ทำสมาธิระงับวิตกกังวลซึมเศร้า

image140110_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐฯ ศึกษาพบว่าการนั่งสมาธินานวันละครึ่งชั่วโมง อาจช่วยระงับความวิตกกังวล อาการซึมเศร้าและความเจ็บปวดลงได้

คณะนักวิจัยได้พบหลักฐานระดับปานกลางยืนยันเรื่องนี้ ในรายงานผลการศึกษาในเรื่องนี้ที่แล้วมา 47 เรื่องด้วยกัน

หัวหน้านักวิจัย ดร.มัธยะ โกยัล กล่าวว่า “คนหลายคนยังคิดว่า การนั่งสมาธิคือการนั่งอยู่นิ่งๆ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งไม่จริง ที่จริงแล้วเป็นการฝึกจิตให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น”

เมื่อ พ.ศ. 2550 เคยมีรายงานว่า คนชาวอเมริกัน เกิดความสนใจศึกษาเรื่องนี้มากประมาณร้อยละ 9 และในจำนวนนี้ มีอยู่ร้อยละ 1 ที่แจ้งว่าได้ใช้วิธีนี้ในการรักษาโรคหรือใช้เป็นยา

ในการศึกษาครั้งล่านี้ พวกเขาได้พบว่ามีผู้ปฏิบัติประมาณร้อยละ 5-10 รายงานว่าช่วยให้คลายความวิตกกังวลลงได้ และมีมากประมาณร้อยละ 10-20 กล่าวว่าทำให้คลายความซึมเศร้าลง เมื่อเทียบกับผู้ปฏิบัติตนแบบอื่น

อย่างไรก็ดี สำหรับผลดีในการช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ดร.มัธยะยอมรับว่ายังไม่อาจรู้ได้ว่าการนั่งสมาธิช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดแบบไหนลงได้มากที่สุด.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 มกราคม 2557

.

Related Article:

.

image140110_001

Meditation may help with anxiety, depression and pain

07 Jan 2014

Using data from 47 earlier studies, researchers found moderate evidence to support the use of mindfulness meditation to treat those conditions. Meditation didn’t seem to affect mood, sleep or substance use.

“Many people have the idea that meditation means just sitting quietly and doing nothing,” wrote Dr. Madhav Goyal in an email to a news agency. “That is not true. It is an active training of the mind to increase awareness, and different meditation programs approach this in different ways.”

Goyal led the study at The Johns Hopkins University in Baltimore.

He and his colleagues write in JAMA Internal Medicine that meditation techniques emphasize mindfulness and concentration.

So-called mindfulness meditation is aimed at allowing the mind to pay attention to whatever thoughts enter it, such as sounds in the environment, without becoming too focused. Mantra meditation, on the other hand, involves focusing concentration on a particular word or sound.

Approximately 9 percent of people in US reported meditating in 2007, according to the National Institutes of Health. About 1 percent said they use meditation as some sort of treatment or medicine.

For the new report, the researchers searched several electronic databases that catalog medical research for trials that randomly assigned people with a certain condition – such as anxiety, pain or depression – to do meditation or another activity. These randomized controlled trials are considered the gold standard of medical research.

The researchers found 47 studies with over 3,500 participants that met their criteria.

After combining the data, Goyal said his team found between a 5 and 10 percent improvement in anxiety symptoms among people who took part in mindfulness meditation, compared to those who did another activity.

There was also about a 10 to 20 percent improvement in symptoms of depression among those who practiced mindfulness meditation, compared to the other group.

“This is similar to the effects that other studies have found for the use of antidepressants in similar populations,” Goyal said.

Mindfulness meditation was also tied to reduced pain. But Goyal said it’s hard to know what kind of pain may be most affected by meditation.

The benefits of meditation didn’t surpass what is typically associated with other treatments, such as drugs and exercise, for those conditions.

“As with many therapies, we try to get a moderate level of confidence that the therapy works before we prescribe it,” Goyal said. “If we have a high level of confidence, it is much better.”

But he noted that the researchers didn’t find anything more than moderate evidence of benefit from meditation for anxiety, depression and pain.

There was some suggestion that meditation may help improve stress and overall mental health, but the evidence supporting those findings was of low quality.

There was no clear evidence that meditation could influence positive mood, attention, substance use, eating habits, sleep or weight.

“Clinicians should be prepared to talk with their patients about the role that meditation programs could have in addressing psychological stress, particularly when symptoms are mild,” Goyal said.

Dr. Allan Goroll, who wrote an editorial accompanying the new study, told Reuters Health the analysis is an example of an area of much-needed scientific study, because many people make treatment decisions based on beliefs – not data.

“That is particularly the case with alternative and complimentary approaches to treating medical problems,” he said. “It ranges from taking vitamins to undergoing particular procedures for which the scientific evidence is very slim but people’s beliefs are very great.”

