การใช้ ‘ออนโคเทอร์เมีย’ รักษามะเร็ง

dailynews141012_01สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนานวัตกรรมการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยวิธีใช้ความร้อนด้วยเครื่องออนโคเทอร์เมียเป็นครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน เสริมประสิทธิภาพรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เผยว่า จากข้อมูลทะเบียนมะเร็งของประเทศไทย พบว่ามะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้ชาย และมะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิง

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และพยาธิใบไม้ในตับ สำหรับวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งชนิดนี้จะทำได้โดยการผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยมะเร็งตับที่สามารถทำการผ่าตัดได้เพียง 10 – 15% เท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การฉีดยาเคมีบำบัดร่วมกับการอุดเส้น เลือดแดงที่จะไปเลี้ยงมะเร็ง ซึ่งยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวได้ เนื่องจากมีจำนวนมะเร็งหลายก้อน มีการอุดตันของเส้นเลือดดำใหญ่ที่ไปเลี้ยงตับจากมะเร็ง หรือ มีเนื้อตับไม่เพียงพอ ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสตับวายจากการรักษาได้ หรือมะเร็งมีการกระจายออกนอกตับ การรักษาที่เหลือจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถอยู่ได้อีกประมาณ 2-3 เดือนเท่านั้น

สำหรับมะเร็งเต้านม แม้ว่าการรักษามะเร็งในระยะต้นจะได้ผลดี โดยมีอัตราการมีชีวิตรอดอยู่ที่ 5 ปี ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สูงถึงเกือบ 100 % แต่อัตราการอยู่รอดจะลดลงเหลือเพียง 30-50% เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ 3 และ 4 ดังนั้นเพื่อเพิ่มสัดส่วน และยกระดับผลการรักษาให้ดีขึ้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติจึงมีนโยบายอยู่ 2 ด้าน คือ ทำการส่งเสริมสุขภาพ และมีการตรวจคัดกรองเพื่อเพิ่มสัดส่วนของผู้ป่วยในระยะแรกให้มากขึ้น และสนับสนุนให้มีการศึกษา วิจัย พัฒนานวัตกรรมการรักษาพยาบาลวิธีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดในผู้ป่วย มองหาเทคโนโลยีใหม่เพื่อนำมาใช้ร่วมกับการรักษาตามมาตรฐานที่มีข้อจำกัดอยู่ในปัจจุบัน และทำการประเมินประสิทธิผลของกระบวนการรักษาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการทำการวิจัยในครั้งนี้

ด้าน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีใช้ความร้อนเพื่อเป็นการรักษาทางเลือก หรือร่วมรักษาในโรคมะเร็ง ปัจจุบันมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

1.การใช้ความร้อนระดับต่ำ อยู่ที่ 38-40 องศาเซลเซียส เป็นวิธีที่ทำให้เกิดความร้อนทั้งตัว โดยคาดหวังว่าความร้อนนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อให้สามารถต่อสู้กับมะเร็งได้

2.การใช้ความร้อนระดับปานกลาง โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 42-43 องศาเซลเซียส เฉพาะที่กับตัวมะเร็ง โดยคาดหวังว่าจะทำให้เกิดกระบวนการตายของเซลล์มะเร็งโดยไม่ทำให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ เครื่องออนโคเทอร์เมีย

3.การใช้ความร้อนระดับสูง ประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส ซึ่งการใช้ความร้อนระดับนี้จำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายในการทำลายเซลล์มะเร็งไปยังตำแหน่งเฉพาะที่ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงได้ เช่น เครื่องไฮฟู

วิธีการรักษาแต่ละวิธี จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป เช่น วิธีที่ 1 อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เหมือนภาวะฮีทสโตรก เช่นเดียวกับเวลาที่ตากแดดนาน ๆ และอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งที่มีสุขภาพอ่อนแอ ดังนั้นวิธีที่ 2 และ 3 จึงได้รับความนิยมมากกว่าวิธีที่ 1

เครื่องออนโคเทอร์เมียให้ความร้อนระดับปานกลางมีการนำมาใช้งานจำนวนมากในต่างประเทศ ทั้งประเทศในแถบทวีปยุโรป และเอเชีย แต่สำหรับในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในประเทศไทย มีการนำมาใช้ที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติเป็นแห่งแรก โดยได้รับบริจาคมาจากภาคเอกชน ตั้งแต่ปี 2555 และเนื่องจากการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งโดยการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียในประเทศไทย ยังไม่เคยมีการทำการศึกษา วิจัย อย่างเป็นระบบมาก่อน กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้มอบนโยบายให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติทำการศึกษา วิจัย การทำงานของเครื่องนี้ เพื่อประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และหากผลการศึกษาพบว่า การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ได้ผลดี และมีความคุ้มค่าเพียงพอ ประกอบกับเครื่องมือนี้มีราคาไม่แพงมากนัก กรมการแพทย์จะสนับสนุนให้โรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องมีเครื่องออนโคเทอร์เมียไว้ใช้เพื่อให้บริการผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต

ขณะที่ นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า ทีมวิจัยเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2555 โดยออกแบบงานวิจัยเป็น 2 โครงการย่อยเพื่อเปรียบเทียบผลการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมีย คือ
1. ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบอัตราการยุบของก้อนมะเร็งเต้านม ในผู้ป่วยระยะที่ 3 ที่ใช้เครื่องออนโคเทอร์เมีย ร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัด จำนวน 30 ราย
2. ศึกษาแบบสุ่มเปรียบเทียบเวลาการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยมะเร็งตับระยะท้าย ที่ได้รับการรักษาด้วยเครื่องออนโคเทอร์เมีย เทียบกับผู้ป่วยมะเร็งตับที่ให้การรักษาแบบประคับประคอง จำนวน 22 ราย

ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า อายุเฉลี่ย ชนิดของมะเร็งขนาดก้อนมะเร็งก่อนการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน ทั้งนี้ 22% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 ในกลุ่มทดลองที่ใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียร่วมรักษา มีการตอบสนองจนก้อนมะเร็งยุบหายหมด ในขณะที่ไม่มีผู้ป่วยรายใดในกลุ่มการรักษาแบบปกติ ที่มะเร็งยุบหมด ส่วนมะเร็งตับระยะสุดท้าย พบว่า 25% ของผู้ป่วยในกลุ่มทดลองมีการตอบสนองต่อการรักษา ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีชีวิตรอดของผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อการรักษา 15.3 เดือน ส่วนระยะเวลาการอยู่รอดของผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอยู่ที่ 2.7 เดือน เทียบกับกลุ่มควบคุม 2.2 เดือน ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม การทดลองไม่พบผู้ป่วยรายใดมีผลแทรกซ้อนจากการรักษาเพิ่มเติม ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้ พบว่าการใช้เครื่องออนโคเทอร์เมียรักษามะเร็งด้วยความร้อน มีศักยภาพที่จะใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมร่วมกับยาเคมีบำบัด และอาจใช้เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับระยะสุดท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2557

Advertisements

ตรวจระดับโมเลกุล ช่วยแพทย์วางแผนรักษามะเร็ง

dailynews140710_01“มะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 และมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย ขณะที่มะเร็งเต้านม เป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก”

“มะเร็ง” โรคร้ายที่ทุกคนกลัวเกรงซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์เราทุกคน มะเร็งเป็นโรคที่ยากแก่การรักษาก็เพราะว่าโรคมะเร็งมักมีการพัฒนารูปแบบที่ยากจะคาดเดา ทำให้กว่าตรวจวินิจฉัยได้ก็พบว่าเป็นในระยะที่ยากแก่การรักษาแล้ว ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง มีทั้งจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ บุหรี่ เหล้า และมลพิษต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และปัจจัยภายในตัวเราเอง ได้แก่ กรรมพันธุ์ และภูมิคุ้มกัน

ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์มากขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาโรคมะเร็งแก่ผู้ป่วยได้ทันท่วงที ทั้งเทคโนโลยีทางรังสีและนิวเคลียร์ และ ล่าสุดได้มีการนำวิธีตรวจค้นหาโรคมะเร็งระดับโมเลกุลมาช่วยในการรักษา เพื่อช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูง

นายแพทย์อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันพยาธิวิทยา เปิดเผยว่า สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ในฐานะที่มีบทบาทในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ถ่ายทอด และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านพยาธิวิทยา ได้นำเทคนิคอณูพยาธิวิทยา ซึ่งเป็นงานที่มุ่งเน้นการตรวจวินิจฉัยโรค จากการตรวจวิเคราะห์ระดับโมเลกุลต่าง ๆ เช่น สารพันธุกรรม (DNA, RNA และโครโมโซม) ในตัวอย่างชิ้นเนื้อหรือสารคัดหลั่งจากร่างกายของผู้ป่วย เช่น การตรวจมะเร็ง การตรวจการกลายพันธุ์ของยีนที่บ่งชี้การตอบสนองของยาหรืออาการของโรค

ทั้งนี้ การตรวจทางอณูพยาธิวิทยาต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และใช้เครื่องมือที่มีราคาแพง จึงมีห้องปฏิบัติการน้อยราย ที่เปิดให้บริการด้านอณูพยาธิวิทยา แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ประกอบกับความจำเป็นในการนำข้อมูลระดับโมเลกุลไปใช้วินิจฉัยและพยากรณ์โรค เพื่อทำนายการตอบสนองของยาหรือบ่งบอกความเป็นไปของโรค ดังนั้น งานทางด้านอณูพยาธิวิทยาจึงมีความสำคัญและมีบทบาทมากในการใช้วินิจฉัยและพยากรณ์โรคต่าง ๆ

ความสำคัญของการตรวจวิเคราะห์ทางด้านอณูพยาธิวิทยา เช่น การตรวจการกลายพันธุ์ของยีน KRAS ซึ่งเป็นยีนชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ ที่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดในการคาดการณ์ถึงผลการรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ในระยะลุกลามได้ โดยมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดปกติที่ไม่กลายพันธุ์ และชนิดกลายพันธุ์ ซึ่งยีนต่างชนิดกันจะให้ผลการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตรวจยีน KRAS ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นชนิดกลายพันธุ์หรือไม่ก่อนการรักษาจะช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาให้เหมาะสมและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วยแต่ละราย

การตรวจพิเศษทางด้านอณูพยาธิวิทยา ของสถาบันพยาธิวิทยา มีการนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและวิเคราะห์โรคในระดับโมเลกุลครั้งแรกในปี 2552 และเปิดให้บริการแก่หน่วยงาน สถานพยาบาลต่าง ๆ

ทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั่วประเทศไทย โดยมีการให้บริการอณูพยาธิวิทยา ตั้งแต่ปี 2552-2556 จำนวน 960 ราย ซึ่งงานอณูพยาธิวิทยา มีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและมากด้วยประสบการณ์ทำงาน มีเครื่องมือที่ทันสมัย และเพียงพอกับการใช้งาน เช่น เครื่อง Pyrosequencing เครื่อง PCR เครื่อง Real-time PCR เครื่อง nanodrop เครื่อง Gel Documentation ตู้ปลอดเชื้อ Biological Safety Cabinets class II เป็นต้น ซึ่งจำนวนตัวอย่างที่หน่วยงาน และสถานพยาบาลต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่งตรวจที่งานอณูพยาธิวิทยามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี

งานอณูพยาธิวิทยา ของสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาเทคนิคการตรวจอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2553 ได้พัฒนาการตรวจหาปริมาณยีนเฮอร์-2 ฟิช ในตัวอย่างมะเร็งเต้านม และในปี พ.ศ. 2554-ปัจจุบัน ได้พัฒนาวิธีการตรวจด้วยเทคนิคทางอณูพยาธิวิทยาหลากหลาย คือ ตรวจการกลายพันธุ์ของยีนเคแรสในตัวอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ตรวจการกลายพันธุ์ของยีนอีจีเอฟอาร์ในตัวอย่างมะเร็งปอด

ปัจจุบันงานอณูพยาธิวิทยา กำลังมีแผนที่จะพัฒนาบุคลากร และเทคนิควิธีการตรวจใหม่ ๆ เพื่อใช้ช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอีก เช่น การกลายพันธุ์ของยีนเอนแรส การกลายพันธุ์ของยีนบีราฟ และการกลายพันธุ์ของยีนซีคิท เป็นต้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 0-2354-8208-15 ต่อ 233, 229, 136 หรือ http://www.iop.or.th

ทีมเดลินิวส์38

y_38@dailynews.co.th

 

ที่มา : เดลินิวส์  10 กรกฎาคม 2557

รักษามะเร็งแนวใหม่?

dailynews130312_001คำว่าบูรณาการ อาจเคยคุ้นในเรื่องทางการเมือง ทว่าในวงการแพทย์ก็มีใช้เช่นกัน โดยเฉพาะการรักษาโรคร้ายอย่าง‘มะเร็ง’ ซึ่งการบูรณาการรักษาโรคดังกล่าว เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในศูนย์รักษาโรคมะเร็งชั้นนำทั้งยุโรปและอเมริกา แถมยังมีผลวิจัยของอับดุลรอฮ์มาน เจอาร์ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์ดีฟฟ์ ประเทศอังกฤษ สนับสนุนว่า การวางแผนการรักษาโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญหรือทีมแพทย์เฉพาะสาขาต่างๆ จะสร้างความแน่นอน ช่วยให้คุณภาพการรักษาผู้ป่วยดีขึ้น อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง

การรักษามะเร็งด้วยรูปแบบดังกล่าว ดร.นพ.เกริกยศ ชลายนเดชะ ประธานคณะกรรมการร่วมเพื่อการรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ โรงพยาบาลพญาไท 1 เล่าว่า ที่พญาไท 1 เรียกรูปแบบนี้ว่า การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง หรือ Multidisciplinary Care Team (MDT Team) เป็นการรักษามะเร็งแบบบูรณาการ ที่นำแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาทุกขั้นตอนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันวินิจฉัย และตัดสินใจเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมเฉพาะตัวผู้ป่วยแต่ละราย เหตุผลที่ทำการรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการ เพราะเทคโนโลยีในการรักษามะเร็งมีความก้าวหน้าไปมาก จนเกินกว่าจะใช้แพทย์ผู้ชำนาญเพียงท่านเดียวทำการรักษาได้อย่างดีที่สุด หลังใช้การรักษามะเร็งในรูปแบบนี้มาครบหนึ่งปีให้ผลการรักษาที่น่าพอใจ

โครงสร้าง MDT Team จะมีประธานคณะกรรมการ คอยบริหารจัดการทีมแพทย์ ตามด้วยอายุรแพทย์ด้านโรคมะเร็งเป็นผู้ให้การรักษาทางยา และใช้เทคโนโลยีของการรักษาที่ทันสมัย มีศัลยแพทย์หรือหมอผ่าตัดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคมะเร็ง และนรีแพทย์ด้านโรคมะเร็ง (กรณีผู้ป่วยมะเร็งในสตรี) มาทำหน้าที่ผ่าตัด ทั้งแบบลงมีดเปิดแผล หรือผ่าตัดผ่านกล้องส่องในอวัยวะแบบแผลเล็ก ยังมีพยาธิแพทย์ ทำหน้าที่ตรวจและวิเคราะห์ชิ้นเนื้อ มีรังสีแพทย์ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยภาพรังสี เพื่อบอกขนาด ตำแหน่ง ระยะของมะเร็ง มีแพทย์รังสีรักษา เพื่อวางแผนการรักษาทางรังสีหรือการฉายรังสี ฉายแสง ให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีต้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด ร่วมด้วยวิสัญญีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการระงับปวด คอยช่วยลดอาการเจ็บปวดทั้งจากการรักษาหรือจากธรรมชาติของตัวโรค

