร่างกายได้ดีกว่าการฝังเข็มหรือการกดกระดูกสันหลังเสียด้วยซ้ำไป นักวิจัยอธิบายด้วยว่าการนวดช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และการทำงานของต่อมน้ำเหลืองในร่างกายจึงมีผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมทั้งช่วยลดการหลั่งฮอร์โมน Cortisol ซึ่งสร้างความเครียด และช่วยสร้างฮอร์โมน Serotonin กับ Dopamine ที่ทำให้รู้สึกสบายด้วย

ที่มา : www.voathai.com 03.07.2013

.

Related Article :

.

Massage offers wide range of benefits

Tuesday – 7/2/2013,

WASHINGTON – Massage has benefits beyond just making people feel good.

Many with chronic illnesses are finding that massage is helping them manage their pain.

Research suggests that massage can ease insomnia, boost immunity, prevent premenstrual syndrome, reports Health Magazine. Many hospitals have started using massage as a standard therapy.

Pain Management

Massages are especially good at easing lower back pain, according to Health Magazine. Massage can work better than common treatments, such as acupuncture and chiropractic therapy, researchers at the Group Health Research Institute found. Massage has been linked to lowering stress hormones while boosting feel-good hormones, including serotonin and dopamine. Massage also increases blood flow to the muscles that can help them heal.

Improved sleep

Massage increases the brain waves linked to deep sleep, according to the Touch Research Institute. It’s why many people fall asleep on the massage table, Tiffany Field, director of the Touch Research Institute at the University of Miami School of Medicine tells Health Magazine.

Brain food

The same research institute found that even 15-minute chair massages left clients more alert.

“Subjects reported that it felt like a runner’s high,” Field said. Tests of the brain-wave activity of the subjects showed improved attention.

Beat a cold

Massage boosts the body’s “natural killer cells,” according to Field that are the first line of defense against an on-coming cold.

“Therefore, since massage decreases cortisol, your immune cells get a boost,” she says.

Mood enhancer

More feel-good hormones mean less stress, anxiety and depression.

“Our studies have observed that massage decreases activity in the right lobe and increases functioning in the left,” Field tells Health Magazine.

The immediate affects of massage is why some hospitals offer it to patients. It can even help reduce symptoms of PMS such as pain, water retention and mood swings, the article says

SOURCE : www.wtop.com

ลำไย ยืดอายุกล้ามเนื้อ

ถ้าถามถึงการคลายปวดเมื่อยตามวิถีไทย การนวดคงจะเป็นคำตอบเดียวที่ได้ และน่าจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธยาก เพราะถ้าได้รับการนวดที่ถูกต้องจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว อาจช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยได้โดยไม่ต้องพึ่งยา โดยเฉพาะการนวดไทย หรือนวดแผนโบราณ เป็นการนวดชนิดหนึ่งในแบบไทย ซึ่งเป็นศาสตร์บำบัดและรักษาโรคแขนงหนึ่งของการแพทย์แผนไทย โดยจะเน้นในลักษณะการยืดเส้น และการกดจุด ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “นวดแผนโบราณ” โดยมีหลักฐานว่านวดแผนไทยนั้นมีประวัติมาจากประเทศอินเดีย ก่อนเข้ามาในประเทศไทย จากนั้นได้ถูกพัฒนาให้เข้ากับวัฒนธรรมของสังคมไทยจนเป็นรูปแบบแผนที่เป็นมาตรฐานของไทย

การนวดแผนไทยมีประโยชน์หลายด้าน ซึ่งอาจารย์ดวงสมร ไชยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนนวดเพื่อสุขภาพ จังหวัดเชียงใหม่ และกรรมการบริหารสมาคมส่งเสริมบริการสุขภาพเชียงใหม่และลานนาเฮลท์ฮับ บอกว่าจะช่วยให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืด ยืดผ่อนคลาย ลดอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของร่างกายสะดวกขึ้น การไหลเวียนของโลหิตขยายทำให้ร่างกายสดชื่น เสริมสร้างการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย กระตุ้นระบบประสาท มีความตื่นตัวในการทำงานและที่สำคัญช่วยยืดอายุการทำงานของข้อต่อกระดูกในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ตลอดจนทำให้สภาพจิตใจดีขึ้นด้วย

นอกจากการนวดแล้ว น้ำมันที่นำมาใช้ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน โดย อ.ดวงสมร แนะใช้น้ำมันนวดของไทยที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดลำไย เพราะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันขบวนการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังยับยั้งเอนไซม์ชื่อ แมทริกซ์เมทัลโลโปรทีเนส ที่เป็นตัวการร้ายสลายกล้ามเนื้อคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวหนังแห้งเหี่ยวเกิดริ้วรอย ตลอดจนช่วยยืดอายุกระดูกอ่อนและกล้ามเนื้อไม่ให้เกิดการสึกหรอก่อนเวลาอันควร

