กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต

thairath141031_01b

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 1

โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่ามีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งหากผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น โรคหัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไตนำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้ คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือ การบริโภคเกลือในปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหาร โดยเฉพาะคนไทย มีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งผลเสียที่ตามมาจากการบริโภคอาหารเค็ม คือ โซเดียมสูง ซึ่งส่งผลเสียให้มีความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

โซเดียมคืออะไร?

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรด-ด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ซึ่งมีรสชาติเค็ม มักใช้ปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้ โซเดียมแอบแฝงอยู่ในอาหารรูปแบบอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

โซเดียมสูงส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายทั้งสิ้น จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงมี ดังนี้

1. เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ แม้ว่าโซเดียมจะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง มักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ทำให้แขน ขา บวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจ น้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ง่ายขึ้น

2. ทำให้ความดันโลหิตสูง การรับประทานโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ ยังพบว่าในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิตแต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3. เกิดผลเสียต่อไตจากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือการเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างซึ่งมีผลทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 31 ตุลาคม 2557

thairath141007_01

กินเค็ม…มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 2

ศุกร์สุขภาพที่ผ่านมาได้ให้ความรู้ท่านผู้อ่านเกี่ยวกับการรับประทานอาหารรสเค็มจัด ว่าส่งผลต่อ สุขภาพร่างกายของเราอย่างไร สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร เพื่อให้คุณผู้อ่านเลือกรับประทานอาหารได้อย่างเหมาะสม

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง?

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมักมีรสเค็ม ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสเค็ม แต่อาหารที่มีโซเดียมสูงบางชนิดอาจไม่มีรสเค็ม ซึ่งเรียกว่า มีโซเดียมแฝง ทําให้ร่างกายรับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทําความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสํารวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจาก ขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ําปลาหรือเกลือหลังปรุงเสร็จแล้ว โดยเราสามารถแบ่งอาหารที่มี โซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ ดังนี้

1. อาหารแปรรูปและอาหารหมักดอง ได้แก่ อาหารกระป๋อง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2. เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ําปลา ซึ่งมีปริมาณโซเดียม สูง สําหรับคนที่ต้องจํากัดโซเดียมควรงดซอสปรุงรสต่างๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ําบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ําจิ้มต่างๆ ที่มีรสเปรี้ยวๆ หวานๆ เพราะซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่าน้ําปลา แต่คนที่จํากัดโซเดียมก็ไม่ ควรบริโภคให้มากเกินไป

3. ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ ประมาณ 15%

4. ขนมกรุบกรอบต่างๆ เพราะอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด มีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5. อาหารกึ่งสําเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่างๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6. ขนมต่างๆ ที่มีการเติมผงฟู ( Banking Powder หรือ Banking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ 
แพนเค้ก ขนมปัง เพราะผงฟูที่ใช้ในการทําขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบ 
คาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสําเร็จรูปที่ใช้ทําขนมก็มีโซเดียมด้วยเพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7. น้ําและเครื่องดื่ม น้ําฝนเป็นน้ําที่ปราศจากโซเดียม ส่วนน้ําบาดาลและน้ําประปามีโซเดียม 
ปะปนแต่ในจํานวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพื่อให้เป็นเครื่องดื่มสําหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ําผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไป ทําให้น้ําผลไม้ เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้น หากต้องการดื่มน้ําผลไม้ควรดื่มน้ําผลไม้สดจะดีกว่า.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

thairath141007_02

 

ที่มา : ไทยรัฐ 7 พฤศจิกายน 2557

 

thairath141124_01

กินเค็ม….มหันตภัยร้ายโรคไต ตอนที่ 3

ศุกร์สุขภาพได้เสนออันตรายจากการรับประทานอาหารรสเค็มซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพรวมทั้งแนะนําการปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม สําหรับวันนี้จะนําเสนอเกี่ยวกับโซเดียมในอาหาร การลดปริมาณโซเดียม ในร่างกาย รวมไปถึงปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการ เพื่อควบคุมให้พอเหมาะกับร่างกายของเรา ไม่ให้มากหรือน้อยจนเกินไป คุณผู้อ่านสามารถนําไปปฏิบัติเพื่อให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนในอนาคตได้

เราจะลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างไร ?

