เจ็บแน่นหูจากการโดยสารเครื่องบิน

dailynews141221_03เจ็บแน่นหูจากการโดยสารเครื่องบิน แก้ไขได้หากรู้หลักปรับความดัน

ปัจจุบันการเดินทางโดยเครื่องบินได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมีความปลอดภัยสูงและค่าตั๋วมีราคาถูกลง แต่บางครั้งอาจทำให้ผู้โดยสารมีปัญหาเรื่องสุขภาพจากการโดยสารเครื่องบิน นั่นคือ การเจ็บแน่นหู ปวดหู จนถึงอาการบาดเจ็บของหูจากการเปลี่ยนแปลงความดันบรรยากาศกะทันหันระหว่างเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเป็นหวัดหรือหวัดลงคอ ซึ่งถ้ารู้และเข้าใจที่มาของปัญหาและวิธีแก้ไขตามหลักที่ถูกต้องเราก็ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลหรือบรรเทาอาการก่อนมาพบแพทย์ได้

ศูนย์วิจัยสุขภาพโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ปัญหาการเจ็บแน่นหูมักเป็นเรื่องกังวลใจต่อผู้เดินทางโดยเครื่องบินเป็นประจำ โดยเฉพาะลูกเรือและนักบิน บางคนแม้จะทำการปรับความดันในหูชั้นกลางด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น ทำ Valsalva maneuver คือ การเพิ่มความดันในบริเวณด้านหลังช่องปากและโพรงจมูกเพื่อเปิดท่อระบายอากาศที่เชื่อมต่อไปยังหูชั้นกลาง ซึ่งพบได้บ่อยว่าอาการปวดหูดีขึ้น แต่อาการแน่นหูก็ยังไม่หาย

การปรับความดันในหูมีหลายวิธีที่ใช้ได้ดี เช่น การอมลูกอมเพื่อกลืนน้ำลายบ่อย ๆ การเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อเคลื่อนไหวกรามและกลืนน้ำลายจนถึงการทำ Valsalva เพื่อปรับแรงดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับแรงดันอากาศภายนอก ซึ่งหากปล่อยจนความดันอากาศแตกต่างกันมาก เช่น เผลอนอนหลับไประหว่างเครื่องบินลดระดับลงจนเกิดอาการปวดหูการใช้วิธีปกติอาจไม่ได้ผลจะต้องแก้ไขด้วย Valsalva ก่อนที่จะเกิดการบาดเจ็บในหูชั้นกลาง นอกจากนี้การทำ Eustachian Tube โดยการหายใจเข้า กลั้นหายใจแล้วใช้นิ้วมือปิดจมูก ปิดปากให้แน่นแล้วเบ่งลมหายใจออกให้อากาศถูกดันไปหูชั้นกลาง จนได้ยินเสียงเปิดท่อ (Ear popping) แล้วกลืนน้ำลาย แรงดันจะถูกปรับให้ดีขึ้น อาการปวดหูก็จะดีขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อเราเดินทางโดยเครื่องบิน ขณะเครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้น แรงดันบรรยากาศภายนอกจะน้อยกว่าในหูชั้นกลาง อากาศจึงไหลออกได้ง่าย ตรงกันข้ามเมื่อเครื่องลงแรงดันในหูชั้นกลางน้อยจึงไม่สามารถดันอากาศจากภายนอกได้ การไหลของอากาศออกจากหูไปที่หลังโพรงจมูกจะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งการไหลของอากาศเข้าสู่บริเวณหูชั้นกลาง ลักษณะคล้าย ๆ วาล์วอากาศทางเดียว ดังนั้นเวลาอากาศขยายตัว (แก้วหูโป่งออก) ตอนเครื่องบินไต่ระดับขึ้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่ากับตอนลดระดับลงสู่พื้น (แก้วหูยุบตัว)

ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีช่วยเปิดท่อ Eustachian Tube โดยวิธีต่าง ๆ เช่น อ้าปากหาว ปิดจมูกพร้อมกลืนน้ำลาย เคี้ยวหมากฝรั่งและกลืนน้ำลายบ่อย ๆ ฯลฯ โดยต้องทำไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนหรือเริ่มมีอาการแน่นหู อย่ารอจนมีอาการปวดหูแล้วค่อยทำ เพราะความดันที่ต่างกันมากขึ้นจะเปิดท่อระบายอากาศได้ยากขึ้น ต้องทำ Valsalva ช่วยเปิดทางระบายอากาศเข้าสู่หูชั้นกลางจะต้องทำ 2-3 ครั้งและให้กลืนน้ำลายตามด้วยทุกครั้ง ใช้สำหรับช่วยปรับแรงดันอากาศหูชั้นกลาง เมื่อท่อ Eustachian Tube อุดตัน เป็นการเบ่งลมหายใจออกไปที่หูพร้อมกับปิดปากและจมูก เพื่อเพิ่มความดันภายในบริเวณหลังโพรงจมูกและช่องปากให้มีการเปิดของท่อระบายอากาศไปสู่หูชั้นกลางเป็นการปรับความดันอากาศให้สมดุลและกลืนน้ำลายตามด้วยทุกครั้ง

