‘เซ็กซ์’ ห้ามไม่ได้ ต้องเข้าถึง ‘ถุงยางอนามัย’

dailynews150214เป็นที่ทราบกันดีทั้งคนในและคนนอกแวดวงสาธารณสุขว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเรื่องคุณแม่วัยใสอย่างหนัก เพราะแม้จะอยู่อันดับ 5 ของอาเซียน ซึ่งล่าสุดสถิติวัยรุ่น วัยเรียนอายุต่ำกว่า 20 ปี ตั้งครรภ์แบบไม่พึงประสงค์ เรียกง่าย ๆ คือ “พลาด” จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกว่า 200,000 ราย ซ้ำยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่อัตราการเกิดของทารกทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 800,000 รายต่อปี

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ที่จับงานทางด้านการรณรงค์ป้องกัน และแก้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระบุว่า ค่ามาตรฐานกลางของประเทศไทยได้กำหนดอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นหญิงอายุ 15-19 ปี เอาไว้ที่ 50 คนต่อประชากรวัยรุ่นหญิง 1,000 คน แต่ ณ วันนี้ อัตราการตั้งครรภ์ในเยาวชนหญิงอยู่ที่ 52 คนต่อ 1,000 ประชากรหญิง และยังมีอีกหลายพื้นที่สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงอัตราการตั้งครรภ์ไม่พร้อมสูงถึง 75 คนต่อ 1,000 ประชากรหญิง หนำซ้ำยังพบว่าร้อยละ 20 ยังเป็นการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2-3 ทั้ง ๆ ที่อายุยังไม่ถึง 20 ปีด้วยซ้ำไป และกว่าครึ่งหนึ่งหันไปพึ่งพาการยุติการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะไปใช้บริการคลินิกเถื่อนนั้นเสี่ยงต่อการมีลูกยาก หรือในอนาคตไม่สามารถมีลูกได้อีกเลย ไปจนถึงการเสียชีวิต

“ในประเทศไทยเรามีกลุ่มอายุน้อยกว่า 15 ปี ตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และคลอดเช่นเดียวกัน ตรงนี้ถึงเป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งทุกประเทศในขณะนี้พยายามจะลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ลงให้ได้ เพราะมีงานวิจัยยืนยันชัดเจนแล้วว่ามีผลต่อคุณภาพชีวิตของทั้งตัวพ่อ แม่ที่เป็นวัยรุ่น และลูก อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้มากว่าลูกที่เกิดจากพ่อ แม่ที่ไม่พร้อมเมื่อโตมาก็อาจจะมีคุณภาพชีวิตเหมือนกับแม่วัยใส”

นอกจากปัญหาท้องไม่พร้อมที่ทุกฝ่ายกำลังหาทางแก้ปัญหากันอยู่นั้น เรื่องการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันยังนำมาซึ่งโรคติดต่ออื่น ๆ ร่วมด้วย ทั้งเอชไอวี หรือเอดส์ หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส เริม กามโรคและหูด เป็นต้น ซึ่งจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาเมื่อปี 2557 พบว่าสถิติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น โดยอัตราการเกิดโรคเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากอัตราการเกิด 35.89 ต่อประชากรแสนคน ในปี 2552 เป็น 52.69 ต่อแสนประชากร โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีนี้พบวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี ติดกามโรคเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าตัว จากอัตราการเกิดโรค 7.53 เป็น 34.50 ต่อประชากรแสนคน อายุ 20-19 ปี เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากอัตราการเกิดอยู่ที่ 26.66 เป็น 42.73 ต่อประชากรแสนคน ส่วนโรคเอดส์มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 7,695 คน และคาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้าอัตราการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในทั้ง 2 กลุ่มจะเพิ่มขึ้นเป็น 21,137 คน เพราะใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ลดลง

จากการสำรวจความเห็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป 3,000 คน ระหว่างวันที่ 11-13 ม.ค. พบว่าใช้ถุงยางอนามัยร้อยละ 88.6 ไม่เคยใช้ร้อยละ 6.7 ถ้าเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่พบว่ามีการใช้ถุงยางอนามัยประจำร้อยละ 57 ใช้เป็นบางครั้งร้อยละ 35.7 ไม่เคยใช้เลยร้อยละ 7.3 ส่วนการเข้าถึงถุงยางอนามัยส่วนใหญ่หาได้จากร้านสะดวกซื้อร้อยละ 66.5 ซูเปอร์มาร์เกต หรือห้างสรรพสินค้าร้อยละ 49.7 รพ.สถานบริการทางการแพทย์ร้อยละ 43.6 ส่วนสถานศึกษานั้นมีเพียงร้อยละ 18.5 เท่านั้น ซึ่งจากการสำรวจเพิ่มเติมเรื่องการติดตั้งเครื่องหยอดถุงยางอนามัยในโรงเรียนพบว่าประชาชนเห็นด้วยร้อยละ 60 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ร้อยละ 47.6

