กินน้ำตาลให้ปลอดภัย

image_001อาจเคยได้ยินว่า การบริโภคน้ำตาล (ที่เติมเพิ่มในอาหาร) นั้น ไม่ควรจะเกินวันละ 8 ช้อนชา หรือ 40 กรัม (6 ช้อนชา หรือ 30 กรัม สำหรับเด็ก) เพราะจะทำให้ฟันผุได้ง่าย

ตัวเลขดังกล่าวมาจากการคำนวณปริมาณน้ำตาลใน 1 ปี ที่ประชากรในประเทศบริโภค แล้วหาความสัมพันธ์กับอัตราการเกิดโรคฟันผุในประชากร ซึ่งเมื่อคิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อคน ได้เท่ากับ 15 กิโลกรัมต่อคนต่อปี หรือ 40 กรัมต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็นพลังงานที่ได้รับจากน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน

อย่างไรก็ดี งานวิจัยระยะหลังพบว่า ปริมาณน้ำตาลที่สร้างอันตรายต่อฟันน้อยลงกว่าที่เคยเชื่อกัน บางงานวิจัยพบว่าไม่มีปริมาณที่แน่นอน หรือโอกาสเกิดฟันผุจะเพิ่มขึ้นเป็นลำดับตามปริมาณน้ำตาลที่บริโภค ซึ่งหมายถึงไม่มีปริมาณที่ปลอดภัยนั่นเอง

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ สำหรับร่างกายคนเราที่จะต้องบริโภคน้ำตาล (หมายถึงน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหาร) อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกรับรองว่าไม่ควรเกินร้อยละ 5 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน เท่ากับ 4 ช้อนชา หรือ 20 กรัมต่อวัน

คำแนะนำดังกล่าวอาจเป็นการต่อรองกับสิ่งที่ประชาชนสามารถปฏิบัติได้จริง แต่ในทางปฏิบัติ คงไม่เหมาะสมและสร้างความลำบากไม่ใช่น้อย หากแต่ละบุคคลจะต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลที่กินในแต่ละวันให้ไม่เกิน 40 กรัม หรือ 8 ช้อนชา หมายถึงจะต้องคำนวณปริมาณน้ำตาลในอาหารทุกอย่างที่กิน จากร้อยละของน้ำตาลที่ระบุไว้บนฉลาก คิดเป็นกรัม (เช่น นมหวาน 200 มล. เติมน้ำตาลร้อยละ 5 เท่ากับมีน้ำตาล 10 กรัม) แล้วทดเอาไว้ในใจ เพื่อนำไปบวกกับอาหารอื่นๆ ที่กินในวันนั้นตลอดทั้งวัน วิธีดังกล่าวคงสร้างภาระในการใช้ชีวิตประจำวันไม่ใช่น้อย (เช่นเดียวกับการนับแคลอรีที่ได้รับในแต่ละวัน)

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคมีความสัมพันธ์กับความถี่ในการบริโภคหวาน (จากการเติมน้ำตาล) ถ้าบริโภคอาหารหวานบ่อยครั้งในแต่ละวัน ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคย่อมสูงตามด้วย ความถี่ของการกินน้ำตาลจะส่งผลต่อฟันโดยตรง เพราะเป็นการสัมผัสที่ผิวฟัน ดังนั้น ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวของแต่ละคนที่เหมาะสม คือ ลดความถี่ ในการบริโภคอาหารหวานเติมน้ำตาลลง ไม่ควรเกิน 4 ครั้งต่อวัน (รวมที่บริโภคในมื้ออาหารด้วย)

การควบคุมความถี่ของการบริโภคน้ำตาลเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการควบคุมปริมาณ ดังนั้นหากกินอาหารว่างและเครื่องดื่ม ให้เลือกชนิดที่ไม่เติมน้ำตาลไว้ก่อน เพื่อควบคุมไม่ให้เกิน 4 ครั้ง

ที่มา : คอลัมน์ เรื่องฟันFunกับทันต จุฬาฯ มติชนรายวัน

โดย รศ.ทญ.สุดาดวง กฤษฎาพงษ์

ที่มา: มติชน 20 ธันวาคม 2557

Advertisements

คนฉลาดน้อยเรื่องอาหาร..มีเพียบ

dailynews130107_001อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต คนเราทุกคนต้องกินอาหาร ตามมาตรฐานที่ทราบกันก็ 3 มื้อ เช้า กลางวัน และเย็น ดังนั้น อาหารจึงเปรียบเป็นเรื่องใกล้วตัว แต่รู้หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่กลับไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารเท่าใดนัก โดยเฉพาะอาหารที่แฝงอันตรายต่อสุขภาพ