คนที่คิดวิธี Valsalva ขึ้นมาคือ นาย Antonio Maria Valsalva แพทย์ชาวอิตาลี ในศตวรรษที่ 17 เป็นการทดสอบการปิด-เปิดของท่อ Eustachian Tube (และยังใช้วิธีนี้ในการขับเอาหนองออกมาจากช่องหูชั้นกลางอีกด้วย) จากการที่ปัญหาของอาการแน่นปวดหูที่มักจะเกิดมีปัญหาช่วงเครื่องบินลดระดับลง สภาพของเยื่อแก้วหูจะถูกความดันอากาศที่สูงขึ้นกดให้เยื่อแก้วหูยุบตัวลงไป โดยที่การไหลของอากาศจากภายในช่องปากเข้าสู่ด้านในของหูชั้นกลางจะต้องออกแรงอัดอากาศช่วยเปิดท่อ Eustachian Tube ให้อากาศผ่านเข้าสู่หูชั้นกลางปรับสมดุลความดันซึ่งใช้ได้ผลมาเป็นอย่างดี

แต่เนื่องจากการอัดอากาศเข้าไปในหูชั้นกลางผ่านท่อ Eustachian Tube มีโอกาสทำให้อากาศค้างอยู่ในหูชั้นกลางได้ มีอาการหูอื้อ แต่ไม่เกิดอันตรายแล้ว ให้กลืนน้ำลายช่วยเปิดท่อได้ อาการหูอื้อจะดีขึ้น หรือบางครั้งเครื่องบินตกหลุมอากาศหรือลดระดับลงอย่างรวดเร็วจนคนธรรมดาก็ปรับแรงดันได้ยาก ยิ่งคนที่มีอาการหวัด คัดจมูก ท่อ Eustachian Tube จะบวมอยู่ อาจเกิดแรงดันลมในหูอย่างรวดเร็วเกินไปจนแก้วหูถูกกระชาก เลือดออกบนแก้วหู หรือในหูชั้นกลางได้ และหากมีอาการปวดมากต้องรีบพบแพทย์

ส่วนใหญ่คนไข้ที่มาพบแพทย์เรื่องปวดแน่นหูพบว่าเป็นลูกเรือ พนักงานบนเครื่องบินที่เป็นไข้หวัดไม่มาก กินยาอยู่ไม่อยากพักหรือลาพักไม่ได้ต้องไปทำงานบนเครื่อง แม้จะกินยาแก้หวัด ลดบวม ลดน้ำมูกและใช้ยาพ่นจมูกลดอาการบวมของท่อ Eustachian Tube แล้ว และได้ทำ Valsalva ปรับความดันหลายครั้งก็ยังมีอาการปวดแน่นหูอยู่ หลังจากตรวจดูพบว่าเยื่อแก้วหูขยายดันออกมาแต่ไม่มีอาการอักเสบ แสดงว่าน่าจะมีอากาศค้างอยู่ภายในช่องหูด้านในหลังจากทำ Valsalva ซึ่งจะมีอาการหูอื้อมากกว่าปวดหู เพราะความดันได้ปรับสมดุลแล้ว จึงอธิบายให้คนไข้เข้าใจและแนะนำให้อ้าปากหาว กลืนน้ำลายพร้อมกับปิดจมูก ให้อากาศระบายออกมา หรืออาจจะดึงหูพร้อมกับเอียงศีรษะข้างที่อื้อขึ้นเพื่อช่วยยืดท่อ Eustachian Tube ให้ระบายลมได้ดีขึ้น

หลังจากทำแล้วคนไข้จะได้ยินเสียงแก้วหูขยับและอาการหูอื้อดีขึ้น ลองตรวจซ้ำพบว่าแก้วหูยุบตัวลง แสดงว่าอากาศระบายออกไปบ้างแล้ว จากนั้นได้ให้ยาลดบวมรับประทานติดต่อกัน 2-3 วัน ซึ่งการทำ Valsalva จะไม่ช่วยเลยในกรณีนี้เพราะอาการหูอื้อยังไม่ดีขึ้นและอาจทำให้อากาศเข้าไปค้างในหูชั้นกลางเพิ่มขึ้น กรณีที่คนไข้รอดูอาการเองที่บ้านโดยไม่ทำ Valsalva ซ้ำ ๆ ส่วนใหญ่อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองภายใน 1-2 วัน เพราะอากาศจะถูกระบายออกเองทีละน้อย ๆ แต่หากไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์โสต ศอ นาสิก เพื่อแยกแยะสาเหตุอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อหูชั้นกลางอักเสบ การบาดเจ็บจากความดันอากาศที่อาจเกิดขึ้นได้