อย่างไรก็ตาม น้ำมันนวดสกัดจากเมล็ดลำไย เป็นผลงานวิจัยดีเด่นของคนไทย โดย ศ.ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่ดี นำผลไม้เศรษฐกิจของภาคเหนืออย่างลำไยมาพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับคุณค่าของพืชสมุนไพรผลไม้ไทยให้โดดเด่นไม่แพ้สมุนไพรของต่างชาติ จนกระทั่งได้รับรางวัลการันตีคุณภาพนวัตกรรมดีเด่นจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2552 และรางวัลนวัตกรยอดเยี่ยมจาก ซีบีเอส จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ.2554 ดังนั้น ผู้ที่กำลังเลือกหาน้ำมันนวดคลายปวดและชะลอความเสื่อมของผิว น่าจะเพิ่มน้ำมันสกัดจากเมล็ดลำไยกลิ่นหอมของไทยเข้าไปเป็นตัวเลือก หรือสอบถามเกี่ยวกับสรรพคุณเพิ่มเติมได้ที่ 084-399-9299 ในวันและเวลาราชการ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 18 ตุลาคม 2555

อุปกรณ์นวดไทย ยอดภูมิปัญญาแก้ปวดเมื่อย

อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีการไหว้วานคนใกล้ชิดให้ช่วยนวดคลายจุดที่ปวดเมื่อยกันหรอก ทว่าการให้คนอื่นนวดก็อาจกดได้ไม่ตรงจุด ลงน้ำหนักไม่ถูกใจ ถ้าเป็นเช่นนี้เห็นทีต้องนวดตัวเองแล้วล่ะสิ

แพทย์แผนไทย อย่าง ‘พีระ อธิปธรรมวารี’ แห่งไทยเมดิคอลสปา โรงพยาบาลนครธน สนับสนุนการนวดตนเอง แม้จะเป็นตำแหน่งที่เอื้อมกดลำบากก็สามารถทำได้ เพียงนำอุปกรณ์นวดที่ประดิษฐ์คิดค้นจากภูมิปัญญาไทยมาเป็นตัวช่วย แต่ที่สำคัญต้องใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม มิฉะนั้นอาจเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อ หรืออาจเพิ่มอาการบาดเจ็บเข้าไปอีก

สำหรับวิธีใช้อุปกรณ์นวดไทยที่ถูกต้อง ในครั้งนี้มีคำแนะนำการใช้งานของ 3 อุปกรณ์นวดไทยชิ้นเด่น เริ่มจาก ‘กะลามะพร้าว’ ใช้กะลามะพร้าวที่ขัดจนเนียน ไม่มีตาไม่มีปุ่มแล้ว นำมาเหยียบเพื่อนวดฝ่าเท้า ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือดลมที่ฝ่าเท้า ความกลมมนของกะลามะพร้าวจะรองรับอุ้งเท้าพอดี การเหยียบนวดฝ่าเท้าบนกะลาบ่อยๆ จึงช่วยลดปวดเมื่อย คลายกล้ามเนื้อฝ่าเท้า น่อง และโคนขาของคนที่ยืนนานหรือเดินไกล เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนสมัยก่อน จนยกให้อุปกรณ์นวดไทยชนิดนี้ว่าเป็นหมอกะลา

  

ข้อควรระวังของการใช้กะลามะพร้าว คือให้ดูขอบกะลา ต้องเรียบ สามารถประกบแนบพื้นได้สนิท และอย่าวางบนพื้นมัน ๆ เพราะขอบกะลาจะลื่นพื้นขณะขึ้นเหยียบ ทั้งนี้สามารถหาพรมหรือผ้าวางรองกะลาก่อนขึ้นเหยียบก็ช่วยได้ ถ้าผู้ใช้เป็นผู้สูงอายุควรยืนใกล้กำแพงหรือที่ยึดเกาะเพื่อช่วยประคองตัวไม่ให้ล้ม ส่วนผู้ที่มีปัญหาเส้นประสาทเท้าเสื่อม มีแผลหรือรอยช้ำที่ฝ่าเท้า ห้ามเหยียบกะลาเด็ดขาด  

ชิ้นต่อไป ‘นมสาว’ มีสองขนาดเล็ก-ใหญ่ ทำจากไม้ที่ถูกนำไปไสแต่งรูปทรงให้ดูคล้ายกับหน้าอกของผู้หญิง สิ่งนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับวางทับกระดาษอย่างที่คนรุ่นใหม่บางคนเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วนมสาวใช้นวดแก้ปวดเมื่อยช่วงเอวและโคนขา ด้วยหลักการวางตัวเราเองเพื่อทิ้งน้ำหนักส่วนที่ต้องการนวดลงไปบนนมสาว และต้องใช้เทคนิค เน้น นิ่ง หน่วง นาน เช่น อาการปวดเมื่อยโคนขา เมื่อรู้จุดก็เน้นนวดเฉพาะจุดนั้น โดยวางจุดปวดไว้นิ่ง ๆ แล้วหน่วงหรือลงน้ำหนักให้เพียงพอที่เรารู้สึกได้ ส่วนระยะเวลาจะนานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าตัวจะรู้สึกผ่อนคลายแล้วหรือยัง

