รู้ความเสี่ยง “ตายขณะหลับ” แก้ก่อนพรุ่งนี้ไม่ตื่น

การนอนโดยใส่เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก

การนอนโดยใส่เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก

คนเราจะมีสุขภาพดี อายุยืนยาว นอกจากจะต้องใส่เรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกายแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือ ‘การนอนหลับ’ แม้หลายคนจะรู้สึกว่า การนอนหลับเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการเลือกอาหารดีๆ และการจัดสรรเวลาไปออกกำลังกาย แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า การนอนหลับของคุณไร้ปัญหา?!

หากดูผลการวิจัยจากฟิลิปส์จะพบว่า คนทั่วโลกมีปัญหาการนอน โดยเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้น ร้อยละ 2-4 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของศาสตราจารย์ดักลาส แม็คอีวอย ผู้อำนวยการสถาบันด้านสุขภาพการนอน ประเทศออสเตรเลีย

ศ.แม็คอีวอย เล่าว่า โรคหยุดหายใจขณะหลับ พบได้บ่อยในประชากรทั่วโลก พอๆ กับโรคเบาหวาน ผู้ป่วยโรคนี้เฉพาะเวลานอน ทางเดินหายใจจะตีบแคบ ส่งผลให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้น้อยกว่าที่ควร เป็นผลเสียต่อหัวใจ ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น โดยหัวใจจะเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ซึ่งไม่ดีต่อหลอดเลือดและหัวใจ มีโอกาสเสียชีวิตได้ในขณะหลับ หรือถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ในอนาคตมักป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤษ์ อัมพาต

อย่างไรก็ตาม ศ.แม็คอีวอย ยังระบุถึงปัจจัยที่ช่วยบ่งชี้ว่า ใครกำลังประสบปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ นั่นคือ การนอนกรน โดยผลวิจัยช่วงปี ค.ศ.1990-1999 พบว่า ผู้ชายร้อยละ 10 ที่นอนกรนมักหยุดหายใจขณะหลับ ขณะที่ผู้ใหญ่พบได้ร้อยละ 5 ดังนั้น การนอนกรน อย่าคิดแค่เป็นเรื่องน่ารำคาญ เพราะสิ่งนี้อาจจำมาซึ่งปัญหาสุขภาพและโอกาสเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ คนทั่วโลกมีแนวโน้มประสบปัญหาหยุดหายใจขณะหลับเพิ่มมากขึ้น โดยสัมพันธ์กับการที่ปัจจุบันคนมีน้ำหนักตัวเกินกันเยอะขึ้น

ศ.แม็คอีวอย และพญ.วิสาข์สิริ

ศ.แม็คอีวอย และพญ.วิสาข์สิริ

ไม่ใช่จะแค่งานวิจัยจากต่างประเทศเท่านั้น ในบ้านเรา แพทย์หญิงวิสาข์สิริ ตันตระกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบหายใจ ศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี ก็เป็นผู้หนึ่งที่ทำการวิจัยปัญหาหยุดหายใจขณะหลับของคนไทยมาเป็นเวลานาน พญ.วิสาข์สิริ เล่าเสริมจากประสบการณ์การทำวิจัยของตนเอง พบว่า ไม่ใช่แค่คนอ้วนนอนกรนเท่านั้นที่น่าห่วง ทว่าคนผอมแต่นอนกรนก็ต้องห่วงเช่นกัน เนื่องจากผลวิจัยที่เคยทำ ได้ติดตามคนผอมนอนกรนต่อเนื่อง 5 ปี ก็ยังพบว่า กลุ่มดังกล่าวมีโอกาสป่วยเบาหวานมากกว่าคนผอมแต่ไม่กรน

เมื่อสภาพอ้วน ผอม หรือกรน ไม่กรน อาจไม่ใช่เครื่องชี้ขาดว่าใครเสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับ พญ.วิสาข์สิริ จึงเผยอาการที่ผู้ป่วยหรือคนรอบข้างสามารถสังเกตได้ เช่น ปวดปัสสาวะกลางดึกบ่อย กระสับกระส่ายเวลานอน คอแห้งหลังจากตื่นนอน ปวดหัวตอนเช้า มีปัญหาด้านความจำและการใช้ความคิด มักรู้สึกง่วงเพลียตอนกลางวันทั้งๆ คืนก่อนไม่ได้อดนอนหรือนอนน้อย ไม่มีสมาธิ ซึมเศร้า และความดันโลหิตสูง โดยไม่จะเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อที่กล่าวมา ดังนั้น ถ้านอนกรน บวกกับมีปัญหาตามที่ยกตัวอย่างไว้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

การหยุดหายใจขณะหลับ มักพบในคนวัยทำงาน ผู้หญิงวัยหวดประจำเดือน และผู้ใหญ่ช่วงวัย 40-60 ปี แต่เด็กเล็กก็มีโอกาสเสี่ยงโรคนี้ได้ โดย ศ.พญ.อรุณวรรณ พฤทธิพันธุ์ หัวหน้าหน่วยโรคระบบหายใจเด็ก หัวหน้าศูนย์โรคการนอนหลับ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า ในเด็กเรามักพบที่วัย 2-6 ปี พบมากในเด็กที่ป่วยต่อมทอนซิลอักเสบ อาการบ่งชี้นอกเหนือจากการนอนกรน จะมีทั้งเด็กคนนั้นจะซุกซนเกินไป สมาธิสั้นมีปัญหาการเรียน มักปัสสาวะราด ในรายที่เป็นมากจะส่งผลให้เด็กสมองไม่ดี และหัวใจโต

สำหรับผู้ที่สงสัยว่า ตนเองหรือคนนอนข้างๆ หยุดหายใจขณะหลับ แนะใช้เวลาเล็กน้อยเข้าไปทำแบบทดสอบหาความเสี่ยงฟรีที่เว็บไซต์ซึ่งฟิลิปส์จัดทำขึ้น อย่าง www.areyousnoring.com เมื่อทราบผลแล้วสามารถนำไปปรึกษาแพทย์ หากแพทย์สอบถามประวัติเพิ่มเติมและประเมินว่า คุณเข้าข่ายป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับ ด่านต่อไปคือ การตรวจปัญหาการนอน เพื่อใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ตรวจสอบและบันทึกผล

สำหรับระยะเวลาการหยุดหายใจขณะหลับ มักเกิดขึ้นในแต่ละครั้ง ตั้งแต่ 10 วินาทีขึ้นไป ภายในหนึ่งชั่วโมงมักหยุดหายใจขณะหลับมากกว่า 5 ครั้ง บางรายที่รุนแรงอาจตรวจพบการหยุดหายใจมากกว่า 100 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง

หนทางการรักษา มีหลายวิธี ตั้งแต่การจัดท่านอนที่เหมาะสม โดยให้ผู้ป่วยนอนตะแคง นอนคว่ำ เพื่อลดโอกาสที่ลิ้นจะพับขวางทางเดินหายใจ ส่วนการใช้อุปกรณ์เข้าช่ายจะมีทั้งการใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก หรือซีแพ็พ (CPAP) ซึ่งต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญปรับตั้งค่าที่เหมาะสมเฉพาะผู้ป่วย เพื่อใช้สวมขณะหลับ แม้ไม่ได้มีปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ แค่นอนกรนก็ช่วยแก้ไขได้

นอกจากนี้ยังมีวิธีใส่ฟันยางทางทันตกรรม โดยใช้ใส่ขณะหลับ เพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนต้นให้กว้างขึ้น หรืออาจเป็นวิธีผ่าตัด เช่น การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดินอยในเด็ก การผ่าตัดจมูก การผ่าตัดระดับลิ้นไก่ การผ่าตัดระดับโคนลิ้น และการผ่าตัดเลื่อนขากรรไกร นอกเหนือจากนี้ก็จะมีการเจาะคอในบริเวณหลอดลม

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ที่มีปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ 

เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน 4 ชั่วโมง ไม่ใช้ยานอนหลับ เลี่ยงการนอนหงาย คนที่อ้วนควรลดน้ำหนักให้อยู่ในระดับเหมาะสม กรณีที่รู้สึกง่วงขณะขับรถ ควรแวะพักหรือเปลี่ยนให้คนอื่นขับแทน

อ่านมาถึงย่อหน้าสุดท้าย คุณผู้อ่านคิดว่า ตนเองหรือคนใกล้ตัวกำลังเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่?.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Advertisements

อดนอนร่างกายวิปริต ยีนต่าง ๆ ทำงานรวน

Studies have also shown a lack of sleep can lead to cognitive impairment Photo: Alamy

Studies have also shown a lack of sleep can lead to cognitive impairment Photo: Alamy

นักวิจัยอังกฤษค้นพบว่า การอดหลับอดนอนติดๆกันหลายวัน จะทำให้การทำงานในร่างกายมนุษย์เกิดการแปรปรวนขึ้น  ยีนเป็นร้อยๆ ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างระส่ำระสาย

พวกเขาได้เปิดเผยในวารสาร “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ของสหรัฐฯว่า การนอนไม่พอ ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม เหตุที่เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วนและสมองทึบ ล้วนแต่เกี่ยวกับการอดนอนทั้งสิ้น

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซอเรย์ได้ศึกษากับ กลุ่มคนที่ได้นอนอย่างเต็มอิ่มวันละ 10 ชม. ทั้งอาทิตย์ เปรียบเทียบกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้หลับนอนวันละไม่ถึง 6 ชม. โดยตรวจเลือดดูด้วย ได้พบว่ามียีนที่มีหน้าที่สร้างโปรตีนไม่ต่ำกว่า 700 ตัวถูกกระทบ กระเทือน อีกทั้งนาฬิกาชีวภาพในตัว ก็พลอยสับสน

ศาสตราจารย์โคลิน สมิธ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า การนอนไม่พอ ทำให้การทำงานของยีนหลายประเภทเปลี่ยนแปร โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันโรค และการซ่อมแซมความสึกหรอของร่างกาย เห็นได้ชัดว่า การนอนหลับสนิท เป็นสิ่งจำเป็นกับการซ่อมแซม และคงภาวะการทำงานปกติของร่างกาย ความเสียหายที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าจะเป็นเหตุให้สุขภาพเสื่อมโทรม.

ที่มา:  ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Lack of sleep ‘switches off’ genes

One week of bad sleep can “switch off” hundreds of genes and raise the risk of a host of illnesses including obesity and heart disease, scientists claim.

By Nick Collins, Science Correspondent  25 Feb 2013

 

Getting fewer than six hours’ sleep per night deactivates genes which play a key role in the body’s constant process of self-repair and replenishment, according to a new study.

Our bodies depend on genes to produce a constant supply of proteins which are used to replace or repair damaged tissue, but after a week of sleep deprivation some of these stopped working.

The findings suggest that chronic lack of sleep could prevent the body from fully replenishing itself and raise the risk of a host of diseases, researchers said.

Scientists from Surrey University divided 26 volunteers into two groups, one of which slept for less than six hours per night for an entire week, and one which slept for ten hours per night.

At the end of the week each group was kept awake for 40 hours and donated blood samples, which were studied to examine the effects of their sleep regimes.

The week of sleep deprivation was found to have altered the function of 711 genes, including some involved in metabolism, inflammation, immunity and stress.

Inadequate sleep also interfered with genes which are designed to become more or less active at certain points in the day, by throwing off the body’s 24-hour internal clock.

Although a week’s normal sleep was enough to restore the affected genes to their normal pattern, researchers said that prolonged periods of sleeplessness could lead to serious health problems including obesity and heart disease.

Studies have also shown a lack of sleep can lead to cognitive impairment, for example limiting our ability to drive a car safely.

Prof Colin Smith, one of the authors of the new paper, which was published in the Proceedings of the National Academy of Sciencesjournal, said: “This is only a week of sleep restriction and it is only five and a half or six hours a night. Many people have that amount of sleep for weeks, months and maybe even years so we have no idea how much worse it might be.

“If these processes continue to be disrupted, you could see how you are going to get impairment of organs, tissues, heart disease, obesity, diabetes. If you are not able to replenish cells and tissues that are damaged then you are going to suffer permanent ill health.”

SOURCE : telegraph.co.uk

 

 

หิวกลางดึก กินอะไรไม่ทำลายสุขภาพ?

ใครชอบท้องร้องกลางดึก แนะรู้จักอาหารที่ช่วยให้หลับสบาย แถมกินแล้วไม่อ้วน

ใครชอบท้องร้องกลางดึก แนะรู้จักอาหารที่ช่วยให้หลับสบาย แถมกินแล้วไม่อ้วน

หลายต่อหลายคนคงเคยมีอาการท้องร้องยามดึก หิวจนนอนไม่หลับ บางคนอดใจไม่ไหว ต้องไปหาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชามใหญ่ บ้างก็ไปหาของในตู้เย็น หรือแม้แต่ลงทุนขับรถออกไปหาก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่หรือข้าวมันไก่มาทานให้หายหิวกลางดึก!