นอกจากนี้ยังมีแพทย์ด้านโภชนาการ พยาบาลเชี่ยวชาญดูแลผู้ป่วยมะเร็ง นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด เภสัชกรผู้เชี่ยวชาญด้านยารักษามะเร็ง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมหรือยีนส์ เพื่อวิเคราะห์ครอบครัวของผู้ป่วยมะเร็งที่มีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจพบแพทย์เพียงคนเดียว แต่แพทย์คนดังกล่าวจะนำผลการตรวจวินิจฉัยมาประชุมพร้อมกับทีมแพทย์เพื่อช่วยกันวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น รศ.นพ.ปริญญา ทวีชัยการ ศัลยแพทย์ด้านมะเร็งลำไส้ใหญ่ ยกตัวอย่างกรณีคนไข้รายหนึ่งตรวจพบติ่งเนื้อที่ลำไส้ใหญ่ หลังตัดออกมาวินิจฉัยก็พบว่า เป็นเนื้อร้าย หากเป็นเช่นนี้การรักษาแบบทั่วไป ศัลยแพทย์และอายุรแพทย์ให้กลับไปผ่าตัดใหญ่เพื่อกำจัดมะเร็งออกไป แต่สำหรับการรักษาแบบบูรณาการ พยาธิแพทย์ซึ่งอยู่ร่วมในการประชุมจะวิเคราะห์ภาพวินิจฉัยชิ้นเนื้ออย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนลงความเห็นว่า ควรผ่าตัดใหญ่หรือไม่

ผลการวิเคราะห์ของพยาธิแพทย์ครั้งนั้นชี้ว่า ชิ้นเนื้อร้ายไม่ใช่ระยะลุกลาม จึงลงความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ เพียงแค่ผ่าตัดส่องกล้องแบบแผลเล็กก็เพียงพอ แผนการรักษาจากทีมแพทย์จึงสรุปว่า ให้ทำการผ่าตัดส่องกล้องแทนผ่าตัดใหญ่ และได้ผลการรักษาเป็นอย่างดี ผู้ป่วยไม่ต้องบอบช้ำจากการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่จำเป็น

ส่วน นพ.กิติ จินดาวิจักษณ์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งเต้านม เสริมว่า การรักษามะเร็งแบบบูรณาการให้ผลดีต่อมะเร็งเต้านม เนื่องจากที่ผ่านมา แพทย์บางรายตั้งต้นการรักษาโดยให้ผ่าตัดก่อนทั้งที่อาจยังไม่จำเป็น เมื่อเปลี่ยนมาทำงานแบบ MTD Team  ถือว่าแพทย์สาขาที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันคิด เช่นกรณีผู้ป่วยบางราย หลังจากแพทย์วินิจฉัยร่วมกันแล้วพบว่า การตั้งต้นที่การผ่าตัดมีแนวโน้มหยุดโรคไม่ได้ แต่ควรใช้ยาเพื่อลดขนาดเนื้อร้ายลงก่อน กระทั่งก้อนเนื้อยุบลงจึงทำการผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยอาจไม่ต้องเสียเต้านมไป.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

ที่มา :  เดลินิวส์ 12 มีนาคม 2556

ฮือฮา! แสง’ซินโครตรอน’รักษามะเร็ง ทุ่ม190ล.ผลิตเครื่องฉายรังสี

thairath130312_002aผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน เร่งผลิต “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” แสงซินโครตรอนครั้งแรก หวังช่วยผู้ป่วยรายได้น้อย พร้อมผลักดันไทยผงาดเป็นศูนย์กลางภูมิภาคอาเซียน…

