รู้เท่าทัน อุบัติการณ์ ′มะเร็ง′

matichon141207_01จากสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกในปี 2551 พบว่า “โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ ของคนทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 12.7 ล้านคน และผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งราว 7.6 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 13 จากสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลก และคาดว่าในปี 2573 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งราว 13 ล้านคน ประมาณ 70% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ต่ำ

ว่ากันในภาพรวมของคนทั่วโลกแล้ว สำหรับประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมาพบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งประมาณ 61,082 คน / ปี แบ่งเป็นเพศชาย 35,431 คน / ปี และเพศหญิง 25,645 คน / ปี ใน พ.ศ. 2554

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รักษาการผู้อำนวยการ รพ.จุฬาภรณ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยแล้วอุบัติการณ์โรคมะเร็งจะคล้ายกับทั่วโลก ทั้งนี้ โรคมะเร็งที่เป็นปัญหาสำคัญในไทย 5 อันดับแรก ได้แก่มะเร็งตับและท่อน้ำดี  มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ รายงานจาก Cancer in Thailand Volume. VII 2007- 2009 สามารถแยกมะเร็งที่พบมาก 5 อันดับแรก ตามเพศได้ คือ เพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง สำหรับเพศหญิง ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

“อุบัติการณ์โรคมะเร็ง พบว่าในแต่ละประเทศอัตราการเสียชีวิตจะค่อยๆ แซงโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบมะเร็งบางชนิดมากขึ้น เช่น มะเร็งเต้านม ส่วนหนึ่งคิดว่าน่าจะเกิดจากสิ่งแวดล้อม อาหารการกิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเกิดโรคก็ยังสูงอยู่เพราะผลการรักษายังไม่ได้ดีเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนายังไม่แตกต่างกันมากนัก”

ศ.นพ.นิธิกล่าวต่อไปว่าปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งทุกชนิดให้มองไปที่ประวัติของคนในครอบครัวเป็นเรื่องพันธุกรรม ที่เราต้องรู้ แล้วต้องหมั่นมาตรวจเช็ก นอกจากนี้ ยังมี อาหาร อากาศ มลพิษ ที่เป็นปัจจัยรวมๆ ซึ่งเราจับชัดเจนได้ยาก แต่ถามว่ามีไหม มีแน่นอน อย่างเช่นสภาพแวดล้อมปัจจุบันสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมันเยอะขึ้น อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ ไปทำโครงการที่บ้านหลวง จ. น่าน ก็พบว่าคนเป็นมะเร็งตับค่อนข้างเยอะ ตอนแรกนึกว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีแต่ไม่ใช่

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่สภาพแวดล้อมซึ่งเรายังไม่รู้ต้องทำงานวิจัยต่อไป ส่วนการป้องกัน คือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ต่างๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันคือการควบคุมน้ำหนักตัว เพราะเราพบว่า คนอ้วนมีแนวโน้มเป็นมะเร็งบางชนิดสูงมาก เราต้องหันมาออกกำลังกาย ลดเนื้อสัตว์ ไขมันสูง หันมาทานผักผลไม้กันมากขึ้นโอกาสเป็นมะเร็งก็จะน้อยลง อันนี้เป็นภาพรวมๆ ที่จะลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งได้”

สำหรับเรื่องที่คนในปัจจุบันเป็นมะเร็งขณะที่อายุยังน้อย ศ.นพ.นิธิ อธิบายว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยง บวกกับพันธุกรรม ทางการแพทย์อธิบายว่าคนที่เป็นมะเร็งต้องมีพันธุกรรมที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอสิ่งแวดล้อม อาหาร ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจึงทำให้เกิด “มะเร็ง” ง่ายขึ้น

ขณะที่คนบางคนมีพันุกรรมที่เข้มแข็งกว่าหรือปฏิบัติตัวดีกว่า เมื่อเจอสิ่งแวดล้อมเหมือนกันกลับไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ ปัจจุบันทางการแพทย์จึงนำเรื่องพันธุกรรมมาใช้ในการป้องกัน รักษา ที่พูดถึงมากก็คือ Personalized medicine เมื่อมีมะเร็งบางอย่างที่มีจุดอ่อนอยู่ในยีนส์หรือพันธุกรรมก็จะแนะนำให้หลีกเลี่ยง หรือถ้าเป็นแล้วก็จะรักษาได้อย่างตรงจุด เฉพาะเจาะจง และไม่ไปทำลายเซลล์อื่นๆ รวมทั้งยังป้องกันไม่ให้กระจาย ที่เราเรียกว่า การรักษาแบบจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็ง (Targeted Therapy)

