โรคปวดข้อคนไข้สนใจฝังเข็ม และกายภาพบำบัดเพิ่มขึ้น

dailynews140727_02โรคปวดข้อเป็นโรคเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ ปวดไปตามข้อต่าง ๆ รอบตัว ที่พบกันบ่อยคือที่ข้อเข่า ปวดเป็น ๆ หาย ๆ เวลาจะเปลี่ยนอิริยาบถจากนั่งเป็นยืน หรือเปลี่ยนท่ามักจะปวดขัดมาก พอเดิน ๆ ไปก็หาย และแล้วก็มาปวดใหม่อีกวนเวียนอยู่เช่นนี้ ทำให้ทรมาน ไม่สะดวกในการเดินทาง ยาระงับปวดมักมีติดตัวกินกันมาตลอด โรคปวดข้อเป็นโรคหนึ่งที่บั่นทอนสุขภาพชีวิตประจำวันอย่างมาก

สาเหตุ มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ความเสื่อมของกระดูก การปฏิบัติตัวในกิจวัตรประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า การนั่งที่ต้องห้าม นั่งขัดสมาธิ นั่งยอง ๆ และนั่งพับเพียบ จะทำให้เอ็นรอบเข่าตึงขึ้น ผู้ที่ต้องปฏิบัติธรรม นั่งนาน ๆ นั่งบนเก้าอี้ดูจะผ่อนคลายข้อเข่าดีขึ้น

ผมมาคุยเรื่องปวดข้อเข่าวันนี้เนื่องด้วยมูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล ได้ไปออกหน่วยแพทย์ ณ โรงเรียนมัธยมตระการพืชผล อ.ตระการพืชผล จ.อุบลราชธานี เมื่อ 13 มิ.ย. 57 จากความร่วมมือของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วปอ. รุ่น 27 มณฑลทหารบกที่ 22 คนไข้ให้ความสนใจมาตรวจกันมาก 7,830 ราย

คณะแพทย์พยาบาลที่ไปช่วยกันตรวจคนไข้ราว 300 ท่าน จาก 17 โรงพยาบาลใน กทม. จะจัดเป็นหน่วยตรวจต่าง ๆ โดยเป็นเรื่องโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทางราว 25 คลินิก สำหรับเรื่องปวดข้อที่ได้คุยมา โดยทั่วไปคนไข้ประเภทนี้จะมาตรวจทางแพทย์กระดูกหรือออร์โธปิดิกส์แพทย์ ซึ่งมีอยู่ 2 คณะด้วยกัน จาก รพ.เลิดสิน และ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งแพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคให้คำแนะนำ ให้ยา บางรายอาจฉีดยาเข้าไปในข้อเพื่อระงับการอักเสบด้วย

คลินิกทางด้านระงับการปวด : โรคปวดข้อนี้คณะที่มาช่วยตรวจรักษาคนไข้มาจากหลายสถาบัน การแพทย์แผนไทยจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ, ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ม.มหิดล, คลินิกหัวเฉียวแพทย์ไทยจีน และคณะแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต ในภาพรวมคล้ายเป็นแพทย์ทางเลือกคนละแบบกับการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นภูมิปัญญาของคนไทยมาแต่เก่าก่อนหรือแพทย์แผนไทยที่เราคุ้นหูกัน นอกจากนี้ก็เป็นแพทย์แผนจีนและอินเดีย ซึ่งมีประวัติการรักษาเรื่องปวดมายาวนานมากเช่นกัน

วิธีการรักษา : ทางแพทย์แผนไทย จะตรวจวินิจฉัยโรค จ่ายยาสมุนไพร ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู กายภาพบำบัดจะให้บริการเรื่องการนวด นวดแบบแผนไทย นวดกดจุด การแช่เท้าด้วยยาสมุนไพร มีไพร ขมิ้นชัน มะกรูด เป็นตัวหลัก และอื่น ๆ ร่วมด้วยอีก แช่เท้าราว 15 นาที จะทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดปวดข้อเท้าได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้น และจะให้ออกกำลังกายแบบฤาษีดัดตน ลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ลดปวดข้อตามตัว ลดอาการชา แล้วได้ยาสมุนไพรไปกินต่อด้วย

ทางแพทย์แผนจีน จะมีการฝังเข็ม เป็นศาสตร์สำคัญมากอย่างหนึ่งทำกันมายาวนาน การไปกระตุ้นประสาทใต้ผิวหนังซึ่งมีเครือข่ายถึงกันหมดในร่างกาย จะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย แบบปวดข้อ ปวดหลัง เบาปวดเมื่อยตามร่างกายไปได้

การแพทย์แผนอินเดีย เป็นศาสตร์ที่มีมายาวนานมากเช่นกัน แพทย์จะตรวจซักประวัติหาสาเหตุของโรคนั้น ๆ พร้อมให้คำแนะนำจนเข้าใจและให้ยามารับประทานต่อด้วย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นทางเลือกของคนไข้อีกทางหนึ่ง ที่เลี่ยงมาจากการรักษาแผนปัจจุบัน อยากมาลองดูทางด้านนี้และมีคนมาใช้บริการกันมากด้วย โรคปวดเมื่อย ปวดข้อเป็นโรคเรื้อรังต้องใช้เวลา คนไข้บางครั้งก็ใจร้อน อยากลองทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้างหวังจะให้หายเร็วขึ้น และรู้สึกสบายใจที่ได้รักษาหลาย ๆ ทาง เพื่อหวังจะได้หายจากโรคปวดทั้งหลายเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อตามร่างกายเป็นโรคเรื้อรัง คนไข้รักษาทางแพทย์แผนปัจจุบันมานานยังไม่ค่อยหายเลยเปลี่ยนมารักษาแพทย์ทางเลือกดูบ้าง มีทั้งแพทย์แผนไทย จีน และอินเดีย ล้วนมีประวัติการรักษาว่าได้ผลมายาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรคงต้องมีการติดตามและประเมินผลกันต่อไป.