หากทำอย่างที่ว่าบ่อยๆ ขอเตือนว่าส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่ๆ แล้วจะเลือกทานอะไรให้หลับสบายในยามดึกบ้าง และไม่กระเทือนสุขภาพล่ะ มุมสุขภาพศุกร์นี้มีคำตอบ…

ผู้เขียนเชื่อว่า หลายคนทราบถึงหลักการทานอาหารมื้อเย็นที่ไม่ทำให้เสียสุขภาพ คือ การทานอาหารก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันน้ำหนักส่วนเกิน ป้องกันโรคกรดไหลย้อน และช่วยให้หลับดี แต่ถ้ารู้สึกหิวกลางดึกขึ้นมา คุณหมอด้านการควบคุมน้ำหนัก และนักโภชนาการแนะนำว่า อาหารกลุ่มที่เราควรเลือกทาน ในช่วงเวลาคับขันนี้ ควรจะเป็นอาหารเบาๆ ในปริมาณไม่มาก ไม่มีแป้ง และไขมันสูง เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย หรือ นมไขมัน 0% แอปเปิ้ล หรือผลไม้น้ำตาลน้อย 4 – 5 ชิ้น หรือถั่ว ซัก 15 เม็ด อาหารเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการหิวได้ และไม่ส่งผลมากมายต่อน้ำหนักของผู้ที่อยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนักนะคะ

ส่วนใครที่อยากสบายท้อง แถมยังหลับสบายได้อีกด้วย ผู้เขียนขอแนะนำให้ทานอาหารที่มีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) ค่ะ โดยสารนี้เป็นกรดอะมิโนจำเป็นธรรมชาติ ทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นเพื่อให้สมองสร้างฮอร์โมนที่ชื่อว่า“เมลาโธนิน” (Melatonin) หรือมีฉายาว่า ฮอร์โมนแห่งความมืด ซึ่งช่วยควบคุมการนอนหลับ และทำให้เราหลับสบาย

โดยปกติกรดอะมิโนตัวนี้จะทำงานตามลำพังไม่ได้ ต้องทำงานเป็นทีมร่วมกับกรดอะมิโนตัวอื่นๆ และจะต้องมีวิตามิน เกลือแร่ เช่น วิตามินบี 6 ไนอะซิน และแมกนีเซียม เข้าร่วมทำปฏิกิริยา จึงจะทำให้เกิดการสร้างสารเมลาโธนินขึ้นมา สำหรับอาหารที่มีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าทริปโตแฟนอยู่นั้น ได้แก่ กล้วย นม นมถั่วเหลือง ถั่วลิสง เมล็ดงา ปลา และอาหารที่มีโปรตีนสูง

นอกจากทริปโตแฟนจะมีผลโดยตรงที่ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ทริปโตแฟนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลายเรื่อง เช่น ช่วยลดความไวต่อความเจ็บปวด, เป็นสารต้านการซึมเศร้าโดยไม่ต้องใช้ยา, บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยลดความกังวลและความเครียด, ช่วยบรรเทาอาการสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากแอลกอฮอล์ และช่วยควบคุมอาการของโรคพิษสุราเรื้อรังอีกด้วย

ดังนั้นถ้าเราอยากอิ่มท้อง นอนหลับสบาย และไม่อ้วน นมพร่องมันเนย หรือนมไขมัน 0% โยเกิร์ตไขมันต่ำ นมถั่วเหลืองผสมงาดำ ซักกล่อง หรือกล้วยลูกเล็กสักลูกน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี

ได้รู้จักทั้งเจ้ากรดอะมิโนทริปโตแฟน ตัวช่วยสร้างฮอร์โมนแห่งรัตติกาลแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองและคนที่เรารักยามที่หิวกลางดึกด้วยอาหารที่มีสารดังกล่าว เพื่อการนอนหลับพักผ่อนที่ดี และเตือนกันเสมอค่ะว่า You are what you eatอยากมีสุขภาพดี ก็เริ่มที่การเลือกทานอาหารดีๆ ให้ร่างกายกันนะคะ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา :  เดลินิวส์ 15 มีนาคม 2556

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนบอกว่าการนอนหลับน้อยชั่วโมงกว่าที่ร่างกายต้องการส่งผลกระทบการทำงานและสุขภาพของคนเราได้อย่างมาก

voathai130130_001ศูนย์การควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐศึกษาและค้นพบว่า แรงงานอเมริกัน 40 ล้านหกแสนคน หรือราวๆ 30% ของแรงงานทั้งประเทศ ใช้เวลานอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงในแต่ละคืน ซึ่งต่ำกว่าจำนวน 7 ถึง 9 ชั่วโมงที่มีการเสนอแนะไว้มาก

ผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Harvard ระบุว่า การพักผ่อนนอนหลับน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกหน่อยอ่อนเป็นประจำ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียผลิตภาพคิดเป็นมูลค่ามากถึง 63.2 พันล้านดอลล่าร์

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นายจ้างไม่ให้ความสนใจกับผลกระทบของการนอนไม่พอต่อสุขภาพและการทำงานของพนักงานลูกจ้างมานานแล้ว แม้ผลงานการวิจัยจะแสดงให้เห็นเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่า การนอนไม่พอนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาทางสุขภาพ โดยมีอัตราของการเป็นโรคเศร้าซึม ความอ้วนเกินขนาด โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย

แต่รายงานใน Wall Street Journal บอกว่า แนวโน้มในเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว บริษัทธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งรวมทั้ง Goldman Sachs Group, Proctor & Gamble และบริษัทเงินทุน D. E. Shaw จัดเงินอุดหนุนการทำ workshops ในเรื่องการนอน การให้คำปรึกษาแนะนำออนไลน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ การจัดที่ให้งีบได้ แม้กระทั่งการติดตั้งไฟพิเศษในที่ทำงานเพื่อช่วยร่างกายควบคุมการผลิตฮอร์โมน Melatonin ซี่งควบคุมการพักผ่อนนอนหลับของคนเรา

คุณ Nancy Rothstein ผู้เชี่ยวชาญการนอน และเป็นที่ปรึกษาของบริษัทธุรกิจในเรื่องนี้ บอกว่า การนอนเป็นมุมหนึ่งของสามเหลี่ยมของความเป็นดีอยู่ดี อีกสองมุมคือ ร่างกายที่แข็งแรง และ โภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญการนอนผู้นี้บอกต่อไปว่า เมื่อนอนไม่พอ ร่างกายเหนื่อยอ่อนก็จะไม่อยากออกกำลังกาย และไม่รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ คุณ Nancy ระบุความสำคัญของการนอนให้เพียงพอว่า ถ้าจัดที่ให้กับมุมทั้งสามแล้ว การนอนเป็นมุมอยู่ที่ยอดของสามเหลี่ยม