ที่อังกฤษมีการสำรวจความรู้เรื่องอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยกให้การทดสอบนี้ เป็นการวัดไอคิวเรื่องอาหาร โดยให้ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 2,000 คน ตอบคำถาม 12 ข้อ แต่ละข้อจะมีตัวเลือกให้ 3 ตัวเลือก ตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกี่ช้อนชาต่อวัน

ผลการทดสอบทำให้รู้ว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง มีความรู้เรื่องอาหารน้อย หรือมีไอคิวเรื่องอาหารในระดับต่ำ และที่ชวนอึ้งคือ ทุกๆ ร้อยคน จะมีผู้ตอบแบบสอบถามถูกทุกข้อแค่คนเดียวเท่านั้น อีกทางหนึ่ง ผู้วิจัยลองคิดเป็นเปอร์เซ็น ก็ชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 77 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง หรือไม่ถึง 6 ข้อ

จากการวัดความรู้เรื่องอาหารอันตราย พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงปริมาณเกลือหรือโซเดียม น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวที่แฝงอยู่ในอาหารเมนูโปรดเลย เช่น  4 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่รู้เลยว่า แฮม ชีส ที่ชอบซื้อมาทำแซนวิชนั้น อุดมไปด้วยเกลือมากกว่ามันฝรั่งทอดกรอบชนิดซองเสียอีก

นอกจากนี้ กว่า 2 ใน 3 ไม่รู้ด้วยว่า คนเราไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือราว 3 กรัม อีกทั้งส่วนมาก ก็ไม่รู้ว่า โยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รีแบบไม่มีไขมันนั้น กลับมีน้ำตาลมากกว่า คอนเฟรค 1 ชาม หรือ กาแฟดำใส่น้ำตาล 2 ช้อนชาเสียอีก

เมื่อผลสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ ทาง อินสลีย์ แฮร์เรียต เชฟชื่อดังแห่งอังกฤษ แนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจหาความรู้เรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะควรรู้ว่า ในอาหารที่จะกินนั้นมีสารอาหารอะไรบ้าง และมีมากน้อยแค่ไหน

แม้ราคาอาหาร และระยะเวลาในการเตรียมอาหาร จะเป็นสองปัจจัยสำคัญต่อการเลือกกินอาหาร และมีผลต่อสุขภาพ เชฟแฮร์เรียต จึงแนะให้ทุกคนพยายามทำอาหารกินเอง รวมทั้งเลือกกินของที่น้ำตาลน้อยหรือหวานน้อย แต่ละวันคนเราไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 90 กรัม พร้อมทั้งแนะให้ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว สำหรับคุณผู้ชายไม่ควรได้รับไขมันอิ่มตัวเกิน 30 กรัมต่อวัน ส่วนคุณผู้หญิงไม่ควรเกิน 20 กรัมต่อวัน และลดอาหารที่มีโซเดียมสูง ที่สำคัญใส่ใจดูฉลากส่วนประกอบของอาหารหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารด้วย

หากใส่ใจควบคุมความเค็มจากเกลือหรือโซเดียม คุมปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว ไม่ให้เกินค่ากำหนดตามหลักโภชนาการ จะส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถลดโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

แล้วคุณล่ะ รู้เรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน?.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  7 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Low food-IQ: Few Brits know how much salt is hidden in the takeaways, readymade foods and nibbles we snack on every day

Low food-IQ: Few Brits know how much salt is hidden in the takeaways, readymade foods and nibbles we snack on every day

The danger food dunces: 77% of Britons fail IQ test on hidden salt, sugar and fat

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 00:07 GMT, 3 January 2013

 

Britons are unaware of the high levels of salt, sugar and saturated fat hidden in their favorite foods, a survey has revealed.

More than four out of five don’t realize that a supermarket ham and cheese sandwich contains more salt than a packet of ready salted crisps.

And almost two-thirds don’t know that the daily limit on salt is just one teaspoon.

 

The shocking findings expose wide ignorance about which foods are healthiest, with three-quarters of those questioned getting low scores in a food IQ quiz of 2,000 adults.

Fewer than one in 100 people managed to answer all 12 questions correctly.

 

More than half (58 per cent) don’t know a fat-free strawberry yoghurt has more sugar than a bowl of cornflakes or black coffee with two sugars.

Altogether 77 per cent got fewer than half the questions right, putting them low on the food IQ scale. One in ten could only answer four questions correctly.