นพ.สุวิทย์ เกียรติเสวี
suvit.kiatisevi@gmail.com

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

“แพทย์ทางเลือก” ศาสตร์เพื่อการแสวงหาทาง “รอด” โดย นพ.วิชัย เทียนถาวร

ผู้เขียนมีโอกาสเข้าร่วมงานที่เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกหลายครั้ง ทั้งศาสตร์แผนไทยและศาสตร์แผนจีน และทุกครั้งก็จะขอลองใช้ศาสตร์ทางเลือกเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยผึ้ง การตอกเส้น หมอแมะจับชีพจรเพื่อตรวจสุขภาพ หรือแม้แต่ทดลองฝังเข็ม ซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย ผู้เขียนก็ชอบและสนใจเสียด้วย ดังนั้น เมื่อมีโอกาสก็จะขอใช้บริการและทดลอง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตัวเอง

ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ และการประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 5-9 กันยายน 2555 ซึ่งจบลงไปแล้ว กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกของ คุณหมอสุพรรณ ศรีธรรมมา หัวเรือใหญ่ รายงานความสำเร็จด้วยยอดผู้เข้าร่วมงาน 5 วัน กว่า 150,000 คน ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสนใจด้านสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการรักษาด้วย “การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก”

มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 9 นอกจากความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐแล้ว ยังมีองค์กรเอกชนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิสุขภาพไทย มูลนิธิหมอชาวบ้าน มูลนิธิชีววิถี มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) รวมถึงบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมจัดงานให้ยิ่งใหญ่สมกับการประชุมวิชาการประจำปีและการประชุมการแพทย์ลุ่มน้ำโขง อันเป็นการขับเคลื่อนภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ การแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก เพื่อพัฒนาการสร้างและจัดการองค์ความรู้ สร้างความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่างๆ เป็นการเสริมสร้างศักยภาพในการพึ่งตนเองด้านสุขภาพ โดยปีนี้ เขามีหัวข้อหลักว่า “นวดไทย มรดกไทย สู่มรดกโลก”

ความหมายการแพทย์ทางเลือกสำหรับประเทศไทย สำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ให้นิยามไว้ หมายถึง การแพทย์ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทย การแพทย์อื่นๆ ที่เหลือถือเป็น “การแพทย์ทางเลือก” ทั้งหมด และมีการจำแนก การแพทย์ทางเลือก ตามการนำไปใช้ ประกอบด้วย

Complementary Medicine คือ การแพทย์ทางเลือกที่นำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์ แผนปัจจุบัน

Alternative Medicine คือ การแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยไม่ต้องอาศัยการแพทย์แผนปัจจุบัน

จากรายงานการศึกษาของ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ (ตุลาคม 2540) ทำการส่งแบบสอบถามไปยังหน่วยงาน กรม กอง ทางวิชาการในส่วนกลาง และหน่วยงานส่วนภูมิภาคของกระทรวงสาธารณสุขที่คาดว่าเกี่ยวข้อง จำนวน 253 หน่วยงาน เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานด้านการแพทย์ทางเลือกจากหน่วยงานต่างๆ ดังกล่าว พบว่า ศาสตร์ที่คนไทยรู้จัก ให้ความศรัทธาและมีความนิยมใช้จำนวน 25 ศาสตร์ คือ สมุนไพร การนวด สมาธิ/โยคะ, การนวดศีรษะ, รำมวยจีน/ไทเก็ก, พลังรังสีธรรม, สมาธิหมุน, ชีวจิต, พลังจักรวาล/โยเร, การฝังเข็ม, การฟังดนตรี, การสวดมนต์/ภาวนา, อบสมุนไพร, การใช้เครื่องหอม/ยาดม, การใช้วิตามิน/เกลือแร่/อาหารปลอดสารพิษ, ดื่มน้ำผัก/ผลไม้, การสวนล้างพิษ, การดูหมอ/รดนำมนต์, ศิลปะบำบัด,
การผ่อนคลายแบบ Biofeedback, การใช้คาถา/เวทมนต์, การเพ่งโดยการใช้แสง สี เสียง, การเข้าทรงนั่งทางใน, การใช้เก้าอี้แม่เหล็กไฟฟ้า, การใช้วิชาธรรมจักร

นอกจากนี้ยังมีการนำศาสตร์การแพทย์ทางเลือกรูปแบบต่างๆ ไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรังต่างๆ ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ชัดเจนที่สุดคือ กลุ่มเพื่อนมะเร็งที่มีการนำเอาการแพทย์ทางเลือกทั้งในรูปแบบของอาหารสุขภาพ การนั่งสมาธิ การใช้หินบำบัด ฯลฯ มาใช้ร่วมด้วย (ข้อมูล : สำนักการแพทย์ทางเลือก)

เรื่องการแพทย์ทางเลือก นอกจากศาสตร์โบราณของไทยแล้ว ศาสตร์ด้านแพทย์แผนจีน ก็ได้รับความสนใจจากคนไทยมากเช่นกัน ผู้เขียนมีโอกาสเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ The First Acupuncture Forum ประจำปี 2555 ขึ้น ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการประชุมด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีนที่มีมาตรฐานระดับสากล

ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ผ่านการอบรมหรือเรียนเพิ่มเติมด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีน โดยเน้น “การฝังเข็ม” เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง ซึ่งน่าสนใจในการเป็นแพทย์ทางเลือกเพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นปัญหาทั้งในประเทศไทยและของโลก

ในครั้งนี้ได้มีการลงนามความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพร โรงพยาบาลนครปฐม โดยอธิบดีกรมควบคุมโรค และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในเชิงวิชาการด้านการแพทย์และการสาธารณสุขของทั้งสองประเทศในอนาคต

การฝังเข็มอยู่ในศาสตร์แพทย์ทางเลือก ซึ่งตรงตามความหมายของคำ ขึ้นอยู่กับผู้รับการรักษา ที่จะเลือกวิธีการรักษาด้วยตนเอง หรือจะใช้การรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ ด้านความน่าเชื่อถือของศาสตร์การฝังเข็มนั้น ข้อมูลจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ในปี 2552 องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มจากทั่วโลก กำหนดรายชื่อโรคที่ยอมรับในการรักษาหรือบรรเทาอาการด้วยวิธีฝังเข็ม 

1.การรักษาที่ได้ผลเด่นชัด เป็นพิเศษ
อาการปวด ปวดต้นคอเรื้อรัง หัวไหล่ ข้อศอก สันหลัง ปวดเอว ปวดหัวเข่า ปวดจากโรครูมาตอยด์ ปวดจากการเคล็ดขัดยอก ปวดประจำเดือน ปวดนิ่วในถุงน้ำดี ปวดศีรษะ มีสาเหตุมาจากความเครียด หรือก่อนการมีประจำเดือน ปวดเนื่องจากสาเหตุต่างๆ ปวดในระบบทางเดินปัสสาวะ ปวดเส้นประสาท หรือปวดเส้นประสาทบนใบหน้า ปวดหลัง การผ่าตัด ปวดไมเกรน อาการซึมเศร้า

โรคอาการทั่วไป อัมพฤกษ์ และผลข้างเคียงหลังจากป่วยด้วยโรคทางสมอง ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ งูสวัด เม็ดเลือดขาวน้อยกว่าปกติ สมรรถภาพทางเพศถดถอย ภูมิแพ้ หอบหืด หวาดวิตกกังวล นอนไม่หลับ ขากรรไกรค้าง แพ้ท้อง คลื่นเหียนอาเจียน การเลิกเหล้าบุหรี่ ยาเสพติด

2.การรักษาที่ให้ผลดี อาการเจ็บเฉียบพลันหรือเรื้อรังในลำคอ (ต่อมทอนซิล) อาการวิงเวียนศีรษะสาเหตุจากน้ำในช่องหู สายตาสั้นในเด็ก

เด็กในครรภ์มารดาอยู่ในท่าขวาง (ทำให้คลอดยาก) อาการผิดปกติของลำไส้เมื่อเกิดความเครียด

3.การรักษาที่ได้ผล ท้องผูก ท้องเดิน การมีบุตรยาก ที่มีสาเหตุจากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย กระเพาะอาหารเลื่อนต่ำ เรอบ่อย ปัสสาวะไม่รู้ตัว ไม่คล่อง ไซนัสอักเสบ หญิงหลังคลอดมีน้ำนมไม่พอ

อย่างไรก็ตาม ในทรรศนะของผู้เขียน “แพทย์ทางเลือก” ทั้งศาสตร์ไทยและจีน นับเป็นศาสตร์ทางเลือกอย่างหนึ่งเพื่อการแสวงหา “ทางรอด” ให้กับผู้ป่วย รวมถึงการใช้เป็นทางเลือกเพื่อการป้องกันโรค ซึ่งผู้ป่วยหรือประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบใดในการดูแลสุขภาพของตนเอง

…นั่นหมายถึง..ทางเลือกเพื่อให้ “รอด” ชีวิต ด้วยการเลือกใช้ “แพทย์ทางเลือก” เป็นสิทธิที่ท่านหรือพวกเราจะเลือกได้นะครับ…

หน้า 6, มติชนรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2555 

ที่มา: มติชน 4 ตุลาคม 2555

‘มฟล.’เปิดรพ.ทางเลือกแห่งแรกในไทย เพิ่มโอกาสการรักษามากกว่า 1 ทางเลือก โดย ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ

จ.เชียงราย เหนือสุดแดนสยาม เป็นที่ตั้งของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุด ไม่ว่าใครที่ได้มีโอกาสไปเยือนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน กระทั่งเว็บไซต์ http://www.eduzones.com จัดลำดับให้เป็นมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในประเทศไทย ล่าสุดวันที่ 25 กันยายน มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ก้าวเข้าสู่การสถาปนาครบรอบ 14 ปี ได้จัดพิธีเปิด โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อย่างเป็นทางการ โดยมี รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล. ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ทางเลือก ผู้สูงอายุ ร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมกับเสวนา เรื่อง “ศาสตร์การแพทย์ทางเลือกกับการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน” วิทยากรโดย นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข และพญ.สุลัคนา น้อยประเสริฐ แพทย์ประจำคลินิกฝังเข็ม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

อธิการบดี มฟล. กล่าวว่า การรักษาแพทย์ทางเลือกนั้น ทางโรงพยาบาลได้ดำเนินการมาแล้ว 3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากต้องศึกษาแนวโน้มว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือไม่ ประชาชนมาใช้บริการมากน้อยแค่ไหน ทว่าถึงวันนี้มีผู้มาใช้บริการจำนวนมากขึ้น มฟล.จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเลือกรักษาโรคให้แก่ประชาชนมากกว่า 1 ทางเลือก ทั้งการรักษาด้วยการฝังเข็มแบบจีน เกาหลี เยอรมัน เวียดนาม ฯลฯ ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจบการศึกษาด้านการฝังเข็มจากประเทศจีนโดยตรง คลินิกกายภาพบำบัดและธาราบำบัด การนวดกดจุด และการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย และนำศาสตร์การแพทย์ทางเลือกอื่นๆ เสริมเข้ามาให้บริการ กว่า 10 รายการ เช่น คลินิกผึ้งบำบัด การล้างพิษ ครอบแก้วสุญญากาศ การจัดสมดุลกระดูก

“เรามีความจริงใจที่จะให้บริการแพทย์ทางเลือกอย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ต้องการทางเลือกในการรักษาเยียวยาตนเองมากกว่าวิธีการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการกินยาหรือการผ่าตัด ในขณะที่ศาสตร์การแพทย์ทางเลือก มีความหลากหลายที่ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีเฉพาะที่เหมาะสมกับตนเอง อีกทั้งการแพทย์ทางเลือกหลายอย่างครอบคลุมการรักษาด้านจิตใจ และสอดคล้องกับการดำรงชีวิตประจำวันเป็นอย่างดี” อธิการบดี มฟล. อธิบาย

พญ.สุลัคนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม บอกว่า ปัจจุบันแนวโน้มการรักษาแพทย์ทางเลือกมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากได้รับยาแผนปัจจุบันติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้สุขภาพร่างกายแย่ลง เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ แต่ก็ไม่หายจากโรคที่เผชิญ ท้ายที่สุดจึงหาแนวทางการรักษาแบบใหม่ แพทย์ทางเลือกจึงเป็นวิธีต้นๆ ที่ได้รับความสนใจ และคาดว่าอนาคตจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

“ปัจจุบันคนเครียดเยอะขึ้น บางคนก็มีอาการปวดท้อง ปวดหัว คนส่วนใหญ่ที่อายุยังไม่มากก็เลือกที่จะรักษายาแผนปัจจุบัน ซึ่งหมอไม่แนะนำ อยากแนะนำให้ออกกำลังกาย เล่นโยคะ มีพฤติกรรมติดอยู่ในเกณฑ์หรือใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างน้อยพวกนี้จะช่วยได้ และในส่วนของการฝังเข็มก็ช่วยลดอาการปวด ลดอาการอักเสบ เพราะการฝังเข็มจะกระตุ้นให้หลั่งสารเอ็นโดรฟิน เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่งมาหาหมอเพราะเครียดค้าขายขาดทุนเป็นล้านบาท พอหมอฝังเข็มให้เขาบอกว่าดีขึ้นมาก… แต่คนที่เครียดตอนนี้กลับเป็นสามีเธอ(หัวเราะ)” พญ.สุลัคนา กล่าว