“ในปัจจุบันการรักษามีความก้าวหน้ามาก อย่างที่ รพ.จุฬาภรณ์ เราก็มีนวัตกรรมการตรวจพันธุกรรมเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ และจะขยายออกไปให้ครอบคลุมมะเร็งชนิดอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ เรายังคงเน้นการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะคนที่มีประวัติของคนในครอบครัวต้องทำการคัดกรองเร็วกว่าปกติ เรามีการพัฒนางานวิจัยอื่นๆ เช่น รังสีรักษา เคมีบำบัด มีเครื่องมือรังสีรักษาที่ทันสมัย และกำลังจะจัดหาที่ทันสมัยยิ่งขึ้น คือสามารถรักษาแบบเฉพาะเจาะจงของก้อนเนื้อได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น เราเน้นการรักษาทางด้านจิตใจ ทั้งคนไข้และญาติด้วยเพราะคนที่เป็นมะเร็ง เขามีความทุกข์มาก เหตุนี้จึงมีการรักษาแบบผสมผสาน เช่น การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิก ร้องเพลง ศิลปะบำบัด ทำสมาธิ กายภาพบำบัด เราให้ความสำคัญในเรื่องการดูแลจิตใจเท่าๆ กับการรักษาทางการแพทย์

แม้เทคโนโลยีสูงแค่ไหนแต่เราก็ไม่ควรลืมด้านนี้ เพราะมีข้อมูลเยอะแยะที่พบว่าการทำสมาธิในคนที่เป็นมะเร็งอายุจะยืนยาวมากขึ้นมีภูมิต้านทานสูงขึ้นมีความสุขมากกว่า ส่วนคนที่อยากใช้สมุนไพร หากเป็นมะเร็งแล้วควรจะตรวจในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงดูข้อดีข้อเสียของสมุนไพรให้ชัดเจน ต้องมีความรู้ทั้งสองด้านแล้วจึงตัดสินใจ”

ศ.นพ.นิธิ กล่าวในตอนท้ายว่า มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง คือ
1.รับประทานอาหารให้ถูกต้อง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เรารู้ชัดๆ เช่น บุหรี่
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
4.ควบคุมน้ำหนัก
5.พักผ่อนให้เพียงพอ

การตรวจคัดกรองแต่ละคนในแต่ละช่วงอายุก็ควรจะทำ รู้เร็วโอกาสหายก็จะมากขึ้น ส่วนการรักษา นอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด และรังสีรักษาแล้ว การรักษาผสมผสานก็ควรทำควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องของสมาธิ การออกกำลังกาย โดยเฉพาะเรื่องจิตใจของคนไข้เป็นเรื่องสำคัญ

“หากใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับมะเร็ง รพ.จุฬาภรณ์เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ยินดีต้อนรับ เพราะที่นี่เกิดจากพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่อยากให้คนไทยห่างไกลจากมะเร็ง และพระองค์ท่านอยากให้คนไทยพ้นทุกข์ให้ได้มากที่สุดไม่ว่าเขาจะมีฐานะอย่างไร”

ที่มา: มติชน 7 ธันวาคม 2557

Advertisements

อาหารเสี่ยงมะเร็ง

images00006

 (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 153 กันยายน 2556 โดย โรงพยาบาลจุฬาภรณ์)

ที่มา: www.manager.co.th

.

บทความที่เกียวข้อง

.

อาหารที่เพิ่มควมเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง มีดังนี้

  • อาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ เช่น หนังไก่ทอด, ขาหมูติดมัน, ปาท่องโก๋
  • อาหารที่มีรสเค็มจัดและหวานจัด เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง
  • อาหารประเภท ปิ้ง ย่าง เผาจนไหม้เกรียม
  • อาหารที่ผสมสีฉูดฉาดและสีผิดธรรมชาติ
  • อาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย
  • อาหารรมควัน เช่น ไส้กรอกรมควัน, ขาหมูรมควัน
  • อาหารหมักดองด้วยเกลือ เช่น มะม่วงดอง
  • อาหารแปรรูปบางชนิด เช่น หมูยอ แหนม
  • อาหารที่เก็บไว้นาน อาหารประเภทนี้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อรา และพิษจากเชื้อรา พบมากในถั่วลิสง ข้าวโพด
  • เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