คำถามก็คือ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เราพักผ่อนนอนหลับได้อย่างเพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญคนนี้แนะนำว่า ขั้นแรกที่สำคัญที่สุด คือปิดอุปกรณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสื่อสารติดต่อและการทำงาน เช่น มือถือ โดยเฉพาะ smartphones, iPads, และคอมพิวเตอร์ laptops แสงหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ขัดขวางก่อกวนการผลิต Melatonin แสงสว่างหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางวัน เลยไม่ผลิตฮอร์โมนนี้ออกมา ก็เลยไม่รู้สึกง่วงนอน

อีกวิธีหนึ่งคือยืดเวลาอยู่ในแสงสว่างตามธรรมชาติ เช่นออกไปเดินนอกที่ทำงานเป็นเวลาสั้นๆในช่วงอาหารกลางวัน แก้ง่วงหลังอาหารและกีดกันไม่ให้ร่างกายผลิต Melatonin ได้ด้วย

ทีนี้เมื่อกลับบ้าน ก่อนจะเข้านอน National Sleep Foundation หรือมูลนิธิการนอนแห่งชาติ แนะนำว่า ควรพักผ่อนคลายความเครียด และไม่ควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแคฟฟีนหรือแอลกอฮอลก่อนเข้านอน

ห้องนอนควรปิดไฟมืด แต่ถ้าลงนอนและไม่สามารถหลับได้หลังจาก 20 นาที ควรลุกขึ้นมาและหาอะไรทำที่ช่วยให้คลายเครียดในแสงสว่างสลัวๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกง่วงนอนได้

ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งคือลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพราะจะทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นไปอีก

ที่มา :  voathai.com

.

Related Article :

.

wsj130131_001

Weary Workers Learn to Count Sheep Using Special Lighting, Office Nap Pods

By LAUREN WEBER

Turns out a good night’s rest is good for business.

One-third of American workers aren’t sleeping enough to function at peak levels, and that chronic exhaustion is costing billions of dollars in lost productivity, according to researchers from Harvard Medical School.
Sleep-deprived American workers ultimately cost their employers $63 billion in lost productivity, according to a 2011 Harvard Medical School study. Lauren Weber joins The News Hub with a look at some companies making a business case for a better-rested workforce. Photo: Reuters.

Managers at a growing number of companies, among them Procter & Gamble Co., PG +0.71%and Goldman Sachs Group Inc., GS -0.21%are waking up to the problem, investing in programs from sleep-hygiene courses to melatonin-regulating lighting to help employees improve their slumber.

The Centers for Disease Control and Prevention estimates 40.6 million American workers, or 30% of the civilian workforce, don’t get enough rest. And the Harvard scientists estimated in 2011 that sleep deprivation costs U.S. companies $63.2 billion in lost productivity per year, mainly because of “presenteeism,” people showing up for work but operating at subpar levels. One example, from a separate team at Singapore Management University: Workers waste an extra 8.4 minutes online—checking email, refreshing the TMZ.com home page, and so on—for every hour of interrupted sleep the previous night.

Managers struggle to motivate exhausted workers. During busy holiday periods at the Park Hyatt Beaver Creek resort in Avon, Colo., long hours sometimes lead to short fuses among staff. “You have to try to figure out who’s feeling frustrated and help them cut loose to get some rest,” said Scott Gubrud, director of sales and marketing at the hotel, which last week began a series of better-sleep initiatives for both employees and guests.

“If we treated machinery like we treat the human body, there would be breakdowns all the time,” said James Maas, a former Cornell University psychologist and author of “Sleep for Success.”

Companies have been slow to grasp the effects of sleep deprivation on productivity, but it is now a hot topic even in hard-driving industries, such as finance, where pulling all-nighters is often viewed as crucial to getting ahead.

Sleep Working

  • 43% of Americans between 13 and 64 say they rarely or never get a good night’s sleep on weeknights
  • 60% of Americans say they experience a sleep problem every night or almost every night, such as waking in the night, waking up too early, or feeling un-refreshed when they get up in the morning
  • 61% of Americans say they use a computer at least a few nights a week within an hour of going to bed
  • Americans drink, on average, three 12-ounce caffeinated beverages on a weekday
  • 74% of workers over 30 who report not getting adequate sleep say that sleepiness affects their work
  • 9% of Americans say they are likely to fall asleep at an inappropriate moment, such as during a meeting or while driving
  • 71% of Americans say they have a television in their bedrooms
  • 11% of those with televisions in the bedroom say they keep the TV on all night
  • 39% of Americans say they have a computer in their bedrooms
  • 40.6 million American workers – 30% of the civilian workforce – sleep less than 6 hours per night (“short sleep duration”)
  • The problem is particularly acute for night-shift workers: 44% of them sleep less than 6 hours per night, compared with 28.8% of people who work typical daytime hours
  • Workers between the ages of 30 and 64 were more likely to report short sleep duration; workers over 65 were least likely to report short sleep duration
  • Workers with college degrees or more education were least likely to report short sleep duration
  • Segmenting the data industry by industry, workers reported anywhere from 24.1% (other services, except public administration) to 41.6% (mining) incidence of short sleep duration. Some industries relevant to our readership: finance and insurance industry (27.4%); professional, scientific,and technical services (28.2%); and information (28.3%)
  • 23.2% of American workers suffer from insomnia
  • People with insomnia did not report higher levels of absenteeism compared to non-sufferers, but reported significantly higher levels of presenteeism (lower productivity while at work)
  • Workers with insomnia lost an average of 7.8 days of work performance per year due to presenteeism related directly to sleep problems
  • Generalizing to the total U.S. workforce, insomnia costs American companies $63.2 billion

Sources: National Sleep Foundation, Centers for Disease Control and Prevention, and “Insomnia and the Performance of U.S. Workers,” Sleep, 2011

Mr. Maas, who says he coined the phrase “power nap” 36 years ago, gave a talk about sleep hygiene at Goldman Sachs in 2011 that was so oversubscribed it had to be broadcast via conference call to accommodate the 1,000 or so people who wanted to attend. He spoke last year at hedge-fund firm D.E. Shaw & Co., which has nap pods sprinkled around its offices.

Yet perceptions linger that sleep is for sissies and loafers, and neither Goldman nor Shaw would comment directly about why they’re addressing employees’ sleep habits. A 2012 University of Southern California study of young investment bankers suggests that punishing hours, and resulting sleep deprivation, contributed to physical and emotional ailments within four years on the job.

“People in investment banking have been my main clients for the last few years because they’re so exhausted and under so much pressure,” said Mr. Maas, adding that bankers usually don’t want to hear about how to get more sleep. Instead, they want tips for performing well on five or six hours’ rest.