การใช้นมสาว มีข้อควรระวังคือ อย่าใช้กับแนวกระดูก เช่น สันหลัง ต้นคอ หรือตำแหน่งที่มีอาการบวมแดง อักเสบ มีแผลเด็ดขาด ที่สำคัญอย่านำไปใช้หนุนรองต้นคอแล้วหลับ เพราะบริเวณดังกล่าวมีหลอดเลือดใหญ่ การนอนหลับแล้วลงน้ำหนักนานเกินไปจะทำให้เสี่ยงบาดเจ็บเกิดเคล็ดขัดยอก หรือรบกวนการไหลเวียนเลือดได้

สุดท้าย ‘ไม้นวดหลังตัวที หรือเคียวเกี่ยวหลัง’ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อนำไปกดนวดคลึงจุดปวด ใช้กับบริเวณแผงหลัง โดยเฉพาะที่บ่า สะบัก และเอว หลักการคือ เมื่อวางเคียวเกี่ยวหลังลงตรงจุดปวดแล้ว ดึงด้ามจับเพื่อกดเน้นลงน้ำหนักไปที่จุดปวด แล้วหากสังเกตเคียวเกี่ยวหลังจะเห็นว่า ขาทั้งสองด้านยาวออกไปจากแกนด้ามต่างกัน ซึ่งนั่นมีความหมาย เพราะด้านสั้นจะใช้สำหรับกดบ่าและสะบัก ส่วนด้านยาวให้ใช้กดที่เอว การใช้เคียวเกี่ยวหลังเป็นที่ชื่นชอบของผู้ที่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์แล้วมักปวดบ่าและสะบัก เนื่องจากใช้แล้วกดได้ตรงจุดที่ต้องการ ทั้งยังใส่น้ำหนักได้ตามความพอใจ

อย่างไรก็ตาม การใช้อุปกรณ์การนวดไทยเหมาะใช้บรรเทาปวดเมื่อยในระยะเริ่มต้นหรือปวดไม่มากเท่านั้น ส่วนกรณีที่พบว่าจุดปวดเมื่อยมีอาการเจ็บปวดรุนแรง บวมนูนแดงช้ำ ควรรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจรักษาก่อน.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  11 ตุลาคม 2555

“นวด” แก้ปวดหลัง กดจุด คลายเส้น ทำได้ด้วยตนเอง

คนที่ต้องนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานาน ๆ บ่อยครั้งเข้าก็มักจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดหลังขึ้นได้ บางคนก็พึ่งยาแผนปัจจุบันที่หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปมาช่วยรักษาอาการ แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไปใช้บริการ “นวดแผนโบราณ” ซึ่งนอกจากจะนวดเพื่อผ่อนคลายแล้ว ยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดได้อีกด้วย

นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ แพทย์แผนไทยประยุกต์ กลุ่มงานการนวดไทย สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้ความรู้เรื่องการนวดเพื่อรักษาอาการปวดหลังว่า โดยทั่วไปอาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ ปวดกล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง และปวดข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สำหรับอาการปวดหลังนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากการนั่งทำงานนาน ๆ แบบไม่ค่อยได้ขยับตัว ก็จะปวดหลังแถวบริเวณบ่า รวมทั้งการนั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล โยกเยกได้ เพราะเมื่อนั่งทิ้งน้ำหนักไปเต็มที่ร่างกายของเราจะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้นร่างกายจะพยายามปรับให้ตรงจึงต้องมีการดึง ซึ่งการดึง การเกร็งตัวจะทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ รวมไปถึงอาการปวดหลังที่เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น มอเตอร์ไซค์ล้ม ตกบันได ก็ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ทั้งสิ้น

“อาการปวดหลังสามารถรักษาให้หายได้โดยการนวด วิธีแรกสามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยจะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า นมไม้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการนวดตนเองได้ ท่าที่ใช้นวด คือ ให้นอนหงาย ตะแคงข้างเล็กน้อยแล้วนำนมไม้สอดเข้าไปบริเวณหลังที่ปวดแล้วค่อย ๆ เอนหลังทับนมไม้ จากนั้นชันเข่าข้างที่ปวดหลังขึ้น ทำอย่างนี้ค้างไว้อึดใจหนึ่ง จากนั้นค่อยขยับนมไม้ไปทีละจุด ๆ เหมือนกับการนวดด้วยมือ แต่การนวดด้วยมือที่บริเวณหลังผู้ต้องการนวดไม่สามารถทำได้เอง จำเป็นต้องใช้นมไม้เป็นอุปกรณ์ช่วยนวด ข้อระวังในการใช้นมไม้นวดหลัง คือ อย่าวางนมไม้บริเวณแนวกระดูกสันหลังเพราะอาจทำให้อาการปวดหลังเป็นมากกว่าเดิมเพราะร่างกายจะกดทับลงมาทั้งหมด


