บารมีผู้เฒ่าผู้แก่ คุ้มภัยสมองเสื่อม

thairath130510_002ศึกษาค้นพบผู้แก่ผู้เฒ่าที่มีอายุยืนๆ ยังสามารถแผ่บุญบารมีให้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาลูกหลานเหลนเป็นโรคสมองเสื่อมช้ากว่าคนทั่วๆไปคนอื่นได้อีกด้วย

ศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ศึกษาพบว่าบรรดาลูกหลานว่านเครือของคนที่มีอายุยืนยงถึง 90 ปี จะพากันเป็นโรคสมองเสื่อมตอนช่วงอายุระหว่าง 65-79 ปี ช้ากว่าเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมากถึงร้อยละ 40 นักวิจัยได้ชี้แจงว่า “ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะไม่เป็นโรคนี้กันเลย หากแต่มันดูเหมือนว่าพวกเขาจะพากันมาเป็นกันทีหลังช้ากว่าคนอื่น”

คนอเมริกันผู้ที่มีอายุยืนทุกวันนี้ คือผู้ที่อยู่เกินอายุขัยเฉลี่ย อย่างเช่น ผู้ชายปัจจุบันวัย 65 ปี สามารถจะอยู่ได้จนถึงอายุ 83 ปี และผู้หญิงอาจอยู่ได้นานถึง 85 ปี ซึ่งปรากฏว่าโอกาสของการมีอายุยืนกับโอกาสที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม ต่างสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ถึงกันได้พอๆกัน.

ที่มา :  ไทยรัฐ  10 พฤษภาคม 2556

.

Related Article :

.

Could Family Longevity Protect Against Dementia?

Epidemiology
Last Updated: 2013-05-07 19:22:18 -0400 (Reuters Health)

By Andrew M. Seaman

NEW YORK (Reuters Health) – The sons and daughters of people who live very long lives tend to get the symptoms of Alzheimer’s disease later than others, but they’re not immune from the disease, according to a new study.

Based on comparisons of people in their 90s, their spouses, siblings, children and their children’s spouses, researchers found that the offspring of people with exceptional longevity were about 40% less likely than peers to be cognitively impaired between ages 65 and 79.

“It’s not necessarily that these individuals never become cognitively impaired, but what it seems like is that there is a delayed onset of cognitive impairment,” said Dr. Stephanie Cosentino, of the Columbia University Medical Center in New York.

By the time members of the older generation of study volunteers were in their 90s, however, their risk of being cognitively impaired was fairly high.

So Dr. Cosentino’s team projects that the kids of these long-lived individuals will have the same risk level as their parents if they enjoy similar longevity – that is, they’ll no longer be protected.

As life expectancies continue to rise, few have investigated whether that means people live to those old ages cognitively “intact,” Dr. Cosentino and her colleagues wrote May 6th in JAMA Neurology.

For the new study, the researchers used data on cognitive impairment from 1,870 people who are part of the Long Life Family Study, which includes volunteers in New York, Massachusetts, Pennsylvania and Denmark.

In the U.S., subjects were recruited along with their (younger) siblings, their children and their siblings’ children – as well as all available spouses in both generations, who serve as an unrelated comparison group without necessarily having a family history of longevity.

The study included 1,510 people with a family history of longevity and 360 of their spouses, but for this study, researchers used information on just the volunteers who were 89 years old or older when they were recruited.

A series of tests measured the participants’ memory, recall abilities, language and processing skills.

Overall, the researchers found that about 6% of the volunteers’ children were cognitively impaired between ages 65 and 79 years old, compared to 13% of their spouses and about 11% of their cousins.

Among the study’s long-lived older generation, participants were just as likely to be cognitively impaired by about age 90 as their siblings or spouses.

“These families seem relatively protected, but once they reach extreme old age – say after 90 (years old) – their rates of cognitive impairment become comparable,” Dr. Cosentino said.

The study cannot say whether a parent’s longevity protected the offspring from becoming cognitively impaired in their 60s and 70s, but Dr. Cosentino said she and her colleagues want to know what makes them different from the others.

“Our current interest now is understanding the genetic basis of that delay,” she said, adding that the hope is they could eventually help others delay memory problems as well.

Dr. Mary Sano, director of the Alzheimer’s Disease Research Center at the Icahn School of Medicine at Mount Sinai in New York, told Reuters Health that the new study supports previous research on aging and dementia.

“This study and other studies have really shown we are moving in the direction of understanding the genetics and biology of successful aging,” said Dr. Sano, who was not involved with the new study.

“I think the reason it’s so promising is because we’ve put a lot of effort into studying diseases to find the silver bullet to prevent disease and very little work goes into people who are less likely to have the disease or less likely to develop the disease,” she said.

“I think looking at this side is critical, because we haven’t had much luck looking the other way,” Dr. Sano said.

SOURCE: http://bit.ly/128MT0j

SOURCE: www.psychcongress.com

 

Advertisements

เสริมสร้างสุขภาพเชิงพุทธ ถอดรหัสมนุษย์มีอายุยืน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาที่สุดคือการมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว

เพื่ออยู่กับคนที่เรารัก ข่าวดีและเป็นความมหัศจรรย์สำหรับคนไทยทุกคน ทุกสถานะ คุณไม่ต้องใช้เงินก็สามารถมีสุขภาพดีได้ จากผลงานวิจัยที่ชนะเลิศคว้า ๒ รางวัล วิทยานิพนธ์ดีเด่นประจำปี ๒๕๕๓ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและรางวัลการประกวดวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาเครือข่าย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) สาขาการพัฒนาสังคม ของ วิไลวรรณ อาจาริยานนท์ ช่วยไขรหัสลับถึงสาเหตุที่บางคนมีสุขภาพดี บางคนขี้โรค บางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน เป็นการค้นหาคำตอบจากองค์ความรู้การส่งเสริมคุณภาพเชิงพุทธจากหลักพุทธธรรมคำสอน (Document Research) และจากการศึกษาผู้มีอายุยืนว่าเขามีวิธีการดูแลสุขภาพอย่างไรจึงมีอายุยืนด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-dept Interview)

ประกอบกับการสังเกตแบบมีส่วนร่วมกัน (Participant Observation) โดยผู้วิจัยนำทั้งสองวิธีมาเปรียบเทียบกันว่ามีความสอดคล้องกันหรือไม่ เพื่อนำเสนอเป็นแนวทางในการนำองค์ความรู้การเสริมสร้างสุขภาพมาใช้ในสังคมไทย ประยุกต์ใช้องค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพอย่างง่าย มุ่งหมายเพื่อเตือนสติให้คนไทยเสริมสร้างสุขภาพของตนเอง เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตที่ดีและยังเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของประเทศไทย

ผลการศึกษาพบว่า องค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพเชิงพุทธ กับองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพของผู้มีอายุยืน มีความสอดคล้องและเป็นไปในทำนองเดียวกันในด้านมีเหตุที่ทำให้คนอายุยืนหรืออายุสั้น เนื่องมาจากอดีตกรรมและปัจจุบันกรรม เว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้ทำความสบายแก่ตน บริโภคสิ่งที่ย่อยง่าย รู้จักประมาณในสิ่งที่สบาย เที่ยวไปในกาลอันสมควร ประพฤติเพียงดังพรหม ฯลฯ

ส่วนหลักธรรมที่เป็นเหตุแห่งความมีอายุยืน คือ อิทธิบาท ๔

สำหรับเหตุที่ทำให้คนตายก่อนอายุขัย และยังไม่สิ้นกรรม คือ อกุศลกรรม การปฏิบัติตนไม่สม่ำเสมอ ไม่ถูกอนามัย และความพยายามของตนเองหรือคนอื่น ได้แก่ การฆ่าตัวตายและอุบัติเหตุ เหตุเหล่านี้พระพุทธศาสนาอธิบายรวมว่า คือ โรค จำแนกเป็นโรคทางกายและโรคทางใจ

สาเหตุของโรคทางกายมี ๕ อย่าง คือ (๑) ความไม่สมดุลของธาตุ ๔ ในร่างกาย (๒) การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล (๓) การบริหารกายไม่สม่ำเสมอ (๔) วิบากกรรม (๕) สาเหตุอื่น

สาเหตุของ โรคทางใจ คือ กิเลสและตัณหา

การแก้ปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วย พุทธวิธีใช้หลักอริยสัจ ๔ กล่าวคือ โรคเกิดจากสาเหตุใด แก้ที่สาเหตุนั้น โรคทางกายรักษาโดยใช้เภสัชสมุนไพร อาหาร การผ่าตัด ความร้อน การออกกำลังกาย การไม่ใช้ความเพียรเกินกำลัง การพักผ่อนอิริยาบถ การนอน การเจริญสมาธิ การอยู่กับธรรมชาติเหมาะสม การให้รับประทานของบางอย่าง การสวดพระปริตรและคำพูดด้วยเมตตา ธรรมโอสถ

