นอกใจภรรยา สาเหตุการตายอันดับ1ของผู้ป่วยหัวใจ

dailynews141208_01ปรากฎการณ์ ตายคาอก หรือเสียชีวิตขณะมีเพศสัมพันธ์ คงไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับคนเป็นโรคหัวใจแต่มิวายมีอารมณ์ทางเพศ เพราะข้อจำกัดต่าง ๆ นานา ที่หากฝืนขึ้นมาอาจจะดับในสภาพสุดอนาถ แต่ความจริงแล้วเซ็กส์จะเป็นเรื่องที่ต้องงดสำหรับคนเป็นโรคหัวใจหรือไม่ วันนี้ นพ.ปัญเกียรติ โตพิพัฒน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเวชธานี จะมาไขข้อข้องใจเรื่องดังกล่าวให้ฟังกัน

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวว่า สมาคมแพทย์โรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้แนะนำผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดว่า ควรจะได้รับการประเมินความเสี่ยงก่อนที่จะกลับมามีกิจกรรมทางเพศ โดยที่คุณสามารถผ่านการทดสอบการออกกำลังกายด้วยการเดินสายพานหรือหากเดินขึ้นบันไดสองชั้นอย่างสบาย ๆ หรือเดินเร็ว ๆ เป็นเวลา 6 นาที โดยไม่พักและไม่มีอาการอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจเหนื่อยหอบ คุณสามารถที่จะมี กิจกรรมทางเพศได้อย่างปลอดภัย

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจที่ต้องการมีเซ็กซ์ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ควรมีเมื่อร่างกายและจิตใจพร้อม ควรเลือกท่าที่ไม่ใช้แรงมาก เช่น ตะแคงเข้าหากัน หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่ด้านล่าง ไม่ควรตื่นเต้นมาก หรือพลิกแพลงท่า จนต้องออกแรงมาก จากงานวิจัยพบว่า คนที่หัวใจวายจนเสียชีวิตขณะมีเซ็กซ์ มักจะมีเซ็กซ์กับหญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยาตนเอง เมื่อมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อยขณะมีเซ็กซ์ควรหยุด และหากยังไม่หายควรรีบปรึกษาแพทย์

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวต่อว่า ข้อหลีกเลี่ยงก่อนการมีเพศสัมพันธ์สำหรับผู้ป่วยหัวใจ ควรงดอาหารมื้อหนัก โดยเฉพาะงานเลี้ยงที่มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือหากต้องการหลังมื้ออาหารควรรอเวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง อย่ามีเพศสัมพันธ์หลังออกกำลังกายมาจนเหนื่อยหรือมีความเครียดมาก่อน หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลที่ไม่ใช่คู่สมรสหรือคู่ขาที่มีอายุแตกต่างกันมาก ๆ อย่าร่วมเพศในท่าผิดธรรมชาติ เช่น ท่าทางทวารหนัก จะเพิ่มความเครียด ความตื่นเต้นแก่หัวใจมากเกินไป รวมถึงความรีบร้อนบรรยากาศไม่ดี สถานที่ไม่ดี อุณหภูมิร้อน หรือหนาวเกินไป

นพ.ปัญเกียรติ กล่าวถึงความผิดปกติของผู้ป่วยหัวใจระหว่างหรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ว่า ควรมีการสังเกตอาการของตนเองขณะหรือหลังการร่วมเพศ แล้วแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อช่วยเหลือ ป้องกันอาการผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งอาการดังต่อไปนี้มักเกิดหลังการร่วมเพศใหม่ ๆ

1. หัวใจเต้นเร็ว หรือรู้สึกใจสั่นอยู่นานกว่า 10 นาที
2. หายใจหอบเร็ว หรือหายใจลำบาก อยู่นานกว่า 10 นาที
3. มีอาการเจ็บแน่นกลางอกเหมือนอย่างที่เคยเป็น พักแล้วอาการไม่ดีขึ้น
4. นอนหงายไม่ได้ เพราะมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น
5. อ่อนเพลียมาก เวียนหัวจะเป็นลม เหงื่อออกมาก ตัวชื้น เป็นต้น