วิธีต่อมาคือ ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์นมไม้ สามารถใช้ลูก ๆ หลาน ๆ อายุไม่เกิน 10
ปี ร่างกายปกติไม่อ้วนเกินไป หรือเด็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม เพราะถ้าน้ำหนักมากกว่านี้จะทำให้หลังรับน้ำหนักมากเกินไปอาจทำให้มีอาการปวดมากกว่าเดิมได้ วิธีการนวด คือ ผู้ต้องการนวดนอนคว่ำแล้วให้เด็กขึ้นไปเดินบนแผ่นหลังโดยเดินขนานกับกระดูกสันหลังทั้ง 2 ข้าง เดินขึ้น-ลง สลับกันไป ทำอย่างนี้ประมาณ 10 นาที ซึ่งวิธีนี้ก็จะช่วยทำให้เส้นคลายตัว ลดอาการปวดหลังได้

ในกรณีที่มีผู้นวดให้ จะใช้วิธีการนวดแบบราชสำนัก เพราะเป็นวิธีการนวดที่ปลอด ภัย มีจุดกดที่ชัดเจน วิธีการนวดคือ ให้ผู้ต้องการนวดนอนตะแคงแล้วกดจุดกดลงไปที่หลัง ตะโพก และขาด้านใน เป็นจุดหลัก แต่ก่อนที่จะนวดกดจุดเฉพาะ ผู้นวดจะนวดท่าพื้นฐานก่อน

ซึ่งวิธีนวดแบบนี้จะเป็นการคลายกล้ามเนื้อโดยรอบให้เลือดไปเลี้ยงได้ดีขึ้น อาการปวดหลังก็จะดีขึ้นด้วย เพราะว่าเลือดมีความร้อนส่วนหนึ่ง ความร้อนจะทำให้เส้นเอ็น กล้ามเนื้อคลายตัวได้ ประกอบกับเลือดมีสารต่าง ๆ ที่จะไปช่วยย้ายหรือนำของเสียออกมา ถ้ามีการหมุนเวียนเลือดเมื่อไหร่ของเสียก็จะถูกนำออกมา ของดีก็จะเข้าไปแทน ซึ่งการปวด การตึง การขัด ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ทำให้เกิดอาการปวดขึ้นและจะปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หากไม่มีการรักษาเกิดขึ้น

นอกจากการนวด ควรทำท่าบริหารร่วมด้วย เพื่อให้อาการปวดหายเร็วขึ้น โดย นอนหงายเท้าเหยียดตรงแล้วยกศีรษะขึ้นมองปลายเท้าตัวเอง นิ่งไว้อึดใจหนึ่ง ทำอย่างนี้ เช้า-เย็น 10 ครั้ง

รวมทั้ง ท่ายืนเขย่ง โดยถ้าปวดหลังบริเวณด้านซ้ายให้ยกขาขวาขึ้นประมาณ 90 องศา แล้วก็ค่อย ๆ เขย่งยกปลายเท้าซ้ายขึ้น ท่านี้ต้องมีที่จับมิเช่นนั้นอาจล้มได้ เขย่งอยู่อึดใจหนึ่งแล้วเอาลง ทำอย่างนี้ 10 ครั้ง เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

อีกท่าหนึ่งซึ่งเป็นท่าฤาษีดัดตนที่ดัดแปลงมา มีชื่อว่า ชูหัตถ์วาดแขน ท่านี้ก็เป็นอีกท่าหนึ่งที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ วิธีการคือ เริ่มจากการชูมือขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้น ประสานมือโดยให้มือทั้งสองจับกัน ต่อมากางมือทั้งสองข้างออกข้างลำตัว และลดระดับมือลงมาจับที่บริเวณเอว กำมือทั้งสองแล้วค่อย ๆ เอาเข้าหากันนำมาวางไว้บริเวณด้านหลังที่ปวด แล้วกดหรือขยี้ไปที่เอวหรือบริเวณที่ปวด ซึ่งท่านี้จะเป็นการบริหารร่างกายตั้งแต่หัวไหล่ ไปถึงเอว ทำอย่างนี้ประมาณ 5-10 ครั้ง เช้า-เย็น อาการปวดหลังก็จะค่อยดีขึ้นตามลำดับ