ส่วนการรักษาโรคทางใจใช้ศีล สมาธิ ปัญญา อนึ่ง คุณธรรมของผู้พยาบาลไข้และคนไข้เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาสุขภาพทุกกรณี อีกด้านหนึ่งคือ การดูแลสุขภาพจิต วิธีการเสริมสร้างสุขภาพจิตมี ๓ วิธี คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ในมรรคมีองค์ ๘ พบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพทางพุทธศาสนา กับองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพของผู้มีอายุยืน ได้แก่ ผู้มีอายุยืนมองโรคทางใจเป็นเรื่องของภาวะความเครียด การแก้ปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วยโดยใช้ความร้อน และการรักษาโรคอมนุษย์เข้าสิง การให้กินของบางอย่าง การสวดพระปริตร คำพูดด้วยเมตตา ไม่ปรากฏในผู้มีอายุยืนเป็นการรักษาที่มีในสมัยพุทธกาลเท่านั้น

แนวทางในการนำองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพมาใช้ในสังคมไทยปัจจุบัน มีเป้าหมายการนำองค์ความรู้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพใน ๓ ประการ คือ พัฒนา ปลูกฝัง รักษา องค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพมาใช้ในสังคมไทย ด้วยแนวทางใน ๖ ระดับ ดังนี้ ๑. ครอบครัว ๒. สังคม ๓. กระทรวงสาธารณสุข ๔. รัฐบาล ๕. องค์กรศาสนา ๖. บุคคล

นอกจากนี้ผลการวิจัยยังมี ข้อเสนอแนะ ควรเผยแพร่ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพที่ผู้วิจัยประยุกต์เป็น ๑๐ อ. คือ (๑) อาหาร (๒) อากาศ (๓) อาภรณ์ (๔) ออกกำลังกาย (๕) อุจจาระ (๖) อนามัย (๗) เอนนอน (๘) อัปปมาทะ (๙) อารมณ์ (๑๐) อิทธิบาท ๔ ในรูปศิลปะเพลง เพื่อเข้าถึงจิตใจคนได้ง่ายและรวดเร็ว ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ละคร กิจกรรมออกกำลังกายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ปลูกฝังความรู้สู่จิตใจคนทุกเพศทุกวัยอย่างง่าย ๆ จะทำให้รักษาองค์ความรู้ในการเสริมสร้างสุขภาพไว้ได้อย่างยั่งยืนในสังคมไทย ตัวอย่างเพลง ๑๐ อ. (ปัจจุบันได้ใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนสถานศึกษา และเผยแพร่ทางสถานีวิทยุบางแห่ง )

เนื้อเพลง “๑๐ อ.ใครหนอบอกทีอายุยืนดีวิธีอย่างไร ๑๐ อ. ขอเฉลยไขว่าทำอย่างไรให้อายุยืน     อ.๑ นั้นคือ อาหาร ๕ หมู่ เลือกทาน ก่อนจะเคี้ยวกลืนอย่าหนัก มื้อเย็นกลางคืนเดี๋ยวจะพุงยื่น โรค  อ้วนตามมา อ.๒ อากาศดี ๆ ธรรมชาติมี ป่าเขาทุ่งนาอาภรณ์ นั้นคือ เสื้อผ้าร้อนหนาว จัดหา นั่นแหละ อ.๓ อ.๔ ออกกำลังกายจะได้ร่างกายแข็งแรงนะเธอขับถ่ายสม่ำเสมอทุกวันนะเธอ นี่แหละ อ.๕ อ.๖ คือ อนามัยสะอาดร่างกาย สะอาดห้องนอน อ.๗ นั้นคือ เอนนอน เวลาพักผ่อน หลับนอนเพียงพอ อ.๘    อัปปมาทะ ต้องจำไว้นะประมาท อาจตาย อ.๙ อารมณ์ แจ่มใสทุกข์ร้อนห่างไกล อย่ารับเข้าตัว อ.๑๐ อิทธิบาท ๔ คำพุทธสอนดี ต้องจำไว้นะคำสอน ก็คือ ฉันทะ อีกวิริยะ จิตตะ วิมังสา มุ่งมั่น และมีความหวัง มุ่งสร้างพลัง ชีวิตชีวา อายุยืนยาวถ้วนหน้า ๆ คงเป็นเพราะว่า เรามี ๑๐ อ.”

ความมหัศจรรย์ของการส่งเสริมสุขภาพเชิงพุทธสามารถสร้างสุขภาพดีแบบยั่งยืนได้ ด้วยการนำธรรมะกับเสียงเพลงมาประกอบในการเต้นออกกำลังกายต่าง ๆ ช่วยปลูกฝังองค์ความรู้ด้านสุขภาพทั้งส่งเสริมธรรมะไปกับเสียงเพลง ตอกย้ำในเรื่องของจิตใจและวิธีการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง

ที่มา : เดลินิวส์ 14 ธันวาคม 2554

อ่านเพิ่มเติม

http://hhcb-wilaiwan.blogspot.com/

Holistic health care in Buddhism
ผลงานวิจัย นางวิไลวรรณ อาจาริยานนท์ การศึกษาความสอดคล้องระหว่างการเสริมสร้างสุขภาพเชิงพุทธ กับการเสริมสร้างสุขภาพของผู้มีอายุยืนในสังคมไทย

THE STUDY OF THE CONFORMITY BETWEEN THE HOLISTIC HEALTH CARE IN BUDDHISM AND THE THAI PEOPLES’ LONGEVITY

การเสริมสร้างสุขภาพในทางพระพุทธศาสนา, ทำอย่างไรให้อายุยืน
การแกปญหาโรคที่เกิดจากวิบากกรรม, การแกปญหาโรคที่เกิดจากอมนุษย์เข้าสิง, การแกปญหาโรคที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม, การใช้พุทธานุภาพรักษาโรค, การแกปญหาโรคที่เกิดจากจิตและอารมณ์, การรักษาโรคทางใจ, วิธีกำจัดกิเลส,

ยารักษาโรคทางใจ เรียกว่า “ธรรมโอสถ” ธรรมวิธีที่จะสามารถกำจัดกิเลส ได้แก่ ธรรมะอันเปนฝกฝ่ายแห่งการตรัสรู้  ธรรมอันเกื้อกูลแก่การตรัสรู้เรียกวา “โพธิปกขิยธรรม” มี ๓๗ ประการ ได้แก่ สติปฏฐาน ๔  สัมมัปปธาน ๔   อิทธิบาท ๔  อินทรีย ๕   พละ ๕   โพชฌงค ๗   มรรคมีองค์ ๘

สรุปองค์ความรู้ ในการเสริมสร้างสุขภาพในทางพระพุทธศาสนาพบวา สาเหตุที่คนมีสุขภาพต่างกันเพราะ (๑) กรรมเกา (๒) การปฏิบัติตนไม่สม่ำเสมอ (๓) การไมรูจักบำรุงร่างกายและจิตใจ

แนวทางเสริมสร้างสุขภาพ คือ (๑) ทําแตกุศลกรรมในปัจจุบัน (๒) หมั่นดูแลปฏิบัติตนในกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอถูกอนามัย การบำรุงร่างกายและจิตใจ โดยแบ่งการดูแลเป็น ๒ ด้าน คือ การดูแลสุขภาพกายและการดูแลสุขภาพจิต

การดูแลสุขภาพกายให้คำนึงถึงสุขอนามัยส่วนบุคคล สุขอนามัยส่วนรวม และสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้เกิดโรค เกิดความขัดแย้งกับคนในส่วนรวม และเกิดการทำลายธรรมชาติ ตามลำดับ

อีกด้านหนึ่ง คือ สุขภาพจิต  วิธีการเสริมสร้างสุขภาพจิตมี ๓ วิธี คือ
(๑) จิตภาวนา คือ พัฒนาภาวะจิตภายในใหมีความปราโมทย์ ปติ ปสสัทธิ สุข และมีีสมาธิ
( ๒) ศีลภาวนา คือ พัฒนาจิตฝ่ายแผ่ขยายออกไปภายนอกเพื่อให้จิตเกิดความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ มีภาวะจิตพรหมวิหาร ๔ ได้แก เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา
(๓) ปญญาภาวนา คือ พัฒนาเพื่อให้เกิดจินตามยปัญญา สุตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา
หลักการพัฒนาดังกล่าวรวมอยู่ในหลักการสำคัญ คือ อริยมรรคมีองค ๘