The risks of fatigue are especially acute in professions like health care and manufacturing, which involve overnight shifts and where a single careless error can put lives in danger.

At Aurora Health Care, the largest hospital system in Wisconsin, more than 2,600 employees in 2012 took a six-week online course for insomnia sufferers after managers surmised that sleep deprivation was likely a problem among its workforce. The course, one of several health-coaching sessions offered at Aurora and developed by Johnson & Johnson’s JNJ -0.41%Wellness & Prevention unit, requires participants to keep a sleep diary, and then makes recommendations based on individual sleep patterns.

Barb Stollenwork, age 53 and a wellness program coordinator at Aurora, kicked her nightly Tylenol PM habit after finishing the program at the end of 2011. For years, she said, she woke at 4 a.m., then lay in bed worrying about how she’d function that day. By changing her behavior—for instance, going to bed later—she began sleeping until her alarm rang at 5:30 a.m.

Based on follow-up surveys that asked about both sleep and work habits, Aurora sees an average of $672 in productivity savings per participant in the insomnia module, said Dr. David Smith, an Aurora vice president.

Procter & Gamble is talking with sleep expert Nancy Rothstein about creating a multiweek pilot program for two of its plants, one in Belleville, Ontario, that makes Always feminine-hygiene products, and the other in Lima, Ohio, that makes liquid laundry detergents. Paul DeLuca, North American learning and development manager, said he hopes to have both courses running by June, starting with a group of 15 to 20 workers in Lima and up to 300 in Belleville.

The plants operate day and night, so many employees work unconventional hours, a known risk for poor sleep and overall bad health. If the program helps workers get better rest, with resulting gains in productivity and concentration, Mr. DeLuca will argue for a broader rollout of the initiative.

P&G brought Ms. Rothstein to its headquarters in Cincinnati last year to give a 50-minute presentation emphasizing, among other things, the importance of shutting off screen devices an hour before bed because the blue light emitted by the screens interferes with production of the sleep hormone melatonin.

That’s no easy order in the age of smartphones, laptops and late-night conference calls with the Beijing or London office. “The line between work and what’s outside of work is graying,” Mr. DeLuca said.

At the more extreme end of the intervention scale, some are calling upon Litebook Company Ltd., a Canadian maker of lights that help regulate the body’s melatonin levels. The company, which supplies devices to the Philadelphia Flyers and Ottawa Senators to help athletes cope with jet lag and game schedules, said it is getting calls from corporations interested in making the lights available at workstations and desks.

A version of this article appeared January 23, 2013, on page B1 in the U.S. edition of The Wall Street Journal, with the headline: Go Ahead, Hit the Snooze Button.

ห้องนอน “ต้นเหตุ” ให้เป็นโรคอ้วน

foxnews121212_001ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเผยให้ทราบว่า ในขณะที่คุณกำลังนอนหลับนั้นได้มีการเชื่อมโยงกันกับน้ำหนักตัวของคุณ หรือพูดง่ายๆ ว่าการนอนหลับนับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ และล่าสุดรายการทีวีชื่อดังอย่าง MyFoxAtlanta ได้รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ปัญหาโรคอ้วนนั้นอาจเกิดขึ้นในห้องนอนของคุณ เพราะในความเป็นจริงแล้วในระหว่างที่นอนหลับ ร่างกายของคุณจะรู้สึกหิวได้โดยอัตโนมัติ เนื่องมาจากระบบเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ทำการย่อยสลายและเผาผลาญพลังงานที่คุณรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้สึกตัว

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า “การนอนหลับที่มากหรือน้อยจนเกินไปจะส่งผลให้คุณมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณมีน้ำตัวเพิ่ม คือ การบริโภคน้ำตาลจำนวนมากจากอาหารที่รับประทานเป็นประจำทุกวันนั่นเอง”

ดร.ไมเคิล บรูย์ นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ กล่าวว่า “ถ้าคุณสามารถแก้ปัญหาการนอนหลับได้ จะช่วยทำให้น้ำหนักตัวของคุณลดลง และการแก้ปัญหานั้นจะต้องเริ่มจากต้นเหตุ โดยการเริ่มสำรวจในห้องนอนของคุณ และคิดทบทวนว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เช่น แสงไฟบนหัวเตียงนั้นสว่างมากเกินไป ประกอบกับมีอาการเครียดหรือไม่” ดังนั้นการแก้ไข ดร.ไมเคิลได้แนะนำว่า “ให้ผู้ที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ ลองเปลี่ยนหลอดไฟจาก 90 วัตต์เป็น 40 วัตต์แทน”

อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนกล่าวต่อว่า “บางครั้งบรรยากาศรอบตัวที่เงียบหรือเสียงดังจนเกินไป ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนหลับยากได้เช่นกัน แต่ถ้าใครที่ไม่สามารถทนอยู่กับความเงียบได้ แนะนำว่าให้คุณลองเปิดวิทยุหรือเปิดพัดลมเบาๆ ก็สามารถเพิ่มความง่วงได้เช่นกัน นอกจากนี้เสียงคลื่นทะเลก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณนอนหลับได้ง่ายขึ้น หรือแม้การนั่งสมาธิ รวมไปถึงการทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง การนอนอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลา หรือหลายคนอาจเลือกวิธีที่แสนเบสิกแต่ได้ผลจริง อย่างเช่น การเลือกหมอนที่เหมาะกับคุณ ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งในการนอนหลับที่ดี ทั้งนี้เป็นการป้องกันน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอันมีสาเหตุจากนอนหลับนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามระยะเวลาในการพักผ่อนที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ในระหว่าง 6-8 ชั่วโมง ดร.ไมเคิลกล่าว”.

ที่มา : ไทยโพสต์ 16 มกราคม 2556

.

Related Article :

.

Your bedroom could be making you fat

Published December 12, 2012
FoxNews.com

Having a hard time resisting a doughnut or biscuits and gravy? You may be hungry for sleep, and experts say there’s a big connection between your sleep and your weight, MyFoxAtlanta reported.

The problem may be your bedroom.

Over the last decade, several studies have shown how you sleep dramatically affects your weight. The less sleep you get, the more you crave high-fat, high-sugar comfort foods.

Psychologist and sleep specialist Dr. Michael Breus said if you can solve your sleep issues, the weight will come off. The first place to start is to look around your bedroom for what’s working and what’s not working.

“Walk into your bedroom and take a look around, and how does it make you feel?” Breus asked.

If “stressed” is the answer, Breus said start rethinking your room — focusing on your senses. First is sight.