ดังนั้นอาการผิดปกติที่หูจากการโดยสารเครื่องบินในสภาวะที่ร่างกายปกติไม่ได้เป็นภูมิแพ้หรือเป็นหวัด การปรับความดันให้สมดุลในช่องหูช่วยเปิดท่อ Eustachian Tube ด้วยวิธีง่าย ๆ คือการเคี้ยวหมากฝรั่ง การอ้าปาก หรือปิดจมูกพร้อมกลืนน้ำลาย น่าจะเพียงพอแล้ว ยกเว้นกรณีที่แก้ไขไม่ได้จริง ๆ จึงใช้วิธี Valsalva ช่วย แต่อย่าพยายามทำวิธี Valsalva ซ้ำ ๆ เพราะจะไม่ช่วยอะไรให้ทำวิธีง่าย ๆ ก่อนเพื่อเปิดท่อช่วยระบายอากาศที่ค้างอยู่จะดีกว่า หากเรารู้หลักการปรับความดันในช่องหูแล้วหวังว่าปีใหม่นี้จะทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินราบรื่นไม่เกิดความกังวลใจ ถึงแม้ว่าจะป่วยเป็นหวัดแล้วต้องเดินทางโดยเครื่องบินก็ตาม.

ที่มา: เดลินิวส์ 21 ธันวาคม 2557

อยู่บนเครื่องบิน ไม่ควรคิดเรื่องใหญ่

thairath130506_001หมอเวชศาสตร์อวกาศบอกแนะนำผู้โดยสารเครื่องบินว่า ผู้ที่อ่านหนังสือหรือเล่นคำปริศนานั้นทำถูกแล้ว ไม่สมควรจะไปคิดตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เพราะการอยู่บนระดับที่สูงจะทำให้ทำได้ลำบาก

ศาสตราจารย์แกรดเวลล์ มหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ของอังกฤษ กล่าวว่า “การบินทุกวันนี้ปลอดภัย ผู้คนเป็นล้านๆเดินทางกันอยู่ทุกปี

โดยไม่มีปัญหาอันใด นอกจากการเรียนรู้ ตอนที่อยู่ในระดับสูงออกจะลำบากไปบ้าง บางทีอาจไม่เหมาะกับการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรา”

เขาให้ความเห็นต่อไปว่า นอกจากนั้น  คนบางคนอาจจะไม่เหมาะกับการนั่งเครื่องบิน อย่างเช่น ผู้ป่วยเป็นวัณโรค ผู้ที่ไอออกมาเป็นเลือด เป็นโรคโลหิตจางร้ายแรง หรือผู้ที่เพิ่งเจ็บป่วยด้วยอาการทางจิตมาใหม่ๆ.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 พฤษภาคม 2556

.

Related Article:

.

Not at our best: Britain's top aviation doctor says it is best to relax rather than trying to work while flying

Not at our best: Britain’s top aviation doctor says it is best to relax rather than trying to work while flying

Why you shouldn’t make key decisions on a plane: Change in air pressure means brain has less oxygen, diminishing performance

  • Professor David Gradwell says travellers should relax rather than working
  • Britain’s top aviation doctors says learning is ‘impaired’ at 8,000ft
  • Also says most people’s fears of deep vein thrombosis are groundless

By FIONA MACRAE

PUBLISHED: 16:15 GMT, 30 April 2013

Next time you fly, here’s the perfect excuse to switch off your work laptop, put down the crossword and settle in with a drink and an in-flight movie.

Travelling by plane can make it more difficult to think, according to Britain’s foremost aviation doctor.

Professor David Gradwell advises fliers to sit back and relax rather than keeping busy by doing puzzles or catching up on important work.

This is because the air pressure on board planes is lower than it is at sea level, making it harder for the brain to make use of oxygen in the air, so diminishing its performance.

Typically, when a plane is cruising at 40,000ft, the air pressure in the cabin will be equivalent to that found outside at 6,000 to 8,000ft.

Professor Gradwell, of King’s College London, explained: ‘Learning is a bit impaired at 8,000ft so performance of recently learned tasks is a bit impaired at 8,000ft. You don’t want to make the biggest decision of your life.’

However, if you are well-practised in a task, it is unlikely your performance will be affected.

Professor Gradwell, the UK’s first full-time professor of aviation medicine, said: ‘If you regularly do a crossword, you are going to be fine. But if it is something that is new to you, you are probably not going to do it as well.’

This explains why commercial pilots’ thinking is not impaired. They get used to carrying out tasks in a simulator at ground level before they might have to carry them out during a flight.

Professor Gradwell also said his advice could become even more pertinent if internet access becomes widespread on planes, meaning businessmen and women are more likely to use flying time to work.

‘Those looking forward to having emails in flight might want to think twice about sending that email to the bank manager,’ he said.

There is no evidence that wearing compression stockings prevents the development of DVT, says a leading expert

There is no evidence that wearing compression stockings prevents the development of DVT, says a leading expert

The former RAF medic also insisted that most people’s fears of deep vein thrombosis are groundless.

The condition, dubbed ‘economy class syndrome’, has caused anxiety among holidaymakers, business people and frequent fliers.

But Professor Gradwell said it is extremely rare, other than in those who have late-stage cancer or another medical condition that predisposes them to blood clots.

The evidence that compression stockings will help prevent DVT in healthy people is inconclusive.

Passengers should, however, stay hydrated and exercise their legs.

He said: ‘No matter how small your seat, you can always flex your seat, raise and lower your feet and exercise your calves.

‘Flying is safe. Millions of people do it every year, without any issues at all.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk