การดูแลและรักษาโรคไตวาย…กับบริบทของคนไทย

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคมของทุกปี สมาคมโรคไตนานาชาติได้กำหนดให้เป็น “วันไตโลก” เพื่อรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงอันตราย และร่วมหาแนวทางป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรัง โดยในปี 2555 นี้ ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม จะมุ่งรณรงค์ภายใต้แนวคิด “Donate Kidneys for Life Receive” ให้มีการส่งเสริมการบริจาคไตให้มากขึ้น เพื่อให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ซึ่งการปลูกถ่ายไตนับเป็นการรักษาโรคไตวายเรื้อรังที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ในประเทศไทยเรายังมีข้อจำกัดเรื่องผู้บริจาคไต ในแต่ละปีมีผู้บริจาคอวัยวะเพียงปีละไม่ถึง 200 รายเท่านั้น ทำให้มีผู้ป่วยรอรับบริจาคไตอีกเป็นจำนวนมาก และมีผู้เสียชีวิตระหว่างการรอรับอวัยวะบริจาคไตอีกจำนวนไม่น้อย ดังนั้น ระหว่างรอรับบริจาคไต ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ควรได้รับการดูแลบำบัดทดแทนไตอย่างเหมาะสม เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีชีวิตที่ยืนยาว ไม่เป็นภาระกับครอบครัวและคนรอบข้าง

ควรบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีไหน?

ข้อมูลจาก รศ.พญ.สิริภา ช้างศิริกุลชัย หัวหน้าโครงการ PD Service and Training Center ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่าสำหรับการบำบัดทดแทนไตมี 3 วิธี คือ

1. การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis หรือ HD)
2. การล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis หรือ PD)
3. การปลูกถ่ายไตใหม่ (Kidney transplantation หรือ KT)

ซึ่งแต่ละวิธีจะมีผลดีผลเสียแตกต่างกัน ถ้าผู้ป่วยไม่มีปัญหาโรคประจำตัวอะไรเลย สามารถรักษาได้ทั้ง 3 วิธี ส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือในผู้สูงอายุ การล้างไตทางช่องท้องจะเหมาะสมกว่าการฟอกเลือด เพราะการฟอกเลือดจะต้องมีการต่อสายเข้ากับเส้นเลือด ซึ่งในผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องของหลอดเลือด และผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวานนั้น จะหาเส้นเลือดได้ค่อนข้างยาก ส่วนข้อจำกัดของการล้างไตทางช่องท้องคือ ผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดแล้วเกิดพังผืดในหน้าท้องอย่างมาก หรือผู้ที่เคยมีประวัติการผ่าตัดลำไส้ทะลุ จะไม่สามารถล้างไตทางช่องท้องได้ สำหรับการปลูกถ่ายไตนั้น เหมาะสำหรับคนที่มีอายุไม่มากนักเพราะต้องมีไตที่บริจาคให้โดยญาติพี่น้องที่เป็นสายตรง ถึงจะสามารถรับการรักษาได้ ล้างไตทางช่องท้อง vs ฟอกเลือด

ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับการปลูกถ่ายไตใหม่นั้น ผู้ป่วยต้องบำบัดทดแทนไตไปตลอดชีวิต ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและการล้างไตทางช่องท้อง ทั้งสองวิธีไม่ทำให้หายจากโรคไตวาย แต่เป็นการทำงานแทนไต คือ ล้างเอาน้ำและของเสียออกจากร่างกาย เมื่อหยุดล้างไต ของเสียในเลือดก็จะสะสมขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้น ผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จึงต้องล้างไตเป็นประจำ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและให้มีชีวิตอยู่ได้เช่นคนทั่วไป ซึ่งการล้างไตทางช่องท้อง (PD) นั้น ภาครัฐได้กำหนดให้เป็นนโยบาย “PD first policy” ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2551 โดยผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายจะได้รับบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้องเป็นอันดับแรก และเบิกค่ารักษาได้เต็มจำนวน ซึ่งพบว่าภายหลังมีนโยบายนี้ ช่วยให้ผู้ป่วยโรคไตเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีชีวิตยืนยาวขึ้น

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในการเสวนา “4 ปีกับทิศทางและนโยบายการล้างไตทางช่องท้อง เพื่อชีวิตอิสระผู้ป่วยไตวายในระยะสุดท้าย” ณ  ม.ศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่าปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ยังคุ้นเคยกับการฟอกเลือดและมีความเชื่อว่าการฟอกเลือด (HD) ดีกว่าการล้างไตทางช่องท้อง (PD) และเจ้าหน้าที่บางท่านก็ยังมีความนิยมที่จะทำ HD มากกว่า PD อยู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลทางด้านทางการแพทย์จะให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกัน แต่การทำ PD จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความสะดวกมากกว่า และสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยที่ส่วนใหญ่เป็นสังคมชนบท เพราะวิธีนี้ผู้ป่วยสามารถทำได้เองที่บ้าน ทำให้ประหยัดค่าเดินทางและค่ารักษาทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ และบางคนสามารถทำงานได้เป็นปกติสามารถหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ อีกทั้ง PD ยังเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ และระบบสาธารณสุขของไทยในปัจจุบันที่ขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์

นอกจากนี้ในกรณีเกิดภัยพิบัติ การล้างไตทางช่องท้องก็จะมีความคล่องตัวมากกว่า เพราะการฟอกเลือดต้องอาศัยบุคลากรการแพทย์และเครื่องไตเทียมและต้องมีไฟฟ้าเป็นหลักในการที่จะให้เครื่องนั้นทำงานได้ แต่การล้างไตทางช่องท้อง แม้จะไม่มีไฟฟ้า ยังมีพยาบาลที่สามารถทำงานได้ และมีน้ำยาอยู่ผู้ป่วยก็สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แม้จะอยู่ในสภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ ซึ่งในช่วงมหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา จะเห็นว่า HD มีอุปสรรคมากกว่า บางคนต้องขึ้นรถเมล์ นั่งเรือไปโรงพยาบาล พอไปถึงโรงพยาบาลปิด แต่ผู้ป่วยโรคไตที่ทำ PD หากมีน้ำยาล้างไตที่บ้านผู้ป่วยก็จะสามารถล้างไตได้ด้วยตนเอง

ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 4 มีนาคม 2555

 

การดูแลและรักษาโรคไตวาย…กับบริบทของคนไทย ตอน 2 

 

ล้างไตทางช่องท้อง…กับความเชื่อเรื่องการติดเชื้อ?

ข้อมูลจาก แพทย์หญิงปิยะธิดา จึงสมาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตและการบำบัดทดแทนไต ศูนย์ล้างไตทางช่องท้อง โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) สาขาพร้อมมิตรและสาขาธนบุรี ระบุว่า การล้างไตทางช่องท้องนั้น เป็นการถ่ายเทของเสียออกจากร่ายกาย โดยการใส่น้ำเกลือลงในช่องท้องเพื่อชำระของเสียออก โดยทำวันละ 4 ครั้ง ผู้ป่วยก็จะรู้สึกสบายตัวเพราะสามารถถ่ายของเสียออกได้ทุกวัน โดยผ่านการอบรมไม่เกิน 1 สัปดาห์ ผู้ป่วยก็จะสามารถทำได้เอง ซึ่งจะมีการสอบก่อนที่ผู้ป่วยจะออกจากโรงพยาบาลด้วย หรือในบางรายที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำด้วยตนเองได้ ก็จะให้ญาติเป็น ผู้ทำให้ จะมีการนัดมาตรวจ ประมาณ 1-2 เดือนต่อครั้ง และมีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ สำหรับผู้ป่วยบางรายที่กังวลเรื่องการติดเชื้อจากการล้างไตทางช่องท้อง จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะบำบัดด้วยวิธีใดก็มีโอกาสติดเชื้อได้เช่นกัน  สำหรับผู้ป่วยที่ทำ PD นั้น แม้จะมีสายอยู่ที่หน้าท้อง แต่เชื้อโรคไม่สามารถเข้าท้องเราได้ เพราะเราปิดจุกอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วยบางคนมีอาชีพเก็บของเก่า เก็บขยะขาย ในช่วงที่เขาทำงาน เชื้อโรคจากภายนอก   ก็ไม่สามารถกระโดดเข้าท้องเขาได้ เชื้อโรคจะมีโอกาสเข้าได้ตอนขณะเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเท่านั้น ที่เราเปิดจุกนี้ออก ดังนั้นหากผู้ป่วยได้รับการฝึกอบรมและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดในการรักษาความสะอาดขณะเปลี่ยนถ่ายน้ำยา ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