การเตรียมตัวก่อนนวด นิเวศน์ กล่าวว่า ห้ามรับประทานอาหารก่อนนวดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพราะเวลานวดจะเพิ่มการไหลเวียนไปที่จุดที่โดนนวด จะทำให้ท้องอืด เพราะอาหารไม่ย่อย รวมทั้งหลังนวดไม่ควรดื่มน้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็นทันที เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็นมีการหด เกร็งตัวถ้าโดนความเย็นมาก ๆ ส่งผลให้อาการปวดหลังกลับมาเป็นอีกได้ ควรรอประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงไปแล้วจึงอาบน้ำได้ และไม่ควรไปยกของหนักหลังนวดใหม่ ๆ เพราะการนวดทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว เมื่อไปยกของหนักอาจทำให้กระดูกเคลื่อนที่ได้

เมื่อมีอาการปวดหลัง อย่ารอให้อาการปวดเกิดขึ้นมาก ๆ แล้วค่อยรักษา เพราะอาการปวดหลังหากเป็นไม่มาก สามารถนวดรักษาด้วยตนเองได้.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 22 เมษายน 2555

‘นวดผ่อนคลาย’ แก้ปวดเมื่อยเหมือนกินยา

ผู้ที่มักจะมีอาการปวดเมื่อยเพราะกล้ามเนื้ออักเสบ อาจไม่ต้องพึ่งยาแก้อักเสบกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดเพียงหนทางเดียว เพราะนายแพทย์มาร์ค ทาโนโพลสกี้ จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา และทีมวิจัยพบว่า การนวดผ่อนคลายอย่างละมุนละไม ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้

การวิจัยจะดูตัวอย่างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของอาสาสมัครที่ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานจนปวดเมื่อย จากนั้นจึงไปนวดผ่อนคลายเพียง 10 นาที และหลังเสร็จจากการนวดผ่านไปนาน 2 ชั่วโมงครึ่ง ทีมวิจัยก็ได้พบว่า ความเมื่อยล้าของกลุ่มตัวอย่างนั้นหายไป

ทีมวิจัยเชื่อว่า การนวดผ่อนคลาย ที่มีลักษณะการกดคลึงอย่างถูกต้อง และลงน้ำหนักเหมาะสม ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของ ‘ไมโทคอนเดรีย’ หรือ แหล่งพลังงานเซลล์ ขึ้นมาใหม่ แต่ที่สำคัญคือ การนวดผ่อนคลายที่ดีสามารถส่งสัญญาณไปยังระบบภูมิคุ้มกันให้จัดการความเจ็บปวดในระดับโมเลกุล

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเชื่อด้วยว่า การนวดในลักษณะที่ว่านี้ อาจมีประสิทธิภาพลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เหมือนกลไกลการออกฤทธิ์ของยาแก้อักเสบ จึงอาจเป็นผลดีสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากล้ามเนื้อหรือกระดูกอักเสบเรื้อรัง ได้มีทางเลือกการรักษาเสริมเข้ามาอีกทางภายใต้การควบคุมของแพทย์.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 7 กุมภาพันธ์ 2555

Related link:

Works like anti-inflammatory pills

CBC News

Posted: Feb 1, 2012 2:14 PM ET

Last Updated: Feb 1, 2012 4:43 PM ET

Massage helps relieve pain in damaged muscles by sending anti-inflammation messages to muscle cells, Canadian researchers have found.

Athletes have long sought massages to relieve pain and promote recovery. Despite reports that long-term massage therapy reduces chronic pain such as back pain, the biological effects of massage on muscles weren’t known.

Now scientists at McMaster University in Hamilton have found evidence at the cellular level that massage blunts muscle pain in a similar way to anti-inflammatory pills.

The study in Wednesday’s issue of the journal Science Translational Medicine examined the effects of massage therapy versus no treatment on the quadricep muscles of 11 young men who were recreationally active.

Scientists studied samples from the men before they exercised to the point of exhaustion, just after and then 2½ hours afterwards.

Massage could also help the elderly, those suffering from musculoskeletal injuries and people with chronic inflammatory disease, although that idea still needs to be tested, cautioned the study’s lead author, Dr. Mark Tarnopolsky of the pediatrics department at McMaster.

Massage seemed to blunt muscle pain using the same route that anti-inflammatory pain relievers do.Jack Dempsey/Associated Press

The study does offer evidence that massage is a safe and viable option to use in medical practice, he said.

“We know that exercise is a panacea of goodness,” Tarnopolsky said in an interview. “Massage might enhance some of the favourable benefits that we get from exercise.”

When the researchers analyzed the muscle tissue samples for tears and signs of damage in the cells, they found massage seemed to blunt muscle pain using the same route that anti-inflammatory pain relievers do.

What’s more, Tarnopolsky said, the anti-inflammatory signals released by massage also improved the ability of muscle cells to make new mitochondria — the furnaces that convert food into energy.

That could explain how massage seems to speed up recovery in athletes with injured muscles, the study’s authors said.

Tarnopolsky, who normally treats muscular dystrophy and mitochondrial disorders, became interested in investigating massage after he tore all of his hamstring muscles while waterskiing. He received massage therapy as part of his physiotherapy following surgery.

Massage is a safe and viable option to use in medical practice, said Dr. Mark Tarnopolsky.CBC

The analysis also suggested that one commonly held idea about massage isn’t true: the researchers found no evidence that massage helped clear lactic acid from tired muscles.

None of the researchers knew which leg was massaged except the massage therapist and the leg that was massaged was randomly selected — two experimental steps that add validity to the findings.

The convenience factor of pills, the expense of massages and whether they are covered by provincial health plans are deterrents to greater use of the therapy, Tarnopolsky acknowledged.

“Definitely, [massage] is tiring the muscles out so they can relax and recover,” said Jaqueline Gradish, a personal trainer in Toronto who lifts at least 1,000 pounds a day with her clients.

The study was funded by the Natural Sciences and Engineering Research Council of Canada and Warren Lammert and family.

With files from CBC’s Kelly Crowe and Melanie Glanz  

Related Link:

นวดกระชับสัมพันธ์

การนวด เป็นแนวทางการรักษาตามแบบฉบับไทยโบราณ นอกจากกระชับสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวแล้ว ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย

หากมองย้อนไปถึงวิถีชีวิตคนไทยในอดีต ผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้านมักเรียกใช้ลูกหลานให้มาบีบนวด นอกจากจะช่วยผ่อนคลายแล้ว ยังสร้างความใกล้ชิดระหว่างวัยได้ด้วย

การนวด เป็นแนวทางการรักษาตามแบบฉบับไทยโบราณ นอกจากจะกระชับสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวแล้ว ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย สามารถป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งที่มาพร้อมกับลมหนาวในฤดูหนาว สายฝนในฤดูฝนและไอร้อนให้ฤดูร้อน

ไม่มีข้อห้ามสำหรับบุคคลทั่วไปที่จะนวด เพราะผู้นวดสามารถปรับน้ำหนักขณะนวด และเลี่ยงจุดเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ในกรณีที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดัน มีแผลเปิด กระดูกหักหรือผ่านการผ่าตัดมาหมาดๆ คนใส่ข้อต่อเทียม ปวดสะบักหัวไหล่ด้วยอาการเกร็ง การนวดเบาๆ จะช่วยทำให้ผ่อนคลายได้ในระดับหนึ่ง

“การนวดผ่อนคลายช่วยลดอาการเกร็ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด ช่วยให้ร่างกายมีอาการทุเลาขึ้น อาการเครียดและปวดเมื่อยลดลง” เภสัชกรปรีดา ตั้งตรงจิตร ผู้บริหารศูนย์สุขภาพเชตวัน กล่าว

การนวดให้เป็นยาขนานหนึ่งที่ให้ผลการรักษาในเปอร์เซ็นต์สูง โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ที่ถึงแม้จะช่วยให้หายจากโรคภัยได้เร็วกว่าการนวด แต่ผลข้างเคียงจากยากลับไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อร่างกายในระยะยาว

ทุกวันนี้การนวดไทยได้รับการพัฒนาขึ้น โดยประยุกต์การนวดแผนโบราณเข้ากับศาสตร์การใช้น้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันไพร น้ำมันมะพร้าว ตลอดจนปรับน้ำหนักการนวดให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ทั้งนวดกดลึก และนวดแบบผิว เป้าหมายเพื่อรักษาแนวทางการนวดแผนไทยแบบดั้งเดิมเอาไว้

ศาสตร์การนวดแผนไทยซึ่งเป็นศาสตร์ดั้งเดิมที่ไม่มีการศึกษาพัฒนาเพิ่มเติม แต่ ณ ปัจจุบัน จารึกวัดโพธิ์ตามตำราฤๅษีดัดตน จับเส้นประทาน 10 ที่ควบคุมระบบหายใจ สมอง การมองเห็น การได้ยิน การทรงตัว การเคลื่อนไหวของร่างกาย อจินตา อวัยวะภายใน ระบบการขับถ่าย และอวัยวะสืบพันธุ์

ทุกจุดสามารถควบคุมทุกส่วนของร่างกายได้ โดยกำลังถูกรวบรวมและวิเคราะห์เพื่อที่จะอธิบายได้ถึงเหตุผล ที่มาที่ไป ตลอดจนความเสี่ยง และข้อห้ามข้อควรระวัง เช่น กดจุดนี้ช่วยอะไร จุดไหนห้ามกด เพราะอาจเสี่ยงทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ

“การนวดแผนไทยมีผลต่อการพัฒนาทางสมองและพฤติกรรมของเด็กออทิสซึม การนวดเพื่อผ่อนคลายสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ และการนวดวาระสุดท้าย เพื่อลมหายใจที่สงบ เป็นแนวทางที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยมีทฤษฎีรองรับ จากศาสตร์การนวดที่มีมาแต่โบราณ” เภสัชกรปรีดากล่าว