Tricky questions: Less than 25 per cent of people managed to get half of these questions right - test yourself

Tricky questions: Less than 25 per cent of people managed to get half of these questions right – test yourself

But the survey, commissioned by the Department of Health’s Change4Life initiative, found 84 per cent of people want to be healthier.

The cost of food and the time needed to prepare fresh ingredients deterred many from having a healthier lifestyle.

TV chef Ainsley Harriott, the Change4Life campaign ambassador, said: ‘It’s really important to be aware of what hidden nasties may be in your food.

‘There are simple changes you can make which will help: try to prepare food at home, cut down  on saturated fat, swap high sugar options for lower ones, watch out for hidden salt in foods and check the label.’

Check the sugar: Many foods that are low in fat are instead full of hidden sugar

Check the sugar: Many foods that are low in fat are instead full of hidden sugar

The average daily salt intake in the UK is 8.6g, but official figures often don’t include salt added at the table or in the takeaway. The Food Standards Agency recommends a 6g limit for adults and much less for youngsters.

Research suggests people who cut back salt by about 3g a day – the equivalent of six slices of bread – can reduce their chances of developing cardiovascular disease by a quarter.

The recommended daily limit for saturated fat is 30g for men and 20g for women. For sugars it is 90g. The quiz is available at www.facebook.com/change4life

SOURCE: dailymail.co.uk

แนะคุมเข้มอาหารรสหวานเหมือนบุหรี่

นักวิทยาศาสตร์บอกว่า น้ำตาลเปรียบเสมือนยาพิษ ควรมีการควบคุมการจำหน่ายเช่นเดียวกับบุหรี่และแอลกอฮอล์ เพราะอาหารและเครื่องดื่มรสหวานเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ มะเร็ง และโรคตับ
ในบทความชื่อ “ความจริงของพิษน้ำตาล” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature นั้น นักวิทยาศาสตร์บอกว่า “กินน้อยไม่เป็นไร แต่กินมากจะตายผ่อนส่ง”

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐบอกว่า ตอนนี้โรคอ้วนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลกแทนโรคขาดอาหารไปแล้ว น้ำตาลไม่เพียงทำให้คนเราอ้วน แต่ยังเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูง ทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุล และเป็นอันตรายต่อตับด้วย

ผลเสียต่อสุขภาพเหล่านี้เทียบได้กับการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ทีมวิจัยซึ่งนำโดยโรเบิร์ต ลัสติก ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคอ้วนในเด็กของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย บอกว่า น้ำตาลก็เป็นคล้ายแอลกอฮอล์ คือ หาซื้อง่าย เป็นพิษ ผู้คนมักกินมากเกินไป และเป็นอันตรายต่อสังคม

คณะนักวิจัยบอกว่า การสอนให้เด็กเลือกอาหารและออกกำลังกายคงไม่ได้ผล แต่ควรใช้มาตรการด้านภาษีและจำกัดการเข้าถึงในการควบคุมการบริโภคน้ำตาล
งานวิจัยได้แนะนำให้เพิ่มภาษีน้ำอัดลมอีกเท่าตัว จำกัดการขายน้ำอัดลมแก่คนที่มีอายุ 17-18 ปีขึ้นไปเท่านั้น และควบคุมตู้ขายน้ำอัดลมและขนมขบเคี้ยวตามโรงเรียน

นักวิจัยบอกว่า การบริโภคน้ำตาลได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา และเวลานี้ทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วนมากกว่าคนเป็นโรคขาดสารอาหาร

งานวิจัยยังได้เรียกร้องบรรดาบริษัทผลิตอาหารให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ซึ่งบริษัทพวกนี้อาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่รัฐบาลต้องออกนโยบายบังคับ เช่นเดียวกับการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ หรือบังคับให้รถยนต์ต้องติดตั้งถุงลมนิรภัย
อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ บอกว่า บทความชิ้นนี้มีเนื้อหา “เคร่งคัมภีร์” มากเกินไป และว่า น้ำตาลจะเป็นพิษก็ต่อเมื่อกินมากเกินไปเท่านั้น

บาร์บารา กาลลานี แห่งสหพันธ์อาหารและเครื่องดื่มของอังกฤษ บอกว่า โรคร้ายต่างๆ มีปัจจัยสาเหตุมากมาย การโทษว่าเป็นเพราะอาหารไม่ได้ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงการสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งต้องมีการกินอาหารหลากหลาย และการออกกำลังกาย.

 

ที่มา:  ไทยโพสต์ 23 กุมภาพันธ์ 2555

 

Related link:

Opinion: Why we should regulate sugar like alcohol

By Laura Schmidt, Special to CNN
February 1, 2012 — Updated 1812 GMT (0212 HKT)

Editor’s note: Laura Schmidt and her colleagues, Robert Lustig and Claire Brindis, are the authors of “The toxic truth about sugar.” To read the full commentary, visit the science journal Nature.