“Too much light can actually make it difficult to fall asleep. So one of the things I do is I ask people to take the bedside lamp and use a 40 watt bulb instead of a 90 watt bulb,” said Breus.

Next, Breus said, is to listen.

“We know that if it’s too quiet, it’s hard to fall asleep, and if it’s too noisy it’s hard to fall asleep,”  Breus explained.

If you can’t stand the silence, turn on a fan or a sound machine.

“Believe it or not, ocean sounds have been shown to help people fall asleep, any type of meditation, or relaxation, like an audio relaxation can also be quite helpful,” he said.

If the TV helps you fall asleep, Breus says leave it on.

Next, think about your bed.

“And most people don’t think about this, but your mattress and your sheets have a lot to do with you how sleep,” Breus added.

Breus says think of your bedding as “performance equipment.”

“The easiest way to ruin your mattress is to have a cheap pillow,” he said.  “So I often tell people, “Don’t just go out and get the $7 what-have-you. Really get a pillow that fits you and your sleep needs.”

SOURCE: foxnews.com

ประโยชน์แท้จริงของยาทำให้นอนหลับ ที่แท้เกิดขึ้นเองในจิตใจของคนไข้ทั้งสิ้น

Placebo: Much of the effects of sleeping pills are in the mind , according to a new report

Placebo: Much of the effects of sleeping pills are in the mind , according to a new report

นักวิจัยซึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ของยานอนหลับขนานต่าง ๆ กล่าวว่า คุณประโยชน์ของยาเหล่านี้ ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นในจิตใจของผู้ใช้เอง

นักวิจัยทั้งของมหาวิทยาลัยลินคอล์นและโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ กล่าวว่า “ความสำคัญทางด้านการแพทย์ของยาเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัย” และเปิดเผยผลการศึกษาว่า ยาพวกนี้จะออกฤทธิ์ก็ต่อเมื่อคนไข้เกิดความรู้สึกในใจขึ้นแล้วเท่านั้น ยังไม่พบหลักฐานในการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า ยาเป็นคุณประโยชน์ในการแก้ปัญหาการนอน แบบเดียวกับคุณประโยชน์ของการนอน อย่างพอเพียงเลย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  25 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Epidemic: One in three Britons are believed to suffer from insomnia, with older people more likely to suffer

Epidemic: One in three Britons are believed to suffer from insomnia, with older people more likely to suffer

Half the impact of sleeping pills ‘is due to placebo effect’: Findings cast doubt over effectiveness of medication

  • Study finds ‘placebo affect’ is behind much of the drug’s benefit
  • Sleeping pills have wide range of side effects, such as memory loss and imbalance
  • Scientists urge insomnia sufferers to seek out psychological treatment

 

PUBLISHED: 01:08 GMT, 21 December 2012

Around half the benefit of taking sleeping pills comes from the placebo effect – where people get better even when they are taking a ‘dummy’ drug, according to a study.

Researchers in the UK and the U.S. say the findings cast doubt over the effectiveness of medication for insomniacs, who may get more help from psychological treatments with no side-effects.

The placebo effect produced around 50 per cent of the benefits, with the active ingredient in the sleeping pills – known as Z-drugs – making up the rest.

Widely prescribed since the 1990s, the drugs have been criticised for having too many side-effects – such as memory loss, extreme tiredness and balance problems – compared with their benefits.

One in three Britons are believed to suffer insomnia, with older people at greater risk.

Around 10million NHS prescriptions for sleeping pills are issued each year – but guidelines say the drugs should only be for short-term use, usually for two weeks and for a maximum of four weeks at a time.

Previous research suggests sleeping pills do not combat long-term sleep problems and cognitive behavioural therapy has been proven to work better.

A research team from the University of Lincoln, Harvard Medical School and the University of Connecticut looked at trials in which the effects of sleeping pills were compared with placebos, non-active substances which supposedly have little effect on the condition.

Altogether they analysed 13 clinical trials containing 65 different comparisons and more than 4,300 participants, according to a report in the British Medical Journal.

They looked at the difference between the drug response and placebo response, as well as the change which occurs after administration of a placebo – which includes factors such as improvement over the natural course of the condition.

Previous studies have shown significant improvements among volunteers on placebos, with one theory that participants respond to the extra help and attention they get from researchers.

Lead author Professor Niroshan Siriwardena, from the University of Lincoln, said: ‘Psychological treatments for insomnia can work as effectively as sleeping tablets in the short term and better in the long term, so we should pay more attention to increasing access to these treatments for patients who might benefit.’

SOURCE: dailymail.co.uk

นอนเพิ่มเป็นสิบชั่วโมงต่อคืนช่วยสยบความปวดได้

More sleep, less pain: A solid ten hours of sleep is more effective than taking codeine to reduce pain

More sleep, less pain: A solid ten hours of sleep is more effective than taking codeine to reduce pain

การนอนเพิ่มจากเดิม 8 ชั่วโมง เป็น 10 ชั่วโมง มีผลลดปวดคล้าย ยาโคเดอีน

Sleeping for an extra hour a night ‘helps beat pain’

  • Sleeping ten hours instead of eight is more effective than codeine medicine

By DAILY MAIL REPORTER

PUBLISHED: 00:15 GMT, 1 December 2012 |

Sleeping for an hour or more extra a night  can dramatically improve an individual’s alertness and reduce their sensitivity to pain, say scientists.

In fact, say the researchers, getting nearly ten hours a night – rather than the recommended eight – is more effective at reducing pain than taking the drug codeine.

The study used 18 healthy, pain-free volunteers who were randomly assigned either four nights of their normal sleep pattern or four nights of ten hours in bed.

The American researchers measured daytime sleepiness using the multiple sleep latency test – a standard method used by doctors to diagnose sleep problems in which brain waves, eye movement, heart rate and muscle tone are measured.

Pain sensitivity was assessed using a heat source.

Results showed the extended sleep group slept 1.8 hours more per night than those on a regular sleeping pattern. This was associated with increased daytime alertness and significantly less pain sensitivity.

Those getting more sleep were able to keep their finger on a heat source for 25 per cent longer, showing a loss of pain sensitivity.

The findings, published in the journal Sleep, also revealed the magnitude of this increase is greater than the effect found in a previous study of 60mg  of codeine.

The results, combined with data from previous research, suggest increased pain sensitivity in tired people is the result of their underlying sleepiness.

Dr Timothy Roehrs, an expert in sleep disorders and their treatment based at the  Henry Ford Hospital in Detroit, said: ‘Our results suggest the importance of adequate sleep in various chronic pain conditions or in preparation for elective surgical procedures.

‘We were surprised by the magnitude of the reduction in pain sensitivity, when compared to the reduction produced by taking codeine.’