การนวดแผนไทย ณ ปัจจุบัน ได้รับความนิยมจนติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ทุกวันนี้มีชาวต่างชาติสนใจเรียนรู้เทคนิคการนวดจำนวนมาก แม้แต่แอฟริกาใต้และเคนยา ซึ่งมีวิธีการนวดตามแบบฉบับของตัวเอง ก็ได้ให้ความสนใจเทคนิคการนวดแผนไทยเช่นกัน

ขณะที่คนไทยเองก็ให้ความสนใจการนวดแผนไทยมากขึ้น ดูได้จากบริการสปาและความงามแทบทุกแห่ง ที่นำเสนอนวดแผนไทยเป็นหนึ่งในบริการเรียกลูกค้าเข้าใช้บริการ

บทความโดย รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หัวข้อ “นวดเพื่อสุขภาพ” (www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=344) เพิ่มเติมว่า การนวดมีข้อห้าม ข้อควรระวังที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่

– ระยะที่มีไข้ไม่ควรนวดเพราะกล้ามเนื้อยอกระบมได้ง่าย
– ปวดข้อและกล้ามเนื้อที่อยู่ในระบบเฉียบพลัน เช่น มีอาการปวดมาก บวม แดงร้อนของข้อ ให้หลีกเลี่ยงจนกว่าอาการจะทุเลา
– ผู้ที่มีภาวะข้อหลวมหรือเคลื่อน เช่น ผู้ป่วยไขข้อรูมาตอยด์ ผู้ที่มีกระดูกสันหลังเคลื่อน ไหล่หลวม ควรหลีกเลี่ยงการบีบนวดบริเวณนั้น บริเวณใกล้เคียงสามารถนวดแต่ต้องให้ความระมัดระวังโดยไม่นวดรุนแรงและหลีกเลี่ยงการดัด
– บริเวณที่กระดูกหักยังไม่ติดสนิท เพราะความแข็งแรงอาจจะยังไม่เพียงพอต่อแรงนวด
– บริเวณที่ใส่ข้อเทียมควรหลีกเลี่ยงการนวดที่รุนแรง
– สตรีตั้งครรภ์ไม่ควรนวดที่ท้อง
– ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง
– ผู้ที่มีภาวะผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เพราะอาจทำให้เลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำ หรือเป็นก้อนเลือดในกล้ามเนื้อ

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่เคยนวดไทยมาก่อน นวดครั้งแรก ๆ หรือผู้ที่กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่แน่ใจ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง ไม่ผ่อนคลายขณะถูกนวด มักจะเกิดอาการปวดยอกระบบกล้ามเนื้อได้ แต่มักจะหายไปใน 2 – 3 วัน หลังจากนั้นจะรู้สึกสบายหายปวดเมื่อย แต่ถ้าอาการยังปวดมากควรปรึกษาแพทย์

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 8 ธันวาคม 2554

Related Link:

‘​นวด​’ ​แก้​ ‘​ปวด​ข้อ​-​กล้าม​เนื้อ​’​

เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดข้อ คนส่วนใหญ่พากันไปใช้บริการแพทย์แผนปัจจุบัน บ้างก็ไปหาซื้อหยูกยาตามร้านขายยามา  รับประทาน แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไปใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลายแล้วยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดอีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอโห้” นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ 1.กล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง  2.ข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้คนเราปวด เจ็บ ขัด บริเวณต่าง ๆ เป็นเพราะระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี การนวดจะช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว สามารถรักษาอาการปวดให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูสุขภาพ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่บิด หรือเอี้ยวตัว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถแบบทันทีทันใด ไม่ นั่งทำงานท่าเดียวนาน ๆ ไม่นั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล เบาะที่นั่งขับรถควรได้ระดับ ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหมักดอง เครื่องในสัตว์ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอล กอฮอล์

ที่สำคัญ คือ เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ ไม่ควรบิด ดึง ดัด สลัด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงตามมา

คนที่มาใช้บริการนวดแผนโบราณ ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็น คือ เพิ่งจะมีอาการปวด และเป็นไม่มาก จะใช้เวลาในการนวดเพียง 1-2 ครั้ง หรือบางคน 3-4 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการปวดเรื้อรังมา  นานเป็นเดือนหรือเป็นปี การนวดบำบัดรักษาก็ต้องทำหลายครั้ง อย่างคนไข้บางคนมิใช่ว่าเพิ่งจะมีอาการปวด เขาอาจจะปวดมานานแล้ว แต่มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พอปวดมากแล้วมานวด การนวดบำบัดรักษาก็ต้องใช้เวลา