ล้างไตทางช่องท้อง…ทางเลือกเพื่อชีวิตอิสระ

ข้อมูลจาก นางนงลักษณ์ ไชยศรีสวัสดิ์ อายุ 46 ปี ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย จากจังหวัดเชียงราย ที่ฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมตั้งแต่ปี 2542 ผ่านไป 10 ปี จึงเปลี่ยนมารักษาด้วยการล้างไตทางช่องท้อง ปัจจุบันได้ล้างไตทางช่องท้องมา 2 ปีกว่าแล้ว นางนงลักษณ์ เล่าว่า “สาเหตุที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนจากการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมมาเป็นการล้างไตทางช่องท้อง เพราะว่าการฟอกไตต้องใช้เงินในการรักษาเดือนละหมื่นกว่าบาท และในสภาพของผู้ป่วยโรคไตที่ต้องฟอกไต 3 วันต่อสัปดาห์จึงไม่สามารถประกอบอาชีพที่ต้องใช้แรงงานได้เลย อีกทั้งบ้านห่างจากโรงพยาบาลร้อยกว่ากิโลเมตร ต้องเสียเวลาทั้งวันทำให้สภาพอารมณ์แปรปรวน กังวลทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย การจำกัดน้ำดื่ม และจำกัดอาหาร”

“การล้างไตทางช่องท้อง ช่วยให้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายหมดไป เพราะรัฐบาลจ่ายให้ ผ่านการใช้บัตรประกันสุขภาพ ก่อนหน้าที่จะมีโครงการนี้ผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องต่อสู้กับค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ๆ มาโดยตลอดและสิ่งที่ดีอีกเรื่องหนึ่งคือ ผู้ป่วย ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ สามารถล้างไตเองได้ที่บ้าน เพียงวันละ 4 รอบ ช่วยให้ขับของเสียในร่างกายออกไปได้ทุกวัน การล้างไตทางช่องท้องทำให้ร่างกายของข้าพเจ้าดีขึ้น แข็งแรง สามารถทำงานและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เหมือนคนปกติได้ เพราะที่ผ่านมาแค่การเดินขึ้น-ลงบันไดก็หอบเหนื่อยแล้ว ทุกวันนี้ข้าพเจ้าแข็งแรงดี นอนหลับสบาย ทานอาหารได้ดี สามารถไปต่างจังหวัดหลาย ๆ วันได้ และสามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ เพราะที่ผ่านมาข้าพเจ้าห่างโรงพยาบาลที่มีเครื่องฟอกไตเทียมไม่ได้เลย”

สำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย หากอยู่ภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดผ่านบัตรประกันสุขภาพ อีกทั้งยังมีระบบการส่งจ่ายน้ำยาล้างไตให้กับผู้ป่วยที่ต้องล้างไตทางช่องท้องฟรีถึงบ้าน โดยผู้ป่วยไม่ต้องกังวล   ในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาล้างไตที่โรงพยาบาล สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330

อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคไตวายเรื้อรัง ด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคเกาต์และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การใช้ยาที่ไม่ทราบแหล่งที่มา โดยเฉพาะยาสมุนไพร ยาหม้อ หรือยาเม็ดลูกกลอน รวมถึงยาแผนปัจจุบันบางชนิดที่รับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เพื่อยืดอายุการทำงานของไตให้ยาวนาน และยืดอายุท่านให้ยืนยาวขึ้น

ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2555