SOURCE: dailymail.co.uk

วัยรุ่นจิตตก เหตุเล่นมือถือก่อนนอน

credit: mathandreadinghelp.org

ผลการศึกษาล่าสุดของคณะนักวิจัยในญี่ปุ่น เตือนสติผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในช่วงวัยรุ่น ให้เฝ้าระวังนิสัยการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มวัยรุ่น เมื่อพบว่าวัยรุ่นที่ใช้มือถือถึงยามดึกดื่นก่อนเข้านอนนั้น นอกจากจะมีความเสี่ยงต่อการอดนอนแล้ว ยังอาจก่อปัญหาสุขภาพจิตตามมาด้วย

 

คณะนักวิจัยทำการสำรวจเด็กญี่ปุ่นเกือบ 18,000 คนที่อยู่ในวัยมัธยมต้นและมัธยมปลาย โดยตั้งคำถามเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต การนอนหลับ และนิสัยการใช้โทรศัพท์มือถือ ผลการศึกษาพบเห็นความเชื่อมโยงระหว่างนิสัยการใช้มือถือก่อนเข้านอน กับปัญหาสุขภาพจิตดังกล่าว โดยควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบด้วย เช่น การดื่มแอลกอฮอล์และการใช้ยา

ตามข้อมูลที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาเด็กฉบับเดือนตุลาคม ระบุว่า เด็กวัยรุ่นที่สำรวจแล้วพบว่ามีนิสัยติดเล่นมือถือขณะเข้านอนจะมีปัญหาสุขภาพจิต หรือกระทั่งมีความคิดฆ่าตัวตาย ขณะที่ปัญหาดังกล่าวไม่พบในกลุ่มเด็กที่ไม่ใช้มือถือ

ผลที่ออกมาสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่พบว่า ปัญหานอนไม่หลับในกลุ่มวัยรุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับปัญหาทางจิตด้วย โดยมีตัวอย่างผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการวิจัยทางจิตเวชเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งพบว่าวัยรุ่นที่หลับยากมีความเสี่ยงที่จะมีความคิดฆ่าตัวตายมากขึ้น

นอกจากนี้ ผลศึกษาของศูนย์วิจัยแสงของสถาบันโพลีเทคนิคเรนส์ซเลียร์ ที่ตีพิมพ์ในวารสารการยศาสตร์ประยุกต์เมื่อไม่นานมานี้ เคยระบุไว้ว่า การเพ่งมองจอส่องแสงสว่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งร่างกายจะผลิตในยามหลับ และทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับได้.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 9 ตุลาคม 2555

.

Related Article:

.

Using Cell Phones After Lights Out May Put Teens at Risk for Depression, Suicide

They found that teenagers who used their cell phones after going to bed were more likely to suffer from poor mental health and depression.

BY MAKINI BRICE | OCT 01, 2012
In this digital age, it seems that everyone has a cell phone. But a new study says that cell phones may have hidden dangers: using them after lights-out may be putting teens at increased risk for depression and suicidal thoughts.

The study, from Japanese researchers, examined 18,000 young people in junior and senior high school in Japan. The psychologists asked them questions designed to discover symptoms of anxiety and depression. Questions also attempted to uncover suicidal thoughts and self-harm. Researchers also asked participants how many hours of sleep students received a night and how often they checked emails or talked on the phone after going to bed.

They found that teenagers who used their cell phones after going to bed were more likely to suffer from poor mental health and depression. That link held steady even when researchers controlled for other factors that have been known to affect mental health, like drug and alcohol use.

Additionally, use of the phone after bedtime correlated with fewer hours of sleep. The research was not altogether surprising for many psychologists. A significant amount of research has found that sleep is linked with mental health. A study published last year in the Journal of Psychiatric Research found that teens who had trouble sleeping were at increased risk for suicide and self-harm.

Researchers theorize that looking at a bright screen and performing tasks that excite the brain may change the production of melatonin. The hormone is produced during sleep, and a change in its production could hurt teens’ quality of sleep.

Some say that they are unsure about the reasons for nighttime cell phone use. Some children may be reaching out for help while others believe that mental health problems could cause people to stay up late and to use their phones. One psychologist also said that the study did not go far enough, as children and teens can also be distracted by the television, computers, and video games.

In addition, some believe that the findings in Japan may not necessarily apply to Americans. Japan has one of the highest suicide rates in the world. But most psychologists are in favor of leaving cell phones out of the bedroom, though more research needs to be conducted on whether that improves mental health.

The recent study was published in the Journal of Pediatric Psychology.
SOURCE: medicaldaily.com

เด็กนอนหายใจเสียงดังได้หรือไม่

“ทำอย่างไรดี ทำไมลูกนอนหายใจดัง แล้วยังดิ้นอีกด้วย ผิดปกติหรือเปล่านะ”

คำถามนี้คงค้างคาใจผู้ปกครองหลาย ๆ ท่าน

อาการที่ผู้ปกครองสังเกตได้คือ

ขณะนอนหลับ  มีอาการหายใจลำบาก นอนอ้าปากหายใจ นอนดิ้นกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา ชอบนอนคว่ำหรือนอนตะแคง อาจมีหายใจสะดุด หยุดหายใจ หายใจเฮือกหรืออาจรุนแรงถึงขั้นลุกขึ้นมานั่งหลับเป็นช่วง ๆ บางคนปากซีด หรือเขียวคล้ำช่วงที่กรนมาก เด็กหลายคนยังมีปัสสาวะรดที่นอนแม้อายุมากกว่า 4-5 ขวบแล้ว

ช่วงตื่นนอนตอนเช้า มีอาการงัวเงียไม่อยากตื่น อาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องได้ในช่วงเช้า ส่วนในช่วงกลางวันจะพบว่ามีอาการง่วงนอนที่โรงเรียน ผล็อยหลับง่าย ไม่สดชื่น ซนมาก ยุกยิกอยู่ไม่นิ่ง สมาธิค่อนข้างสั้น ขี้ลืม หงุดหงิดง่าย อารมณ์รุนแรงก้าวร้าวได้

สาเหตุของการนอนหายใจเสียงดัง ที่มักพบได้บ่อยมีดังนี้คือ

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้  อาการที่พบบ่อยคือ เป็นหวัดบ่อย มีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก เวลาเช้า หรือเวลาอากาศเปลี่ยน หรือเวลาอยู่ในที่ฝุ่นควันมาก

ภาวะต่อมทอนซิลที่อยู่ข้างโคนลิ้นและต่อมอะดีนอยด์ที่หลังโพรงจมูกโต โดยเฉพาะเด็กที่เป็นภูมิแพ้ ต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยครั้ง