หลังจากการเสวนาเสร็จลง เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้นำชมการสาธิตการรักษาแพทย์ทางเลือก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินชมทุกการสาธิต พร้อมสอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ประจำจนลืมเหนื่อย บางคนถึงกับใช้บริการทันที เพราะโรงพยาบาลได้มอบบัตรกำนัลจำนวน 2,000 บาท ในขณะที่ผู้สูงอายุสอบถามข้อมูลอยู่นั้น ผู้เขียนได้พบกับผู้ป่วยท่านหนึ่งกำลังรักษาด้วยวิธีผึ้งบำบัด หลังจากเป็นอัมพฤกษ์ซีกขวา พูดไม่ชัด แต่หลังจากได้เข้ารับการรักษา อาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับผู้ที่สนใจจะชื่นชมความงามของสถานที่ หรือเข้ารับการรักษากับแพทย์ทางเลือก สามารถเดินทางมายังโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงใหม่ สอบถามได้ที่ โทร.0-5391-7563 ส่วนคนที่สนใจด้านความงามแต่ไม่สะดวกในการเดินทาง สามารถไปใช้บริการได้ที่คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย ที่อาคารอโศกเพลส สุขุมวิท 21 สอบถามได้ที่ โทร.0-2664-2295

ที่มา: คมชัดลึก 4 ตุลาคม 2555

.

Related Link:

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง : Mae Fah Luang University

โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เชียงราย

 

ฝังเข็มแก้อาการออฟฟิศซินโดรม เจ็บไหม หายปวดได้จริงรึเปล่า

หลังนั่งติดแหง่กอยู่กับโต๊ะทำงานมานานแรมปี หลายคนประสบปัญหาปวดหลังปวดไหล่ หรืออาการโดยรวมที่เรียกว่า “ออฟฟิศ ซินโดรม” ทายาก็แล้ว กินยาก็แล้ว ถึงขั้นไปนวดแผนโบราณก็ยังไม่ค่อยหาย งั้นมาลองอีกวิธีที่น่าสนใจอย่าง “ฝังเข็ม” กันสักหน่อย

“การฝังเข็มเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษา หรือบำบัดความเจ็บป่วย ตามแนวทางของแพทย์แผนจีนที่มีมากว่า 2,000 ปีแล้วค่ะ ซึ่งการฝังเข็มคือ การแทงเข็มลงไปบนจุดฝังเข็มตามร่างกาย ซึ่งอยู่ที่เส้นลมปราณ เพื่อปรับสมดุลของร่างกาย

เพราะแพทย์แผนจีนเชื่อว่า หากเลือดและลมปราณทำงานสอดคล้องกันดี ร่างกายก็จะแข็งแรง แต่หากลมปราณและเลือดลมไหลเวียนไม่ดีร่างกาย ก็จะเกิดอาการเจ็บป่วย ซึ่งการฝังเข็มนี้ เข็มที่ปักลงไปจะสามารถกระตุ้นลมปราณให้เลือดไหลเวียนได้อย่างไม่ติดขัด อวัยวะที่ทำงานผิดปกติก็จะคืนสู่สภาพปกติ จนสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้” ภทรพรรณ วงศ์ทางประเสริฐ แพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็มแห่งปราณณารา เกริ่นนำถึงเหตุผลที่การฝังเข็มสามารถบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้

แพทย์สาวหน้าใส อธิบายให้เราฟังต่อว่า การฝังเข็มสามารถรักษาโรคได้หลากหลาย เช่น บรรเทาอาการปวดต่างๆ ทั้งปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดประจำเดือนฯ รักษาโรค อย่างอัมพฤกษ์, อัมพาต, ภูมิแพ้, เบาหวาน, อัลไซเมอร์ หรือแม้แต่สิว, ฝ้า, ผมร่วง, อาการผิดปกติ อย่าง นอนไม่หลับ, เครียด, ซึมเศร้า การฝังเข็มก็ยังช่วยได้

โอกาสนี้ เราพาสาวออฟฟิศ ผู้มีอาการป่วยด้วยภาวะออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome) มาเป็นกรณีตัวอย่าง ให้คุณหมอสาธิตการฝังเข็ม เพื่อช่วยบรรเทาอาการป่วยของเธอ

“ปกติต้องนั่งทำงานนานๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ค่ะ ระยะหลังมานี้เริ่มมีอาการปวดต้นคอ ปวดไหล่ เลยหาทางออกด้วยการออกกำลังกาย แต่แทนที่จะหายกลับรู้สึกว่ายิ่งปวดเมื่อย แถมแขนช่วงล่างก็รู้สึกชาด้วย” คนไข้ของเราบอกเล่าถึงอาการเจ็บป่วยที่เธอทั้งทรมานกายทรมานใจ

“ฝังเข็ม” เจ็บเล็กน้อย แต่ปวดหน่วงๆ

แพทย์แผนจีนภทรพรรณ ฟังคำบอกเล่าอาการแล้ว ก็จัดแจงจับชีพจร, ตรวจดูลิ้น, มองดูสีหน้า พร้อมกดที่ไหล่ และต้นคอ ก่อนเฉลยให้เราฟังถึงอาการผู้ป่วยรายนี้ว่า เป็นอาการปวดเมื่อยจากการทำงาน ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการฝังเข็มในจุดที่ปวด อันได้แก่ ต้นคอ ไหล่ และแขนช่วงล่าง

“คนไข้กรณีนี้เป็นออฟฟิศซินโดรมคือ ปวดตามจุดต่างๆ ซึ่งเกิดจากการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก ซึ่งการนั่งทำงานอยู่นานๆ ก็เหมือนกับกล้ามเนื้อเราต้องเกร็งตัวอยู่นานๆ ทำให้เกิดอาการเมื่อยได้ พอมาออกกำลังกายอีก ก็เหมือนกล้ามเนื้อบริเวณที่มีอาการปวดอยู่แล้ว ถูกใช้งานมากขึ้นอีกก็ยิ่งปวด ดังนั้นการรักษาเราก็จะฝังเข็มในจุดที่คนไข้มีอาการปวดในรายนี้คือ บริเวณต้นคอ ไหล่ และแขนช่วงล่าง”

เมื่อเข้าสู่กรรมวิธีการฝังเข็ม หมอแผนจีนสาวระบุว่า เข็มที่ฝังเป็นเข็มสแตนเลส (Stainless) บางๆ ชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง มีหลากหลายขนาด ซึ่งแพทย์จะเลือกให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง เช่น ปักที่ต้นคอ ก็จะสั้นกว่า เข็มที่ปักบริเวณสะโพก และด้วยความที่เข็มสแตนเลสบางมาก เมื่อฝังลงไป คนไข้จะรู้สึกเหมือนมดกัด เมื่อเข็มผ่านเข้าไปในผิวหนัง แต่เมื่อตัวเข็มถึงตำแหน่งฝังเข็ม คนไข้จะรู้สึกหน่วงๆ หรือเหมือนมีอะไรสักอย่างวิ่งผ่านไปตามเส้น นอกจากนี้การฝังเข็มแต่ละจุดจะรู้สึกไม่เหมือนกัน เช่น ฝังที่มืออาจจะรู้สึกหน่วงกว่า ..กว่าการฝังที่ไหล่ เป็นต้น

“ก่อนฝังเข็ม หมอจะเช็ดมือให้สะอาดด้วยแอลกอฮอล์ จากนั้นจะนำแอลกอฮอล์เช็ดที่ผิว ในหนังตำแหน่งที่จะฝังเข็ม แล้วทำการปักลงไปในตำแหน่งที่คนไข้มีอาการ ซึ่งกรณีนี้ คนไข้ต้องนอนคว่ำ และนอนท่าที่สบายที่สุด เพราะหลังฝังเข็มลงไปแล้วคนไข้ต้อนนอนนิ่งๆ อยู่ประมาณ 30 นาที หากขยับตัวจะยิ่งรู้สึกเจ็บ”

บอกเล่าอาการความรู้สึก..หลังโดนเข็มจิ้ม !

หลังผ่านไป 30 นาที คุณหมอแผนจีนนำเข็มที่ปักตามจุดลมปราณออก เรากลับมาทักทายคุณน้องคนไข้อีกครั้ง พร้อมสอบถามความรู้สึก และอาการระหว่างถูกเข็มปัก ซึ่งเธอก็บอกเล่ามาว่า

“ตอนที่คุณหมอปักเข็มลงที่ผิว ตรงผิวหนังแทบไม่รู้สึกเลยค่ะ แต่พอปักลงไป เหมือนโดนเส้นอะไรสักอย่าง รู้สึกปวด และเจ็บหน่วงๆ ที่เส้นใต้กล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณร่องระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ตรงนั้นเจ็บมาก แต่พอนอนเฉยๆ ไปสักระยะ อาการปวดก็ดีขึ้น”

เราสังเกตพบว่า จุดที่คุณหมอปักเข็ม มีเพียงรอยแดงเล็กๆ มองแทบไม่เห็น.. ไม่เพียงเท่านั้น หลัง 3 วันผ่านไป เรากริ๊งกร๊างไปสอบถามอาการคนไข้ของเราอีกครั้ง

“อาการปวดที่ไหล่หายไปจนแทบไม่รู้สึกแล้วค่ะ ส่วนอาการปวดที่ต้นคอยังมีอยู่บ้างเล็กน้อย”

นี่เองจึงเป็นสาเหตุที่คุณหมอภทรพรรณแนะนำว่า การฝังเข็มควรทำอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสัก 6 ครั้งติดต่อกัน

“ควรฝังเข็มติดต่อกันอย่างน้อย 6 ครั้งค่ะ ความถี่ในการฝังก็ขึ้นอยู่กับอาการ และความเห็นของแพทย์ แต่การรักษาอาการปวดเมื่อยอย่างออฟฟิศซินโดรมนี้ เป็นอาการที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งหากเรายังทำงานท่าเดิมซ้ำๆ ใช้กล้ามเนื้อหนักอีก ก็อาจกลับมาเป็นได้อีก

แม้เราจะหยุดทำงานไม่ได้ หยุดนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้ แต่ก็อยากจะแนะนำว่า ควรเลี่ยงอากาศเย็น อย่านั่งให้แอร์ตกมาโดนบริเวณที่เราปวด และหมั่นเปลี่ยนท่าทาง บริหารร่างกายขณะทำงานบ้าง

ดังนั้นสรุปได้ว่า การฝังเข็มทำครั้งเดียวอย่างน้อยคือ อาการดีขึ้น แต่หวังจะให้หายเลยคงไม่ใช่ ต้องทำต่อเนื่องกัน และที่สำคัญ อยู่ที่คนไข้ด้วยว่าดูแลตัวเองดีแค่ไหน”

*เกร็ดควรรู้เรื่องฝังเข็ม

ท้ายสุดคุณหมอให้เกร็ดน่ารู้สำหรับผู้สนใจรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยการฝังเข็มมาดังนี้ค่า

ก่อนฝังเข็ม ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม โดยรับประทานอาหารก่อน 1-2 ชั่วโมง และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

หลังฝังเข็ม เมื่อแพทย์ถอนเข็มออก อาจมีเลือดออกเล็กน้อย ให้ใช้สำลีกดไว้สักครู่เลือดจะหยุดไหลไปเอง และหลังเสร็จการรักษา คนไข้สามารถอาบน้ำ เล่นกีฬา หรือรับประทานอาหารได้ตามปกติ และการฝังเข็มสามารถรักษาร่วมกับแพทย์แผนปัจจุบันได้ ดังนั้นคนไข้จึงสามารถทานยา หรือรักษาตามแนวทางแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่ไปด้วยได้

ผู้ไม่ควรฝังเข็ม ได้แก่ สตรีมีควรรภ์, ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เมื่อเลือดไหลแล้วหยุดไหลยาก, รวมถึงผู้รับประทานยาสลายลิ่มเลือด ที่ทำให้เลือดแข็งตัวยาก

คลิป ฝังเข็มแก้อาการออฟฟิศซินโดรม @ ปราณณารา

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 เมษายน 2555

ปวดศีรษะที่พบบ่อย – เครียดและไมเกรน

เมื่อกล่าวถึงเรื่องของการ “ปวดศีรษะ” นับเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราได้บ่อยที่สุด และในขณะเดียวกันก็สร้างความทุกข์ทรมานให้ผู้ที่เป็นได้มากด้วยเช่นกัน อาการปวดศีรษะเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายในสมองของผู้ป่วย และปัจจัยภายนอก แต่ละส่วนยังสามารถแยกออกเป็นโรคได้อีกหลายชนิด ดังนั้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลสุขภาพ เราไปร่วมเรียนรู้เกี่ยวกับอาการปวดศีรษะที่พบได้บ่อย และทางเลือกในการรักษาว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง พร้อมทั้งแนวทางในการดูแลตนเองให้ห่างไกลจากอาการปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะ มีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน แนวทางการรักษาจึงสามารถจำแนกออกได้หลายส่วน ทั้งการรักษาด้วยยา การผ่าตัด และการรักษาโดยไม่ใช้ยา การพิจารณาวิธีในการรักษาแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุของการเกิดโรคและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายเป็นสำคัญ สำหรับสาเหตุของการปวดศีรษะที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาท สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 

การปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากในสมอง (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของเนื้อสมอง) เช่น เนื้องอกในสมอง เลือดออกในสมอง ความดันสมองเพิ่มผิดปกติ ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น โดยสามารถตรวจได้จากการตรวจร่างกายทางสมอง การซักประวัติผู้ป่วยรายละเอียดของการปวดศีรษะ ลักษณะการปวด ตำแหน่ง เวลาที่เกิดอาการ ระยะเวลาการปวด ความรุนแรง เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก และเมื่อพบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนจะตรวจเพิ่มเติมด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก (Magnetic Resonance Imaging : MRI), การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง (Computerized Tomography : CT Scan) หรือการเจาะหลังเพื่อหาสาเหตุของโรค

การปวดศีรษะแบบไม่พบสาเหตุชัดเจน  โดยโรคที่พบบ่อย ได้แก่ ไมเกรน การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว

ไมเกรน คือ โรคของระบบการรับความรู้สึกของเส้นเลือดไวผิดปกติ จึงส่งผลให้เกิดอาการปวดตุ๊บ ๆ ปวดศีรษะด้านใดด้านหนึ่ง ไมเกรนมีอาการเฉพาะตัวคือ ปวดตุ๊บ ๆ ปวดรุนแรง ปวดติดต่อกัน 4-72 ชม. ปวดข้างเดียว หรือย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่ง เป็น ๆ หาย ๆ ซึ่งไมเกรนจะมีความสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้น เช่น รอบเดือน อาหารบางชนิดและอาจมีสัญญาณนำที่เรียกว่า “ออร่า”

การปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัว (Tension-type headache) จะมีอาการปวดเป็นประจำ ปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ ที่ขมับ หน้าผาก ทั่วศีรษะ ปวดช่วงที่อากาศร้อน บ่าย ๆ เย็น ๆ หลังจากทำงานมานาน ๆ สาเหตุของโรคเกิดจากการใช้สายตามาก นั่งทำงานนาน ๆ เครียด การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

แนวทางการรักษา เมื่อตรวจวินิจฉัยและทราบสาเหตุของการปวดศีรษะแล้ว แพทย์จะพิจารณารักษาตามอาการ และสำหรับการรักษาการปวดศีรษะแบบไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การรักษาทางยา และการรักษาโดยไม่ใช้ยา มีดังนี้

การทำกายภาพบำบัด สำหรับหลักการใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดกับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอ เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อต้นคอ เพราะโดยปกติผู้ที่ปวดศีรษะบ่อย ๆ จะมีอาการปวดต้นคอทั้ง 2 ข้างร่วมด้วย โดยเครื่องมือทางกายภาพบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องที่ให้ความร้อน เช่น การประคบแผ่นร้อน การนวดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ และการนวดด้วยมือตามตำแหน่งที่มีการเกร็งของกล้ามเนื้อ และเมื่อกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอมีการคลายตัวจะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองไหลเวียนได้ดีขึ้น จึงเป็นการช่วยบรรเทาอาการปวดคอและผลพลอยได้ที่จะตามมาคือ อาจทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลง แต่ทั้งนี้ผลที่ได้จะขึ้นกับโรคของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

สำหรับผู้ป่วยปวดศีรษะที่ไม่สามารถทำกายภาพบำบัดได้ คือ ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบสมอง และประสาท เช่น โรคเนื้องอกในสมอง การติดเชื้อของน้ำไขสันหลัง เป็นต้น ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่แพทย์จะส่งต่อให้รักษาด้วยการทำกายภาพบำบัดส่วนมากจะเป็นกลุ่มที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการปวดคอการประเมินอาการเพื่อการรักษาที่ตรงจุด

เพื่อให้การทำกายภาพบำบัดเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วยในแต่ละราย ขั้นตอนแรกในการรักษานักกายภาพบำบัดจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินอาการจากตำแหน่งของการปวด ลักษณะการเคลื่อนไหว อิริยาบถที่ทำให้เกิดอาการ และให้ทราบว่าอาการปวดคอมีความสัมพันธ์กับอาการปวดศีรษะอย่างไร เช่น มีอาการปวดศีรษะก่อนและจึงเกิดอาการปวดคอตามมา หรือมีอาการปวดคอขึ้นก่อนจึงค่อยมีการปวดศีรษะตามมา เป็นต้น เพื่อพิจารณาระยะของโรค ความรุนแรงและตำแหน่งของโรค ก่อนเลือกวิธีในการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยแต่ละราย ได้แก่

แผ่นประคบร้อน (Hot Pack)  เพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

การรักษานวดด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ (Ultrasound therapy) เป็นเครื่องรักษาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ใช้ลดอาการปวด ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ เพิ่มความยืดหยุ่นของข้อต่อในชั้นลึก ลดอาการบวม และช่วยเร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รวมทั้งคลายการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

การทำจิตบำบัดและการโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่

สำหรับการรักษาผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ

1. การรักษาในระดับจิตรู้สำนึก Counseling หรือจิตบำบัด กรณีของผู้ที่ปวดศีรษะจากความเครียดด้วยปัญหาที่ระบุได้ชัดเจน เช่น ทำงานหนัก ปัญหาหนี้สิน ครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องสังคม เป็นต้น