Goroll is professor at Harvard Medical School and Massachusetts General Hospital in Boston.

Goyal said people should remember that meditation was not conceived to treat any particular health problem.

“Rather, it is a path we travel on to increase our awareness and gain insight into our lives,” he wrote. “The best reason to meditate is to gain this insight. Improvements in health conditions are really a side benefit, and it’s best to think of them that way.”

(Agencies)

Latest News from Lifestyle News Desk

SOURCE : jagran.com

 

 

Advertisements

ออกกำลัง”สมอง” เพิ่ม”คุณภาพ”ให้ชีวิต

matichon130212_001ดร.ริชาร์ด เดวิดสัน นักประสาทวิทยา จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน สหรัฐอเมริกา ค้นพบข้อเท็จจริงที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าค้นพบมากว่าสองพันห้าร้อยปีก่อนหน้านี้ว่า สมองของคนเรานั้นไม่เพียงสามารถปรับปรุงขีดความสามารถในการทำงานให้ดีขึ้นได้ด้วยกระบวนการฝึก หากแต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระบบประสาทของสมองไปในทางที่ดีได้ด้วยการฝึกฝนหรือการ “ออกกำลังสมอง” ดังกล่าวนั้น

ดร.เดวิดสัน พร้อมคณะผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนหนึ่งกล่าวไว้ในการสัมมนาที่สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ว่า สมองของคนเราไม่ได้หยุดนิ่งเฉย แต่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาไปตามประสบการณ์ของผู้เป็นเจ้าของสมองไปจนตลอดชีวิต อันที่จริงแม้หลังการเสียชีวิตแล้ว โครงสร้างของสมองก็ยังปรับเปลี่ยนไปอีกเป็นครั้งสุดท้ายในระยะเวลาสั้นๆ หลังการตาย ก่อนที่จะปิดสนิทไปตลอดกาล

ในวิชาการทางด้านประสาทวิทยา เรียกการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนี้เอาไว้ว่า “นิวโรพลาสติซิตี้” ที่หมายถึงการเปลี่ยนรูปของระบบประสาทไปตามแรงที่กระทำต่อสมองนั้นๆ ซึ่งก็คือประสบการณ์ที่ผ่านมาและสั่งสมไว้ของคนเรานั่นเอง สิ่งที่บ่งชี้ถึงเรื่องนี้ก็คือเหตุผลของการที่เด็กๆ และวัยรุ่นสามารถเรียนรู้ “ภาษาที่สอง” หรือ “ท่วงทำนองและเครื่องดนตรี” ได้ดีกว่าผู้ใหญ่ที่โครงสร้างของระบบประสาทปรับเปลี่ยนไปมากแล้วตามกาลเวลานั่นเอง

แต่ปรากฏการณ์ “นิวโรพลาสติซิตี้” ก็เป็นเครื่องยืนยันได้เช่นกันว่า เราสามารถฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานและรูปแบบของสมองได้

 แอมิชิ จา นักประสาทวิทยาอีกคนจากมหาวิทยาลัยไมอามี ได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวนี้ด้วยตัวเองหลังจากเคยรับฟังการบรรยายของ ดร.เดวิดสัน ที่แนะนำให้ผู้ฟัง“ออกกำลังสมอง” ด้วยการนั่งสมาธิ

ศาสตราจารย์จาเปิดเผยว่า ในฐานะเป็นศาสตราจารย์หน้าใหม่ และเป็นคุณแม่มือใหม่พร้อมกันไป ทำให้ทั้งชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลจนถึงกับก่อให้เกิดการมึนงง เฉยเฉื่อยชาไปเลย แต่เมื่อทดลองทำสมาธิตามคำแนะนำของ ดร.เดวิดสันไประยะหนึ่ง ไม่เพียงศาสตราจารย์จาจะสามารถเพิ่มการตื่นตัว ความฉับไวของสมองได้มากขึ้นเท่านั้น จากการตรวจสอบยังพบว่าสมองของตนเองมีการไหลเวียนของกระแสไฟฟ้าในรูปแบบที่เป็นทางบวกเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ในเวลาเดียวกันกับที่อาการเครียดที่เกิดขึ้นลดระดับลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ศาสตราจารย์รายนี้หันมาศึกษาเพิ่มเติมทางด้านประสาทวิทยาในที่สุด

ดร.เดวิดสัน เคยใช้พระสงฆ์ที่ผ่านการบวชเรียน ฝึกจิต บำเพ็ญภาวนามาแล้วกลุ่มหนึ่งเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบประสาทของสมองดังกล่าวนี้ พบว่าระดับการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมของสมองขึ้นอยู่กับระดับของการฝึกฝนของพระสงฆ์แต่ละรูป และความต่างของวิธีการทำสมาธิที่แต่ละรูปใช้ แต่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนถึงการเชื่อมโยงระหว่างการทำสมาธิกับระดับของขันติ ความอดทน อดกลั้นที่คนเรามีต่อสภาวะปัญหาและความเพียร หรือความมานะบากบั่นของแต่ละบุคคล