ในการวินิจฉัยอาการปวด หมอนวดที่มีประสบการณ์จะทำการตรวจร่างกายคนไข้ก่อนการนวดบำบัดรักษา เช่น ให้   ก้ม เงยคอ ดูว่ามีความผิดปกติของกระดูกต้นคอหรือไม่ หรือ ถ้าปวดหลังก็จะดูความสั้นยาวของส้นเท้าด้วยว่าเท่ากันหรือ  ไม่ รวมทั้งดูกล้ามเนื้อหลังว่ามีความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ โดยหมอนวดที่มีประสบการณ์กดตามตัวก็จะรู้เลย ว่ามีความผิดปกติตรงจุดไหน ซึ่งการกดลงไปตามร่างกายจะทำให้ทราบความตึงของกล้ามเนื้อ ถ้าปวดมากกล้ามเนื้อก็ตึงมาก เพราะมีการหดเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี        แต่ถ้ากล้ามเนื้ออักเสบอาการที่ปรากฏคือ บวม แดง ร้อน

สำหรับเวลาที่ใช้ในการนวดบำบัดรักษาแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือระบมอักเสบได้

ข้อแนะนำก่อนไปใช้บริการนวดแผนโบราณ คือ ห้ามรับประทานอาหารเป็นเวลา 1 ชม. ก่อนการนวด ไม่ควรอดนอน ไม่เป็นโรคหัวใจเพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ไม่เป็นโรคเรื้อรังเพราะอาจแพร่เชื้อได้ ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ในขณะนวดความดันควรปกติ หากการนวดในขณะที่ความดันสูงอาจทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีไข้ เพราะในคนที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจทำให้อาการไข้เป็นมากขึ้น.

นวพรรษ  บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์  7 มิถุนายน 2552

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’  

เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดข้อ คนส่วนใหญ่พากันไปใช้บริการแพทย์แผนปัจจุบัน บ้างก็ไปหาซื้อหยูกยาตามร้านขายยามา  รับประทาน แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไป    ใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลายแล้วยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดอีกด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอโห้” นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ

1.กล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง

2.ข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้คนเราปวด เจ็บ ขัด บริเวณ     ต่าง ๆ เป็นเพราะระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี การนวดจะช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว สามารถรักษาอาการปวดให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูสุขภาพ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่บิด หรือเอี้ยวตัว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถแบบทันทีทันใด ไม่   นั่งทำงานท่าเดียวนาน ๆ ไม่นั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล เบาะที่นั่งขับรถควรได้ระดับ ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหมักดอง เครื่องในสัตว์ หลีกเลี่ยง การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่สำคัญ คือ เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ ไม่ควรบิด ดึง ดัด สลัด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงตามมา

คนที่มาใช้บริการนวดแผนโบราณ   ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็น คือ เพิ่งจะมีอาการปวด และเป็นไม่มาก จะใช้เวลาในการนวดเพียง 1-2 ครั้ง หรือบางคน 3-4 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการปวดเรื้อรังมา  นานเป็นเดือนหรือเป็นปี การนวดบำบัดรักษาก็   ต้องทำหลายครั้ง อย่างคนไข้บางคนมิใช่ว่าเพิ่ง     จะมีอาการปวด เขาอาจจะปวดมานานแล้ว แต่   มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พอปวดมากแล้ว  มานวด การนวดบำบัดรักษาก็ต้องใช้เวลา

ในการวินิจฉัยอาการปวด หมอนวดที่มีประสบการณ์จะ ทำการตรวจร่างกายคนไข้ก่อนการนวดบำบัดรักษา เช่น ให้   ก้ม เงยคอ ดูว่ามีความผิดปกติของกระดูกต้นคอหรือไม่ หรือ ถ้าปวดหลังก็จะดูความสั้นยาวของส้นเท้าด้วยว่าเท่ากันหรือ  ไม่ รวมทั้งดูกล้ามเนื้อหลังว่ามีความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ โดย หมอนวดที่มีประสบการณ์กดตามตัวก็จะรู้เลย  ว่ามีความผิดปกติตรงจุดไหน ซึ่งการกดลงไปตามร่างกายจะทำให้ทราบความตึงของกล้ามเนื้อ ถ้าปวดมากกล้ามเนื้อก็ตึงมาก เพราะมีการ     หดเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี แต่ถ้ากล้ามเนื้ออักเสบอาการที่ปรากฏคือ บวม แดง ร้อน  สำหรับเวลาที่ใช้ในการนวดบำบัดรักษาแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือระบมอักเสบได้

ข้อแนะนำก่อนไปใช้บริการนวดแผนโบราณ คือ ห้ามรับประทานอาหารเป็นเวลา 1 ชม. ก่อนการนวด ไม่ควรอดนอน ไม่เป็นโรคหัวใจเพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ไม่เป็นโรคเรื้อรังเพราะอาจแพร่เชื้อได้ ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ในขณะนวดความดันควรปกติ หากการนวดในขณะที่ความดันสูงอาจทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีไข้ เพราะในคนที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจทำให้อาการไข้เป็นมากขึ้น.

ข้อมูลจาก :เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 786

Related Link: