นวัตกรรมใหม่ ‘Biomarker ยีนบ่งชี้’ ช่วยยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก

dailynews140713_01ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา “มะเร็ง” กลายเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรโลกไปมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี

อย่างไรก็ดี แม้ว่าอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งจะต่ำกว่าโรคอุบัติเหตุหรือโรคหัวใจก็ตาม แต่การรณรงค์เพื่อป้องกันโรคหัวใจและอุบัติเหตุนั้นสามารถทำได้ผลดีทั่วโลก จึงทำให้การตายจากทั้งสองโรคนี้ลดลงอย่างเป็นที่น่าพึงพอใจ ต่างจากโรคมะเร็งที่จากรายงานข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2554 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งถึงวันละ 156 ราย หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7 ราย นอกจากนั้นยังคาดว่าจะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 118,600 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในปี พ.ศ. 2573 หรืออีก 19 ปีข้างหน้า คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยใหม่ 21.3 ล้านคน และจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 13 ล้านคน

โรคมะเร็งที่พบมากในเพศชาย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก มะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเม็ดเลือดขาว ส่วนในผู้หญิงที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในประเทศไทยนั้นสาเหตุการตายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักพบมากเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด โดยที่อุบัติการณ์ของมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้นยังพบน้อยกว่ามะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่ผลการรักษาและการป้องกันไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จึงทำให้สาเหตุการตายจากโรคมะเร็งนี้สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ผศ.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ความจริงแล้วมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักสามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ ผู้ป่วยจำนวนมากที่เสียชีวิตจากโรคนี้ก่อนวัยอันสมควรเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เนื่องจากโรคนี้ในระยะแรกจะไม่มีอาการใด ๆ ต่อมาเมื่อมีอาการเลือดออกปนกับมูกและอุจจาระ หรือมีอุจจาระก้อนเล็กลง หรือมีอาการลำไส้ใหญ่อุดตัน ก็มักจะมีการกระจายของโรคมะเร็งออกไปสู่ต่อมน้ำเหลืองหรือไปที่ตับแล้วทำให้ผลการรักษาให้หายขาดอาจไม่สามารถทำได้ทุกราย

“ผู้ที่เป็นโรคนี้จำนวนมากไม่มีอาการให้เห็นในระยะแรก จนกว่าก้อนมะเร็งจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ หากตรวจพบก้อนมะเร็งในระยะเริ่มแรกหรือพบในขณะที่เป็นติ่งเนื้องอก ผลการรักษาจะดีและมีโอกาสหายขาดได้ โดยอาการของมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่พบบ่อย ได้แก่ อาการถ่ายอุจจาระมีมูกปนเลือด มีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ท้องผูกสลับกับท้องเสีย อาการอื่น ๆ ที่อาจจะพบได้ คือ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนต้นอาจตรวจพบว่ามีอาการซีด ซึ่งเกิดจากการเสียเลือดโดยที่ไม่มีเลือดออกในอุจจาระให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจคลำพบก้อนที่บริเวณท้องน้อยด้านขวา ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของลำไส้ใหญ่อุดตัน ซึ่งจะมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน และถ่ายอุจจาระหรือผายลมลดลง

dailynews140713_01aผศ.นพ.วิโรจน์ ยังกล่าวว่า “เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล การรักษาตามแนวทางเดิมอาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง หรือมีการตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แนวทางการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักยุคใหม่ จึงเน้นความจำเพาะต่อบุคคลมากขึ้น (Personalized Therapy) อย่างที่เป็นที่รู้กันว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการให้เห็น การตรวจ “Biomarker ยีนบ่งชี้” มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการคาดคะเนผลการรักษาได้ล่วงหน้า ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากขึ้นช่วยให้แพทย์สามารถที่จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน ทำให้ผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดีขึ้น”

“ถ้าจะเข้าใจ “Biomarker ยีนบ่งชี้” ต้องเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการในการรักษาโรคมะเร็ง สมัยก่อนเมื่อ 50 ปีที่แล้ว การรักษามะเร็งเป็นการรักษาแบบเหวี่ยงแหคนไข้ทุกคนใช้รักษาเหมือนกันหมด เช่น การใช้ยาเคมีบำบัดก็จะทำลายทั้งเซลล์ดีและเซลล์ไม่ดี เป็นการรักษาแบบไม่จำเพาะ แต่ต่อมาเมื่อช่วง 10 ปีที่แล้ว เราเริ่มรู้ว่าคนไข้แต่ละคนแม้เป็นโรคเดียวกัน แต่การรักษาไม่เหมือนกัน โดย การตรวจ ’Biomarker ยีนบ่งชี้“ ทำให้เรารู้ว่าคนไข้แต่ละคนควรรักษาอย่างไร Biomarker สามารถทำนายการตอบสนองต่อยารักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จึงทำให้รักษาหายขาดหรือยืดอายุผู้ป่วยให้ยาวนานขึ้นได้ ซึ่งตอนนี้ในประเทศไทยสามารถทำได้ในโรงเรียนแพทย์แล้วทุกแห่ง” สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจ “Biomarker ยีนบ่งชี้” ได้ที่โรงพยาบาลชั้นนำทุกแห่ง หรือสามารถติดต่อศูนย์ Chula GenePRO (รพ.จุฬาลงกรณ์) โทร.0-2256-4000 ต่อ 3638, 08-9922-9501 และสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โทร. 0-2354-8208–15 ต่อ 212.