จากการศึกษาของ ดร.เดวิดสัน พบว่าการที่คนเราเกิด “ความรู้สึก” ค้างคา เป็นปฏิกิริยาต่อปัญหาหนึ่งปัญหาใดอยู่ยาวนานแม้ว่าปัญหาจะเกิดขึ้นนานแล้วก็ตามนั้น เป็นเพราะสมองในส่วนที่เรียกว่า “อไมกดาลา” (amygdala) ทำงานยืดเยื้อเกี่ยวกับเรื่องนั้นนั่นเอง การทำสมาธิเพื่อสร้างความตื่นตัวให้กับสมองหรือการเจริญสตินั้นช่วยฟื้นฟูการทำงานของอไมกดาลาให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ยิ่งฝึกฝนนานมากเท่าใด การฟื้นสู่สภาพปกติก็ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่านั้น

ข้อแนะนำเรื่องการ “ออกกำลังสมอง” ด้วยการฝึกสมาธิพื้นฐานง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญ ก็คือ การพุ่งความสนใจของเราไปที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว อย่างเช่นการทำสมาธิให้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เมื่อเกิดวอกแวกก็ดึงจิตใจกลับมาที่ลมหายใจของเราให้ต่อเนื่องให้ได้

ที่มา : มติชนรายวัน12 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain's structure itself, neuroscientists are finding.CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Mindfulness can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself, neuroscientists are finding.
CREDIT: Andrei Zarubaika, Shutterstock

Exercising Your Brain May Improve Your Life

Wynne Parry, LiveScience Contributor
10 February 2013

NEW YORK — Throughout life, even shortly before death, the brain can remodel itself, responding to a person’s experiences. This phenomenon, known as neuroplasticity, offers a powerful tool to improve well-being, experts say.

“We now have evidence that engaging in pure mental training can induce changes not just in the function of the brain, but in the brain’s structure itself,” Richard Davidson, a neuroscientist at the University of Wisconsin-Madison, told an audience at the New York Academy of Sciences on Thursday (Feb. 6) evening.

The brain’s plasticity does change over time, Davidson pointed out. For instance, young children have an easier time learning a second language or a musical instrument, he said.

Exercise for the mind

The idea of training the brain is not a radical one, said Amishi Jha, a neuroscientist at the University Miami and another panelist for the discussion.

“How many of you think engaging in certain kinds of physical activity will change the way the body works? Our cultural understanding now is that specific types of activity can alter the body in noticeable ways,” Jha said, adding that this cultural understanding may be shifting to incorporate the mind as well. [10 Easy Ways to Keep Your Mind Sharp]

The panel discussion focused on a particular type of exercise: the practice of mindfulness, which panelist Jon Kabat-Zinn, a clinical mindfulness expert at the University of Massachusetts Medical School, defined as awareness.

“Mindfulness is awareness that arises from paying attention in the present moment, nonjudgmentally,” Kabat-Zinn said.

Jha’s personal interest in mindfulness arose from stress. As a young professor and mother under pressure from her job and family life, she ground her teeth so much that it caused numbness, interfering with her ability to speak. Jha attended a presentation Davidson gave and was startled to hear him say meditation, which cultivates mindfulness, could promote a positive pattern of electrical activity in the brain.

“I was like, ‘I can’t believe he used that word [meditation] in this auditorium,'” she said. “I had never heard it in a scientific context.”

So, Jha began her own mindfulness practice, which not only reduced her stress level, but also inspired her to explore the topic as a neuroscientist.

Opening the door

There are many doors into mindfulness, said Kabat-Zinn. He gave two examples: A person can practice mindfulness by focusing on something, such as his or her own breath, and bringing his or her attention back to the breath when it begins to wander, Kabat-Zinn said.

It is also possible to practice awareness without choosing a particular object upon which to focus; however, “that turns out to be quite a challenging thing to do,” he said.

Cultivating mindfulness like this can help break harmful cycles, such as those that accompany depression, in which the mind continues to repeat the same negative thoughts.

“When you see you are not your thoughts or your emotions, then you have a whole different palette of ways to be,” Kabat-Zinn said.

Roots in the East

Many would say mindfulness as it is practiced in Western society has its roots in the East, in Buddhism, noted moderator Steve Paulsonof the public radio program “To the Best of Our Knowledge.”

“Is mindfulness a spiritual practice?” Paulson asked the panelists.

“For me, I don’t talk about spirituality, because I don’t know what spiritual means,” the University of Wisconsin’s Davidson said. “I think what we’re talking about is part of every human being’s innate capacity.”

Buddhist monks, whom Davidson has studied, provide a “sample of convenience,” a group of people who have all received the same training, an important consideration for research, he said.

The neuroscience

Brain scans of meditating people show different patterns of activity depending on the practitioner’s level of experience. These patterns also differ depending upon the type of meditation practice used, Davidson said. [Mind Games: 7 Reasons You Should Meditate]

Work in Davidson’s lab indicates a connection between meditation and resilience. A response to stress becomes problematic when someone perseverates, or has an emotional reaction long after the problem has ended. In the brain, this shows up as the prolonged activation of a region known as the amygdala.

Mindfulness can increase the speed of recovery in the amygdala, and the more hours of formal practice people have, the faster their amygdalas recover, the data indicate, Davidson said.

This panel was the last of a four-part series on consciousness, moderated by public radio host Paulson and presented by the Nour Foundation.

SOURCE : livescience.com

โรคข้ออักเสบ : คิดให้ลึกถึงจิตวิญญาณ โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

ARTHRITIS : THE SPIRITUAL CONSIDERATION
โรคข้ออักเสบ : คิดให้ลึกถึงจิตวิญญาณ

โดย นายแพทย์สุรวุฒิ ปรีชานนท์

ความยุ่งยากของโรคข้ออักเสบ (The complexity of arthritis)

โรคข้ออักเสบเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดทางร่างกาย มีการเปลี่ยนรูปร่างของข้อ เกิดการพิการ ใช้งานไม่สะดวก ทำให้การใช้ชีวิตยุ่งยากบางครั้งผู้ป่วยช่วยตนเองไม่ได้โรคข้ออักเสบส่วนมากไม่ทราบสาเหตุรักษาไม่หายขาด ก่อให้เกิดปัญหามากต่อตัวผู้ป่วย ตลอดจนเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากของประเทศชาติปัญหาของโรคข้ออักเสบถูกมองข้ามไปอย่างน่าประหลาดในประเทศกำลังพัฒนาเช่น ประเทศไทย นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว โรคข้ออักเสบยังมีอิทธิพลก่อให้เกิดปัญหาตามมาทาง ด้านจิตใจทำให้เกิดการหดหู่ท้อแท้ซึมเศร้าและความรู้สึกสิ้นหวัง

ความง่ายของโรคข้ออักเสบ(The simplicity of arthritis)

โรคข้ออักเสบถึงแม้ส่วนมากจะรักษาไม่หายขาด (rare to cure) ส่วนมากก็ยังสามารถช่วยบำบัดและกำจัดความเจ็บปวดและทรมานได้มาก (often torelief) แต่เราก็สามารถทำให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบสบายขึ้นได้ทั้งทางกายและทางใจ (always to comfort)

โรคข้ออักเสบนั้นมากกว่าร้อยละเก้าสิบ สามารถวินิจฉัยได้โดยแพทย์ที่ชำนาญ คือมีทักษะทางโรคข้อสูง โดยอาศัยลักษณะทางคลินิก การตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบง่ายๆ และเอกซเรย์แบบง่ายๆ ดังนั้น การวินิจฉัยโรคข้ออักเสบส่วนมากเป็นแบบ low tech but high touch โดยไม่ต้องใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนเหมือนโรคของระบบอื่นๆ ดังนั้นจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าการจะได้มาซึ่งการวินิจฉัยที่ถูกต้องของโรคข้ออักเสบนั้นเป็น low profile แต่ high profit

ความได้เปรียบของโรคข้ออักเสบต่อโรคระบบภายในอย่างอื่น (The spiritual advantage over other internal organ diseases)

โรคข้ออักเสบนั้นง่ายในการรับรู้อาการ รับรู้ความเจ็บปวดและทุกข์ทางกาย แต่ตัวโรคเองไม่มีผลโดยตรงต่อสมรรถภาพของสมองหรือความฉลาดที่ต้องอาศัยสมอง ทำให้คนที่เป็นโรคข้ออักเสบสามารถเรียนรู้ให้เกิดความเข้าใจหรือมีปัญญาเพิ่มขึ้นได้ตรงกันข้ามผู้ที่เป็นโรคของอวัยวะภายใน เช่น โรคสมองเสื่อมการเรียนรู้การรับรู้การจะคิด จะไตร่ตรองการใช้เหตุผลและการที่จะทำให้ตนฉลาดขึ้นนั้นเป็นไปได้ยากถึงแม้จะเป็นโรคอวัยวะภายในอย่างอื่น เช่น ไตเสื่อมตับเสื่อม หัวใจวาย ปอดเสื่อม ก็จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากของสารเคมีและสรีรวิทยาภายในร่างกาย จะมีผลต่อความสามารถในการทำงานของสมองไม่ให้สมองทำงานได้สมบูรณ์ซึ่งจะมีผลต่อความฉลาดได้มาก

