ปลูกถ่ายไขกระดูกรักษา ‘มะเร็งโลหิต’ ก้าวหน้าอีกขั้น…ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาด

dailynews131013_001aปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นโรคที่พบได้มากขึ้น โดยเฉพาะ “มะเร็งโลหิตวิทยาหรือมะเร็งในระบบเลือด” ถือเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งร้าย ที่ประกอบด้วย 3 โรคใหญ่ ๆ ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งไขกระดูก จากสถิติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่ถ้าวันใดเกิดความไม่สมดุลในร่างกาย เช่น วิตกกังวล การติดเชื้อ การได้รับสารเคมีบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน ถือเป็นปัจจัยทำให้เสียสมดุลของกลไกทางภูมิคุ้มกัน เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นและควบคุมไม่อยู่จนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด

พลตรี นพ.นิวัฒน์ บุญยืน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า จากสถิติของผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยาที่เข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549– 2555 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง รวม 463 ราย ซึ่งมีอัตราตัวเลขคนไข้ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประมาณ 15-20% ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งไขกระดูก รวม 53 ราย ส่วนผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวม 138 ราย ถือเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

dailynews131013_001b
การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดหรือที่เรียกว่า “การปลูกถ่ายไขกระดูก”นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ ที่จะสามารถรักษาผู้ป่วยโรคทางมะเร็งโลหิตวิทยาให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ หรือมีโอกาสหายขาดได้ ซึ่งวิทยาการใหม่นี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้และประสบการณ์ในการรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์มากที่สุดจึงเกิดเป็นความร่วมมือของโรงพยาบาลภาครัฐ โรงพยาบาลเอกชนและสถาบันมะเร็งที่มีชื่อเสียงและความชำนาญในระดับโลกขึ้น อันได้แก่ ความร่วมมือของโรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลศิริราช และ The University of Texas MD Anderson Cancer Center ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) ในระดับภาควิชาและผู้ปฏิบัติงานในหัวข้อวิธีการรักษาโดยวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด “Hematopoietic Transplantation” ที่จะสามารถทำให้แพทย์และพยาบาล รวมถึงบุคลากรวิชาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของทั้งสามองค์กรทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

dailynews131013_001c
ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการ ศูนย์ปลูกถ่ายไขกระดูกจุฬาภรณ์ โรงพยาบาลศิริราช, อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ อธิบายถึงมะเร็งโลหิตวิทยาทั้ง 3 โรค ว่า “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” หรือ Lymphoma จัดเป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศ ไทยและในโลก ติดอันดับ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชายไทย สาเหตุเกิดจากความผิดปกติในต่อมน้ำเหลืองและเนื้อเยื่อลิมฟอยด์ต่าง ๆ แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) ซึ่งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือมีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ชนิด NHL อาจเกิดก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ ได้บ่อยกว่า เช่น ลำไส้ ปอด สมอง โดยคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL ยังสามารถแบ่งได้มากกว่า 30 ชนิดย่อย และแต่ละชนิดใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันออกไป จึงจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็ง เพื่อนำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป หากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งจะแพร่กระจายไปสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกายและมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวเสียชีวิตได้

“มะเร็งไขกระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมา” (Multiple Myeloma-MM) เป็นโรคมะเร็งทางระบบโลหิตวิทยาอีกชนิดหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของพลาสมาเซลล์ในไขกระดูก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่าง ๆ พบบ่อยในคนอายุระหว่าง 40-70 ปี หรืออายุเฉลี่ย 60 ปี จากอดีตจนถึงปัจจุบันองค์ความรู้ทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคมะเร็งไข กระดูกมัลติเพิล มัยอิโลมาอย่างแน่ชัด ทำให้การป้องกันและรักษาโรคเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ผลจากการศึกษาพฤติกรรมของโรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสมมุติฐานบางอย่างที่บ่งบอกว่าอาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด รวมถึงสิ่งแวดล้อมบางอย่าง เช่น การทำอาชีพเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี สำหรับวิธีการรักษาต้องพิจารณาถึงหลายปัจจัย เนื่องจากผู้ป่วยมักเป็นผู้สูงอายุ และอาจมีโรคประจำตัวอื่นร่วมด้วย เช่น การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือยากลุ่มใหม่ต่าง ๆ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด การฉายรังสี และการรักษาแบบประคับประคองตามความเหมาะสม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด

“โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว” หรือ Leukemia เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของตัวอ่อนเม็ดเลือดขาว โดยมีการเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวจำนวนมากเกินจนเป็นอันตราย หลายคนรู้จักและเชื่อว่าเป็นโรคมะเร็งร้ายแรง รวมทั้งอยู่ค่อนข้างไกลตัว แต่ความจริงแล้วโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนี้เป็น 1 ใน 10 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อย และปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มากขึ้น

มะเร็งเม็ดเลือดขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด คือชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ซึ่งชนิดเฉียบพลัน คือเม็ดเลือดขาวตัวอ่อนไม่สามารถเจริญเป็นตัวแก่ได้ จนไปรบกวนการสร้างเม็ดเลือดปกติในไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาวปกติน้อยลง เมื่อเม็ดเลือดแดงน้อยลงก็ทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่วนเม็ดเลือดขาวเมื่อน้อยลงก็เกิดการติดเชื้อ และเกล็ดเลือดมีน้อยก็ทำให้เลือดออกง่าย สำหรับชนิดเรื้อรัง ผู้ป่วยจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวในเลือดสูงและเพิ่มจำนวนขึ้นมากทำให้ไปอยู่ที่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้มีต่อมน้ำเหลืองโตหรือมีม้ามโต

อย่างไรก็ตามโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะด้วยความก้าวหน้าของวิทยา การแพทย์ในปัจจุบันมีแนวทางในการรักษา 3 วิธี คือการให้ยาเคมีบำบัด การให้ยาในกลุ่ม Tyrosine Kinase Inhibitor และการปลูกถ่ายไขกระดูก

ซึ่งการปลูกถ่ายไขกระดูกถือเป็นวิธีรักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยการนำไขกระดูกของพี่น้องพ่อแม่เดียวกันที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันมาช่วยทำให้มะเร็งหายขาดได้ สิ่งสำคัญของการปลูกถ่ายไขกระดูกในปัจจุบันคือสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยาหายขาดหรือมีชีวิตที่ยืนยาวแบบปลอดโรค

ดังนั้นการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในเรื่องของการรักษาผู้ป่วย เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนข้อมูลของโรค การส่งทีมบุคลากรทางการแพทย์ไปศึกษางาน ข้อมูลเรื่องยา วิธีการรักษาใหม่ ๆ และการวิจัยร่วมกัน เป็นต้น.

ที่มา: เดลินิวส์ 13 ตุลาคม 2556

Advertisements

ควานหามะเร็งต่อมน้ำเหลือง แค่เช็คสุขภาพไม่พอ

คนเรามี ‘ระบบน้ำเหลือง’ เป็นส่วนหนึ่งของภูมิคุ้มกันที่กระจายอยู่ทั่วร่างกาย อาจอยู่ในรูปของต่อมน้ำเหลือง มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่วหรือเนื้อเยื่อน้ำเหลือง ในนั้นจะมีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซด์ ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค

เมื่อเอ่ยถึงระบบน้ำเหลืองแล้ว มุมสุขภาพ มีข้อมูลควรรู้เกี่ยวกับโรคร้ายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบหรือต่อมน้ำเหลืองได้ อย่าง‘มะเร็งต่อมน้ำเหลือง’ ซึ่ง ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย เล่าถึงโรคดังกล่าวว่า

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีต้นกำเนิดมาจากต่อมน้ำเหลือง หรือเนื้อเยื่อน้ำเหลือง ที่มีภาวะเจริญเติบโตมากเกินไปในระบบน้ำเหลือง แบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ คือ ชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin lymphoma) แต่ละปีพบมีผู้ป่วย 62,000 คนทั่วโลก ส่วนอีกชนิดนอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin lymphoma) พบได้มากกว่าชนิดแรกถึง 8 เท่า แถมนอนฮอดจ์กินยังมีแยกย่อยเป็นชนิดบีเซลล์ และทีเซลล์ โดยทีเซลล์ร้ายแรงและรักษายากกว่า แต่ในภาพรวมแล้ว ทุกปีจะมีคนทั่วโลกเสียชีวิตจากชนิดนอนฮอดจ์กินเกินกว่า 2.86 แสนราย

นอกจากนี้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง พบป่วยในเพศชายมากกว่าหญิงเล็กน้อย ตามสัดส่วน 1:1.5 ชาวเอเชียพบป่วยในอัตราส่วน 1-7 รายต่อประชากรแสนคน ยังถือว่าชุกน้อยกว่าทวีปอื่น หากดูเฉพาะในบ้านเรามักพบโรคเกิดกับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ทางการแพทย์สามารถระบุกลุ่มเสี่ยงได้ อาทิ ผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ การปลูกถ่ายไขกระดูก โรคภูมิแพ้ตนเอง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโต้ หรือผู้ที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง อาทิ เกษตรกร ช่างก่อสร้าง นักเคมี คนงานโรงงานฟอกหนัง โรงงานผลิตยาง โรงงานกระดาษ ช่างทาสี และวิสัญญีแพทย์ เป็นต้น

สิ่งที่น่ากลัวสำหรับโรคนี้ คือ ไม่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไป หรือแม้แต่การตรวจเลือด เว้นแต่จะมีอาการเผยออกมาแล้ว ทำให้การป้องกันทำได้ยาก แต่ก็สามารถสังเกตอาการได้จากการพบก้อนเนื้อที่บริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ที่คอ รักแร้หรือขาหนีบ ต่อมทอนซิลหรือต่อมน้ำเหลืองบวมโต และอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีไข้ หนาวสั่น มีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ มีอาการคันทั่วร่างกาย หรือมีอาการของความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง เช่น กรณีพบมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบประสาท อาจทำให้มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน ความจำเสื่อม

อย่างไรก็ตาม ยังนับว่าเป็นโชคดีของผู้ป่วยโรคนี้ เพราะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองสามารถรักษาให้หายขาดได้ถึงร้อยละ 50-60 ในส่วนของวิธีรักษามีทั้งยาเคมีบำบัด ซึ่งให้ผลดีที่สุด ทั้งยังมีการใช้แอนติบอดี้กรณีป่วยแบบนอนฮอดจ์กินชนิดบีเซลล์ มีการฉายรังสีรักษาหากพบก้อนขนาดใหญ่ ให้เคมีบำบัดแล้วไม่ดีเท่าที่ควร หรือเกิดในสมอง โพรงจมูก ช่องทรวงอก อัณฑะ และอีกวิธีคือเปลี่ยนถ่ายสเต็มเซลล์กรณีไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัด หรือกลับมาป่วยซ้ำ

ด้าน ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ บุญวรเศรษฐ์ สาขาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยถึงผลการรักษาพบว่า จากสถิติที่ผ่านมาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดมีโอกาสหายขาดได้ถึงร้อยละ 50 หากได้รับการรักษาและดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายที่พอเหมาะ การมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญการดูแลจิตใจให้เข็มแข็ง เพราะส่วนมากเมื่อผู้ป่วยทราบว่าเป็นโรคมะเร็งมักจะรู้สึกท้อแท้และซึมเศร้า และอาจทำให้อาการลุกลามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ญาติของผู้ป่วยจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยได้อีกทางหนึ่ง

ดังนั้น หากสงสัยว่าเข้าข่ายป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยการตัดต่อน้ำเหลืองหรือชิ้นเนื้อที่สงสัยไปตรวจทางพยาธิวิทยา ร่วมกับการตรวจเลือด ตรวจไขกระดูก และการตรวจทางรังสี เช่น เอ็กซเรย์ แบบซีทีสแกน และแบบเอ็มอาร์ไอ.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 18 กันยายน 2555

มะเร็งระบบเลือดหายได้ด้วยสเต็มเซลล์

ขึ้นชื่อว่า “โรคมะเร็ง” ทุกคนคงหวาดกลัว และภาวนาว่าอย่าให้ตัวเอง คนในครอบครัว หรือ คนรอบข้างต้องเป็นโรคนี้เลย เพราะรู้ดีว่ามันร้ายแรงเพียงใด

โรคมะเร็งมีหลายชนิดในทางการแพทย์จะแบ่งมะเร็งออกไปตามแหล่งต้นกำเนิด  มะเร็งเม็ดเลือดขาว และ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ที่พบมากที่สุดในกลุ่มมะเร็งระบบเลือด โดยมีสาเหตุจากความผิดปกติของไขกระดูกหรือจากต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย พบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีความรุนแรงกว่าผู้ป่วยกลุ่มอื่น

แม้จะเป็นอัตราส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น แต่มีความรุนแรงของอาการมากและทำให้ผู้ป่วยทรุดและเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว

นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์อายุรศาสตร์ โลหิตวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กล่าวว่า มะเร็งเม็ดเลือดขาวแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน อาการจะปรากฏในระยะเวลาสั้น ๆ 1-3 เดือน โดยผู้ป่วยอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว และ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง ซึ่งไม่แสดงอาการในช่วงแรก แต่จะค่อย ๆลุกลามโดยใช้เวลานานนับปี ผู้ป่วยหลายรายจึงไม่ทราบว่าตนเองเป็นและไปพบแพทย์เมื่อสายเกินไป 90 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยมะเร็งชนิดเฉียบพลันมักเสียชีวิตในเวลาประมาณหนึ่งปี แต่ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสหายขาด หรือในรายที่ไม่อาจรักษาจนหายขาดก็สามารถมีชีวิตอยู่โดยได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

ส่วนมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นมะเร็งที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกาย ส่วนใหญ่พบที่บริเวณลำคอเนื่องจากการติดเชื้อ เป็นไข้ เจ็บคอ ไอ หรือมีน้ำมูกเรื้อรัง ที่ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของอาการต่อมน้ำเหลืองโต และลุกลามเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ในที่สุด

นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล แพทย์อายุร ศาสตร์ โลหิตวิทยา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า แนวทางการรักษาโรคในกลุ่มมะเร็งระบบเลือดทุกวันนี้ สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของโรค สิ่งสำคัญคือผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้ชำนาญอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มีภาวะแทรกซ้อนมาก และรุนแรงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ๆ

มะเร็งเม็ดเลือดขาวเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เติบโตผิดปกติเป็นจำนวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยไปทำลายการสร้างเม็ดเลือดปกติของไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดลดจำนวนลงส่งผลให้เกิดโลหิตจาง มีเลือดออกผิดปกติ มีจ้ำเลือดตามร่างกาย ติดเชื้อง่าย ฉะนั้นการรักษาในลำดับแรกจึงต้องให้ยาเคมีบำบัดเพื่อลดเซลล์มะเร็งลงให้เหลือน้อยที่สุด จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด หรือเรียกอีกอย่างว่าการปลูกถ่ายไขกระดูก

หลักการของการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด คือ แพทย์จะให้ยาเคมีบำบัดในปริมาณสูง เพื่อไม่ให้เซลล์มะเร็งสร้างตัวต่อไปได้ จากนั้นจึงนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ปราศจากเซลล์มะเร็งใส่เข้าไปในตัวผู้ป่วยแทนเพื่อให้เจริญเติบโตขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตจากมะเร็งและรอดพ้นจากการเสียชีวิตด้วยการให้ยาเคมีบำบัดได้

นพ.วิเชียร กล่าวว่า เดิมทีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจะใช้เซลล์จากไขกระดูกมาเปลี่ยนถ่าย แต่ทุกวันนี้สามารถนำมาได้จากหลายแหล่ง ตั้งแต่การแยกเซลล์ต้นกำเนิดออกจากกระแสเลือดซึ่งสะดวกสำหรับผู้บริจาค เพราะไม่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ดมยาสลบ หรือเจาะไขกระดูกแล้วดูดออกมาเช่นวิธีเดิม ๆ อีกแหล่งหนึ่ง คือ รก โดยแพทย์จะนำรกของเด็กแรกเกิดที่มีเลือดขังตัวอยู่มานวด ซึ่งในนั้นมีสเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดค่อนข้างมาก เมื่อรีดออกมาแล้วนำไปเก็บไว้รอปลูกถ่ายสู่ผู้ป่วยในลำดับถัดไป

“ทั้งนี้ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดก็ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ในบางเรื่อง เช่น อายุของผู้เข้ารับการปลูกถ่ายต้องไม่มากเกินไป สภาพร่างกายดี ซึ่งเหล่านี้ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้ชำนาญว่าผู้ป่วยสมควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่”

สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง อาการจะปรากฏเมื่อโรคลุกลามไปมากแล้ว โดยปกติปริมาณเม็ดเลือดขาวในร่างกายจะมีประมาณ 5,000-10,000 ตัวต่อลูกบาศก์ มม. ซึ่งเซลล์มะเร็งอาจทำให้ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นถึง 100,000-200,000 ตัว หมายถึงโรคได้ดำเนินสู่ระยะอันตรายแล้ว ทั้งนี้หากตรวจพบในขณะที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวยังอยู่ที่ราว 20,000 ตัว การกำหนดวิธีการรักษาจะทำได้ง่ายกว่า

ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง แพทย์จะใช้วิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกเช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบันมีการค้นพบตัวยาชนิดใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยควบคุมโรคให้สงบได้ ทั้งยังมีผลข้างเคียงน้อย ยกเว้นบางกรณีที่ผู้ป่วยดื้อยา หรืออาการของโรครุนแรงมาก จึงจะพิจารณาให้เข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูกเป็นทางเลือกถัดไป

“ในส่วนของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การรักษาก็ต้องขึ้นกับตำแหน่งและระยะของโรค หากพบในระยะแรก ๆ ก็สามารถหายขาดได้ด้วยการผ่าตัด หรือหากโรคลุกลามก็ต้องใช้วิธีฉายรังสีและให้ยาเคมีบำบัด มีอีกวิธีหนึ่งซึ่งเพิ่งนำมาใช้ไม่นาน คือการนำรังสีไปติดไว้บนยาภูมิต้านทานแล้วฉีดเข้าร่างกาย โดยยาภูมิต้านทานจะไปจับที่พื้นผิวของต่อมน้ำเหลือง และรังสีที่ติดไปด้วยจะฉายแสงตรงส่วนที่เป็นเซลล์มะเร็งโดยตรง รวมไปถึงวิธีการปลูกถ่ายไขกระดูกด้วย

การตรวจร่างกายเป็นประจำมีความสำคัญมาก หากตรวจพบโรคเสียแต่เนิ่น ๆ โอกาสในการรักษาให้หายเป็นปกติก็จะมีมากเช่นกัน.

y_38@dailynews.co.th

 

ที่มา: เดลินิวส์ 26 มกราคม 2555