อาหารกับการป้องกันมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

คำถามถามบ่อยอาหารกับโรคมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

ความเชื่อเรื่องโรคมะเร็ง

dailynews130209_001โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องกันมายาวนานหลายปี และมีแนวโน้มอัตราการเกิดเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเรื่องโรคมะเร็ง ดังนั้นในวันมะเร็งโลก 4 ก.พ.  ที่ผ่านมา สมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากลได้กำหนดหัวข้อรณรงค์ว่า “Cancer-Did you know?” หรือ “มะเร็ง-คุณรู้แค่ไหน?” เพื่อเป็นการทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็ง

นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ความเชื่อที่ว่าโรคมะเร็งเป็นแค่ปัญหาสุขภาพ แต่ความจริงโรคมะเร็งยังเป็นสาเหตุของปัญหาสังคม และเศรษฐกิจ อีกทั้งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่ผู้มีฐานะร่ำรวยหรือยากจน โดย 70% ของมะเร็งทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนา ไม่ใช่ประเทศตะวันตก หรือสิ่งที่คนไทยมีความเชื่อไม่ถูกต้องว่า มะเร็งเป็นโรคเคราะห์กรรมหรือโชคชะตา แต่สิ่งที่ทุกคนควรทราบ คือ มะเร็งเป็นโรคที่ป้องกันได้ และมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ มะเร็งไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยทุกคนเสียชีวิตอย่างที่เคยเข้าใจ

ความเชื่อที่ว่ามะเร็งเป็นโรคของผู้สูงอายุ ก็ไม่ใช่ เพราะคนอายุน้อยก็มีสิทธิเป็นโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างมะเร็งเต้านม คนอายุน้อยกว่า 40 ปีพบถึง 30% ดังนั้นสถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงเน้น “5 ทำ 5 ไม่”  5 ทำ คือ ออกกำลังกายเป็นนิจ ทำจิตแจ่มใส กินผักผลไม้ อาหารหลากหลาย ตรวจร่างกายเป็นประจำ 5 ไม่ คือ ไม่สูบบุหรี่ ไม่มีเซ็กซ์มั่ว ไม่มัวเมาสุรา ไม่ตากแดดจ้า ไม่กินปลาน้ำจืดดิบ การปฏิบัติเช่นนี้จะป้องกันมะเร็งได้

ด้าน นพ.ภัทรพงศ์ พรโสภณ นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มงานเคมีบำบัด สถาบันมะเร็ง แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนที่เป็นโรคมะเร็งแล้วและไม่เป็นโรคมะเร็ง มีความเชื่อเรื่องโรคมะเร็งที่ผิด ๆ หลายอย่าง เช่น เชื่อว่าโรคมะเร็งป้องกันไม่ได้ เชื่อว่าจะต้องกินอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายอย่าง เชื่อว่าห้ามกินเนื้อสัตว์ เชื่อว่ารักษาแล้วจะเสียชีวิต ความจริง คือ มะเร็งป้องกันได้ ไม่จำเป็นต้องกินอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแต่ควรเน้นผักและผลไม้ และกินอาหารให้หลากหลาย กินได้ทุกอย่าง ส่วนที่เชื่อว่าการรักษาโรคมะเร็ง  จะทำให้เสียชีวิตนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการรักษาในระยะเริ่มแรกสามารถทำให้หายขาดได้

ทุกคนคิดว่ายาที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็งจะต้องมาจากสารเคมีเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าสมุนไพรหลายตัวถูกนำมาใช้เป็นเคมีบำบัด เพียงแต่ต้องมาแยกสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งแต่ละชนิด และต้องดูว่าใช้ส่วนไหนของสมุนไพร เพราะสมุนไพรบางตัวใช้ไปแล้วมีปัญหากดเม็ดเลือดขาวให้ต่ำและทำให้เกิดการติดเชื้อได้

สำหรับการใช้ยาแผนปัจจุบันควบคู่กับยาสมุนไพรในการรักษาโรคมะเร็งนั้น จากข้อมูลงานวิจัยหลายชิ้น ระบุว่า สมุนไพรหลายอย่างเมื่อใช้แล้วไม่ได้ลดผลข้างเคียง แต่ไปลดประสิทธิภาพของยาแผนปัจจุบันที่ใช้ในการรักษา ดังนั้นไม่ได้หมายความว่า การใช้ยาสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันดีเสมอไป อย่างไรก็ตาม การจะเปลี่ยนความเชื่อของประชาชน ต้องให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ซึ่งสื่อมวลชนมีส่วนอย่างมาก.

นวพรรษ บุญชาญ

ที่มา :  เดลินิวส์ 9 กุมภาพันธ์ 2556