กิน-อยู่อย่างไร…ให้ไตอยู่ดี

dailynews130331_001ปัจจุบันพบว่า การกินอาหารส่งผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์โดยตรง เรียกว่า กินอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น หากเราเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับน้ำหนักตัว กิจวัตรประจำวัน รวมทั้งเลือกกินอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย นอกจากจะมีสุขภาพที่ดีแล้วยังเป็นแนวทางป้องกันโรคที่ดีด้วยและถึงแม้นว่าจะเป็นโรค เราก็ยังต้องเลือกกินให้ถูกกับโรคที่เป็น เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนและอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต

กินแบบไหน…ช่วยป้องกันโรคไต

หนึ่งในโรคที่มีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารและพบบ่อยในคนไทยคือ โรคไตวายเรื้อรัง โดยผู้ที่เป็นโรคไตส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่รับประทาน เช่น อาหารที่มีรสเค็มจัด และอาหารที่ไม่สะอาด ซึ่งการรับประทานอาหารให้ห่างไกลโรคไตนั้น ควรเริ่มจากตัวเราก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร จากที่เคยรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการของร่างกาย (ดูได้ง่าย ๆ คือน้ำหนักตัวจะเริ่มเพิ่มขึ้น เสื้อผ้าคับ) ก็ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ และคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสจัดเกินไป เช่น หวานจัด เค็มจัด และอาหารที่มีกะทิ เพื่อป้องกันโรคอ้วน ซึ่งจะเป็นสาเหตุสู่โรคอื่นๆ ตามมา เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเป็นโรคไตเรื้อรังที่ตามมา นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคไตได้

เมื่อเป็นโรคไต…ควรกินอยู่อย่างไร ชะลอไตพัง

สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังแล้ว ก็ควรระมัดระวังไม่ให้โรครุนแรงไปมากกว่าเดิม นอกจากการทานยาตามที่แพทย์สั่ง และการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการล้างไตทางช่องท้อง หรือการฟอกเลือดอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาหารก็มีส่วนช่วยบำบัดอาการของโรคไตได้ หากเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม จะช่วยป้องกันภาวะทุพโภชนาการและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังได้

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ล้างไตด้วยการฟอกเลือด หรือการล้างไตทางช่องท้อง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหารได้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการเบื่ออาหาร ทานอาหารได้น้อยลงรวมทั้งมีการสูญเสียสารอาหาร ระหว่างฟอกเลือด และการล้างไตทางช่องท้อง อาทิ โปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการซ่อมแซมร่างกาย และสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้น ผู้ป่วยแต่ละคนควรมีความรู้ความเข้าใจในการเลือกกินอาหาร เพื่อให้ได้รับสารอาหารโปรตีนและพลังงานที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

โดยผู้ป่วยโรคไตจะต้องรับการประเมินภาวะโภชนาการ ซึ่งได้แก่ น้ำหนักตัว ผลทางชีวเคมีของเลือด เช่น อัลบูมิน (วัดโปรตีนในเลือด) การประเมินอาการทางคลินิกและการประเมินการบริโภค และนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรึกษานักกำหนดอาหาร/นักโภชนาการ เพื่อจะได้กำหนดปริมาณและรับประทานอาหารให้ถูกต้องเหมาะสมกับภาวะที่ร่างกายต้องการของแต่ละบุคคล ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทั้งเนื้อสัตว์ ข้าว แป้ง ไขมันที่ดี รวมทั้งผักและผลไม้แต่ต้องกินในปริมาณที่แนะนำ เช่น ผลไม้อาจกินเงาะได้ไม่เกินวันละ 8 ผล แต่ควรงดเมื่อผลทางชีวเคมีของโพแทสเซียมในเลือดเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในขณะเดียวกันสารอาหารโปรตีนที่พบมากในเนื้อสัตว์ต้องรับประทานให้เพียงพอ โดยเน้นบริโภคปลา เพราะเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย มีไขมันต่ำ ในผู้ที่ล้างไตทางช่องท้องควรกินให้ได้ 4-6 ช้อนโต๊ะต่อมื้อหรือเท่ากับ 3 กล่องไม้ขีดไฟกล่องเล็ก หรือ ไพ่ 1 สำรับ และกินไข่ขาววันละ 2 ฟอง การจัดอาหารให้น่ารับประทาน และดัดแปลงเมนูให้หลากหลาย จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น เช่น ใช้ “ไข่ขาว” ดัดแปลงเป็นอาหารหลากเมนู ไม่ว่าจะเป็น ซูชิไข่ขาว ฮ่อยจ๊อไข่ขาว หรือ ไส้กรอกอีสานไข่ขาว และอื่น ๆ นอกจากนี้การใช้วุ้นเส้น มาใช้ในตำรับจะช่วยให้ท้องอิ่ม น้ำตาลขึ้นได้อย่างช้า ๆ และเพื่อให้ได้พลังงานตามที่กำหนด