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกงได้ 1 ช้อนชา หรือเทียบเป็นปริมาณโซเดียมในเครื่องปรุงอื่นๆ ได้ดังตัวอย่าง คือ ผงปรุงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 950 มิลลิกรัม ผงชูรส 1 ช้อนชา โซเดียม 600 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 420-490 มิลลิกรัม น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา โซเดียม 400 มิลลิกรัม ผงฟู 1 ช้อนชา โซเดียม 340 มิลลิกรัม และซอสพริก น้ำจิ้มไก่ 1 ช้อนโต๊ะ โซเดียม 220 มิลลิกรัม เป็นต้น

หากรับประทานอาหารที่มีปริมาณโซเดียมเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะทําให้ได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้หากเราเติมน้ําปลาเพิ่ม ก็จะเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณสูงขึ้นไปอีก ดังนั้น จึงควรปฏิบัติตัวตามหลักการดังต่อไปนี้เพื่อให้การควบคุมปริมาณโซเดียมได้ประสิทธิภาพสูงสุด

1. หลีกเลี่ยงการใช้เกลือปรุงอาหาร เลือกเติมเครื่องปรุงที่ให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กําหนด และควรเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยํา ที่ให้รสหวาน เปรี้ยว และเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ

2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม เช่น ไข่เค็ม ปลาแดดเดียว อาหารหมักดอง ปลาส้ม แหนม และอาหาร แปรรูปจําพวกไส้กรอก กุนเชียง หมูหย็อง

3. ไม่เติมผงชูรส

4.น้ําซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูงควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ําซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ําเพื่อเจือจาง

5. ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสําเร็จรูปและขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงได้ถูกต้อง

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทยนั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะโหยหารสเค็มต่อไปเรื่อยๆ ถึงเวลาที่เราควรใส่ใจเรื่องอาหารกันมากขึ้น โดยการสร้างนิสัยการกินอาหารรสจืดอย่างถูกวิธีเพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต.

พญ.อติพร อิงค์สาธิต
พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ 24 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

คนฉลาดน้อยเรื่องอาหาร..มีเพียบ

dailynews130107_001อาหาร เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต คนเราทุกคนต้องกินอาหาร ตามมาตรฐานที่ทราบกันก็ 3 มื้อ เช้า กลางวัน และเย็น ดังนั้น อาหารจึงเปรียบเป็นเรื่องใกล้วตัว แต่รู้หรือไม่ว่า คนส่วนใหญ่กลับไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอาหารเท่าใดนัก โดยเฉพาะอาหารที่แฝงอันตรายต่อสุขภาพ

ที่อังกฤษมีการสำรวจความรู้เรื่องอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยกให้การทดสอบนี้ เป็นการวัดไอคิวเรื่องอาหาร โดยให้ผู้ร่วมตอบแบบสอบถามจำนวน 2,000 คน ตอบคำถาม 12 ข้อ แต่ละข้อจะมีตัวเลือกให้ 3 ตัวเลือก ตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกี่ช้อนชาต่อวัน

ผลการทดสอบทำให้รู้ว่า 3 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง มีความรู้เรื่องอาหารน้อย หรือมีไอคิวเรื่องอาหารในระดับต่ำ และที่ชวนอึ้งคือ ทุกๆ ร้อยคน จะมีผู้ตอบแบบสอบถามถูกทุกข้อแค่คนเดียวเท่านั้น อีกทางหนึ่ง ผู้วิจัยลองคิดเป็นเปอร์เซ็น ก็ชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 77 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง หรือไม่ถึง 6 ข้อ

จากการวัดความรู้เรื่องอาหารอันตราย พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้ตระหนักถึงปริมาณเกลือหรือโซเดียม น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวที่แฝงอยู่ในอาหารเมนูโปรดเลย เช่น  4 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่าง ไม่รู้เลยว่า แฮม ชีส ที่ชอบซื้อมาทำแซนวิชนั้น อุดมไปด้วยเกลือมากกว่ามันฝรั่งทอดกรอบชนิดซองเสียอีก

นอกจากนี้ กว่า 2 ใน 3 ไม่รู้ด้วยว่า คนเราไม่ควรบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน หรือราว 3 กรัม อีกทั้งส่วนมาก ก็ไม่รู้ว่า โยเกิร์ตสตรอว์เบอร์รีแบบไม่มีไขมันนั้น กลับมีน้ำตาลมากกว่า คอนเฟรค 1 ชาม หรือ กาแฟดำใส่น้ำตาล 2 ช้อนชาเสียอีก