(CNN) — I am a medical sociologist, which means I study the health of whole societies. I’ve spent more than 20 years studying the best possible ways to address alcohol problems in societies — what works and what doesn’t to protect people from harm.

I work as a professor in the University of California, San Francisco School of Medicine and at the UCSF Clinical and Translational Science Institute. This allows me to connect with other scientists who come from very different backgrounds but who want to work together on big problems — think of a Manhattan Project, only one focused on protecting health through the collaboration of scientists who study everything from tiny cells to entire societies.

So three years ago, a pediatric endocrinologist named Rob Lustig walks into my office and asks for my help. Rob tells me that he’s finding many connections between the metabolism of fructose (sugar) and ethanol (alcohol) in his work on metabolic functioning, liver damage and the obesity epidemic.

Rob runs the obesity clinic at UCSF Benioff Children’s Hospital, where he spends his days trying to help morbidly obese kids who feel hungry all the time. One of the saddest effects of sugar overconsumption is to dampen the natural hormones that tell kids’ bodies when they’ve eaten enough, leading them to feel hungry even as they overeat.

Rob says he’s also seeing that too much sugar in these kids’ diets causes severe liver damage — they have even started doing liver transplants on some of the kids in his clinic.

Fast-forward to today, and here’s what we’ve learned:

— More people on the planet Earth are dying from chronic diseases such as heart disease, stroke, cancer and diabetes than anything else. This is even true for developing countries that have turned a critical page on health: People in those countries are now more likely to die from the “diseases of affluence” than from the “diseases of poverty” like malaria and cholera. Major risk factors in chronic disease, of course, are alcohol, tobacco and junk food consumption.

— Many of the health hazards of drinking too much alcohol, such as high blood pressure and fatty liver, are the same as those for eating too much sugar. When you think about it, this actually makes a lot of sense. Alcohol, after all, is simply the distillation of sugar. Where does vodka come from? Sugar.

— We may be thinking about obesity and chronic disease in the wrong way. Most experts are worried about sugar because it’s “empty calories” that make people fat. But what leads to chronic disease is actually something called metabolic syndrome, which can be caused by the toxic effects of sugar.

 

— Added sugar at the levels consumed by many Americans changes our metabolism — it raises blood pressure, critically alters the signaling of hormones that turn hunger on and off, and can damage the pancreas and liver. Worldwide consumption of sugar has tripled over the past 50 years, and along with that has come an obesity pandemic. But obesity may just be a marker for the damage caused by the toxic effects of too much sugar. This would help explain why up to 40% of people with the metabolic syndrome — what leads to diabetes, heart disease and cancer — are not clinically obese.

What should we do about all this?

First, we think that the public needs to be better informed about the science of how sugar impacts our health.

Second, we need to take what we know about protecting societies from the health harms of alcohol and apply it to sugar.

What doesn’t work is all-out prohibition — that’s very old-school and often creates more problems than it solves.

What does work are gentle “supply side” controls, such as taxing products, setting age limits and promoting healthier versions of the product — like making it cheaper for a person to drink light beer rather than schnapps.

The reality is that unfettered corporate marketing actually limits our choices about the products we consume. If what’s mostly available is junk food and soda, then we actually have to go out of our way to find an apple or a drinking fountain. What we want is to actually increase people’s choices by making a wider range of healthy foods easier and cheaper to get.

Turning around obesity and chronic disease will be an uphill political fight, but there’s plenty that concerned people can do:

— Contact the U.S. Department of Agriculture and Congress to encourage them to take sugar off the Generally Regarded as Safe (GRAS) list. This is what allows food producers to add as much sugar as they want to the products we eat.

— Support our local, state and federal officials in placing a substantial tax on products that are loaded with sugar. Ask them to use the proceeds to support a wider range of food options in supermarkets and farmer’s markets.

— Help protect our kids by getting sports drinks and junk food out of our schools. Ask our school boards to replace those vending machines with good old-fashioned drinking fountains. Ask local officials to control the opening hours and marketing tactics of the junk food outlets surrounding our schools. That way, kids can walk to school without being barraged by advertising for sugary products that taste good but harm their health.

We need to remember that many of our most basic public health protections once stood on the same battleground of American politics as sugar policy does today.

Simple things like requiring a seat belt and having an airbag in your car to save you in a crash were once huge political battles. Now, we take these things for granted as simple ways to protect the health and well-being of our communities.

It’s time to turn our attention to sugar.