การทำสมาธิเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้

New research suggests that meditation could be effective at preventing winter ailments

งานวิจัยล่าสุดพบว่าการทำสมาธิช่วยป้องกันอาการป่วยจากอากาศที่หนาวเย็นได้

การทำสมาธิแบบเจริญสติช่วยปรับสมดุลของอารมณ์ ลดความเครียด เพิ่มภูมิคุ้มกัน ห่างไกลจากโรคติดเชื้อ โดยไม่ต้องพึ่งสมุนไพรและวิตามิน

Forget popping vitamins, MEDITATION could stave off colds and flu

  • Adults who meditated for eight weeks missed 76 per cent fewer days of work than those who did nothing
  • Moderate exercise such as jogging also helps

By ANNA HODGEKISS

PUBLISHED: 18:51 GMT, 15 November 2012

Millions of us pop vitamins or herbal remedies as ‘insurance policy’ to stave off colds and flu.

But new research suggests that meditation could be very effective at preventing the winter ailments.

Adults who meditated or did moderately intense exercise, such as a brisk walk, for eight weeks suffered fewer colds than those who did nothing, according to a study from the University of Wisconsin–Madison.

Previous research has found that mindfulness meditation may improve mood, decrease stress, and boost immune function.

The 149 people in this new study were divided into three groups. One performed mindful meditation, a type of meditation that essentially involves focusing the mind on the present.

Another group jogged regularly for eight weeks while the third group did nothing.

The researchers then followed the health of the volunteers through the winter from September to May, although they didn’t check whether or not people carried on exercising or meditating after the eight–week period.

The participants were observed for cold and flu symptoms such as a runny nose, stuffiness, sneezing, and sore throat.

Nasal wash samples were collected and analysed three days after the symptoms began.

The study, found that meditators missed 76 per cent fewer days of work from September through to May than those who did nothing.

Those who had exercised missed 48 per cent fewer days during this period.

In addition, mindful meditation can reduce the duration or severity of acute respiratory infections such by up to 50 per cent, and exercise by up to 40 per cent.

And according to the website Scientific America, those who had exercised or meditated suffered for an average of five days; colds of participants in the control group lasted eight.

Adults who meditated for eight weeks missed 76 per cent fewer days of work than those who did nothing

In addition, tests confirmed that the self-reported length of colds correlated with the level of antibodies in the body, which indicate the presence of a virus.

‘Nothing has previously been shown to prevent acute respiratory infections,’ said lead author Dr Bruce Barrett, a family medicine doctor and associate professor at the University.

‘A lot of previous information suggested that meditation and exercise might have prevention  benefits, but no high-quality, randomised trial had been done.

‘Flu shots are partially effective, but only work for three strains of flu each year. The apparent 40 to 50 per cent benefit of mindfulness training is a very important finding, as is the apparent 30 to 40 per cent benefit of exercise training. If this pans out in future research, the impact could be substantive indeed.’

The study was published in the Annals of Family Medicine.

SOURCE: dailymail.co.uk

Advertisements

ฝึกสมาธิแบบง่ายทำสม่ำเสมอช่วยรักษาโรค-ฟื้นฟูสุขภาพได้

การฝึกสมาธินอกจากจะช่วยทำให้มีสุขภาพดีแล้ว ยังมีส่วนสร้างความแข็งแรงให้สมองส่วนหน้าบริเวณตรงกลาง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ส่วนต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ทั้ง 9 อย่างให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันการฝึกสมาธิยังช่วยบำบัดโรคทางกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคกระเพาะอาหาร รวมถึงโรคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี 2020 อย่างโรคเครียดให้ลดลงได้ โดยอาศัยการฝึกฝนด้วยตนเอง และต้องทำแบบสม่ำเสมอๆ เพื่อช่วยให้การฝึกสมาธิสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างแท้จริง

รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ อาจารย์พิเศษ จากศูนย์เวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า รูปแบบการทำสมาธิของเรานั้น ทางพระพุทธศาสนาได้กำหนดไว้ว่ามีด้วยกันหลายรูปแบบ เช่น การนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำละหมาด ขออธิษฐานจิตทางศาสนาคริสต์ ซึ่งวิธีที่กล่าวมานี้ก็คือการทำสมาธิเพื่อให้จิตใจของผู้ฝึกสงบ และเมื่อจิตใจสงบก็จะเกิดสติขึ้น เมื่อมีสติก็จะช่วยให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเรียน
เนื่องจากการฝึกสมาธินั้นมีหลายวิธี คุณหมอแนะนำว่า เราสามารถเลือกหยิบวิธีไหนมาใช้ก็ได้ เพราะการฝึกสมาธิในที่นี้ต้องทำควบคู่ไปกับการทำกิจวัตรประจำวัน โดยไม่ต้องบริกรรมหรือนั่งสมาธิแล้วหลับตาแต่อย่างใด เช่น กวาดพื้น ถูพื้น ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ แต่ความสำคัญอยู่ที่ผู้ฝึกต้องมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านั้น และวิธีง่ายๆ ที่คุณหมอแนะนำให้ทำเป็นประจำคือ การทำสมาธิโดยการหายใจเข้า-ออกยาวๆ ทุกต้นชั่วโมง โดยเริ่มจากหายใจเข้า-ออกยาวลึกๆ ไม่เกินนาทีละ 10 ครั้งโดยไม่ต้องหลับตา ขณะเดียวกันในขณะที่คุณตื่นเช้าขึ้นมา ก็สามารถทำสมาธิด้วยการหายใจยาวๆ สักนาทีละไม่เกิน 10 ครั้ง หรือให้นับเข้า 4 วินาที เช่น นับ 1-4 ช้าๆ จากนั้นก็ให้ผู้ฝึกนับออก 4 ครั้ง คุณหมอกล่าวว่าสามารถเพิ่มเวลาได้เรื่อยๆ เช่น จากการทำทุกต้นชั่วโมง อาจเปลี่ยนเป็นครึ่งชั่วโมงทำ 1 ครั้งก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ทางการแพทย์ยอมรับแล้วว่า การฝึกสมาธิดังกล่าวช่วยทำให้จิตใจสงบ และสมาธิช่วยทำให้ความดันในร่างกายลดลง และชีพจรเต้นช้าลง แต่เน้นทำทุกต้นชั่วโมงหรือทำบ่อยเท่าที่จะทำได้ เช่น ในระหว่างที่เรากำลังขับรถอยู่ก็สามารถทำได้ สักนาทีหรือครึ่งนาที ก็ต้องดูว่าเวลาเอื้อหรือไม่ ถ้าเวลาไม่เพียงพอก็ทำเพียงครึ่งนาทีก็พอแล้ว หรือทำในขณะที่เราอาบน้ำ เพราะใจของเรามักจะลอย แต่ถ้าเราฝึกหายใจก็จะช่วยให้เรามีสมาธิมากขึ้น และช่วยลดอาการเหม่อลอยของเราให้น้อยลงนั่นเอง หลักการคือต้องทำทุกวัน จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนหน้าตรงกลาง หรือที่เรียกกันว่าดวงตาที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับด้านอารมณ์ เพื่อให้ทำหน้าที่ 9 อย่างที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ

1.ยั้งคิดเป็น
2.สามารถเข้าใจผู้อื่นได้
3.มีศีลธรรมในจิตใจ
4.ปรับอารมณ์ของตนเองได้
5.รู้และเข้าใจตนเอง
6.ควบคุมความกลัวได้
7.มีความหยั่งรู้
8.รับรู้จิตใจของผู้อื่น หรือตามทันความรู้สึกในอวัยวะภายในร่างกายได้
9.มีสมองรับรู้ว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์อย่างไร

นอกจากนี้ การฝึกสมาธิยังช่วยรักษาโรคทางกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรคที่คนไทยเป็นกันมาก เช่น โรคเครียดให้สามารถลดลงได้ เพราะความเครียดเป็นบ่อเกิดของหลายโรค ดังนั้นสมาธิจะช่วยให้ความดันโลหิตลดลงได้ ชีพจรของเราจะเต้นช้าลง เพราะความดันเกิดจากชีพจรเต้นเร็วจึงทำให้ความดันตีขึ้น ถ้าจิตใจของเราสงบลงชีพจรจะเต้นช้าลงนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยโรคเบาหวาน เมื่อเวลาที่เรามีความเครียด น้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นและไขมันในเลือดจะสูง แต่เมื่อเราสงบสารเคมีเหล่านี้มันจะลดลง นอกจากนี้สมาธิยังสามารถช่วยรักษาโรคกระเพาะได้เช่นกัน เพราะความเครียดทำให้มีกรดในกระเพาะอาหารหลั่งเป็นจำนวนมาก จึงส่งผลให้เรารู้สึกปวดแสบท้อง แต่ถ้าเราไม่เครียด กระเพาะอาหารก็จะทำงานเป็นปกติ โดยที่ไม่หลั่งกรดออกมากัดกระเพาะของเรานั่นเอง.

ที่มา: ไทยโพสต์ 2 มีนาคม 2555