พระประสงค์ ปริปุณโณ ‘รู้รักษาใจรอดเป็นยอดดี’ โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

bangkokbiznews130804_001เข้าพรรษาได้สองสัปดาห์แล้ว ‘กายใจ’ ชวนท่านผู้อ่านมาสนทนาธรรมสบายๆ กับพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าชิคาโก สหรัฐอเมริกา ร่วมศึกษาศิลปะการเอาใจให้รอดในทุกสถานการณ์ ชวนกันมา ‘รู้สึกตัวเต็มๆ’ ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ปัจจุบันพระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา จำพรรษาอาศรมน้อมสู่ใจ บ้านโป่งกระทิง ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ชวนมาขบคิดว่าเพียงวิธีการเดียวกันนี้จะช่วยให้ ‘ใจ’รอดได้จริงไม่ว่าฝนจะตกทั่วฟ้าหรือไม่ การเมืองจะวุ่นวายเพียงใด เศรษฐกิจจะฝืดขนาดไหนหรือไม่ อย่างไร

ดังวาทะของท่านที่ว่า”รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาใจรอด เป็นยอดดี”

กายใจ : ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประวัติของท่านสักหน่อยว่าทำไมพระอาจารย์จึงบวช
พระอาจารย์ประสงค์ : แม่บนไว้ให้บวชสามเดือน บวชแล้วก็อยู่มาเรื่อย ไม่ครบสามเดือนสักที (ฮา) แม่บอกว่า เล็กๆ ป่วยบ่อย ก็เลยบนไว้กับพระธุดงค์ที่มาบิณฑบาตหน้าบ้านที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ตอนนั้นแม่จับใส่บาตร ยกให้เป็นลูกพระ พระท่านก็ฉีกจีวรมาพันข้อมือให้ แล้วบอกว่าพออายุครบให้บวชนะ ฝากให้โยมเลี้ยงด้วย หลังจากนั้นก็ไม่ป่วยอีกเลย ก็อยู่ดีมาตลอด พออายุครบ 20 ปี แม่ให้บวชก็ไม่บวช อายุ 21 ปีแม่ให้บวชก็ไม่บวช ไม่ชอบพระ ตอนนั้นดื่มเหล้า สูบบุหรี่วันละสองซอง อาตมาไม่ใช่คนดี อาตมาเมามาตลอด จนกระทั่งอายุ 22 ปี ทะเลากับแม่เรื่องจะให้บวชนี่แหละ บอกแม่ว่า แม่บนแม่ก็บวชสิ มาให้ผมบวชทำไม แต่ในที่สุดก็ยอมบวช

กายใจ : ก่อนที่พระอาจารย์จะบวชทำอาชีพอะไร

พระอาจารย์ประสงค์ : อาตมาเป็นตากล้องอิสระ ถ่ายรูป ที่บ้านเป็นร้านซ่อมนาฬิกาก็ทำเป็นอาชีพมาตลอดก่อนบวช เรียนทางด้านเทคนิคสิ่งทอ แต่เรียนไม่จบ เกเรนิดหน่อย พอดีญาติต้องการคนถ่ายรูปก็ไปช่วยญาติ พอไปช่วยก็เลยทำมาตลอด หลังจากนั้นก็มาเปิดร้านเอง เป็นช่างภาพอิสระ

 

กายใจ : พระอาจารย์ไปพบท่านพุทธทาสได้อย่างไร

พระอาจารย์ประสงค์ : ตอนบวชตั้งแต่พรรษาแรกๆ เจอหนังสือสวดมนต์แปลของสำนักสวนโมกข์ก็ประทับใจ ตอนหลังก็เดินทางไปที่สวนโมกข์ แล้วก็ไปจำพรรษาที่เกาะหาดทรายแก้ว จังหวัดสงขลา ซึ่งที่นั่นมีท่านมหาประทีปที่เคยอยู่สวนโมกข์มาสิบกว่าปี ท่านเลยพาไปกราบท่านพุทธทาสอยู่เรื่อยๆ ก็เลยได้ไปบ่อยๆ คำสอนท่านเป็นประโยชน์มาก อาตมาก็นำมาใช้กับชีวิต และเอามาบอกต่อ เวลาใครถามก็จะบอกว่า ท่านสอนไว้อย่างนี้

กายใจ : ขอถามถึงเกี่ยวกับศีลข้อสามในฐานพระสงฆ์
พระอาจารย์ประสงค์ : จะถามว่าครอบคลุมไปถึงการห้ามไปยุ่งกับนักบวชผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไหม ผู้หญิงที่ตั้งใจไปสึกพระบาปไหม กับการที่พระสึกออกมาแต่งงานต่างกันอย่างไรใช่ไหม (หัวเราะ) ต้องดูว่าเขาทำอะไรเลยเถิดหรือเปล่า ถ้ารู้สึกพอใจประทับใจก็ธรรมดา ถ้าพระท่านไม่เล่นด้วยก็จบแค่นั้น แต่ถ้าพระรู้สึกประทับใจด้วย ก็คือ ถ้าคนไม่เข้าใจเรื่องกรรม มันพูดลำบาก ถ้าเป็นกรรมเก่า เขาอธิษฐานมาเจอกันล่ะ เรื่องนี้พิสูจน์ไม่ได้ โยมสังเกตดูว่า บางคนเจอปั๊ปถูกชะตาเลย บางคนเห็นหน้าก็ไม่ถูกชะตาแล้ว มันเป็นอะไรละ มันเป็นอะไรดี เราเกลียดจมูก เกลียดปาก หรือเกลียดรูปร่างเขา มันไม่มีเหตุผล หลวงพ่อชา สุภัทโทท่านจึงบอกว่า บางเรื่องมันนอกเหตุเหนือผล ทีนี้ถ้าคนไม่เคยเจอกับตัวไม่รู้

คนที่ยังไม่เจอบุพเพสันนิวาสไม่มีทางรู้ แต่ถ้าเจอ และเขาไม่อยากทำผิดศีล ผิดธรรม ก็ไม่ได้เสียหายอะไร อย่างอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ท่านก็สึกไปมีครอบครัวทำประโยชน์แก่พระศาสนามหาศาล อาจารย์วศิน อินทสระก็สึกไปทำประโยชน์เยอะ หลายคน เพราะฉะนั้น มันอยู่ที่ว่าเขาสึกไปแล้ว เป็นคนมีศีล หรือคนไม่มีศีล ถ้าเขาสึกไปเป็นฆราวาสที่ดีก็ไม่เสียหาย ดีกว่าเป็นพระที่ชั่ว บางรูปทำไม่ดี ยังไม่ยอมสึกก็มี

อีกตัวอย่างหนึ่ง โยมคนหนึ่ง อาตมาไปเจอที่เยอรมัน เป็นผู้หญิง คนนี้เก่งมาก ไม่เคยมีความรัก แต่ต้องไปแต่งงานกับฝรั่งเพื่อหาเงินส่งมาทางบ้าน เธอไม่รู้ว่า ความรักเป็นอย่างไร ไม่เคยมีความรัก แต่ถ้าไม่แต่งงานอยู่เยอรมันไม่ได้ ก็เลยแต่งงาน พอแต่งไปก็ทำงานอย่างเดียว พอกลับไปบ้าน วันหนึ่งสามีพาผู้หญิงอื่นมานอน พอเธอเห็นก็โอ้ สาธุ ดีอกดีใจ เรียกผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องเลย ชวนมาอยู่ด้วยกัน เธอช่วยดูแลสามีฉันหน่อย แล้วฉันจะดูแลเธออย่างดี สามีก็งง ผู้หญิงคนนั้นก็งง แล้วเธอก็ขอทำงานส่งเงินให้ที่บ้านต่อ นี่คือเรื่องของคนไม่เคยมีความรัก

แต่อยู่ดีๆ วันหนึ่ง มีพระจากเมืองไทยไปที่นั่น ก่อนไปครูบาอาจารย์ก็เตือนพระว่าระวังนะ นางฟ้าเยอรมัน มันแรง พระรูปนี้ก็ไม่สนใจ พอบวชก็ลาออกจากงาน ตั้งใจบวชเต็มที่ก็อยู่สิบกว่าพรรษา พอไปที่เยอรมัน ผู้หญิงคนนี้เข้าวัดเข้าวาตลอด ก็ไปรับที่สนามบิน พอไปเจอแค่นั้นเอง ขาอ่อนเดินไม่ได้เลย ฝ่ายผู้หญิงก็ตกใจทำไมเป็นอย่างนี้ ใจเต้นแรงตุบตับๆ อยู่อย่างนั้นเอง พระรูปนั้นก็จ้องมาทางผู้หญิง แกก็ดู สายตาพระก็แปลกๆ แต่แกเป็นคนกล้าก็เข้าไปถามพระตรงๆ พระเป็นแบบโยมหรือเปล่า โยมพอเห็นหน้าท่าน ใจมันเต้น ตกใจ มือสั่นไปหมดเลย ทำไมเป็นแบบนี้ แล้วท่านเป็นไงบ้าง

พระรูปนั้นไม่กล้าพูดปดก็บอกว่า อาตมาก็เป็น ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นเคารพอาตมา ตอนนั้นอาตมาอยู่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผู้หญิงก็โทรฯหาอาตมา ทำไงดี ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ไม่เคยเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาส ตอนนี้มาเจอกับตัวเองแล้ว มีความรู้สึกทุกข์ทรมานมากเลย วันๆ อยากจะใกล้ชิด อยากเห็นหน้า จนกระทั่ง แกฝืนไม่กล้าไปวัด แต่ก็สู้กับความรู้สึกตลอด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

อาตมาก็บอกว่า ไปวัดได้ ไม่เป็นไร อาตมาขออย่างเดียว อย่าอยู่กันสองต่อสองแค่นั้นเอง ก็ถ้าคนไม่อยู่สองต่อสองมันจะไปทำอะไรกันได้ มันก็จบ อาตมาก็บอกให้รับปากนะ มันผิดพระวินัย แล้วจะทำให้พระผิดวินัยด้วย แล้วคนก็จะมองภาพพจน์เราในทางที่เสียด้วย เธอก็รับปากอาตมา ได้ค่ะ

หลังจากนั้นผู้หญิงคนนี้ก็ไปวัดทำบุญปกติ ออกพรรษา พระรูปนี้ก็กลับเมืองไทย กลับไปก็ไปลาพระอุปัชฌาย์ ลาพ่อ ลาแม่ บอกว่า เจอเนื้อคู่ ไม่เคยคิดว่าจะเจออย่างนี้มาก่อน พอเจออย่างนี้พระเขารู้สึกว่า จิตไม่บริสุทธิ์แล้วไม่สามารถอยู่อย่างนี้ได้ ก็เลยสึกไปช่วยงานพ่อแม่ ฝ่ายผู้หญิงทำงานแล้วก็กลับบ้านไปแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ มีความสุข รักษาศีลห้าปกติ พอวันพระก็รักษาศีลแปดทั้งสามีภรรยา ก็เป็นคู่ที่เป็นแบบอย่างที่ดี

ตัวอย่างแบบนี้มีเยอะ พระบางรูปมาบอกอาตมาว่า อธิษฐานว่า จะบวชตลอดชีวิต อาตมาบอกว่า อย่าไปอธิษฐานอย่างนี้ ควรจะอธิษฐานว่า จะไม่ทำให้ผ้าเหลืองสกปรก อย่าทำให้ศาสนามัวหมอง อย่าทำให้ศาสนาเสียหาย ผมขอแค่นี้แหละ ถ้าท่านไปอธิษฐานไม่สึก เดี๋ยวถ้ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะอยู่ก็อยู่แบบสกปรก จะสึกก็ไม่กล้าสึกเพราะกลัวสัจจะที่ตั้งไว้

 

กายใจ : เราจะตอบคำถามเหตุและผลเรื่องความถูกต้องกับความรักอย่างไร

พระอาจารย์ประสงค์ : อย่างโยมคนหนึ่ง แกรูปหล่อ มีสาวๆ มาติดแกเยอะ เป็นพ่อเลี้ยงอยู่ทางภาคเหนือ อาตมาธุดงค์ขึ้นไปแล้วไปเจอกัน แกแต่งงาน เราก็ถามว่า เป็นอย่างไร ชีวิตแต่งงาน แกบอกว่า ไม่เคยคิดจะแต่งงานเลย แต่ผู้หญิงเข้ามาอยู่ประจำ คนนั้นคนนี้เข้ามาชอบอยู่เรื่อย ไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่อยากผิดศีลห้า เพราะสมาทานไว้ตลอด ในที่สุดก็เดินไปหาพ่อของผู้หญิงคนหนึ่งขอลูกสาว ผู้หญิงก็หน้าตาธรรมดา แล้วก็แต่งงานกัน หลังจากแต่งงาน แกก็ใช้ชีวิตครอบครัวธรรมดา มีลูกคนหนึ่ง เวลาใครมายิ้ม ทำท่าทำทางอะไร แกจะบอกว่า ผมแต่งงานมีลูกแล้วครับ ก็จบอย่างนั้นมาตลอด

จนกระทั่งผู้ชายคนนี้มีโอกาสไปอินเดีย อยู่ดีๆ ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง เห็นปั๊ปรักทันที ซึ่งแกบอกว่า ศีลห้า แกสุดยอด พอไปเจอตรงนั้น แกก็มาเล่าให้ฟังว่า เจอปั๊ปมันเข่าอ่อนเลย ผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนกัน เจอปุ๊ปก็รักปั๊ปเหมือนกัน ทั้งสองคนหน้าตาคล้ายกันมาก พอดีไปทัวร์ด้วยกัน แล้วภรรยาเขาไม่ได้ไปด้วย เขาไปอินเดียคราวนั้นก็เลยได้สนิทกับผู้หญิงคนนี้ คนเห็นก็ถาม แฟนคุณน่ารักจัง หน้าเหมือนกันเลย เป็นน้องหรือเปล่า คือมันประทับใจ และคิดว่าชาตินี้ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกันไม่ได้ กลับไปเมืองไทย ไปขอภรรยาตัวเองว่า ขอมีอีกคนหนึ่ง ภรรยาเงียบ ไม่ได้พูดอะไร ขณะที่ตอนที่คุยกับผู้หญิงคนนั้นก็ยังบอกไปเลยว่า ผมมีภรรยา มีลูกแล้วนะครับ ก็ยังเป็น เห็นไหม นี่คืออะไรล่ะ

ดีที่ทั้งสองคนไม่ยอมผิดศีลห้า แต่ใกล้ชิดกันมีความสุข ถูกเนื้อถูกตัวมีความสุข คือไปไหนก็เกาะแขนกัน มีความสุขมาก อยู่ดีๆ วันหนึ่งปึ๊ง มันหยุดไปเฉยๆ ไอ้ความรู้สึกมันหายไปเลย พอเจอกันก็เหมือนเป็นญาติกัน คือวิบากกรรมมันจบอยู่แค่นั้น ปัจจุบันครอบครัวเขาก็อยู่กันปกติ แต่ช่วงนั้นเขาบอกอาตมาว่ามันทรมานมาก

 

กายใจ : คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกกับกฎแห่งกรรมว่ามีจริงใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ประสงค์ : น้องแม่ของอาตมา เมื่อก่อนไม่เคยสนใจบาปกรรม โยมพ่ออาตมาชอบทำหนังสติ๊กให้เล่น ทำที่ตกปลาให้เล่น แล้วน้าเจอลูกนกตกอยู่ที่พื้น จับขึ้นมาดูเห็นขามันหักอยู่ มองไปมองมาจะทำอย่างไรดี มองขึ้นไปบนต้นไม้เห็นรังนก แกก็เลยปีนขึ้นไปวาง พอเอาขึ้นไปก็เจอลูกนกอีกตัวหนึ่ง ก็เอ๊ะมีอยู่อีกตัว ไม่ได้คิดอะไรก็เอาไปวาง วางเสร็จกลับบ้าน สามสี่วันผ่านไป ก็เอ๊ะเป็นไงนะ ลูกนกโตหรือยัง แกเลยปีนขึ้นไปดู แล้วจับลูกนกมาดูก็ เอ๊ะ ตัวนี้ขาดีแสดงว่าไม่ใช่ จับอีกตัว เอ๊ะนี่ก็ขาดี อยากรู้นกรักษาขาอย่างไร แกก็เลยจับลูกนกหักขาทั้งสองข้างเลย แล้วปล่อยไว้ในรัง พอกลับบ้านข้ามถนนโดนรถชนเปรี้ยงขาหักจนถึงปัจจุบันนี้ โชคดีที่ขาหักข้างเดียว หลังจากนั้นแกก็เลยไม่กล้าทำอย่างนี้อีก

แต่กรรมมันไม่ได้เห็นทันตาอย่างนี้ทุกคนไป และไม่สามารถพิสูจน์ได้ คนก็เลยไม่เชื่อ แต่ถ้าคนเขาเคยเจอเรื่องกรรมตรงนี้ปั๊ป เขารู้เลย

กายใจ : ยิ่งปัจจุบันคนชอบเพ่งโทษ และมองว่าความผิดอยู่ที่คนอื่นใช่ไหม

พระอาจารย์ประสงค์ : หลายคนว่าคนไม่ค่อยมองว่าปัญหาทุกอย่างมีเหตุ-ปัจจัย และอาจมาจากตัวเอง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากทัศนคติของคนที่ชอบจับผิดกัน ชอบเพ่งโทษ คือ มองแต่ในแง่ร้าย วิธีการแก้ก็คือ ให้เปลี่ยนจากจับผิดเป็นจับถูก เปลี่ยนจากเพ่งโทษเป็นเพ่งคุณ ตั้งชมรมชมกันเองบ้าง ครอบครัวก็จะน่าอยู่ ที่ทำงานก็น่าทำ จิตใจเราก็จะมีความสุข

ตอนนี้รู้สึกว่าดัชนีความสุขในใจคนมันหายไป เราต้องมองให้เห็นว่า เพราะชีวิตคนมันสั้น แค่ลมหายใจเข้าออกนี่เอง ถ้าหายใจเข้าไม่ออกก็ตาย หายใจออกไม่เข้าก็ตาย วันๆ หนึ่งคนมันตายแปดร้อยกว่าคนทุกวัน ตอนนี้ที่เราไม่รู้สึกอะไร เพราะเราไม่ได้เข้าไปร่วมในการตายในนั้น ไม่มีญาติที่ตาย พอวันไหนที่ญาติเราตายเราก็วูบทีหนึ่ง เราต้องพิจารณาตรงนี้ให้มากๆ

เราต้องมองให้ออก ปัญหาระดับประเทศอย่างเช่น อาร์เจนติน่า ล้มเหลวเพราะอะไร เขมรล้มเหลวเพราะอะไร เกาหลีล้มเหลวเพราะอะไร เพราะการทะเลาะกันในประเทศชาติ เราสามารถที่จะเอาความผิดพลาดของคนอื่นมาพัฒนาตนเองโดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปผิดพลาดเอง แต่ตอนนี้ รู้สึกว่า เรากำลังเริ่มหลงทางกัน เราใช้สื่อสาธารณะกันไปในทางเพ่งโทษกันเองมาก ถ้าเราหันกลับมาดูตัวเรา เราจะเพ่งโทษคนอื่นน้อยลง แต่ก็ยังโชคดีว่าบางคนยังมีปัญญาที่จะเข้าใจในสิ่งนี้อยู่
เข้าพรรษาแล้วปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันอย่างไรดี ทำศีลห้าให้บริสุทธิ์ก็ปิดอบายภูมิแล้ว

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 4 สิงหาคม 2556

Advertisements

พุทธชยันตีที่ ‘ใจ’

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ

เรื่อง : พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วิสัชนาถึงเส้นทางชนะกิเลสมารในยุคดิจิทัลได้อย่างไร คำถามที่พุทธศาสนิกชนครุ่นคิดอยู่ทุกลมหายใจ ถึงแม้ว่าจะผ่านเดือนวิสาขปุณณมี วันสำคัญ 4 มิถุนายน วันแห่งการชนะมารของพระพุทธเจ้า

“ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร โลภะ โทสะ โมหะ คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัท และภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้…” คำตอบจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ทำให้เราเกิดความกระจ่างขึ้นอีกระดับหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด

2600 ปี พุทธชยันตี พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสมารอย่างสิ้นเชิง มีการเฉลิมฉลองใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา วันนี้ วิสาขปุณณมีเพิ่งล่วงไปไม่นานนัก แต่เราไม่น่าจะหยุดการระลึกถึงวันนี้เพียงช่วงเวลานั้น และสิ่งใดที่เราควรจะระลึกถึงและน้อมนำมาปฏิบัติให้มากที่สุดในวาระนี้ เราจึงธรรมวิจัยเล็กๆ สุ่มขอคำถามจากเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊ค รวบรวมที่คล้ายกันและต่างกันมาได้ 10 คำถาม นิมนต์พระอาจารย์เมตตาตอบ และขอเชิญทุกท่านร่วมพิจารณาใคร่ครวญธรรมไปด้วยกัน…

ปุจฉา : 1. พุทธชยันตีคืออะไร มีดีอย่างไร ชยันตี แปลว่าอะไร เป็นพุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติตนอย่างไรกันบ้าง เพื่อเป็นชาวพุทธที่แท้จริง มากกว่าเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน

วิสัชนา : “พุทธชยันตี” ตามรูปศัพท์หมายถึงชัยชนะของพระพุทธเจ้า ความหมายเฉพาะก็คือ งานเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พุทธชยันตี 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2500 ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานครบ 2,500 ปี ล่าสุดก็คือ พุทธชยันตี 26 ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ในโอกาสเช่นนี้ชาวพุทธควรเฉลิมฉลอง มิใช่ด้วยอามิสบูชา หรือบูชาพระองค์ในฐานที่ทรงเป็นมหาบุรุษหรือพระบรมศาสดาเท่านั้น หากยังควรบำเพ็ญปฏิบัติบูชา คือ ปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งการรักษาศีล การเจริญสมาธิและปัญญา เพื่อให้ชีวิตของเราแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับคำสอนของพระองค์ จะทำเช่นนั้นได้เราควรศึกษาทำความเข้าใจคำสอนของพระองค์ให้ถ่องแท้ อย่างน้อยก็รู้ว่าพระองค์ตรัสรู้อะไร และสิ่งที่ตรัสรู้นั้นมีความสำคัญต่อเราอย่างไร ทั้งนี้จะช่วยให้การเป็นชาวพุทธของเรามีคุณค่ามากขึ้น คือ ไม่ได้เป็นชาวพุทธตามประเพณี แต่เป็นชาวพุทธด้วยความตระหนักชัดว่า คำสอนของพระพุทธองค์สามารถชี้นำกำกับชีวิตของเราให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง เจริญงอกงาม และบังเกิดความผาสุก

ปุจฉา : 2. พระพุทธเจ้าทรงชนะกิเลสอะไรบ้างในคืนวิสาขะ

วิสัชนา : กิเลสที่ทรงชนะในคืนวันวิสาขะเมื่อ 2,600 ปีที่แล้ว คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันเป็นผลมาจากทรงเกิดญาณหยั่งรู้ในธรรม คือเห็นว่าสิ่งทั้งปวงตกอยู่ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นตัวตนอันสามารถยึดติดถือมั่นได้เลย ทำให้กิเลสไม่มีที่ตั้งอีกต่อไป เป็นเหตุให้พระองค์สิ้นทุกข์ เข้าถึงพระนิพพาน คือความสงบเย็นอย่างแท้จริง

ปุจฉา : 3. เมืองพุทธในต่างประเทศมีการฉลองอย่างไรบ้าง ที่ไหน ทำอะไร สำคัญอย่างไร

วิสัชนา : เท่าที่ทราบศรีลังกา พม่าก็มีการจัดงานพุทธชยันตีเช่นกัน แต่เขาจัดเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากนับพุทธศักราชเร็วกว่าของไทย 1 ปี อย่างไรก็ตาม ควรทราบด้วยว่า เมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานครบ 2,500 ปี ก็เคยมีการจัดพุทธชยันตีในนานาประเทศมาแล้วเมื่อปีพ.ศ. 2499 และ 2500

ปุจฉา : 4.เหตุใดนัยแห่ง “การตรัสรู้” ของพระพุทธองค์ในวันวิสาขบูชา จึงมีความสำคัญสูงกว่าการประสูติและปรินิพพานซึ่งเป็นวันเดียวกันในวันวิสาขบูชาของทุกปี ทำบุญในวาระนี้ จะช่วยให้ได้บุญมากกว่าไหม

วิสัชนา : การประสูติและปรินิพพาน แม้เป็นเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ และสามารถเตือนใจให้ชาวพุทธได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต ที่ทุกคนต้องประสบ ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธองค์

แต่การตรัสรู้ของพระองค์นั้น มีความสำคัญยิ่งกว่า ก็เพราะสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นไม่ใช่สิ่งลี้ลับ แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และปฏิบัติได้ อันได้แก่อริยสัจสี่ โดยเฉพาะมรรคมีองค์ 8 นั้น เป็นระบบปฏิบัติที่ชัดเจนที่หากปฏิบัติแล้วย่อมช่วยให้พ้นทุกข์ได้

การรู้เพียงแค่ว่าพระพุทธองค์ประสูติและปรินิพพานนั้น ยังไม่เป็นประโยชน์มากสำหรับชาวพุทธมากเท่ากับการรู้ว่าพระพุทธองค์ตรัสรู้อะไร ด้วยเหตุนี้การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ จึงมีความสำคัญสำหรับชาวพุทธที่มุ่งพ้นทุกข์ หรือเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ มากกว่าการประสูติและปรินิพพานของพระองค์

ส่วนคำถามที่ว่าทำบุญในวันวิสาขะหรือในเทศกาลพุทธชยันตีจะได้บุญมากกว่าหรือไม่ คำตอบก็คือ บุญจะได้มากหรือน้อย ไม่ได้อยู่ที่เวลาและสถานที่ แต่อยู่ที่ใจของผู้ทำเป็นสำคัญ คือ ทำด้วยเจตนาที่มุ่งลดละ หรือด้วยจิตที่เป็นกุศล นอกจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับประเภทของบุญด้วย เช่น บุญที่เกิดจากการถวายทาน ย่อมน้อยกว่าบุญที่เกิดจากการรักษาศีลและสมาธิภาวนา เป็นต้น

ปุจฉา : 5. ชาวพุทธมีแนวการปฏิบัติธรรมที่หลากหลาย พระอาจารย์เมตตาแนะนำหนทางปฏิบัติหนึ่งเดียวที่สำคัญของทุกคน

วิสัชนา : แนวทางปฏิบัติที่เป็นสากลและเหมาะสำหรับชาวพุทธทุกคนก็มีอยู่แล้ว นั่นคือ มรรคมีองค์ 8 ซึ่งบางทีก็เรียกว่า ทางสายกลาง แต่ในขั้นการปฏิบัติของแต่ละคน หรือแต่ละท้องถิ่น หรือแต่ละวัฒนธรรม มักมีจุดเน้นหรือรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ก็มีวิธีการที่หลากหลายมาก เฉพาะฝ่ายเถรวาทมีการจำแนกออกเป็น 40 วิธี

อย่างไรก็ตามแนวทางการปฏิบัติทั้งหมดนี้ หากสรุปย่อ ๆ ก็ได้แก่ ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ใครถนัดหรือพร้อมข้อไหนก็ทำข้อนั้นไปก่อน ไม่จำเป็นต้องทำเหมือน ๆ กัน เพราะมนุษย์เรานั้นมีความพร้อม ความถนัด แตกต่างกัน แม้แต่ศีล บางคนก็ขอทำแค่ศีล 5 ก่อน แต่บางคนมีศรัทธามากก็สมาทานศีล 8 บางคนทำได้มากกว่านั้นก็สมาทานศีล 10 ดังนั้นความแตกต่างหลากหลายจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ปุจฉา : 6. ทำไมพระพุทธเจ้าชอบนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ทำไมไม่นั่งที่ต้นไม้อื่น

วิสัชนา : ที่จริงพระพุทธองค์ไม่ได้นั่งปฏิบัติใต้ต้นโพธิ์ต้นเดียว เช้าวันที่ที่พระองค์จะตรัสรู้ ก็ทรงนั่งอยู่ใต้ต้นไทร เป็นเหตุให้นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแก่พระองค์ และเมื่อตรัสรู้แล้วก็ทรงไปประทับที่ใต้ต้นไทร ใต้ต้นจิก (มุจลินท์) ใต้ต้นเกด (ราชายตนะ) แห่งละ 7 วัน

ปุจฉา : 7. พระพุทธองค์ทรงชนะมารดับทุกข์ได้สิ้นเชิง ในภาวะสังคมที่ต่างจากยุคปัจจุบันมาก ในยุคนั้นเป็นยุคเกษตรกรรม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังมีข้อจำกัด และความซับซ้อนน้อย เมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน ซึ่งก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี ดงกิเลส เครื่องยั่วยุทางจิต และความคิดมีมากมายมหาศาล การเอาชนะมารในยุคนี้ มีเครื่องมือพิเศษอะไรไหมที่อาจารย์จะแนะนำ

วิสัชนา : มนุษย์ยุคนี้แม้มีความสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังมีความทุกข์ใจไม่น้อยกว่าคนสมัยก่อน อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรู้เรื่องภายนอกมากกว่าจิตใจของตัว และมีปัญหาความสัมพันธ์มากกว่าคนแต่ก่อน

อย่างไรก็ตามความทุกข์ใจของคนในยุคปัจจุบันอาจจะแตกต่างจากสมัยก่อนบ้าง เช่น มีความแปลกแยกกับตัวเอง และรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย

สำหรับคำถามเรื่องการเอาชนะมาร ซึ่งคงหมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ โดยหลักการแล้ว ไม่มีอะไรแตกต่างจากสมัยพุทธกาล เครื่องมือที่ใช้ก็หนีไม่พ้นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งแต่ละคนต้องปฏิบัติเอง ไม่มีใครมาทำให้

อีกทั้งไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่จะช่วยให้ชนะมารได้อย่างรวดเร็ว นอกจากการวางใจให้ถูกต้อง จะว่าไปแล้ว บางครั้งเทคโนโลยีอาจเป็นตัวหน่วงเหนี่ยวให้เกิดผลช้าลง เช่น การฟังซีดีธรรมะ แต่ไม่นำธรรมะไปใช้ในชีวิตและการงาน

หลายคนพบว่า การฟังเทศนาทางวิทยุหรือโทรทัศน์ สู้การฟังครูบาอาจารย์เทศน์ต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ก็ไม่สามารถแทนการปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ตัวต่อตัวได้ เช่นเดียวกับ เรียนหนังสือแบบออนไลน์หรือผ่านแทบเล็ต สู้เรียนกับครูบาอาจารย์ในชั้นเรียนไม่ได้

อย่างไรก็ตาม “เครื่องมือ” ที่น่าสนใจ ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือองค์กร ในสมัยพุทธกาล เครื่องมือสำคัญของพระพุทธองค์ในการสู้กับมาร คือ คณะสงฆ์ซึ่งมีทั้งภิกษุบริษัทและภิกษุณีบริษัท แต่สมัยปัจจุบัน อุบาสกบริษัทและอุบาสิกาบริษัท มีความสำคัญอย่างมาก การจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ให้เข้มแข็ง จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาในการเอาชนะมารทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมได้

ในหลายประเทศ ธรรมะเผยแพร่ได้กว้างไกลและเปลี่ยนชีวิตของผู้คน เพราะมีการจัดองค์กรฝ่ายคฤหัสถ์ได้อย่างเข้มแข็ง มีการส่งเสริมทั้งด้านการศึกษา ปฏิบัติ และเผยแผ่ โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวช่วย เช่น สถานีโทรทัศน์ เว็บไซต์ และไอทีต่าง ๆ
ขณะเดียวกันการปฏิรูปคณะสงฆ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะตอนนี้อ่อนแอ ซวนเซมาก จนนอกจากจะเผยแผ่พระศาสนาไม่ค่อยได้ผลแล้ว ยังเป็นปัจจัยในการกัดกร่อนศรัทธาของญาติโยม การปฏิรูปคณะสงฆ์ควรทำทั้งในด้านการปกครองและการศึกษา และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การฟื้นภิกษุณีบริษัทขึ้นมา ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง เพราะจะช่วยเป็นกำลังในการเผยแผ่ธรรมแก่อุบาสิกาได้เป็นอย่างดี

ปุจฉา : 8. สมมติ ว่า พระพุทธองค์เกิดมาตรัสรู้ในยุคนี้ ท่านคิคว่าอะไรเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ที่พุทธองค์จะทรงยื่นมือเข้าแก้ไข…(ตัวอย่างเช่นในยุคของท่าน เรื่องของชนชั้น ที่เป็นปัญหา)..”

วิสัชนา : ปัญหาใหญ่ประการแรกได้แก่ ความลุ่มหลงในวัตถุอย่างหนัก ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย จนยุคนี้ได้ชื่อว่ายุคบริโภคนิยม ความหลงในวัตถุดังกล่าว เป็นที่มาของอาชญากรรมซึ่งเกิดขึ้นไปทั่ว

รวมทั้งการคอร์รัปชัน การเอารัดเอาเปรียบจนเกิดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างกว้างขวาง และการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างหนักจนเกิดวิกฤติ ยังไม่ต้องพูดถึงความร้าวฉานภายในครอบครัวและปัญหาเยาวชน

ประการต่อมาได้แก่ ความรังเกียจเดียดฉันท์ด้วยเหตุผลทางด้านศาสนา ภาษา ผิวสี และอุดมการณ์ ซึ่งนำไปสู่ การข่มเหงคะเนงร้าย ความรุนแรง สงคราม และการก่อการร้าย ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกขณะนี้

ประการที่สาม ก็คือ ความติดยึดในตัวตน ซึ่งระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน อันเป็นผลจากทัศนะปัจเจกนิยมแบบสุดโต่ง จนเกิดปัญหาตัวตนมากมาย อาทิ ความรู้สึกแปลกแยกกับตนเอง ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ความซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาโรคจิต โรคประสาท การติดยา และการฆ่าตัวตาย ยังไม่ต้องพูดถึงความเห็นแก่ตัวอย่างหนัก เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ไยดีกับพันธะทางสังคม หรือความผูกพันภายในครอบครัว

ปัญหาเหล่านี้จะว่าไปก็คือ ปัญหาจากตัณหา ทิฏฐิ มานะ ซึ่งเป็นที่มาแห่งความทุกข์ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย

ปุจฉา : 9. ถ้าจะให้เข้าถึงแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด สิ้นกรรม สิ้นทุกข์ พุทธบริษัทชาวไทยทั้งสี่ควรปรับปรุงแก้ไขอะไร อย่างไรบ้าง

วิสัชนา : สิ่งที่พุทธบริษัทไทยควรทำ ก็คือ ศึกษาพระธรรมคำสอนให้เข้าใจ ไม่ใช่นับถืออย่างงมงาย หรือนับถือพระรัตนตรัยในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยป้องกันอันตรายหรือทำให้มั่งคั่งร่ำรวยได้

พึงตระหนักว่าการนับถือพระรัตนตรัยที่แท้นั้น ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจในอริยสัจสี่ ดังมีพุทธพจน์ว่า “ผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจสี่…นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้วย่อมพ้นจากทุกข์ได้”

เมื่อเข้าใจแก่นแท้ของคำสอนแล้ว ก็ปฏิบัติด้วยตัวเอง โดยมุ่งลดละความเห็นแก่ตัว หรือลดละตัวตน มิใช่ปฏิบัติเพื่ออยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ หรือยิ่งปฏิบัติ ยิ่งเห็นแก่ตัว ไม่มีน้ำใจให้แก่ผู้อื่น ทั้งนี้โดยอาศัยหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา
ถึงที่สุดการหลุดพ้นจากกิเลสหรือการสิ้นทุกข์จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะปฏิบัติธรรมจนเกิดปัญญา เข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สิ่งที่เป็น “ตัวกู ของกู” นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นมายาภาพที่ถูกปรุงแต่งด้วยความหลง เมื่อเกิดปัญญาจนหลุดพ้นจากความหลงหรืออวิชชาได้ จึงจะเป็นอิสระจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง

ปุจฉา : 10. การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีอย่างไม่รู้ (อวิชชา) จะส่งผลให้ความเข้าใจในแก่นธรรมผิดเพี้ยนไปหรือไม่ อย่างไร เห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วก็มีใหญ่ ใหญ่กว่า และใหญ่ที่สุดของโลกมาให้คนกราบไหว้ โดยอ้างว่าเพื่อให้ถึงธรรม จริงๆ เป็นข้ออ้างของศาสดาองค์ใหม่ที่ชื่อ วัตถุนิยมหรือไม่ พุทธศาสนาในอนาคต จะเป็นอย่างไร

วิสัชนา : การเฉลิมฉลองพุทธชยันตีนั้น ควรเป็นไปเพื่อดึงคนเข้าหาธรรม เกิดความใส่ใจที่จะศึกษาและปฏิบัติให้เห็นผลด้วยตนเอง คือ ความทุกข์เบาบาง ความเห็นแก่ตัวลดลง แต่หากมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นการพาคนไปหลงติดวัตถุมากขึ้น ตามค่านิยมปัจจุบันที่เน้นการเฉลิมฉลองด้วยวัตถุ ซึ่งก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองอย่างมาก หาไม่ก็อาจใช้โอกาสนี้ประกาศความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ซึ่งเท่ากับเป็นการเสริมสร้างความหลงตัวลืมตน หรือเพิ่มพูนมานะให้มากขึ้น

 

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 กรกฎาคม 2555

อานาปานสติกู้โลก พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

สมัยพุทธกาล ถ้าใครถามว่าพระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ท่านตอบว่าเจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติเพื่อดับกิเลส

2600 ปี ชัยชนะแห่งมหาบุรุษเอกของโลกที่สามารถมีชัยเหนือกิเลสมารทั้งปวง เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงอยู่ทุกขณะจิตคงไม่มีใครเกินไปกว่าพระพุทธเจ้า ประทีปแห่งทวีปเอเชียเป็นแน่

ในปีแห่งการเฉลิมฉลองวันตรัสรู้ หรือวันเกิดใหม่จากเจ้าชายสิทธัตถะสู่การไม่เป็นอะไรอีกแล้ว น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เราควรมาย้อนรอยศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางของท่านว่า อะไรเล่า ที่ทำให้บุรุษผู้หนึ่งสามารถลาออกจากวัฏสงสาร กรงขังจิตวิญญาณมนุษย์มานับไม่ถ้วนอสงไขยได้ แม้รายการแฟนพันธุ์แท้ได้แข่งขันตอบปัญหา “พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร” กันไปแล้วก็ตามที แต่หัวใจหรือวิธีการที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น สำคัญไม่น้อยไปกว่า

ในช่วงที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ร่วมกันจัด “เที่ยวทั่วไทย หัวใจถึงธรรม” ขึ้น และพาลูกทัวร์ไปปฏิบัติธรรมกันที่วัดสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมี พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นเจ้าอาวาส ท่านได้เมตตาตอบคำถามมากมายหลังการปฏิบัติธรรมไปสองวันอย่างละเอียดเกี่ยวกับหนทางในการดับทุกข์

มากไปกว่านั้น ด้วยความเป็นห่วงเด็กรุ่นใหม่ที่กำลังถูกดูดวิญญาณโดยเครื่องล่อสารพัด อันมีเทคโนโลยีเป็นสื่อ ท่านจึงคิดตั้ง “สถาบันอานาปานสติ” ขึ้นมา เพื่อให้ชาวไทยและชาวโลกได้มาศึกษาธรรมวิจัย สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เป็นเครื่องมือประหารกิเลส เมื่อสองพันกว่าปีก่อนด้วยตนเอง

ท่านเล่าว่า แนวคิดนี้มีมานานแล้ว เมื่อมีโยมถวายที่ดินประมาณ 1,000 ไร่ บริเวณกิโลเมตรที่ 17 .5 ซึ่งอยู่ติดกับ วัดหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (วัดเสือ) จึงรับไว้ในนามมูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก และเริ่มต้นโดยการปลูกป่าให้สมบูรณ์ก่อน ปัจจุบันมีเก้ง หมูป่า และสัตว์ป่าต่างๆ มาอยู่แล้ว จากนั้นตั้งใจรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอานาปานสติให้สมบูรณ์ โดยมีหอจดหมายเหตุพุทธทาส ฯ มาช่วยรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับอานาปานสติทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทุกคนได้มาศึกษากัน

“อาจารย์เองศรัทธาในอานาปานสติสูตร แล้วก็สอนเรื่องนี้ด้วย จึงอยากให้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับครูบาอาจารย์ต่างๆ ศึกษาปริยัติแล้วก็ปฏิบัติในป่า ใครสนใจก็มาปฏิบัตินี่แหละ อานาปานสติ เข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด อาจารย์เองก็เลยอยากจะทำสถานที่ไว้วิเคราะห์ วิจัย และปฏิบัติ จะทำมีห้องสมุดใหญ่ ๆ มีการอบรม มีการปฏิบัติ มีการเสวนา นี่คือสถาบันอานาปานสติ”

สำหรับปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า ยังไม่มีอะไร มีพระปักกลดอยู่สองรูป แถวนั้นชาวบ้านมีการเผาถ่าน เงินได้ไม่เท่าไหร่ แต่ป่าหมด

“อาตมาจะเข้าไปหยุดตัดป่า 5 ปี เมื่อป่าจะสมบูรณ์ขึ้น ทำระบบน้ำให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่กี่ปีก็น่าอยู่ ทุกคนก็มาปฏิบัติได้”

หลังจากที่ท่านเล่าถึงอนาคตของสถาบันอานาปานสติ ที่จะมาเกื้อกูลชาวไทยและชาวโลกได้ศึกษากัน ก็มีคำถามมากมายจากผู้ปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า อานาปานสติ มีอานิสงสเพียงใดในการดับทุกข์ทางใจให้กับมนุษยชาติ

ปุจฉา : อยากให้ครอบครัวไปปฏิบัติธรรม แต่ไม่ยอมมาจะทำอย่างไรดีคะ
วิสัชนา : เอาหนังสืออาจารย์เล่มเล็กๆ ไปไว้ที่บ้าน เมื่อไม่กี่วัน มีจดหมายฉบับหนึ่งมา เขาบอกว่า มาปฏิบัติธรรมที่นี่ ลูกสาวอยากจะมา แล้วซื้อหนังสืออาจารย์ไปหลายเล่ม อ่านๆ ไม่น่าเชื่อว่า เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้น แต่ก่อนใจร้อนมาก มีคนหนึ่ง สามีไปมีเมียน้อย อยากจะฆ่าผู้หญิงคนนั้น แต่เขาก็หลบหนีได้ สามปีก่อน ก็จะขับรถไปชนให้เขาพิการ แต่เขาก็หลบหนีไปก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่น่าเชื่อ ใจเย็น อ่านหนังสืออาจารย์แล้วใจเย็น ระวังตัวนะ ใครเป็นเมียน้อยของผู้ชายคนนี้ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

มีอีกคนหนึ่ง เคยคิดฆ่าตัวตาย เจอหนังสืออาจารย์ อ่าน เปลี่ยนความคิด หยุดฆ่าตัวตาย มีอีกคนหนึ่งเหมือนกัน อยากจะฆ่าแฟนกับผู้หญิงคนใหม่ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีครอบครัวอยู่แล้ว แต่ครอบครัวตัวเองมีปัญหาจึงไปคบกับผู้ชายคนหนึ่ง ที่อายุน้อยกว่าตัวเองเยอะๆ ทีนี้ ผู้ชายเขาบอกว่า อยากมีชีวิตปกติ อยากแต่งงานกับผู้หญิงวัยเดียวกัน อายุประมาณ 30 ปี เพราะพ่อแม่อยากให้มีครอบครัวแล้ว ผู้ชายอายุ 30 กว่านิดหน่อย อยากแต่งงานแล้วก็คบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ฝ่ายผู้หญิงที่คบกับเขาอายุเยอะกว่า ทำใจไม่ได้

แต่เจอหนังสืออาจารย์ แล้วตามมาหาถึงวัด ถือปืนมาหา อาตมาก็ถาม เอามาจากไหน เขาบอก ซื้อมาหลายหมื่นบาท ลงทะเบียนถูกต้องมาด้วยนะ ติดคุกอะไรก็ไม่เสียดาย มาเล่าให้ฟังว่า เขาวางแผนจะฆ่าอย่างไร โชคร้าย มีหนังสืออาจารย์มิตซูโอะ ใจมันก็เปลี่ยน ไม่ฆ่าดีกว่า คิดใหม่ ไม่ฆ่า จากนั้นทั้งคู่ก็มาปฏิบัติธรรมที่นี่ เข้าใจกัน

มีคนป่วยทางจิตจากจังหวัดตรัง เขียนจดหมายมาถามเรื่องการปฏิบัติธรรมกับอาจารย์ ก็เลยส่งหนังสือเกี่ยวกับอานาปานสติไปให้ ผ่านไปสามเดือน เขาเขียนจดหมายมาบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่า อานาปานสติ เปลี่ยนชีวิตของผมไปถึงขนาดนี้ ผมเคยเป็นโรคประสาทมา 7 ปี ต้องอาศัยหมอจิตเภทให้กินยามา 7 ปี ตั้งแต่อ่านหนังสืออาจารย์ ฝึกอานาปานสติ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ไม่ต้องกินยาอยู่ได้ เจ้านายพาไปทำงานต่างประเทศ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินยาแล้ว อ่านหนังสือแล้วก็ฝึกอานาปานสติ โรคประสาท 7 ปี หาย ลักษณะอย่างนี้มีไม่น้อย

ปุจฉา : มีภรรยาแล้ว ชอบคนอื่นอีก เขาก็ชอบเรา ทำอย่างไรดีครับ
วิสัชนา : ทำอย่างไรดีหนอ กาย วาจา ใจ ตั้งมั่นอยู่ในศีล 5 คบกับแบบกัลยาณมิตร หรือ เป็นพี่น้องกัน อย่างนั้นก็พออนุโลมได้

ปุจฉา : ถ้าเราเจอสิ่งที่ต้องโกรธ จะทำจิตอย่างไรคะ
วิสัชนา : เริ่มต้น เราก็ห่างๆ จากปัญหาแล้วเราก็ต้องศึกษา ซื้อหนังสือ “เหตุผลความโกรธไม่มีในโลก” 10 บาท อ่าน ถ้าเราเข้าใจกฎแห่งกรรมแล้ว จะเข้าใจว่า อดีตเป็นเหตุ ปัจจุบันเป็นผล ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

เราอาจจะรู้สึกว่า เขาทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก จริงๆ แล้ว นั่นคือวิบากกรรมของตัวเองกันทั้งนั้น เราก็รีบศึกษากฎแห่งกรรม แล้วก็พยายามอบรม คิดดี คิดถูก ยอมรับความจริง ให้กำลังใจนี้กับตัวเอง เวลาจะโมโห ก็เมตตาตัวเอง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความรักเสมอตนไม่มี ตัวเองนั้นแลน่ารักที่สุด ธรรมชาติของจิต ธรรมชาติของเราทุกคนเป็นประภัสสร ผ่องใส โดยธรรมชาติ เราต้องรู้จักฝึกเมตตาตัวเอง ให้คิดดี คิดถูก ให้หนักแน่น ค่อยๆ ฝึก ในที่สุด พอเราต้องเข้าไปหาปัญหา เราก็ทนได้ รอได้ ด้วยใจดี ทุกสถานการณ์

ปุจฉา : พระอาจารย์มีเคล็ดลับ หรือวิธีในการเอาชนะความง่วง ในการปฏิบัติธรรมไหมครับ
วิสัชนา : 1. ห้ามหลับตา 2. กำหนดท่านั่ง ดูความรู้สึกง่วงนอนที่กาย ใจไม่ต้องกำหนด ปล่อยสบายๆ   การกำหนดที่กายคือ ดูอิริยาบทใหญ่ ถ้าง่วงนอน ก็กัดฟัน

พระพุทธเจ้าสอนพระโมคคัลลานะ ตอนที่ปรารถความเพียรอยู่ วันที่ 8 ง่วงนอนสัปหงก พระพุทธเจ้าตรวจดูจิตของพระโมคคัลลานะว่าสามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ พระพุทธเจ้าก็สอนวิธีแก้ง่วงนอนให้ อธิบายว่า ง่วงนอนคือ จิตจมลงในสัญญาขันธ์ ฉันจึงง่วงนอน วิธีแก้ง่วงนอน คนเจริญวิปัสสนากรรมฐานต้องยกจิตให้อยู่เหนือสัญญาขันธ์ ให้มีสติสัมปชัญญะ ให้มีความรู้ตัว ตั้งสติระลึกถึงความรู้สึกง่วงนอน ให้สติตื่นตัว

ถ้าไม่หาย พระพุทธเจ้าให้ยกธรรมะขึ้นมาพิจารณา   ถ้าไม่หายอีก ก็สวดมนต์ สาธยายธรรมะ    ถ้าไม่หาย ก็กระกระตุ้นประสาทตัวเอง ดึงผมตัวเองก็ได้    ถ้าไม่หาย ก็นึกถึงกลางแจ้ง พระอาทิตย์สว่างอยู่ตรงหน้า    ถ้าไม่หายก็ลุกขึ้นเดินจงกรม   แต่ถ้าง่วงที่สุดแล้ว ทำทุกอย่างแล้ว นั่งหลับก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ลงโทษ

ปุจฉา : มีอาชีพขายเนื้อสัตว์ ถ้าเราระลึกถึงการกระทำที่ไม่ดี แล้วไม่สบายใจทำอย่างไรครับ
วิสัชนา : เมื่อเราระลึกถึงการกระทำใดแล้วไม่สบายใจ ก็เป็นบาป ถ้าไม่เป็นชาวพุทธอาจจจะมองการฆ่าสัตว์เป็น

อาหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเป็นชาวพุทธ เราต้องพิจารณาว่า อะไรที่เบียดเบียนสัตว์ ถ้าเปลี่ยนอาชีพได้ก็เปลี่ยน ดูความรู้สึกตัวเองว่า ถ้าไม่สบายใจก็ไม่ดี

ปุจฉา: ขอให้พระอาจารย์ช่วยสรุปอานาปานสติสั้นๆ ค่ะ
วิสัชชนา : อานาปานสติ 16 ขั้น พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสาวกก็ดี อยู่ด้วยอานาปานสติ เจริญอานาปานสติกันทั้งนั้น

สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าสอนลูกศิษย์ว่า ถ้าใครถามว่า พระสมณโคดมเจ้าทำอะไรอยู่ ต้องตอบว่า เจริญอานาปานสติ ผู้ที่ยังมีกิเลสก็เจริญอานาปานสติ เพื่อดับกิเลส คนที่หมดกิเลสแล้ว ก็เพื่อรักษาสติสัมปชัญญะ และมีความสุขในปัจจุบัน

อานาปานสติ พูดถึงคร่าวๆ บางครั้งเรียกว่า การเจริญสติปัฏฐานสี่ ทำให้จิตใจของเราบริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องรับการปฏิบัติสติปัฏฐานสี่เท่านั้น ซึ่งอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 ตั้งแต่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา จนถึงวันสุดท้ายของการปรินิพพาน พระพุทธเจ้าแสดงธรรมว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ไม่ปราศจากพระโสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ ใน 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่ออกจากอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าย่อลงมาก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ทีนี้ โครงสร้างของอานาปานสติ 16 ขั้น ในสติปัฏฐานสี่เป็นอย่างไร  ขั้นที่ 1-4 เป็นหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าปฏิบัติถูกต้อง ก็รู้เห็นตามความเป็นจริงของร่างกายนี้ว่า กายนี้ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ตัว สักแต่ว่ากาย นี่คือการเจริญอานาปานสติ 4 ขั้นแรกในหมวดกาย สติ ระลึกถึงลมหายใจเข้า หายใจออก จนไม่มีลมหายใจปรากฎ ไม่มีร่างกาย เมื่อออกจากสมาธิแล้ว ลมหายใจปรากฏขึ้น เราก็พิจารณาลมหายใจจนรู้เห็นตามความเป็นจริงว่า กายก็สักแต่ว่ากาย เพื่อจะละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส

ขั้นที่ 5-8 เป็นหมวดเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 9-12 เป็นหมวดจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ขั้นที่ 13-16 ก็เป็นหมวดธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งสี่หมวด คือ กาย เวทนา จิต ธรรมะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ ว่า การเจริญอานาปานสติ มีผลใหญ่ มีอานิสงค์ใหญ่ เราสามารถ เจริญสติปัฏฐานสี่ได้ การเจริญสติปัฏฐานสี่สมบูรณ์ทำให้เกิด โพชฌงค์ 7 เมื่อโพชฌงค์ 7 สมบูรณ์ ก็เข้าถึงวิชชา และวิมุตติ คือ จิตใจหลุดพ้นเข้าถึง โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์

อานาปานสติทั้ง 16 ขั้น กาย เวทนา จิต ธรรมะ เมื่อเราจัดเป็นลงมาเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ขั้นที่ 1-2 เป็นศีลสิกขา ชั้นที่ 3-4 เป็นสมาธิสิกขา ขั้นที่ 5-16 เป็นปัญญาสิกขา และเมื่ออธิบายในภาควิปัสสนากรรมฐาน อานาปานสติขั้นที่ 1-4 เป็นสมถะกรรมฐานดยตรง ขั้นที่ 5-12 เป็นสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ขั้นที่ 13-16 เป็นวิปัสสนากรรมฐานโดยตรง เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โพธิปักขิยธรรม 36 ข้อสมบูรณ์ได้ด้วยอานาปานสติ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็สมบูรณ์

เพียงแค่ปฏิบัติอานาปานสติในขั้นที่1-2 มีสติอยู่ทุกลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างต่อเนื่อง เราจะพบกับความปกติของใจ ศีล คือ ปกติ หนักแน่น ไม่ยินดียินร้ายต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลมหายใจชัดเจนในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เมื่อเรามีลมหายใจชัดเจน จิตใจเราจะไม่อยู่ในอารมณ์ ขี้เกียจ กลัว น้อยใจ เสียใจ

อาจารย์มีความเห็นว่า มนุษย์ทุกคนควรมีสุขภาพจิตใจที่ดีด้วย ” อานาปานสติ” นี้เอง ไม่ต้องไปหาตัวช่วยข้างนอกเลย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 3 มิถุนายน 2555

.

Related link:

วัดสุนันทวนาราม พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดสุนันทวนาราม (สาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง)  เลขที่ 110 บ้านท่าเตียน ตำบล ไทรโยค จังหวัด กาญจนบุรี 71150  โทร. 087-045-7232

อบรมปฏิบัติธรรม “อานาปานสติภาวนา” – วัดสุนันทวนาราม กาญจนบุรี ประจำปี 2555

มูลนิธิพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  เลขที่ 3 ถ. กรุงเทพกรีฑา 20 แยก 7 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10240  โทร : 02-368-3991

โครงการปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสทรงพระชนมายุครบ 84 พรรษา (ศุกร์, เสาร์ , อาทิตย์) – อาคารมูลนิธิ กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับผู้สูงวัย (ส.ว.) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555 

โครงการปฏิบัติธรรมสำหรับเด็ก (อายุ 6-12 ปี) ณ อาคารมูลนิธิฯ  กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2555  สอบถามรายละเอียดได้ที่ โรงเรียนสยามสามไตร โทร.  02 311 0134 

http://www.facebook.com/Dhama4kids

บนเส้นทางธรรมะโอสถ พญ.อมรา มลิลา

ประชากรของประเทศไทย ๘๐ เปอร์เซ็นต์นับถือศาสนาพุทธ หลักศาสนาที่รับรู้แล้วเข้าใจง่ายสุดคือศีล ๕ นั้นเพราะแม้คนไม่ได้เข้าวัดเข้าวาก็รับรู้ได้ เพราะถูกสอนในโรงเรียนตั้งแต่เล็ก ๆ ขณะที่พุทธศาสนาขั้นสูงสุดคือการปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ เมื่ออดีตมองว่าเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์ไป  ปัจจุบันศาสตร์เรื่องฝึกสมาธิแล้วเกิดปัญญาทุกคนฝึกปฏิบัติได้และพิสูจน์แล้วว่าเรื่องนี้คือแก่นแท้ของพุทธศาสนาพร้อม ๆ กับต้องประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรมด้วย

บนเส้นทางสายธรรมะของ พญ.อมรา มลิลา อดีตกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้ได้รับรางวัลสตรีดีเด่นในพระพุทธศาสนา จากองค์การสหประชาชาติในวันสตรีสากลเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๙ ปัจจุบันในวัย ๗๘ ปีของ พญ.อมราใช้หลักธรรมมาเยียวยาผู้ป่วยระยะสุดท้ายแทนยา สอนให้ผู้ป่วยเรียนรู้เรื่องสติและสมาธิโดยใช้ประสบการณ์ธรรมะของตัวเองซึ่งศึกษามายาวนานกว่า ๓๐ ปี

ย้อนไปเมื่อ ๔๐ ปีก่อนเหตุการณ์ที่จุดประกายที่ทำให้ พญ.อมรารู้จักธรรมะอีกมุม เกิดขึ้นเมื่อครั้งได้รับทุนไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เหตุการณ์ครั้งนั้นเริ่มจากการถูกลองภูมิของเด็กนร.ฝรั่ง ที่คิดว่าคนเอเชียที่นับถือศาสนาพุทธต้องปฏิบัติสมาธิได้ทุกคน

พญ.อมรา เล่าว่า ตอนที่ไปเรียนที่เมืองนอกในโรงเรียนไฮสกูลในเมืองที่ไปเรียน เขาสอนให้เด็กทำสมาธิเพราะได้ผลประจักษ์ว่าคะแนนสอบปลายปีของเด็กที่ทำสมาธิจะดีกว่าเด็กที่ไม่ได้ทำสมาธิ โรงเรียนแห่งนี้ต้องการให้โรงเรียนมีชื่อเสียงติดอันดับโรงเรียนหนึ่งในสิบ เมื่อรู้ว่าเราเป็นชาวเอเชียมาขอร้องให้ไปสอนสมาธิให้กับเด็ก จึงบอกเขาไปว่าทำสมาธิไม่เป็นเขาก็ต่อรองว่าถ้าเช่นนั้นไปเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าให้ฟังก็ได้  จึงรับปากเพราะเรื่องนี้เคยร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กจำได้

“พอเราไปเล่าประวัติพระพุทธเจ้าไปสักช่วงหนึ่ง เด็กเขาอยากรู้เรื่องสมาธิ ก็ตั้งคำถามเขาฝึกสมาธิแล้วเหาะได้จริงหรือ เมื่อมาเล่าให้ครูและเพื่อนฟังก็หาว่าเขาคิดไปเอง  ถ้ามันเหาะได้จริงๆแล้วตกลงมาพิการแล้วใครจะเลี้ยง เพราะฉะนั้นอาจารย์มาวันนี้แล้วช่วยบอกว่าทำสมาธิแล้วเหาะได้จริง ๆ หรือเขาคิดไปเอง จริง ๆ แล้วพี่ทำสมาธิไม่เป็นแล้วพอถามอย่างนี้ พี่เหงื่อแตกท่วมตัวแม้แอร์จะเย็นเจี๊ยบก็ตาม”

พญ.อมราเล่าว่าเอาตัวรอดมาจากคำถามเชิงท้าทายของเด็กฝรั่งครั้งนั้นด้วยการบอกว่าวันนี้อาจารย์ใหญ่สั่งให้มาเล่าเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าอย่างเดียวอาจารย์ใหญ่ไม่ได้อนุญาตให้มาตอบคำถาม เด็กเหล่านี้เข้าใจและนั่งฟัง พญ.อมราเล่าประวัติของพระพุทธเจ้าจนจบ

นับแต่นั้นมาเรื่องของสมาธิอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคุณหมอตลอดมา แต่ยังไม่มีโอกาสลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จนจบปริญญาโทมาแล้วกลับมาทำงานได้รับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลรามาฯประมาณ ๕ ปีจึงลาออกจากราชการในครั้งนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ เปลี่ยนจากหน้าที่ของความเป็นหมอมาเป็นอาจารย์สอนพิเศษตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ คิดว่าเหมาะกับตัวเองมากว่า เพราะไม่ต้องการทำงานในกรอบของระบบราชการ และ ในปี ๒๕๑๘ ได้มีโอกาสเจอเพื่อนเรียนสมัยมัธยม ที่ต้องการไปปฏิบัติธรรมวัดป่าแก้วชุมพล กับพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร ใน อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร แต่ติดขัดว่าเป็นผู้หญิงต้องไปอยู่วัดช่วงเข้าพรรษาคนเดียว เพราะเดิมชาวบ้านในพื้นที่ที่มาอยู่วัดเป็นเพื่อน แต่ติดว่าต้องไปทำนา จึงชวนเราไปเป็นเพื่อน

“ตอนนั้นคนสนใจเรื่องปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิน้อยมาก พอเพื่อนพาไปพบอาจารย์ท่านอ่านใจเราออกท่านทักว่าไปเจอเด็กสีทองตาสีฟ้าบอกว่าเหาะได้ ท่านรู้ พูดเหมือนที่เราคิดไว้ในใจ  นกมันบินได้ ไส้เดือนก็ดำดินได้ แต่ยังไม่เห็นพ้นทุกข์เลยจะเอาไปทำไมวิชาอย่างนี้ ทำไมไม่รู้จักปฏิบัติแล้วดูกิเลสของเรา ทำใจเราให้บริสุทธิ์พอ”

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ พญ.อมราได้เริ่มต้นปฏิบัติธรรมอย่างจริงใจได้พบว่าชีวิตที่เป็นเพียงแค่คนเป็นคนดี มีวิชาชีพเป็นหมอช่วยให้คนหายเจ็บไข้ได้ด้วยเท่านี้ไม่พอสำหรับการเกิดมาเป็นมนุษย์ในชาติหนึ่ง เพราะเรื่องเหล่านี้คือเปลือกไม่ลึกเข้าไปถึงแก่นของจิตใจ กว่าจะเข้าใจต้องผ่านการปฏิบัติถึงสามเดือนโดยมีพระอาจารย์สิงห์ทองให้คำชี้แนะ จนได้คิดว่า สติมีความหมายต่อชีวิตเหนือสิ่งอื่นใด และยังมาฝึกปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์อย่างต่อเนื่อง จนพระอาจารย์สิงห์ทองมรณภาพไปในปี 2523 ในอุบัติเหตุเครื่องบินตก  ครั้งนั้นมีพระระดับเกจิอาจารย์มรณภาพพร้อมกันถึง ๕ ท่าน อาทิ พระอาจารย์จวน พระอาจารย์บุญมา เป็นต้น

“ตอนนั้นเราก็เสียใจหลวงตาบัวท่านเทศน์ให้ฟังว่าไปล่าสัตว์ทำไม ไม่คิดว่าใจหายบ้างละทีเครื่องบินตกลำหนึ่งก็โวยวาย  นี่เป็นโอกาสทองของพวกเรา ที่จะได้มาดูว่าครูบาอาจารย์สอนเรามาอยู่ในใจที่ทำให้เราเป็นแท่งธรรมะ หรือเราจะทิ้งสติกลายเป็นขี้ฝุ่นเหมือนกับร่างอาจารย์ที่มันแตกกระจายต้องระวัง เรามาอยู่ในวัดเราต้องเอาธรรมะไปพูดให้คนอื่นฟัง เราเป็นวิทยุประจำท้องถิ่น  อาจารย์เมตตาเคี่ยวเข็ญเราก็ต้องนำธรรมะของท่านให้เป็นประโยชน์”

ความรู้ทางการแพทย์ที่อาจารย์ร่ำเรียนมานับ ๑๐ ปีนำมาประยุกต์เข้ากับหลักธรรมที่อาจารย์ใช้เวลาศึกษายาวนานไม่ต่างกัน ครั้งเมื่อมีการตั้งชมรมพุทธธรรมตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั้งศิริราช รามาฯ รพ.จุฬา เป็นต้น คุณหมออมรา นำความรู้ทางธรรมะที่ตกผลึกกับตนเองไปบรรยายให้ผู้คนในโรงพยาบาล จนต่อมาโรงพยาบาลเหล่านี้เริ่มทำกิจกรรมธรรมะโอสถไปเยียวยาคนไข้ เพราะเห็นว่ายาแก้ปวดทางเคมีมันแค่บรรเทาความเจ็บทางกาย แต่ถ้าใจยังยึดอยู่กับความเจ็บปวดทรมานกับโรคร้าย ในบั้นปลายสุดท้ายของชีวิตก็ตายไม่สงบ 

“ตอนนั้นเราเชื่อแล้วใจเป็นพลังมันไม่เกิดไม่ตายไปพร้อม ๆ กับร่างกาย เราค่อย ๆ สอนให้เห็นความสำคัญของศีล ของอะไรที่เราติดตัวมา มันจะเป็นอริยทรัพย์ ถ้าเปรียบใจเป็นผ้าเหมือนเป็นเส้นด้ายแต่ละเส้นที่สอดเข้าไป การปฏิบัติของเราคือการสะสมไปเรื่อย ๆ ใจไม่ได้เกิดไม่ได้ตายแต่เป็นนักเดินทางมาราธอน”

วิธีรักษาแบบธรรมะโอสถของคุณหมอนั้นใช้วิธีนั่งคุยกับคนไข้ชี้ให้เห็นว่าธรรมะอยู่รอบกายแม้เจ็บป่วยนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง  ยกตัวอย่างเช่นให้เขาพิจารณาดูหยดน้ำเกลือ จ่อสติไว้ที่หยดหนึ่งพุทธหยดหนึ่งโธ  เมื่อจิตสามารถรวมกันได้ ร่างกายจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ที่ดีกว่าการนอนหลับเสียอีกเมื่อผู้ป่วยรวมสติได้ปฏิบัติได้ยามเมื่อใกล้หมดลมหายใจจะไปอย่างสงบ เมื่อใจสงบอย่างน้อยจะได้เกิดมาเป็นคนใหม่และมีโอกาสปฏิบัติธรรมต่อไป

“คนบางคนไม่ต้องทำอะไรเลยเกิดเป็นเทวดา เพราะบุญเขาเยอะแต่อยู่บนสวรรค์อาจจะเพ้อเจ้อ เพราะนึกอยากจะได้อะไรก็ได้เรียกว่าทิพยสมบัติ  อาจจะเพ้อจนไม่มีสติมีโอกาสตกลงมาเป็นสัตว์เดรัจฉานได้ เมื่อเกิดเป็นคนจะได้ไม่เพ้อเจ้อ จะมีโอกาสฝึกสติอย่างเข้มข้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตอนที่เป็นพระโพธิสัตว์ เคยเกิดเป็นสัตว์ก็มี เป็นพญากวาง ช้างเผือก เป็นเทวดา แต่ได้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าคือตอนเป็นคน  สติจะเต็มที่ในภพชาติที่เป็นคนสำคัญ” คุณหมอผู้ใช้หลักการแพทย์ธรรมะโอสถ ทิ้งท้ายไว้ให้คิด.

ที่มา: เดลินิวส์ 14 มีนาคม 2555

ปล่อยจิต ให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ปล่อยจิต ให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!)

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ประวัติ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่า ผู้นำหลักพุทธมาใช้ในการจัดการองค์กรของตน และเป็นผู้สอน (และวางแผน) หลักบริหารองค์กรแนวพุทธแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศ เจ้าของหนังสือ ฉลาด…ได้อีก! สุขได้อีก…เยอะเล้ย ! และอีกมากมาย ประสบการณ์การปฏิบัติธรรม 10 ปี

               คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมายโดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย

…ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้

ผมใช้หลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน

มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมจึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่าอร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขบนโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุสิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน .. ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม

ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป คือแบบฝึกหัดสำหรับฝึกฝนเพื่อสร้างกำลังสติให้ได้เข้าไปดูและรู้ทันการทำงานของขันธ์ 5 ที่ปรากฏตามความเป็นจริง เวลาในการทำงานเปรียบเสมือนนาทีทองที่ทำให้เราได้เห็นความคิดที่ไม่ได้ตั้งใจวิ่งเข้ามากระแทกใจของตัวเองแล้วทำให้อารมณ์เบี่ยงเบนไป

การฝึกรู้เท่าทันความคิดโดยการทำงาน เป็นเคล็ดไม่ลับฝึกได้ตลอดเวลา งานยิ่งหนัก ยิ่งเห็นจิตเห็นความคิดขัด ดังนั้นคนขี้เกียจจะเข้าใจเรื่องทางพุทธศาสนาได้ยาก

แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า “จิตกับความคิด” เป็นคนละตัวกัน มือใหม่หัดฝึก ผมแนะนำว่า ทำทีละขั้น เริ่มจากกายรู้กาย ไล่ไปเวทนารู้เวทนา แล้วไปจิตรู้จิต จนในที่สุดจะเป็นธรรมรู้ธรรม เริ่มแรกให้ฝึกสร้างตัวรู้ที่ฐานกายให้ต่อเนื่อง โดยไม่เอาความคิดไปคิดแทนกาย ให้กายรู้เองว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับกาย เช่น รู้ลมหายใจ รู้ผิวหนังที่หน้า รูจมูกรู้ว่ามีลมหายใจเข้า-ออกเป็นอย่างไร ช้า-เร็ว อุ่น-เย็น ฝ่าเท้ารู้ว่าพื้น อ่อน-แข็ง ผิวหนังรู้ว่า ร้อน-เย็น สั่นสะเทือน เจ็บปวด ฯลฯ

ครั้นเมื่อฝึกจนชำนาญแล้ว จึงค่อยฝึกสังเกตการณ์ทำงานของขันธ์ 5 คือ ฝึกเฝ้าระวัง “ความคิดจร” หรือความคิดที่ไม่ได้เชิญและไม่ได้ตั้งใจจะคิด ซึ่งเป็นความคิดที่เข้ามาเปลี่ยนอารมณ์ของเรา

ตัวอย่างเช่น เมื่อจะเริ่มทำงานก็ดูว่าจิตของเราโล่ง ๆ สบาย ๆ ไหม แล้วลงมือทำงานด้วยใจที่สบาย ๆ หายใจเข้า-ออกสบาย ๆ คิดเรื่องงานที่ทำอยู่ต่อหน้าเป็นปัจจุบัน หากมีความคิดจรแวบเข้ามาก็รู้ให้ทัน ถ้าเป็นเรื่องกุศลก็โอเค รู้แล้วปล่อย ถ้าเป็นเรื่องอกุศลก็รีบดีดทิ้งไป ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องตีความ และไม่ต้องขยายความ

ผมเรียกการฝึกแบบนี้ว่า การฝึกแบบสิ้นคิด คือสิ้นคิดไปก่อน ให้กายให้ขันธ์เขามาบอกเรา ไม่ใช่คิดเองเออเอง พวกเราตกเป็นทาสของความคิดมานานเกินพอ เราควรฝึกจิตให้รู้เท่าทันความคิด เฝ้าระวังไม่ให้ความคิดส่งอิทธิพลต่อจิตได้แล้ว หลวงพ่อกัณหาบอกผมว่า เมื่อเราทำได้ เราจะมี “หัวใจติดแอร์”

เมื่อเราฝึกกายรู้กาย จิตรู้จิตดีแล้ว ภายในใจเราก็จะสบาย ๆ ภายนอกก็จะรับผิดชอบการงานหน้าที่อย่างเต็มที่ หากเมื่อใดมีความคิดแวบเข้ามาเป็นอกุศล เราจะรู้เท่าทัน อุปมาเป็นดัง “นีโอ” พระเอกเรื่อง “The Matrix” จับความคิดจรที่มาในรูปของกระสุน จากกิเลส (คุณสมิทธใส่แว่นดำ) ยิงเข้าหาได้ทัน และวางมันลงเสีย ดังนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์ที่จะทำให้เกิดอารมณ์หรือจิตไม่ว่าง เราก็จะรู้ตัวตั้งแต่ความคิดแรก ๆ หรือกระสุนลูกแรก ๆ ที่กิเลสยิงมา และสามารถจับวางได้ทัน เมื่อความคิดไม่ไปกระแทกจิต จิตก็จะไม่เกิดอาการ ทำให้จิตเรา โล่ง ๆ สบาย ๆ ชิล ๆ ต่อไป

               ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ผมผ่าตัดแล้วฟื้นขึ้นมา พบว่าแขนสองข้างขยับไม่ได้ ยกไม่ได้ เข็มแทงก็ไม่เจ็บ ได้แต่ห้อยต่องแต่งอยู่ข้างตัว ผมจึงรู้สึกสบาย ๆ ชิล ๆ ไม่ทุกข์อะไร เพราะรู้เท่าทันความคิด เช่น พอคิดว่าน้อยใจในโชคชะตาก็ดับมัน พอคิดสงสัยว่าเป็นอะไรก็ดับมัน พอคิดจะพิพากษาหมอที่ผ่าก็ดับความคิดนั้น ๆ หยุดคิดพิพากษา หันมารู้ตัวทั่วพร้อมที่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สุดท้ายกลับกลายเป็นผมเองเสียอีกที่ปลอบใจหมอว่า “ไม่เป็นไร”

หรือตอนที่คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านป่วยหนักใกล้ตาย ผมก็เฉย ๆ ชิล ๆ เพราะรู้เท่าทันความคิด ก่อนจะร้องไห้ขอให้เรารู้เท่าทันกาย ที่แน่นจากท้องน้อยขึ้นมาอก ดับความคิด ไม่ต้องคิดไปอนาคตว่าพ่อตายจะทำอย่างไร ไม่ต้องคิดถึงอดีตว่าพ่อเคยดีอย่างไร เมื่อเรารู้เท่าทัน เราก็จะมีสติ ทำให้ผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดไปได้โดยใจไม่กระเทือน

ถ้าจิตกับความคิดเป็นสามีภรรยากัน ก็จงฝึกให้เขาหย่ากัน แล้วให้ความคิดแต่งงานกับสติ… จิตก็จะเป็นอิสระ (โสด!) คือว่าง โล่ง โปร่งและสบายในที่สุด

Tip!เรื่องทางพุทธศานาเป็นอายตนะทางใจ แต่การอ่าน การฟังเป็นอายตนะทางตาและหู ซึ่งไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ปรากฏที่อายตนะทางใจได้เลย… ถ้าอยากจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ ควรมีครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาพาฝึกพาทำ เมื่อ ทำ-ทำ-ทำ แล้วก็ถาม จะทำให้เราเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น 

เรื่องจาก นิตยสารซีเคร็ต ปีที่ 4 ฉบับที่ 77 (10 กันยายน 2554)

Web link Buddhist meditation retreats

Web link Buddhist meditation retreats

รวมเว็บปฏิบัติธรรมภาวนาวิถีพุทธ

Meditation Retreats inThailand http://www.tatnews.org/emagazine/5250.asp
Revelations in Meditation : The Path to Inner Wellness http://www.tatnews.org/emagazine/5175.asp
A Good Dose of Dhamma for Meditators When They AreIll http://www.vipassanadhura.com/GoodDoseofDhamma.html
Forest Dhamma Books, a non-commercial service that gives away Buddhist books free of charge all over the world http://www.forestdhammabooks.com/
Venerable Acariya Maha Boowa Nanasampanno  The forest monastery of Baan Taad http://www.luangta.com/English/
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน   วัดป่าบ้านตาด http://www.luangta.com
Vipassana Meditation As Taught By S.N. Goenka in the tradition of Sayagyi U Ba Khinศูนย์วิปัสสนาตามแนวทางอาจารย์โกเอ็นก้า http://www.dhamma.org/
Meditation Study andRetreatCenter,   Wat Mahadhat Yuwarach Rangsarit,Bangkok
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์  เขตพระนคร กรุงเทพฯ
http://www.meditation-watmahadhat.com/English-Language.html
The International Buddhist Meditation Centre (I.B.M.C.), Wat Mahadhat http://www.mcu.ac.th/IBMC/
Wat Nong Pah Pong http://www.watnongpahpong.org/indexe.php
วัดหนองป่าพง พระอาจารย์ชา สุภทฺโท http://www.watnongpahpong.org/index.php
The Young Buddhists Association ofThailandUnder The Royal Patronage (YBAT), Bangkok Thailand. email:ybatoffice@ybat.org http://www.ybat.org/v4/download.asp
ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพฯ http://www.ybat.org/v4/samanen.asp
Mae Chee Sansanee Sthirasuta,  Sathira-dhammasathan http://www.sathira-dhammasathan.org/index.php?topgroupid=     1    &groupid=     18
แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต   เสถียรธรรมสถาน http://www.sdsweb.org/
หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ) http://www.bia.or.th/
วัดป่าเชิงเลน  บางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร http://www.watpachoenglane.com/
หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร   สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล กรุงเทพมหานคร http://www.samathi.com/
Phra Paisal Visalo http://www.visalo.org/englishArticles/index.htm
รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล http://www.visalo.org/
English Dharmma Talk, The first Saturday of every month 09.30 – 11.30 am. By Pha Ajahn Ponpol Pasonno  At BaanAree http://www.baanaree.net/index.php?option=com_content&view=category&id=62&Itemid=170
หลวงพ่อชาญชัย อธิปญฺโญ  ร่มอารามธรรมสถาน  หนองเสือ จังหวัดปทุมธานี http://romaram.org/default.asp
วัดปัญญานันทาราม หลวงพ่อปัญญานันทะ http://www.watpanya.com/home/
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี http://www.jarun.org/v6/th/dhamma-course.html
พระครูสมุห์จิรยุทธ์ อธิฉนฺโท  วัดตาลเอน  อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา http://www.wattanen.org/med.php
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก  ห้วยขวาง  กรุงเทพฯ  E-mail: mindsparama9@gmail.com http://www.rama9temple.org/
พระอาจารย์มานพ อุปสโม,   ศูนย์ปฏิบัติธรรม เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ราชนครินทร์ (เขาดินหนองแสง) อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี   E-mail : kdns88@gmail.com http://www.nhongsang.com/
Wat Sanamnai, Ampher Bangkruay, Nonthaburi http://en.watsanamnai.org/
The instruction of Luang Por Teean  “Self-Awareness”   email : watsanamnai@yahoo.com http://en.watsanamnai.org/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=10&Id=539158057
วัดสนามใน ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ http://www.watsanamnai.org/
พระอาจารย์ธมฺมทีโป  ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ บ้านวังเมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา http://www.thammatipo.com/
The meditation retreats at the
International Dhamma Hermitage of Wat Suan Mokkh, Ampoe Chaiya, Surat Thani
http://www.suanmokkh-idh.org/
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก  วัดสุนันทวนาราม,  ต.ไทรโยค  จ.กาญจนบุรี http://www.watpahsunan.org/
Wat Pah Nanachat (WPN) The International Forest Monastery, Ubon Rachathani,Thailand http://www.watpahnanachat.org/
Dipabhāvan Meditation Center,   Koh Samui Thailand http://dipabhavan.weebly.com/
Bhikkhu P.A. Payutto  Wat Nyanavesakavan
พระพรหมคุณาภรณ์  วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จังหวัดนครปฐม
http://www.watnyanaves.net/th/home
วัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา http://www.mahaeyong.org/Site/Welcome.html
พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตโต วัดบุญญาวาส  อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี http://www.watboonyawad.com/
พระอาจารย์สมชาติ ธมฺมโชโต   สำนักปฏิบัติแสงธรรมส่องชีวิต  อ.หนองแค จ.สระบุรี http://www.sangdhamsongchevit.com/contact.html
ธรรมนิพนธ์  พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) http://www.watnyanaves.net/th/book_search
Buddhist Digital Library http://www.buddhist-elibrary.org/
Buddhist Meditation Online http://www.buddhanet.net/meditation.htm
Mahachulalongkornrajavidyalaya University
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา
http://www.mcu.ac.th/En/index.php
Royal Thai Monastery Lumbini, Lumbini, Nepal
วัดไทยลุมพินี มหาวิหาร  ประเทศเนปาล
E-mail :  lumbini979@gmail.com
http://www.watthailumbini-th.org/
Wat Thai Buddhagaya-India (Royal Thai Monastery) Bodh-Gaya, Bihar  INDIA
วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย  ตำบลโพธิ์คยา อำเภอคยา   รัฐพิหาร  ประเทศอินเดีย
E-mail: watthai_b@yahoo.com
http://www.royalthai.org/
Wat Thai Kusinarachalermraj, Kushinagar (U.P.)  INDIA
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย   พระราชรัตนรังสี (ว.ป. วีรยุทโธ)
E-mail :  kusinara980@gmail.com
http://www.watthaikusinara-th.org
Wat Thai Chetavan Mahavihar Sravasti, (U.P)  India.
วัดไทยเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี ประเทศอินเดีย
E-mail :  chetavan980@gmail.com
http://www.watthaichetavan.org/
AjahnBrahmavamso Mahathera, Western Australia http://www.ajahnbrahm.org/about.html
Abhayagiri BuddhistMonastery,CA  USA http://www.abhayagiri.org/
Cloud Mountain Retreat Center, CastleRock,WA  USA http://cloudmountain.org/index.php?page=about-us
Sati Center for Buddhist Studies,Redwood City,CA  USA http://www.sati.org/
Buddhist Peace Fellowship (occasional trainings & workshops) http://www.bpf.org/
The International Network of Engaged Buddhists (INEB) http://www.inebnetwork.org/
Comunidade Buddhista Nalanda, Brazil http://nalanda.org.br/
Bhavana Society, WV  USA http://www.bhavanasociety.org/
Vimutti Monastery, New Zealand http://www.vimutti.org.nz/
Bodhinyanarama Monastery, New Zealand http://www.bodhinyanarama.net.nz/
DhammagiriForestHermitage, Australia http://www.dhammagiri.org.au/
Tisarana BuddhistMonastery, Canada http://www.tisarana.ca/
Buddhistisches Waldkloster Muttodaya, Stammbach  Germany http://www.muttodaya.org/
Dhammapala Buddhistisches Kloster, Kandersteg   Switzerland http://www.dhammapala.org/
Santacittarama, Frasso Sabino (Rieti)  Italy http://santacittarama.altervista.org/welcome.htm
Amaravati Buddhist Monastery, Hertfordshire, United Kingdom http://www.amaravati.org/abmnew/index.php
Aruna Ratanagiri Harnham Buddhist Monastery, Northumberland, United Kingdom http://www.ratanagiri.org.uk/
Cittaviveka Chithurst Buddhist Monastery,  Petersfield, Hampshire  United Kingdom http://www.cittaviveka.org/
Hartridge Buddhist Monastery, Devon, United Kingdom http://www.hartridgemonastery.org/
Wat Pah Santidhamma The Forest Hermitage, Warwickshire, United Kingdom http://foresthermitage.org.uk/
The Middle WayRetreat, Wat Phra Dhammakaya, Thailand http://www.themiddlewaymeditation.org/th/retreat
A guide to meditation centers in Thailand, http://www.dhammathai.org http://www.dhammathai.org/e/meditation/page1.php
The World Fellowship of Buddhists (The WFB)    Sukhumvit 24,  Bangkok
องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก
http://wfbhq.org/index.php/meditation/62-meditation-practice-in-thailand
ท่านติช นัท ฮันห์  “หมู่บ้านพลัม” http://www.thaiplumvillage.org/
Plum Village Meditation Practice Center by Venerable Thich Nhat Hanh (Thây) http://www.plumvillage.org/