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

ตรวจระดับโมเลกุล ช่วยแพทย์วางแผนรักษามะเร็ง

dailynews140710_01“มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย ขณะที่มะเร็งเต้านม เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก”

“มะเร็ง” โรคร้ายที่ทุกคนกลัวเกรงซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เราทุกคน มะเร็งเป็นโรคที่ยากแก่การรักษาก็เพราะว่าโรคมะเร็งมักมีการพัฒนารูปแบบที่ยากจะคาดเดา ทำให้กว่าตรวจวินิจฉัยได้ก็พบว่าเป็นในระยะที่ยากแก่การรักษาแล้ว ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง มีทั้งจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ บุหรี่ เหล้า และมลพิษต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และปัจจัยภายในตัวเราเอง ได้แก่ กรรมพันธุ์ และภูมิคุ้มกัน

ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ป่วยได้ทันท่วงที ทั้งเทคโนโลยีทางรังสีและนิวเคลียร์ และ ล่าสุดได้มีการนำวิธีตรวจค้นหาโรคมะเร็งระดับโมเลกุลมาช่วยในการรักษา เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูง

นายแพทย์อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา เปิดเผยว่า สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ในฐานะที่มีบทบาทในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ถ่ายทอด และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านพยาธิวิทยา ได้นำเทคนิคอณูพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นงานที่มุ่งเน้นการตรวจวินิจฉัยโรค จากการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลต่าง ๆ เช่น สารพันธุกรรม (DNA, RNA และโครโมโซม) ในตัวอย่างชิ้นเนื้อหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย เช่น การตรวจมะเร็ง การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนที่บ่งชี้การตอบสนองของยาหรืออาการของโรค

ทั้งนี้ การตรวจทางอณูพยาธิวิทยาต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง จึงมีห้องปฏิบัติการน้อยราย ที่เปิดให้บริการด้านอณูพยาธิวิทยา แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ประกอบกับความจำเป็นในการนำข้อมูลระดับโมเลกุลไปใช้วินิจฉัยและพยากรณ์โรค เพื่อทำนายการตอบสนองของยาหรือบ่งบอกความเป็นไปของโรค ดังนั้น งานทางด้านอณูพยาธิวิทยาจึงมีความสำคัญและมีบทบาทมากในการใช้วินิจฉัยและพยากรณ์โรคต่าง ๆ

ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ทางด้านอณูพยาธิวิทยา เช่น การตรวจการกลายพันธุ์ของยีน KRAS ซึ่งเป็นยีนชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ ที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดในการคาดการณ์ถึงผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ในระยะลุกลามได้ โดยมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดปกติที่ไม่กลายพันธุ์ และชนิดกลายพันธุ์ ซึ่งยีนต่างชนิดกันจะให้ผลการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจยีน KRAS ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นชนิดกลายพันธุ์หรือไม่ก่อนการรักษาจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วยแต่ละราย

การตรวจพิเศษทางด้านอณูพยาธิวิทยา ของสถาบันพยาธิวิทยา มีการนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและวิเคราะห์โรคในระดับโมเลกุลครั้งแรกในปี 2552 และเปิดให้บริการแก่หน่วยงาน สถานพยาบาลต่าง ๆ

ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั่วประเทศไทย โดยมีการให้บริการอณูพยาธิวิทยา ตั้งแต่ปี 2552-2556 จำนวน 960 ราย ซึ่งงานอณูพยาธิวิทยา มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและมากด้วยประสบการณ์ทำงาน มีเครื่องมือที่ทันสมัย และเพียงพอกับการใช้งาน เช่น เครื่อง Pyrosequencing เครื่อง PCR เครื่อง Real-time PCR เครื่อง nanodrop เครื่อง Gel Documentation ตู้ปลอดเชื้อ Biological Safety Cabinets class II เป็นต้น ซึ่งจำนวนตัวอย่างที่หน่วยงาน และสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่งตรวจที่งานอณูพยาธิวิทยามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี

งานอณูพยาธิวิทยา ของสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาเทคนิคการตรวจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2553 ได้พัฒนาการตรวจหาปริมาณยีนเฮอร์-2 ฟิช ในตัวอย่างมะเร็งเต้านม และในปี พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน ได้พัฒนาวิธีการตรวจด้วยเทคนิคทางอณูพยาธิวิทยาหลากหลาย คือ ตรวจการกลายพันธุ์ของยีนเคแรสในตัวอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตรวจการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ในตัวอย่างมะเร็งปอด

ปัจจุบันงานอณูพยาธิวิทยา กำลังมีแผนที่จะพัฒนาบุคลากร และเทคนิควิธีการตรวจใหม่ ๆ เพื่อใช้ช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอีก เช่น การกลายพันธุ์ของยีนเอนแรส การกลายพันธุ์ของยีนบีราฟ และการกลายพันธุ์ของยีนซีคิท เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2354-8208-15 ต่อ 233, 229, 136 หรือ http://www.iop.or.th

ทีมเดลินิวส์38

y_38@dailynews.co.th

 

ที่มา : เดลินิวส์  10 กรกฎาคม 2557