สำหรับข้อควรปฏิบัติเมื่อเกิดอาการผิดปกติ นพ.ปัญเกียรติ แนะนำว่า ผู้ป่วยควรนอนพักอยู่กับเตียงอย่ารีบลุกเดิน หรือถ้าจำเป็นก็ค่อย ๆ เคลื่อนไหว หากพอจะมีออกซิเจนอยู่กับบ้านก็ใช้ดมทันที ควรใช้ยาอมใต้ลิ้น หรือยาพ่นใต้ลิ้น และนอนพัก แต่หากอาการต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ดีขึ้น ควรอมหรือพ่นยาซ้ำอีกครั้งในทุก 5-10 นาที แต่หากดมหรือพ่นยาซ้ำแล้วติดกัน 2-3 ครั้งไม่ดีขึ้น ควรรีบไปโรงพยาบาล ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์ที่รักษาโรคเพื่อขอคำแนะนำทันที

ที่มา: เดลินิวส์  8 ธันวาคม 2557

Advertisements

เซ็กซ์ไม่ป้องกัน เสี่ยงกามโรค 80%

dailynews140221_001เรื่องเพศสัมพันธ์ หากมีการเปลี่ยนคู่นอนมากหน้าหลายตา นอกจากจะต้องป้องกันเรื่องการตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจแล้ว การป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ยังสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน มิเช่นนั้น โรคร้ายๆ อาจคืบคลานเข้ามาจนทำให้เจ็บป่วย และอาจรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถมีเซ็กซ์ได้

อย่างเช่น กามโรค สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การมีกิจกรรมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่ได้สวมใส่ถุงยางอนามัยชนิดลาเท็กซ์ (Latex condom) และการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด หรือทางทวารหนักกับผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ติดเชื้อ มีผลการศึกษาชี้ว่า ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวกับผู้ชายที่มีเชื้อหนองในแท้โดยไม่สวมใส่ถุงยาง จะมีโอกาสติดเชื้อประมาณ 70-80%

ส่วนผู้ที่สวมถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี หรือมีพฤติกรรมใส่บ้างไม่ใส่บ้างนั้น ถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดโรค ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนของคู่นอน และเมื่อเป็นโรคทางเพศชนิดหนึ่งแล้วก็จะทำให้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกชนิดหนึ่งได้ง่ายขึ้น เช่น ถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ กามโรค/โรคซิฟิลิส หนองในแท้/โรคหนองใน หรือหนองในเทียม และมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคเอดส์ จะมีโอกาสติดเชื้อเอดส์เพิ่มสูงขึ้น

อาการที่อาจบ่งชี้ว่าติดโรคสามารถสังเกตได้จากมีอาการเจ็บ มีก้อนบวม (Lump) หรือแผลที่บริเวณปากและทวารหนัก ปัสสาวะแสบขัด มีน้ำ ตลอดจนมีหนองออกมาจากอวัยวะเพศชายและช่องคลอด มีอาการปวดที่บริเวณต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะที่ขาหนีบ เป็นต้น โดยหลังจากที่มีการสัมผัสโรคจะใช้เวลาตั้งแต่ 2 วัน จนถึง 3 เดือน จึงจะปรากฎอาการหรือร่องรอยของโรค

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคทางเพศสัมพันธ์ยังมีอีกหลายสาเหตุ ทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น อาจทำให้เกิดการติดเชื้อเหล่านี้ได้ เช่น ไวรัสเอชไอวี หรือไวรัสตับอักเสบ บี และเมื่อติดเชื้อแล้ว ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ซึ่งวัยรุ่นผู้หญิงเซลล์บริเวณปากมดลูกยังเจริญไม่เต็มที่ จึงมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตลอดเวลา เซลล์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จะไวต่อการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

takecareDD@gmail.com

ที่มา: เดลินิวส์ 21 กุมภาพันธ์ 2557