ดังนั้นทุกคนก็ยอมรับว่าเป็นโรคข้อเสื่อม ก็ยังดีกว่าเป็นโรคสมองเสื่อม ตับเสื่อม ไตเสื่อม หัวใจเสื่อมหรือ ปอดเสื่อม เป็นต้น เราก็ใช้เหตุผลนี้มาให้กำลังใจคนไข้โรคข้อของเราได้ให้เขามีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปแม้แต่การจะเปลี่ยนข้อเทียม ก็ไม่ต้องไปขอบริจาคข้อจากบุคคลอื่น หรือรอให้บุคคลอื่นเสียชีวิตก่อนเหมือนกับการปลูกถ่ายอวัยวะอื่น เช่น ไตตับหัวใจปอด เป็นต้น การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียม เราสามารถซื้อข้อเทียมมาใส่ได้เลย สะดวกกว่าเปลี่ยนอวัยวะอื่นๆ มาก

คนไข้โรคข้ออักเสบมีทุกขเวทนาทางกาย แต่เขาก็ยังมีความฉลาด สมองยังดีเพราะสิ่งแวดล้อมภายในยังดี (normal internal physiology) สมองยังใช้งานได้ดีสามารถที่จะเรียนรู้ทุกข์ได้ง่าย เข้าใจทุกข์ได้ง่ายและน่าจะพ้นทุกข์ได้โดยง่าย โดยอาศัยหลักของการพิจารณาที่ถูกต้องโดยเอาธรรมะมาเป็นเอกสารอ้างอิงจนในที่สุดก็หมดทุกขเวทนาทางใจได้

ความได้เปรียบของโรคข้ออักเสบต่อโรคระบบประสาทความรับรู้ (The spiritual advantage over other special sense organs)

จิตสามารถรับรู้ติดต่อและสื่อสารกับโลกภายนอกโดยอาศัย ตา หูจมูก ลิ้น และกายสัมผัส ที่เรียกว่า อายตนะ (Internal sense field) ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการรับรู้สื่อสารจากภายนอกเข้าสู่จิต จะทำให้จิตพัฒนาได้ยาก เช่น ผู้ป่วยที่ตาบอด และหรือหูหนวก เป็นต้น จะทำให้เกิดความเข้าใจหรือพัฒนาทางธรรมได้ยากมาก หมายถึงเข้าใจโลกเข้าใจธรรมได้ยาก

ดังนั้นถึงแม้จะเป็นโรคข้ออักเสบ ก็ยังดีกว่าเป็นโรคตาบอด หูหนวกเป็นต้น แพทย์ใช้เหตุผลข้อนี้ไป ช่วยชี้แนะให้กำลังใจคนไข้โรคข้ออักเสบของเราไม่ให้คิดมาก ไม่ให้เสียใจ ไม่ให้น้อยใจในดวงชะตา วาสนาชีวิต และให้มีกำลังใจในการต่อสู้รักษาตัวตนต่อไปเพราะโอกาสในการพัฒนาจิตโดยอาศัยอายตนะยังคงเป็นปกติ

ประโยชน์ของการรับการรักษาโรคข้ออักเสบ (The advantage of getting treatment)

โรคข้ออักเสบ โดยทั่วไปมีอาการคล้ายกัน แต่แพทย์ที่มีทักษะจะสามารถวินิจฉัยแยกโรคได้ถูกต้องและให้การรักษาที่เหมาะสม คือการให้ยาที่เหมาะสมให้กายภาพบำบัดที่เหมาะสม ตลอดจนแนะนำให้ผ่าตัดเมื่อจำเป็น ที่สำคัญที่สุดก็คือให้การศึกษาแก่ผู้ป่วยให้เข้าใจโรคอย่างถ่องแท้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการรักษาให้เกิดความศรัทธา ความร่วมมือ ความยอมรับ และมีเจตคติที่ดีที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องต่อไป (good compliance)

โรคข้ออักเสบถึงแม้จะรักษาไม่หายขาด แต่บางครั้งโรคก็สงบ (remission) ไปได้เองและถ้าให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม จะลดการอักเสบ ลดการเจ็บปวด ลดเวทนา ชะลอ ความพิการ และใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติได้

คิดในแง่ดีไม่คิดในแง่ร้าย(Optimism not pessimism)

พยายามให้ผู้ป่วยคิดแต่ในแง่บวก (positive thinking) ให้มีความหวัง อย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจ ดีเสียอีกที่ได้มีเวทนาทางกายบ้าง ทรมานร่างกายบ้างจะได้เตือนสติเรื่องทุกข์จะได้เรียนรู้เรื่องทุกข์พิจารณาทุกข์เข้าใจทุกข์และในที่สุดก็จะได้พ้นทุกข์ (ทางใจ) ถ้าหากผู้ป่วยคิดแต่ในแง่ดีใจยังเบิกบาน ไม่มีความร้อนในจิตก็เรียกว่าเปิดประตูบุญ (open the meritorious entrance) บุญกุศลที่ได้เคยทำไว้ตั้งแต่ชาติก่อนชาติหนหลังจะแห่กันเข้ามาช่วยอุ้มชูจิตใจและร่างกาย อุ้มชูขันธ์ทั้งห้า ธาตุทั้งสี่ และอาการสามสิบสองทำให้โรคภัยไข้เจ็บหายได้เร็ว

ในทางตรงกันข้ามหากผู้ป่วยคิดแต่ในทางร้าย มีแต่ความน้อยใจเศร้าใจเสียใจทำให้เกิดความร้อนขึ้นในจิตคือเกิดวิหิงสาธาตุหรือพยาบาทธาตุเป็นการเปิดประตูบาป (open the evilentrance) บุญกุศลไม่มีโอกาสเข้ามาอุ้มชูแต่พวกบาปกรรมเก่าๆ จะแห่กันเข้ามาในจิตใจ และร่างกายมีผลทำให้โรคยิ่งแย่ลง และหายป่วยได้ยาก

ดังนั้นการคิดในแง่ดีเป็นการเปิดประตูบุญ การคิดในแง่ร้ายเป็นการเปิดประตูบาปคนที่ครองอยู่ในบุญตลอดเวลา (หรืออยู่ในธรรมารมณ์) จิตใจและร่างกายจะดีกว่า อายุจะยืนกว่าคนที่ครองอยู่ในบาป เพราะบาปก่อให้เกิดความร้อนในจิต ซึ่งจะเผาผลาญดวงจิต และเผาผลาญกาย

ความสัมพันธ์ระหว่างกายและจิต (Mind and body relationship)

มนุษย์เราประกอบไปด้วยกายและจิต จิตพึ่งกาย กายพึ่งจิต และอิงแอบกันมานานแล้ว จิตเป็นเจ้านายกาย กายเป็นบ่าวรับใช้จิต จิตคิดว่ากายเป็นสมบัติของจิตแต่กายไม่รู้เรื่องของจิตเพราะกายไม่มีตัวรู้จิตควบคุมกายโดยทำงานผ่านทางสมอง และระบบประสาท จิตส่งสัญญาณผ่านทางสมอง สมองเป็นกลไกของกายที่ฟังคำสั่งจิต และสั่งให้ร่างกายทำในสิ่งที่จิตต้องการ

ถ้าจิตดีจิตเป็นกุศลคือมีความเย็นในจิต ระบบการทำงานทางกายก็จะราบเรียบไปด้วย และมีประสิทธิภาพ

แต่ถ้าหากจิตไม่ดีจิตมีแต่กิเลส จิตคิดมาก จิตฟุ้งซ่าน จิตอาฆาตจิตพยาบาท จิตจะมีแต่ความร้อน มีวิหิงสาธาตุระบบการทำงานของกายก็จะไม่ราบเรียบ และไม่มีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์ของระบบต่างๆของร่างกายก็ผิดไป สมองควบคุมร่างกายผ่านหลายทางเช่น ทาง neurone, ทางระบบประสาทอัตโนมัติ, ทาง neurovascular, ทาง neuroendocrine และทาง neuroimmunology เป็นต้น เมื่อจิตรวน สมองก็รวนระบบควบคุมร่างกายก็รวน ทำให้การทำงานทางร่างกายผิดพลาด

ความเศร้าหมอง ความตรอมใจ ความโมโหความน้อยใจ ความโกรธ ทั้งหมดทำให้เกิดความร้อนในจิต ทำให้การทำงานทางร่างกายรวน ภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติได้ติดเชื้อได้ง่ายเป็นโรครูมาตอยด์ได้ง่าย มีความเจ็บปวดตามร่างกายได้ง่าย เป็นต้น

ดังนั้นการรักษาจิตจึงสำคัญ และเป็นหน้าที่ของแพทย์ต้องชี้แนะให้คนไข้รักษาจิตให้ดีไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะทางกายเท่านั้น

ทำอาชีพแพทย์เพื่อสะสมอริยทรัพย์ (Practice for the noble treasure)

แพทย์โดยทั่วไปประกอบอาชีพแพทย์คิดแต่เรื่องโลกิยทรัพย์ (worldly treasure) คือทรัพย์ทางภายนอกที่แพทย์ได้มาจากการประกอบโรคศิลปะ แต่การที่ได้มาก็ต้องอยู่ในความถูกต้องและเหมาะสมถึงจะไม่เป็นการเบียดเบียนผู้ป่วย ส่วนการดูแลผู้ป่วยเพื่อที่แพทย์จะได้รับอริยทรัพย์ คือ ทรัพย์สมบัติที่สามารถจะติดไปกับจิตวิญญาณของแพทย์ไปยังโลกหน้าหรือชาติหน้าได้นั้น ต้องประกอบไปด้วยการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องตามศีลธรรม (morality) จริยธรรม (ethic) วัฒนธรรม (culture) จารีตประเพณี (customs) และต้องมีองค์ประกอบด้วยเมตตา (loving – kindness) กรุณา (compassion) มุฑิตา (sympathetic joy) และอุเบกขา(indifference) ตลอดจนยินดีที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์