ทั้งนี้ พญ.พรรณพิมล ยังบอกอีกว่า วันนี้เราไม่สามารถห้ามเด็กไปมีเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาที่ถูกต้อง ที่สำคัญคือเน้นทักษะการแก้ไขปัญหามากกว่าการเรียนการสอนตามหลักสูตรที่ไม่สามารถเอาไปใช้จริงในชีวิตประจำวันได้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ถุงยางอนามัยให้มากที่สุด.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  14 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

ปัญหาการทำแท้งในประเทศไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้มูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศไทย) ร่วมกับมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)จัด “เวทีนำเสนอข้อเท็จจริงเรื่องปัญหาการทำแท้งในประเทศไทย” โดยผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้สะท้อนมุมมองและข้อเท็จจริง อาทิ เครื่องมือการทำแท้งยังโบราณใช้เหล็กขูดอยู่ การเสนอให้ตั้งคลินิกปรับประจำเดือนในโรงพยาบาล รวมไปถึงการขึ้นทะเบียนยาทำแท้งอย่างถูกกฎหมาย แต่ยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่ขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน

ศ.เกียรติคุณ นพ.กำแหง จาตุรจินดา ประธานมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ของสตรี (แห่งประเทศ) กล่าวว่า กรณีพบซากของทารกที่ถูกทำแท้งจำนวน 2002 ซาก รวมทั้งข่าววัยรุ่นและผู้หญิงท้องไม่พร้อมไปลักลอบทำแท้งปรากฎให้เราเห็นอยู่เนือง ๆ สะท้อนว่า ผู้หญิงเหล่านั้นไม่สามารถเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ตอกย้ำว่าปัญหาการแท้งไม่ปลอดภัยถูกละเลยมานานยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบเพราะไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบ

ผู้หญิงที่ทำแท้งบ้างก็โชคดีที่ปลอดภัย แต่ 40% ต้องประสบปัญหาภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ต้องเสียค่ารักษาเฉลี่ยถึง 21,000 บาทต่อราย และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงถึง 300 ต่อ 100,000 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการแท้งที่ไม่ปลอดภัยในแต่ละปีสูงถึง 3,300 ล้านบาท ในขณะที่ต้นทุนการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเป็นเงินเพียง 500-1,000 บาทต่อราย

“ผู้หญิงที่ตายจากการแท้งไม่ปลอดภัย ไม่ได้ตายจากโรคที่เรารักษาไม่ได้ แต่เธอเหล่านั้นตายเพราะสังคมไม่เห็นว่าชีวิตของเธอมีคุณค่าพอที่จะได้รับโอกาสและได้รับการดูแลรักษาที่ดี”

ในขณะที่คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการบริการด้านสุขภาพถ้วนหน้าโดยรัฐบาลให้สิทธิรักษาทุกโรค แต่ท้องไม่พร้อมยังไม่ได้รับการเหลียวแล ผู้หญิงไทยจำนวนมากยังคงต้องเสี่ยงตายและเจ็บจากการแท้งที่ไม่ปลอดภัย เพราะเธอเหล่านั้นเข้าไม่ถึงบริการที่ปลอดภัย สังคมไม่ยอมรับรู้ปัญหา ไม่เข้าใจ และไม่ให้โอกาสผู้หญิงที่ผิดพลาด มองว่าการทำแท้งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ผู้หญิงที่ทำแท้งและหมอที่ทำแท้งเป็นคนไม่ดี ปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยจึงยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขลำดับต้น ๆ ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมยังคงถูกทอดทิ้งให้แก้ไขปัญหาเองลำพังและถูกสังคมประณาม ประจาน ดูหมิ่นเหยียดหยามแต่เพียงฝ่ายเดียว

กฎหมายไม่ได้หยุดยั้งการทำแท้ง แต่กฎหมายกลับทำให้มีการแท้งไม่ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากจะท้องเพื่อที่จะทำแท้ง แต่ความจำเป็นบังคับให้ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะทำแท้ง ในขณะที่ทางเลือกเดียวที่สังคมมักหยิบยื่นให้ผู้หญิงเหล่านั้นคือบังคับให้เลือก “ท้องต่อ” โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นของผู้หญิงที่มีปัญหา แท้ที่จริงแล้วกฎหมายอนุญาตให้ผู้หญิงท้องไม่พร้อม มีปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต ถูกข่มขืน ถูกกระทำทางเพศ ทารกในครรภ์เสี่ยงต่อความพิการหรือมีโรคร้ายแรง สามารถยุติตั้งครรภ์ได้โดยแพทย์ สามารถทำได้ทั้งในโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และคลินิก แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงบริการที่ปลอดภัย

การยุติการตั้งครรภ์ในปัจจุบันทำได้ง่าย รวดเร็วและปลอดภัย การยุติการตั้งครรภ์จะปลอดภัยมากที่สุดต้องทำเมื่ออายุครรภ์น้อยที่สุด องค์การอนามัยโลกและสมาพันธ์สูตินรีแพทย์นานาชาติแนะนำว่า วิธีการยุติการตั้งครรภ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยมากที่สุด คือ การใช้ยา 2 ชนิด ควรใช้ในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์จะมีประสิทธิภาพเกือบ 100% และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วใช้มานานกว่า 20 ปี ในกรณีที่ไม่มียาดังกล่าวใช้ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้เครื่องดูดมดลูกมือถือแบบสุญญากาศแทนการขูดมดลูกที่แพทย์สมัยก่อนใช้กันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดมดลูกทะลุและลดความเจ็บปวดจากการขูดมดลูกแต่ปัจจุบันมีโรงพยาบาลประมาณ 200-300 แห่งเท่านั้นที่ใช้เครื่องดูดมดลูก

ในโอกาสที่รัฐบาลไทยมีผู้นำเป็นสตรีและรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญต่อสิทธิและบทบาทของสตรี จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและสังคมไทยช่วยกันดูแลและให้โอกาสแก่สตรีที่ท้องไม่พร้อม และหากเธอเหล่านั้นเลือกที่จะยุติการตั้งครรภ์ก็ควรมีสิทธิจะได้รับบริการที่ดี ปลอดภัย ทันสมัย มีมาตรฐานและมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับการเข้าถึงบริการสุขภาพอื่น ๆ ด้วย

ด้าน ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความรู้สึกผิดมีมาตั้งแต่ต้นในจิตใจของผู้หญิงที่ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ เราพบปัญหาความผิดปกติตามมาได้หลายกรณีจากการยุติการตั้งครรภ์ ทั้งทางด้านพฤติกรรมหรืออารมณ์ เช่น เกิดภาวะซึมเศร้าจากความรู้สึกสูญเสีย พบอัตราความซึมเศร้า 30-67% แปรเปลี่ยนตามความผูกพันที่มีต่อลูกในครรภ์ ยิ่งมีอายุครรภ์มากยิ่งพบความผิดปกติได้ การทำแท้งแต่ละครั้งถือเป็นความเจ็บปวดของผู้หญิง ไม่เห็นว่าภายหลังการทำแท้งผู้หญิงจะมีความรู้สึกดีใจ หรือนำไปสู่การสำส่อนทางเพศดังที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่พบว่า 50% มีปัญหาซึมเศร้าภายหลังจากทำแท้ง และมีถึง 10% ที่ต้องมาพบจิตแพทย์ด้วยอาการผิดปกติทางจิต

แนวทางการแก้ไข คือ สังคมควรออกมาโอบอุ้มผู้หญิงเคราะห์ร้ายเหล่านี้มากกว่าซ้ำเติมมุมมองของนักกฎหมายที่มีอยู่ควรได้รับการแก้ไข เพื่อเอื้อต่อการแก้ไขปัญหามากกว่าส่งเสริมปัญหาการทำแท้งเถื่อน นอกจากนี้รัฐบาลควรมุ่งส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจ เรื่องเพศศึกษา การคุมกำเนิดอย่างถูกวิธี เปิดการบริการในส่วนเหล่านี้ให้มากขึ้น ให้เข้าถึงได้ง่าย มากกว่าตั้งรับในโรงพยาบาล.

นวพรรษ บุญชาญ

 

ที่มา: เดลินิวส์ 14 เมษายน 2555