ภาวะโรคอ้วน  พบว่าในคนอ้วนทางเดินหายใจส่วนบนจะถูกกดเบียดให้ตีบแคบจากไขมันส่วนเกิน ทำให้หายใจได้ลำบากขณะนอนหลับ

ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า  เช่น คางเล็ก ลิ้นโต แผ่นกั้นช่องจมูกคด เป็นต้น

โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ  ที่มีผลทำให้กล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจอ่อนแรง

โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) เป็นต้น

เราจะวินิจฉัยได้อย่างไร

1. พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ภาวะต่อมทอนซิลโต ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า
2. ตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนและภาวะแทรกซ้อนจากความอ้วน เช่น เบาหวาน ไขมันสูง ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
3. บันทึกเสียงหรือถ่ายภาพวิดีโอขณะนอนมาให้แพทย์ดูว่าผิดปกติหรือไม่
4. เอกซเรย์ดูขนาดต่อมอะดีนอยด์หลังโพรงจมูก
5. ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเอกซเรย์ทรวงอก
6. ตรวจวัดระดับก๊าซออกซิเจนที่ปลายนิ้วขณะนอนหลับ และ/หรือ ตรวจการนอนหลับ (Polysomnography)

แล้วจะรักษาอย่างไร

เริ่มจากการรักษาสาเหตุที่ตรวจพบ เช่น รักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้และโรคติดเชื้อที่พบร่วม หากอ้วน ให้ลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ผ่าตัดแก้ไขต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ที่โต แก้ไขโครงสร้างใบหน้าและช่องคอที่ผิดปกติ หากยังแก้ไขสาเหตุไม่ได้ อาจต้องใช้เครื่อง CPAP หรือ BiPAP ในขณะนอนหลับ

ข้อมูลจาก ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 15 มกราคม 2555

แบบไหนลูกหลับดี ‘นอนด้วย’ หรือ ‘นอนเดี่ยว’?

นอนหลับอย่างมีคุณภาพ ส่งผลพัฒนาการหลายด้านลูกวัยกำลังโต แพทย์แนะนอนให้เหมาะกับช่วงอายุ พร้อมไขข้อสงสัย ควรแยกเด็กนอนเดี่ยวหรือนอนกับพ่อแม่

การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเด็กวัยกำลังโต เนื่องจากการนอนที่มีคุณภาพนั้น จะส่งผลดีต่อการเรียนรู้ สมาธิ ความจำ และการตัดสินใจ อีกทั้งมีผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์ และส่งให้โกรทฮอร์โมน หรือฮอร์โมนช่วยเร่งความสูงของเด็ก หลั่งได้ดีตอนกลางดึกขณะหลับสนิท

ทว่าพัฒนาการด้านต่างๆ ที่กล่าวในข้างต้น อาจไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ ถ้าการนอนของเด็กๆ มีปัญหา ‘พญ.ศุภรัตนา คุณานุสนธิ์’ กุมารแพทย์ ได้ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับปัญหาการนอนของเด็ก ในวารสารของโรงพยาบาลเวชธานี โดยปัญหาที่พบบ่อย คือ หลับยาก เด็กมักให้พ่อแม่อุ้มกล่อม หรือติดดูดนมก่อนนอน เด็กจึงไม่ได้ถูกฝึกให้นอนได้ด้วยตนเอง

โดยธรรมชาติของเด็กเล็ก ขณะหลับจะต้องตื่นรู้สึกตัวเป็นพักๆ แต่พ่อแม่มักไม่เข้าใจ จึงเข้าไปตอบสนองต่อเด็กมากเกินเหตุ ด้วยการอุ้ม กล่อม หรือให้ดูดนมทุกครั้งที่เด็กร้อง ทำให้เด็กติดและไม่สามารถหลับได้ด้วยตัวของเขาเอง วิธีแก้ไข คือ ฝึกให้เด็กหลับได้เอง โดยจัดช่วงเวลาให้เด็กงีบและหลับเป็นเวลาที่แน่นอนสม่ำเสมอ ที่สำคัญควรให้เด็กนอนบนเตียงตั้งแต่เริ่มง่วงหรือผ่อนคลาย ไม่ใช่ช่วงที่เด็กหลับแล้ว เพื่อให้เด็กรู้จักปรับตัวและบังคับตัวเองให้หลับ โดยไม่ต้องดูดนมหรืออุ้มเขย่า

นอกจากนี้ ไม่ควรสนใจเสียงร้องที่อาจมีขึ้นก่อนเด็กหลับ เพื่อให้ความทรงจำสุดท้ายของเด็กก่อนที่จะหลับ คือ การนอนได้เอง หากหลับไปแล้ว เด็กตื่นและร้องหานมอีก ควรประวิงเวลาให้นานที่สุด ก่อนจะยอมให้เด็กดูดมนอีกครั้งถ้าไม่หยุดร้องไห้

สำหรับระยะเวลาการนอนหลับของเด็กแตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ ทารกแรกเกิดควรนอน 16-17 ชั่วโมงต่อวัน เด็กอายุ 3-6 เดือน ควรนอน 14 ชั่วโมงครึ่ง-15 ชั่วโมงต่อวัน เด็กวัย 6 เดือน-1ขวบ ควรนอน 13-14 ชั่วโมงต่อวัน เด็กอายุ 2 ปี ให้นอนวันละ 13 ชั่วโมง เด็ก 3 ขวบ นอน 12 ชั่วโมงต่อวัน เด็กอายุ 4-5 ปี นอนให้ได้วันละ 10-11 ชั่วโมง หากอายุ 6-9 ปี ควรนอนไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง เด็ก 10-14 ปี ให้นอนไม่ต่ำกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัย และวัย 15-18 ปี ก็ไม่ควรนอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน

และคำถามสำคัญอีกข้อว่า ควรให้เด็กนอนอยู่กับพ่อแม่ หรือให้เด็กนอนคนเดียวตามวัฒนธรรมตะวันตก พญ.ศุภรัตนา ระบุว่า เรื่องนี้แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละครอบครัว ทั้งนี้มีการศึกษาหลายแห่งที่แสดงให้เห็นว่า เด็กที่นอนร่วมกับผู้ใหญ่ จะมีโอกาสตื่นกลางดึกมากกว่าเด็กที่ปล่อยให้นอนตามลำพังคนเดียวถึง 2-3 เท่า
อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีปัญหาการนอนตั้งแต่ขวบปีแรก แม้แก้ไขตามคำแนะนำแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากปัญหาเหล่านั้นจะดำเนินต่อไปเมื่อเด็กโตขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 26 ธันวาคม 2554