2. การรักษาในระดับจิตใต้สำนึก ในกรณีของผู้ที่มีความฝังใจสะสมอยู่เดิม และส่งผลให้เกิดความเครียดในปัจจุบัน จึงต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการสะกดจิตบำบัด (Hypnotherapy) เป็นลักษณะของการล้างใจ (Mental Detox) และสำหรับสะกดจิตบำบัดเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ที่ในปัจจุบันเรียกได้อีกชื่อว่า การโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ (Neuro – Linguistic Programming : NLP) ด้วยการเคลียร์ ล้าง และโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ให้กับผู้ที่มีความเครียด นอนไม่หลับเรื้อรัง กลัวเกินเหตุ อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายโดยไม่มีเหตุผล มีปัญหาความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้ที่คิดลบกับตนเองตลอด ซึ่งการรักษาจะใช้ภาษาและดนตรีบำบัดเข้ามามีส่วนร่วม โดยจะใช้เพลงที่มีท่วงทำนองเหมาะสมสื่อนำให้ผู้ป่วยเข้าสู่โหมดคลื่นสมองเทต้า (Theta Brainwave) เนื่องจากคลื่นสมองเทต้า เป็นภาวะที่มนุษย์เราจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีการสะกดจิตบำบัด เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกให้เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ สามารถดำเนินต่อไปสร้างผลดีให้กับชีวิต เพราะถ้าหากเกิดความเครียดในระดับจิตใต้สำนึกและไม่ได้รับการบำบัดที่ต้นตอ ปัญหานั้นอาจส่งผลมากกว่าแค่ความเครียด มีผลกระทบกับชีวิตเรื้อรังเป็นความกดดัน มีปัญหาสุขภาพ และทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ด้านอื่น ๆ ตามมาได้อีกด้วย การโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ นอกเหนือจากเพื่อบำบัดต้นตอของความเครียดที่ส่งผลกับปัญหาการปวดศีรษะแล้ว ยังสามารถทำเพื่อโปรแกรมชีวิตในมุมบวก ซึ่งจะมีผลอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น การพัฒนาศักยภาพการทำงาน, การสร้างความคิดให้เด็กรักในการเรียน

แนวทางในการรักษาผู้ที่มีอาการปวดศีรษะทั้งในระดับจิตรู้สำนึกและระดับจิตใต้สำนึก สามารถนำ ดนตรีบำบัด (Music Therapy) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาได้ โดยพิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ดนตรีบำบัด คือ การนำดนตรีหรือองค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้เพื่อปรับพัฒนา รักษา ด้านจิตใจ อารมณ์ ที่มีหลักการและหลักเกณฑ์ในแต่ละโหมดของสภาวะทางจิตใจ กับผู้ที่มีอาการปวดศีรษะจากความเครียดโดยไม่ต้องใช้ยา เพราะดนตรีก็เป็นเสมือนยาที่ได้จากการฟังเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันเราเลือกใช้ดนตรีบำบัดจากการฟังเพลงเพื่อรักษาผู้ป่วย เนื่องจากเป็นการบำบัดที่สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องใช้เครื่องดนตรี สามารถปฏิบัติได้ง่าย แค่คัดสรรให้คลื่นเสียงไปปรับคลื่นสมองให้สมดุล สำหรับคลื่นสมองของคนเราสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

* คลื่นเบต้า (Beta Brainwave) อยู่ในภาวะที่รู้สึกตัว แต่มีความเครียด หงุดหงิด

*คลื่นอัลฟ่า (Alpha Brainwave) คืออยู่ในภาวะที่รู้สึกตัว ผ่อนคลาย สบายใจ เช่น ช่วงที่สวดมนต์ นั่งสมาธิ

* คลื่นเทต้า (Theta Brainwave) เป็นช่วงที่อยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เช่น เวลาที่นอนหลับไม่สนิทและฝัน ขณะขับรถและมีหลับใน เป็นต้น

* คลื่นเดลต้า (Delta Brainwave) เป็นคลื่นสมองที่ช้าที่สุด เกิดขึ้นในขณะนอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลับลึกโดยไม่มีความฝัน

เพลงที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็นไปเพื่อให้เกิดความผ่อนคลายและเพื่อให้นอนหลับได้สนิท แต่สิ่งสำคัญที่สุดของดนตรีบำบัดด้วยการฟังเพลง คือ การเลือกแนวเพลงจะต้องได้รับการคัดสรรจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คลื่นเสียงของเพลงตรงกับคลื่นสมองที่ต้องการบำบัดและถูกต้องกับช่วงเวลาในการใช้ชีวิต

– การฝังเข็ม

การดูแลตนเอง สามารถทำได้โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การหาช่องทางบริหารและจัดการกับความเครียดด้วยตนเอง ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง นอนหลับให้สนิท หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้ปวดศีรษะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ข้อมูลจาก ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 12 กุมภาพันธ์ 2555

รู้จัก “ฝังเข็ม”

แพทย์แผนจีน เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ชาวจีนในเมืองไทยมาช้านาน การรักษามีตั้งแต่การให้ยาสมุนไพร การฝังเข็ม การนวด ไปจนถึงการครอบแก้วสุญญากาศ และการเลือกรับประทานอาหาร

ในปี 1979 องค์การอนามัยโลก (ฮู) ได้ประกาศยอมรับการรักษาโรค และบรรเทาอาการด้วยการฝังเข็ม จึงทำให้การแพทย์แผนจีนได้รับการยอมรับให้เป็นทางเลือก หรือทางเสริมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน วิธีการรักษาหลักๆ มี 4 อย่าง

-การใช้ยาจีน
-การนวดทุยหนา(นวดแบบจีน)
-การครอบแก้วสุญญากาศ
-การฝังเข็ม

การฝังเข็ม ก็คือ วิธีการรักษาโรคด้วยการใช้เข็มปักลงไปตรงตำแหน่งของจุดฝังเข็มตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย

การฝังเข็มมีคุณสมบัติในการรักษาโรค 3 ประการ คือ แก้ไขการไหลเวียนของเลือดลมปราณที่ติดขัด ปรับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้อยู่ในสมดุล กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

โรคปวดกล้ามเนื้อกับการฝังเข็ม

โรคปวดกล้ามเนื้อเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก คือ กลุ่มอาการปวดจากปมกล้ามเนื้อหดตัว ซึ่งเป็นบริเวณที่ขาดเลือดไปเลี้ยง ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการชา รวมถึงระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ ตาพร่ามัว ตาแดง นํ้าตาไหล

โรคนี้พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2.4 ต่อ 1 เท่า อายุที่พบบ่อยคือ ช่วงวัยทำงานเฉลี่ย 31-50 ปี และพบตามแกนกลางกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ เช่น คอ หลัง สะบัก ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา จะทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง และเกิดภาวะซึมเศร้าตามมา ทำให้การรักษายากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้เจ็บกล้ามเนื้อ
-การบาดเจ็บรุนแรงเฉียบพลัน เช่น อุบัติเหตุศีรษะกระแทก ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ หดเกร็ง หันคอไม่สุด รู้สึกมึน และวิงเวียนศีรษะ
-การบาดเจ็บไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง เช่น อยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน (เกร็งบ่า ไหล่ ห่อไหล่) ยกของผิดท่า
-ความเครียด และความเร่งรีบในการทำงาน
-โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท โรคกระดูกสันหลังคด
-โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น วันหมดประจำเดือน โรคไทรอยด์
-แร่ธาตุและสารอาหารไม่เพียงพอ เช่น วิตามิน กรดโฟลิก