ควรกินอาหารที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม นึ่ง ย่าง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ น้ำมันในการปรุงอาหาร ประเภทผัด จะต้องเป็นน้ำมันที่ดีคือ มีไขมันไม่อิ่มตัว เนื่องจากเรากินน้ำมันด้วย ควรใช้น้ำมันถั่วเหลืองผสมกับน้ำมันรำข้าวในสัดส่วน 1 : 1 สำรับ เพื่อลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดที่จะนำไปสู่โรคหัวใจ ส่วนน้ำมันปาล์ม ใช้สำหรับอาหารประเภททอด โดยหลังทอดเสร็จแล้วควรใช้กระดาษซับเอาน้ำมันออก ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยืดอายุให้ยืนยาวมากยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารทะเล หมูสามชั้น หนังเป็ด หนังไก่ เครื่องในสัตว์ อีกทั้งเนื้อสัตว์แปรรูปและอาหารสำเร็จรูป ได้แก่ ไส้กรอก แฮม ปลาส้ม กุนเชียง รวมถึงเนื้อสัตว์ที่มีรสเค็ม เช่น เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ปลาเค็ม รวมทั้งอาหารทะเลแช่แข็งด้วย เพราะอาหารเหล่านี้มีเกลือแร่ที่ชื่อโซเดียม ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าการกินโซเดียมเกินกว่าที่กำหนดมีผลต่อความดันโลหิตสูงส่งผลให้หลอดเลือดต่าง ๆ เสื่อมได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญควรระวังโซเดียม จากเครื่องปรุงที่ใช้ในการปรุงรสอาหาร อาทิ เกลือ น้ำปลา น้ำตาล ซึ่งจริง ๆ แล้วเราเติมลงในอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติตามที่เราต้องการ แต่ร่างกายไม่ได้มีความต้องการ จึงต้องจำกัดปริมาณให้อยู่ในความเหมาะสม มิฉะนั้นการปรุงรสอาหารตามใจปากอาจเป็นส่วนที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อ ความดันเลือด ระบบหัวใจ และระดับแคลเซียมในเลือด ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรืออาจทำให้เสียชีวิตได้

แต่ทั้งนี้ ผู้ป่วยสามารถเพิ่มรสชาติได้โดยการใช้สมุนไพรช่วยในการปรุงรส เช่น หอมแดง ใบมะกรูด กระเทียม ข่า ตะไคร้ กระชาย ผักชี ขิง ใบแมงลัก เป็นต้น นอกจากนี้ควรลดการกินขนมเบเกอรี่ ขนมปัง ซึ่งใช้ผงฟูซึ่งมีโซเดียมแฝงอยู่ นอกจากนี้ผงฟูยังมีเกลือแร่ชื่อฟอสฟอรัสซึ่งมีผลต่อกระดูกเปราะในผู้ป่วยไตเรื้อรังถ้ากินมากเกินไป ควรลดน้ำตาลทรายและอาหารที่มีกะทิ เช่น แกงกะทิ ฉู่ฉี่ ก๋วยเตี๋ยวแขก ข้าวซอย ของหวานที่มีกะทิข้น เช่น ขนมปลากริมไข่เต่า ผลไม้เชื่อมซึ่งมีผลต่อไขมันในเลือดชื่อ ไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดองและอาหารที่ย่อยยากและชิ้นใหญ่ ไม่ควรกินอาหารมื้อใหญ่ ควรแบ่งเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ กินให้พอเหมาะกับกิจกรรม

นอกจากนี้ ควรจำกัดน้ำดื่มเมื่อมีอาการบวม โดยดื่มน้ำปริมาณเท่ากับปริมาณปัสสาวะต่อวันที่ขับออกมา บวกกับน้ำ 500 ซีซี หลีกเลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีทั้งโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสในปริมาณค่อนข้างสูง งดการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ทั้งนี้ผู้ป่วยควรออกกำลังกายเบา ๆ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า กล้ามเนื้อแข็งแรง และควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น พักผ่อนให้เพียงพอ และเลี่ยงภาวะตึงเครียดต่าง ๆ ที่จะทำให้สุขภาพจิตเสื่อมลง ถ้าผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังสามารถปฏิบัติตัวได้ดังกล่าวก็สามารถอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้แม้นเป็นโรคไตเรื้อรัง

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา : เดลินิวส์  31 มีนาคม 2556