เรื่องของค่าตอบแทนของแพทย์ก็ทำตามความเหมาะสมเพราะเป็นอาชีพ แต่อย่าให้ผู้ป่วยต้องลำบาก ดังนั้นการเป็นแพทย์จึงเป็นอาชีพที่มีโอกาสที่จะได้มาทั้งโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์พร้อมๆ กัน ถึงไม่รวยชาตินี้ชาติหน้าก็คงจะรวย ให้ถือคตินี้ไว้ด้วย

ช่วยคนไข้ให้เข้าใจโรค เข้าใจโลก และเข้าใจธรรม (Help the patient to appreciate Dhamma)

เมื่อคนไข้กำลังมีทุกข์ทางกาย และมีทุกข์ทางใจ ก็พยายามให้ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ให้คนไข้รู้จักทุกข์ ศึกษาทุกข์ เข้าใจทุกข์ จะได้พ้นทุกข์ ให้เข้าใจความเป็นปัจจุบัน คือ เป็นโรคข้ออักเสบ อันเกิดจากเหตุคือโบราณกรรมที่ได้กระทำไว้ จะได้เตือนสติ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด ให้คิดใหม่ไม่หลงไปทำกรรมไม่ดีอีก และศึกษาธรรมให้มากๆ เพื่อความเป็นอริยะในอนาคต อย่าพยายามให้เกิดสภาวะที่มีทุกข์ อยู่กับทุกข์ไม่เห็นทุกข์ไม่รู้เรื่องทุกข์ มันก็จะทุกข์กันต่อไปไม่มีวันจบสิ้น

เข้าใจแพทย์ทางเลือก (Understand the complementary and alternative medicine)

เนื่องจากโรคข้ออักเสบส่วนมากแล้วรักษาไม่หายขาด จึงมีคนหาทางชักชวนให้ไปแสวงหาสิ่งอื่นที่คนไข้หวังว่าจะทำให้เขาหายได้อยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เราเรียกในปัจจุบันว่าเป็นแพทย์ทางเลือก ในอดีตแพทย์ที่เรียกตัวเองว่าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ยอมรับแพทย์ทางเลือก แต่มีโรคมากมายที่แพทย์แผนปัจจุบันก็เอาชนะไม่ได้ แพทย์ทางเลือกจึงได้ค่อยๆ เป็นที่ยอมรับและได้รับการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ และได้พัฒนาชื่อมาเป็นชื่อว่าการแพทย์ร่วมด้วยช่วยกัน (complementary medicine) และการแพทย์ทางเลือก (alternative medicine)

การรักษาบางอย่างอาจจะช่วยได้ทางจิตใจ คือทำให้จิตดีขึ้น เช่น โยคะ (yoga) รำมวยจีน (Tai-chi) ฝึกสมาธิ (meditation) เป็นต้น เหล่านี้เป็นอุบายในการช่วยให้สติไปติดอยู่กับกาย เป็นการฝึกจิตเบื้องต้น ทำให้จิตแข็งแกร่งขึ้น ก็จะได้ช่วยอุ้มชูกายให้หายจากโรคเร็วขึ้น เป็นการเพิ่มพลังของจิตวิญญาณ

การรักษาบางอย่างอาจช่วยให้สบายกายขึ้น (comfortable body) เช่น สปา (Spa) การนวด (massage) การกดจุด (acupressure) เป็นต้น การที่ทำให้กายโดยทั่วไปสบายขึ้น ก็ช่วยพยุงใจให้ดีขึ้นด้วยเมื่อใจดีขึ้นโรคภัยไข้เจ็บก็หายเร็วขึ้น

การรักษาบางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผล เช่นพวกอาหารเสริมต่างๆ และการฝังเข็ม (acupuncture)เพราะในโรคข้ออักเสบต่างๆ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงได้อย่างชัดเจนว่าได้ผล

การรักษาบางอย่างที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าจะช่วยโรคข้ออักเสบได้ แต่อาจจะเป็นพิษได้ เช่น การใช้ยาสมุนไพรต่างๆ โดยขาดความรู้ที่แท้จริงเพราะความรู้ได้ขาดการสืบเนื่องทางความรู้มานานแล้ว และสมุนไพรส่วนมากที่ใช้กันอยู่ก็เพียงแค่รักษาอาการเท่านั้น แต่ก็อาจทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น (comfort) การรักษาที่พิสดารอย่างอื่น เช่น การสวนทวารล้างพิษนั้น ต้องระวังให้ดีอาจจะเกิดลำไส้ทะลุได้บ่อยๆ