การฝังเข็มกับโรคปวดกล้ามเนื้อ มี 2 วิธี ได้แก่
1.การฝังเข็มแบบตะวันออก เป็นการฝังเข็มเพื่อปรับสมดุลของร่างกายหยินและหยาง มีการใช้จุดฝังเข็มทั้งจุดใกล้และจุดไกลเพื่อปรับสมดุล และอาจใช้ไฟฟ้ากระตุ้นเพื่อช่วยลดอาการปวด
ข้อดี ใช้รักษาโรคได้ประมาณ 30 กว่าโรค ตามที่ฮูรับรอง
ข้อเสีย ใช้เข็มปริมาณมากกว่า และต้องฝังแบบต่อเนื่อง เพื่อปรับสมดุล ประมาณ 10 ครั้ง

2.การฝังเข็มแบบตะวันตก เป็นการฝังเข็มเฉพาะจุดที่เป็นปมกล้ามเนื้อที่หดเกร็ง ทำให้เกิดการคลายตัวของปมกล้ามเนื้อ และมีการเรียงตัวใหม่ของใยกล้ามเนื้อ รวมทั้งทำให้เลือดกลับมาเลี้ยงบริเวณดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น
ข้อดี ได้ผลดีมากในกลุ่มโรคปวดกล้ามเนื้อจากกล้ามเนื้อหดเกร็งเป็นปม ใช้จำนวนเข็มน้อยกว่า ไม่ต้องใช้ไฟฟ้ากระตุ้น คลายปมกล้ามเนื้อได้ตรงจุดกว่า
ข้อเสีย รักษาได้เฉพาะโรคปวดกล้ามเนื้อจากกล้ามเนื้อหดเกร็งเป็นปมเท่านั้น

วิธีป้องกันการกลับเป็นซํ้า
-ท่านั่งที่ทำงาน นั่งบิดๆ เบี้ยวๆ ผิดลักษณะ ปรับโต๊ะปรับเก้าอี้ที่ทำงานให้ถูกกับสรีระ
-ฝึกหรือหาวิธีผ่อนคลาย และอย่าทำงานหักโหมจนเกินไป
-ออกกำลังแบบแอโรบิก
-การออกกำลังกายเฉพาะส่วน เช่น กล้ามเนื้อบริเวณบ่าไหล่ หลังส่วนบน
-การทำกายภาพบำบัด จะช่วยรักษาต้นเหตุของโรคบางกลุ่ม

ณัฏฐ์ชุดา กิตติรวีวัฒน์
โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
โทร.0-2378-9086

เรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

‘ฝังเข็ม’ทางเลือกการรักษาโรคแบบแพทย์จีน

เหนื่อยนักพักกาย : ‘ฝังเข็ม’ทางเลือกการรักษาโรคแบบแพทย์จีน

ได้ยินมาอยู่เสมอว่าการฝังเข็มช่วยแก้อาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้อย่างดี และหลายต่อหลายโรคที่หาหมอแผนปัจจุบันกินยาก็มากมายยังไม่หายขาด เพียงมาหาหมอฝังเข็มไปไม่กี่ครั้งอาการต่างๆ ทุเลาลงไปอย่างมาก แม้กระทั่งการนวดที่ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้า การฝังเข็มก็เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยทำให้การปวดเมื่อยและความเหนื่อยล้าหายไป

อย่างที่ “ทองนพคุณ” ที่นอกจากจะให้บริการนวดกดจุด นวดฝ่าเท้า นวดแผนไทยแล้ว ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันคือการบริการฝังเข็ม ที่จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคได้เป็นอย่างดี ยืนยันได้จาก พจ.สัญชัย เมฆฤทธิไกร แพทย์จีนที่ปรึกษาทองนพคุณ ที่บอกว่า การฝังเข็มเป็นวิธีการรักษาโรคตามศาสตร์แพทย์แผนจีน ที่มีมานานกว่า 6,000 ปี ซึ่งจะช่วยรักษาโรคต่างๆ เช่น อาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก ความดันสูง เบาหวาน ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากการทำงานผิดปกติในร่างกาย ดังนั้นการรักษาด้วยการฝังเข็มจึงเป็นการรักษาระบบการทำงานในร่างกายให้คงที่ ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดและลมปราณต่างๆใ ห้ปกติยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเลือดลมปราณติดขัดจะทำให้อวัยวะในร่างกายทำงานผิดปกติ

“ในร่างกายของเราจะมีจุดต่างๆ ที่สะสมไปด้วยพลังอวัยวะภายใน พลังประสาทในร่างกาย จุดเชื่อมเส้นลมปราณ เมื่อฝังเข็มลงไปจะเชื่อมไปยังจุดต่างๆ ซึ่งเป็นการส่งผ่านพลังงาน เพื่อไปกระตุ้นเซลล์ ไปสู่ระบบประสาทต่างๆ ในร่างกาย ช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ซึ่งคนไข้บางคนต้องรักษาควบคู่กับการทานยาจีน หรือการนวด บางคนฝังเข็มครั้งเดียวก็รักษาหายได้ทันที แต่บางโรคต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง และต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดีอีกด้วย”

สำคัญคือการฝังเข็มยังสามารถรักษาได้ทุกเพศทุกวัย แต่ผู้ที่เป็นมะเร็ง คนตั้งครรภ์ ห้ามฝังเข็มเด็ดขาด และการเลือกคลินิกฝังเข็มต้องเช็กประวัติแพทย์ว่ามีใบประกอบโรคศิลปะหรือไม่ และต้องมีใบอนุญาตการฝังเข็มด้วย และเข็มที่นำมารักษานั้นต้องใช้เพียงครั้งเดียวและทิ้งทันที ดังนั้นก่อนการรักษาโรคด้วยการฝังเข็มต้องปรึกษาแพทย์ และเลือกแพทย์ พร้อมด้วยคลินิกการรักษาให้ละเอียดก่อนตัดสินใจทำการรักษาด้วยการฝังเข็ม

เอาเป็นว่าถ้าสนใจพิสูจน์กันได้ที่ชั้น 3 สยามดิสคัฟเวอรี่ เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

ที่มา: คมชัดลึก