ออกกำลัง เปลี่ยนวิธีกินอาหาร สร้างสุขภาพดีหนุ่มสาวยุคใหม่

ในงานเสวนาเรื่อง “วิตามินสำหรับหนุ่มอยากล่ำ สาวอยาก Lean” โดยแพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Anti aging โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เมื่อเร็วๆ นี้ คุณหมอแนะนำว่า หากหนุ่มๆ สาวๆ อยากมีสุขภาพที่ดีนั้น ก็ไม่ควรที่จะละเลยเรื่องการออกกำลังกาย จริงอยู่ที่ปัจจุบันมีวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ มากมายที่ช่วยเรื่องสุขภาพ ซึ่งบางคนคิดว่าคือทางลัดของการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะเทคนิคของการมีสุขภาพดีจนร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์มนั้นประกอบด้วย 3 สิ่ง คือ 1.เราต้องรู้จักเลือกในการรับประทานอาหาร 2.ต้องรู้จักออกกำลังกายอย่างเหมาะสม 3.มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอันนำไปสู่ร่างกายฟิตแอนด์เฟิร์ม

สำหรับการออกกำลังกายที่ดีที่สุด คุณหมอกล่าวว่า คือแบบ “คาดิโอ” เช่น การว่ายน้ำ การวิ่ง หรือการปั่นจักรยานซึ่งช่วยกระตุ้นให้หัวใจเราเต้นเร็วขึ้น แต่ถ้าผู้รักสุขภาพคนไหนอยากลดน้ำหนัก ก็ต้องออกกำลังกายแบบคาดิโอ 300 นาที/สัปดาห์ เฉลี่ยคือ 5 วัน วันละ 60 นาที หากผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วและต้องการคงสิ่งดีๆ ไว้ ควรออกกำลังกาย 150 นาที/สัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณผู้ชายอยากมีหุ่นล่ำบึ้กต้องหันมาวิ่ง เพราะการวิ่งจะทำให้ร่างกายทุกส่วนกระชับขึ้น ส่วนสุภาพสตรีที่ชอบการออกกำลังกายแบบคาดิโอนั้น คุณหมอแนะนำว่า ควรยกเวต เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเช่นกัน แต่ควรเลือกที่น้ำหนักน้อยๆ แต่เน้นที่จำนวนครั้ง

มาถึงเรื่องของการบริโภคอาหารนั้น ผู้ชายควรกินโปรตีนจากปลาและเนื้อแดงไม่ติดมัน ไม่เกิน 2 ครั้ง/สัปดาห์ จากเดิม 0.8 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ถ้าต้องการสร้างกล้ามเนื้ออาจจะเพิ่มเป็น 1.3-1.4 กรัม หรือถ้าเป็นอาหารเสริมให้เลือกพวกโปรตีนที่สกัดจากนม กรดอะมิโน ครีเอตี อัลดีมิน และออลดีทีน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมนที่ช่วยให้เกิดการสร้างกล้ามเนื้อ แต่ต้องระวังในคนที่เป็นโรคตับ โรคไต ความดันโลหิต ซึ่งก่อนรับประทานอาหารประเภทนี้ควรต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนคุณผู้หญิงที่โปรดปรานของหวาน คุณหมอให้ข้อมูลว่า ของหวานจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แก่ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระตัวทำลายคอลลาเจนในผิวหนัง ทำให้เกิดริ้วรอย เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะสวยหรือมีอายุยืนยาว ให้เลี่ยงเรื่องของหวาน ขณะเดียวกันไม่ควรชะล่าใจเป็นอันขาดว่าเรานั้นหุ่นดีอยู่แล้ว

สำหรับเคล็ดลับอีกอย่างในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบง่ายๆ ที่ช่วยให้มีสุขภาพดีนั้น แพทย์หญิงธิดากานต์บอกว่า คือการเปลี่ยนจากการกินข้าวขาวมาเป็นข้าวกล้อง เพราะข้าวกล้องเป็นแป้งเชิงซ้อน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นอย่างช้าๆ จึงไม่ทำให้อ้วน สำหรับผู้หญิงที่ต้องการจะลดน้ำหนัก คุณหมอแนะนำว่า ควรรับประทานวิตามินที่สกัดจากถั่วขาว ไคโตซาน และสารสกัดจากชาเขียวที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญของระบบในร่างกาย นอกจากนี้ก็จะเป็นกลุ่มของไฟเบอร์ แต่ไม่แนะนำให้คุณสาวๆ ใช้ยาลดความอยากอาหารและยาสมุนไพร เพราะยาดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้

ขณะเดียวกันก็ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก 150 นาที/สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการยกเวต 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ และหากผู้ออกกำลังกายไม่มีพื้นฐาน ควรจะต้องมีครูฝึกสอนมืออาชีพคอยดูแล เพราะถ้าเกิดการบาดเจ็บจะส่งผลระยะยาวต่อกล้ามเนื้อ ท้ายนี้คุณหมอกล่าวว่า “การทานวิตามินนั้นเหมือนดาบ 2 คม ถ้าเราทานผิดวิธีก็จะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าอะไรเหมาะกับปัญหาของเรา หรือถ้าหากคุณสาวๆ ต้องการจะลดน้ำหนักจริงๆ ควรจะต้องลดอย่างถูกวิธีเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเอง”.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 26 เมษายน 2555