การแพทย์ทางเลือก ส่วนมากจะเน้นทางด้านจิตใจ ทำให้คนไข้สบายใจขึ้น ทำให้สภาพทางกายดีขึ้น แต่ต้องระวังแพทย์ผู้ให้บริการแพทย์ทางเลือกมักจะใช้จุดอ่อนของคนไข้เพื่อหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นคนไข้ทุกคนที่จะไปเข้ารับการรักษากับการแพทย์ทางเลือก ก็ควรจะได้บอกเล่ากับแพทย์ของท่านด้วยและให้แพทย์ของท่านอนุญาตก่อนจึงไปรับการบำบัดโดยการแพทย์ทางเลือกร่วมกันกับการรักษาในแบบแผนปัจจุบัน

สรุป (Summary for the spiritual aspect of arthritis)

แพทย์ควรชี้แนะให้คนไข้โรคข้ออักเสบเข้าใจว่าแท้ที่จริงยังมีโอกาสมากกว่าโรคของอวัยวะอื่น แม้แต่ในแง่ของจิตวิญญาณ และอนาคตของจิตในโลกหน้า เพราะเห็นทุกข์ง่าย เข้าใจทุกข์ง่าย สมองก็ยังดีอยู่ ถ้าแพทย์พยายามให้ความเข้าใจแก่ผู้ป่วย ทั้งแพทย์และผู้ป่วยก็จะได้รับอริยทรัพย์หรือโลกุตรทรัพย์

ผู้ป่วยควรจะเปิดประตูบุญ โดยคิดในแง่ดีอยู่กับสภาพปัจจุบันอย่างดีๆ มีความเมตตาตัวตนที่จะรับการรักษาตัวต่อไป บุญกุศลเก่าๆ ก็จะเข้ามาช่วยอุ้มชูจิตใจตลอดจนร่างกาย ทำให้หายป่วยและอาการดีขึ้นเร็วขึ้น

ผู้ป่วยควรจะปิดประตูบาป คือไม่คิดในแง่ลบไม่ให้เกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ให้เกิดความกลัว ไม่ให้เกิดความเศร้าหมอง หากผู้ป่วยคิดในแง่ลบบาปกรรมเก่าๆ จะเข้ามายังจิตใจได้ง่าย ทำให้สภาพจิตยิ่งหมดกำลังลง มีผลกระทบต่อร่างกายทำให้โรคยิ่งเลวลงไปอีก

แพทย์ผู้ดูแลควรทำความเข้าใจเรื่องของโลกิยทรัพย์และอริยทรัพย์ แพทย์พยายามหยิบยื่นอริยทรัพย์ให้คนไข้ให้มากที่สุด ยิ่งมอบให้คนไข้มากเท่าไรแพทย์ผู้นั้นก็จะยิ่งได้อริยทรัพย์มากขึ้นเท่านั้น

แพทย์ควรชี้แนะไม่ให้คนไข้หลงทางไปตามกระแสของแพทย์ทางเลือกช่วยดูว่าอันไหนควรอนุญาตให้รับการรักษาได้ อันไหนจะเป็นอันตรายต่อคนไข้ แพทย์ทางเลือกบางชนิดก็ช่วยสภาพของจิตวิญญาณให้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายดีขึ้นได้แพทย์ทางเลือกบางชนิดเกิดจากกิเลสเชิงพาณิชย์ของผู้ให้บริการ

เอกสารอ้างอิง

1. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. การซักประวัติและตรวจร่างกายสำหรับโรคข้ออักเสบ.ใน: สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, สุรวุฒิ ปรีชานนท์, บรรณาธิการ คู่มือโรคข้อ.กรุงเทพมหานคร: สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศ ไทย; 2541: 1-7.
2. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. คดในข้องอในกระดูก. ใน:กำธรเผ่าสวัสดิ์, บรรณาธิการ.วิชัยยุทธจุลสาร. กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิชัยยุทธ จำกัด; 2546: 26:61-63.
3. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. จิตล้มเหลว. ใน:กำธร เผ่าสวัสดิ์, บรรณาธิการ.วิชัยยุทธจุลสาร. กรุงเทพมหานคร: บริษัท วิชัยยุทธ จำกัด; 2547: 29:97-100.
4. สุรวุฒิ ปรีชานนท์. การแพทย์ร่วมด้วยช่วยกัน และการแพทย์ทางเลือก.ใน:รัตนวดีณ นคร, กิตติ โตเต็มโชคชัยการ, สมชาย อรรฆศิลป์,บรรณาธิการ. ฟื้นฟูวิชาการโรคข้อและรูมาติซั่ม. กรุงเทพมหานคร: สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย; 2544: 55-68

ที่มา: วิชัยยุทธจุลสาร ฉบับที่ 30 ประจำเดือน มกราคม – เมษยน 2548