เมื่อผลสำรวจออกมาเป็นเช่นนี้ ทาง อินสลีย์ แฮร์เรียต เชฟชื่อดังแห่งอังกฤษ แนะนำให้ทุกคนควรใส่ใจหาความรู้เรื่องอาหารการกิน โดยเฉพาะควรรู้ว่า ในอาหารที่จะกินนั้นมีสารอาหารอะไรบ้าง และมีมากน้อยแค่ไหน

แม้ราคาอาหาร และระยะเวลาในการเตรียมอาหาร จะเป็นสองปัจจัยสำคัญต่อการเลือกกินอาหาร และมีผลต่อสุขภาพ เชฟแฮร์เรียต จึงแนะให้ทุกคนพยายามทำอาหารกินเอง รวมทั้งเลือกกินของที่น้ำตาลน้อยหรือหวานน้อย แต่ละวันคนเราไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 90 กรัม พร้อมทั้งแนะให้ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว สำหรับคุณผู้ชายไม่ควรได้รับไขมันอิ่มตัวเกิน 30 กรัมต่อวัน ส่วนคุณผู้หญิงไม่ควรเกิน 20 กรัมต่อวัน และลดอาหารที่มีโซเดียมสูง ที่สำคัญใส่ใจดูฉลากส่วนประกอบของอาหารหรือวัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหารด้วย

หากใส่ใจควบคุมความเค็มจากเกลือหรือโซเดียม คุมปริมาณน้ำตาล ไขมันอิ่มตัว ไม่ให้เกินค่ากำหนดตามหลักโภชนาการ จะส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยสามารถลดโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

แล้วคุณล่ะ รู้เรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน?.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  7 มกราคม 2556

.

Related Article:

.

Low food-IQ: Few Brits know how much salt is hidden in the takeaways, readymade foods and nibbles we snack on every day

Low food-IQ: Few Brits know how much salt is hidden in the takeaways, readymade foods and nibbles we snack on every day

The danger food dunces: 77% of Britons fail IQ test on hidden salt, sugar and fat

By JENNY HOPE

PUBLISHED: 00:07 GMT, 3 January 2013

 

Britons are unaware of the high levels of salt, sugar and saturated fat hidden in their favorite foods, a survey has revealed.

More than four out of five don’t realize that a supermarket ham and cheese sandwich contains more salt than a packet of ready salted crisps.

And almost two-thirds don’t know that the daily limit on salt is just one teaspoon.

 

The shocking findings expose wide ignorance about which foods are healthiest, with three-quarters of those questioned getting low scores in a food IQ quiz of 2,000 adults.

Fewer than one in 100 people managed to answer all 12 questions correctly.

 

More than half (58 per cent) don’t know a fat-free strawberry yoghurt has more sugar than a bowl of cornflakes or black coffee with two sugars.

Altogether 77 per cent got fewer than half the questions right, putting them low on the food IQ scale. One in ten could only answer four questions correctly.

Tricky questions: Less than 25 per cent of people managed to get half of these questions right - test yourself

Tricky questions: Less than 25 per cent of people managed to get half of these questions right – test yourself

But the survey, commissioned by the Department of Health’s Change4Life initiative, found 84 per cent of people want to be healthier.

The cost of food and the time needed to prepare fresh ingredients deterred many from having a healthier lifestyle.

TV chef Ainsley Harriott, the Change4Life campaign ambassador, said: ‘It’s really important to be aware of what hidden nasties may be in your food.

‘There are simple changes you can make which will help: try to prepare food at home, cut down  on saturated fat, swap high sugar options for lower ones, watch out for hidden salt in foods and check the label.’

Check the sugar: Many foods that are low in fat are instead full of hidden sugar

Check the sugar: Many foods that are low in fat are instead full of hidden sugar

The average daily salt intake in the UK is 8.6g, but official figures often don’t include salt added at the table or in the takeaway. The Food Standards Agency recommends a 6g limit for adults and much less for youngsters.

Research suggests people who cut back salt by about 3g a day – the equivalent of six slices of bread – can reduce their chances of developing cardiovascular disease by a quarter.

The recommended daily limit for saturated fat is 30g for men and 20g for women. For sugars it is 90g. The quiz is available at www.facebook.com/change4life

SOURCE: dailymail.co.uk