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2556 ที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ( มทส.) ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนฯ ทุ่มงบ 190 ล้าน ในการผลิตเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็งด้วยแสงซินโครตรอน โดยฝีมือนักวิจัยไทยครั้งแรก พร้อมชูไทยผงาดเป็นศูนย์กลางผลิตเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาครักษามะเร็งแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน ชี้คุณสมบัติเด่นไม่กระทบกับเซลล์ดีรอบข้าง ค่าบริการรักษาถูก หวังช่วยผู้ป่วยมะเร็งรายได้น้อย

thairath130312_002b

ทั้งนี้ จากสถิติข้อมูลด้านสาธารณสุขของไทย พบว่าการเสียชีวิต 10 อันดับแรกในช่วงปี 2546-2550 นั้น โรคที่พบสูงขึ้น ได้แก่ โรคมะเร็งและเนื้องอก โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดในสมอง โรคเบาหวาน โรคตับและตับอ่อน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการบริโภคและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ขาดการใส่ใจดูแลควบคุมป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในการรักษามะเร็งในประเทศไทยยังใช้การผ่าตัดและการใช้เคมีบำบัดเป็นหลัก แต่ใช้ได้ผลดีกับมะเร็งในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง ส่วนการรักษาโดยใช้รังสีบำบัดนั้นยังไม่ทั่วถึง เนื่องจากจำนวนสถานพยาบาลที่ให้บริการยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ มีการกระจุกตัวอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และราคาเครื่องฉายรังสีมีราคาค่อนข้างสูงมากซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ส่งผลให้อัตราค่าบริการในการฉายรังสีแต่ละครั้งแพงมาก ทำให้ผู้มีรายได้ปานกลางถึงต่ำไม่มีกำลังในการจ่ายค่ารักษา และส่วนใหญ่ประชากรกลุ่มนี้มักป่วยด้วยโรคมะเร็งเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีแนวคิดในการสร้างเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับ รักษามะเร็งโดยฝีมือนักวิจัยไทยขึ้นครั้งแรก เพื่อแก้ไขปัญหานี้

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ สุจิตจร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา มีเครื่องกำเนิดแสงสยามเพียงแห่งเดียวและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนให้ บริการแสงซินโครตรอนในงานวิจัยต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศ ล่าสุดสถาบันฯ มีโครงการที่จะออกแบบและสร้างเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับ รักษามะเร็ง (Medical linac) ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อใช้ทดแทนการรักษาด้วยเคมีบำบัด เครื่องฉายรังสีดังกล่าวจะมีพลังงานและอำนาจการทะลุทะลวงสูง จึงสามารถฉายรังสีเข้าสู่เซลล์มะเร็งได้โดยตรงทำให้เซลล์ดังกล่าวได้รับรังสีอย่างเต็มที่และสม่ำเสมอ จึงสามารถรักษามะเร็งได้โดยไม่ทำให้เซลล์เนื้อเยื่อดีรายล้อมเซลล์มะเร็งได้ รับความบอบช้ำมาก ซึ่งเป็นผลดีกว่าเครื่องฉายแสงด้วยโคบอลต์ 60 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ที่มีพลังงานต่ำทำให้ไม่สามารถเข้าถึงเซลล์มะเร็งที่อยู่ลึกในร่างกายได้ และต้องใช้ระยะเวลาในการฉายรังสีนานขึ้นซึ่งส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อดีรอบ ข้างได้รับความเสียหายไปด้วย สำหรับเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคที่จะผลิตขึ้นนี้สามารถใช้ในการ รักษาโรคมะเร็งทั่วไป เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น ซึ่งพบมากในผู้ป่วยโรคมะเร็งในประเทศไทย เครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคนี้จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อไป

thairath130312_002c

ศาสตราจารย์ นาวาอากาศโท ดร.สราวุฒิ กล่าวต่อว่า ต้นแบบเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับรักษามะเร็งที่จะพัฒนาขึ้นนี้ จะใช้ทดแทนการนำเข้าและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่อง การดำเนินงานเป็นการสนับสนุนและเสริมสร้างการวิจัยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้เกิดเป็นนวัตกรรมการแพทย์สำหรับใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างกำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญสูงด้านเครื่องเร่งอนุภาคและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ต.ค.2557 ถึง 30 ก.ย. 2559 โดยใช้งบประมาณในการดำเนินโครงการทั้งหมด 190 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการลงทุนในปีแรกประมาณ 41 ล้านบาท ใช้ในการพัฒนาระบบเร่งอิเล็กตรอน ระบบจ่ายกำลัง และโครงสร้างของเครื่องฉายรังสี ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการเพื่อขออนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลในการดำเนินโครงการดังกล่าว

“กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้คือ ผู้ป่วยมะเร็ง และประชาชนทั่วไป รวมถึงแพทย์ นักวิจัยด้านการแพทย์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยที่มีรายได้ปานกลางถึงต่ำเนื่องจากค่าใช้จ่ายไม่แพง และประเทศไทยจะมีต้นแบบเครื่องฉายรังสีชนิดเครื่องเร่งอนุภาคสำหรับรักษา มะเร็งทำงานที่ระดับพลังงาน 6 ล้านโวลต์ (6MV) ภายในระยะเวลา 3 ปี และจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการสร้างบุคลากร การวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องฯ ในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต ตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาประเทศได้ต่อไป” ดร.สราวุฒิ กล่าว.

ที่มา :  ไทยรัฐ 12 มีนาคม 2556

ทำลายก้อนมะเร็งด้วย ‘เข็ม’

การทำลายเนื้องอกเนื้อร้าย มีหลายวิธี หนึ่งในนั้นก็มีวิธี ‘แอบเลชั่น’ ซึ่งนายแพทย์พงษ์เดช พงษ์สุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีแพทย์ ได้อธิบายการรักษาด้วยวิธีแอบเลชั่น ระหว่างงานเปิดตัว แมกซิโอ เครื่องหุ่นยนต์ตรวจหาและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง

นายแพทย์พงษ์เดช เผยว่า การทำแอบเลชั่น คือ การแทงเข็มเข้าที่เนื้องอกหรือก้อนมะเร็ง แล้วส่งความร้อน, ความเย็น, และสารทำลายเนื้องอก อย่างใดอย่างหนึ่งเข้าไปทำลาย โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่เปิดแผล

เนื้องอกที่ทำแอบเลชั่นได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คือ เนื้องอกบริเวณไทรอยด์ ตับ ไต และปอด ส่วนข้อจำกัดของการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยควรมีก้อนเนื้อขนาดไม่เกิน 3-4 เซนติเมตร และเป็นมะเร็งที่ไม่ได้อยู่ในระยะแพร่กระจาย

อย่างไรก็ตาม เพื่อความกระจ่างชัดเจน ชมคลิปสัมภาษณ์นายแพทย์พงษ์เดช เล่าถึงการแอบเลชั่นเพิ่มเติมได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 8 มีนาคม 2555

Related Link:

หุ่นยนต์ตรวจมะเร็ง -ทำลายเนื้อร้าย

หุ่นยนต์ตรวจมะเร็ง -ทำลายเนื้อร้าย

มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น ส่วนคนที่ป่วยอยู่ก็ยิ่งอยากจะหาย ล่าสุด มีข่าวดีเกี่ยวกับการตรวจและทำลายมะเร็ง โดย เพอร์ฟินท์ เฮลท์แคร์ ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับนวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เปิดตัว ‘แมกซิโอ’ หุ่นยนต์ตรวจหาและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งในร่างกายผ่านกระบวนการแอบเลชั่น ใช้เข็มส่งความร้อนเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง 

หุ่นยนต์แมกซิโอ แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ในส่วนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการวางแผนและแสดงภาพจากผลการสแกน โดยจะเชื่อมต่อกับซีทีสแกนหรือเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อโชว์ภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ ให้แพทย์ใช้วางแผนรักษาว่าจะ วางเข็มลงตำแหน่งใด

อีกส่วนเป็นระบบหุ่นยนต์ชี้จุด จะทำการชี้จุดวางเข็มให้สอดคล้องกับภาพผลตรวจมะเร็ง และแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจวางเข็มเข้าไป จากนั้นจะปรากฏภาพให้เห็นทางจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังวางเข็มว่าตรงกันหรือไม่ เมื่อได้ตำแหน่งตรงกัน แพทย์จะสั่งเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง

หลังผ่านการทำลายแล้ว แมกซิโอ จะทำการซีทีสแกนซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แพทย์เห็นภาพผลการรักษา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ

ปัจจุบัน หุ่นยนต์แมกซิโอ มีความสามารถตรวจและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งตับ ปอด และไต ในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย หรือก้อนเนื้อใหญ่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร ตัวเครื่องยังสามารถวางเข็มได้พร้อมกันหลายเล่ม ช่วยให้การทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณที่ต้องการทำได้ภายในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้แมกซิโอ แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่กับผู้ป่วย และในขั้นตอนการแอบเลชั่นด้วยหุ่นยนต์ตัวดังกล่าว แพทย์ก็ไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลผู้ป่วยด้วย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2555

 

ระวัง! รักษามะเร็งด้วยสมุนไพร โดย รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์

ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งอะไรก็ตาม มักเกิดความสับสนระหว่างการเลือกรักษา ด้วยวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันและการนำสมุนไพร ซึ่งทั้ง 2 วิธีจะสามารถรักษาไปพร้อมกันได้หรือไม่ ติดตามรายละเอียดถัดไปครับ

ต้นพังพวย (Catharanthusroseus)

การรักษามะเร็งในแผนปัจจุบัน มีทั้งการผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด ซึ่งยาเคมีบำบัดส่วนหนึ่งจะมีสารประกอบที่สำคัญจากสมุนไพร เช่น ยา vincristine และ vinblastine ซึ่งใช้ในการรักษามะเร็งหลายชนิดโดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นยาที่มีสารตั้งต้นจากต้นพังพวย (Catharanthusroseus) ยา taxol มีสารตั้งต้นจากเปลือกของต้น Taxuscuspidata ซึ่งใช้รักษามะเร็งเต้านม ส่วนยา topotecan และ irinotecan มีสารตั้งต้นจากต้น Camptotheca acuminate ซึ่งใช้รักษามะเร็งรังไข่และมะเร็งลำไส้ เหล่านี้เป็นต้น

กว่าที่สมุนไพรจะกลายมาเป็นส่วนประกอบของยาเคมีบำบัดนั้น ต้องได้รับการพัฒนาและมีการศึกษาตาม ขั้นตอนทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และในคน จนทำให้ทราบถึงกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน วิธีการใช้ และข้อบ่งชี้ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน

หากแต่สมุนไพรที่ใช้กันทั่วในท้องตลาด อาจเป็นสมุนไพรเดี่ยวหรือสมุนไพรหลายตัวที่อยู่ในตำรับยา จะมีส่วนประกอบทางเคมีของสารหลายอย่างที่ไม่สามารถบอกได้ว่า สารตัวใดที่มีผลต่อมะเร็งโดยตรง และนอกจากนี้ยังไม่สามารถควบคุมความเข้มข้นได้ ทำให้ไม่ทราบทั้งประสิทธิภาพหรือพิษที่ชัดเจนของสมุนไพรที่นำมาใช้ รวมถึงการใช้สมุนไพรในปัจจุบันจะมีข้อจำกัดอยู่มากในการรักษามะเร็ง อาจเกิดข้อเสียได้ อาทิ

1.การใช้สมุนไพรที่ไม่ทราบขนาดของยาและสารออกฤทธิ์ อาจจะได้สารพิษที่ปนมา เป็นเหตุให้ ตับ ไต หรือ หัวใจเสื่อมลง

2.การรักษาด้วยสมุนไพร แล้วละเลยการรักษาแผนปัจจุบัน ทำให้โรคมะเร็งลุกลามมากขึ้น โอกาสของการรักษาให้หายมีน้อยลง

3.สมุนไพรอาจมีผลกระทบกับการรักษาในแผนปัจจุบัน โดยเพิ่มฤทธิ์หรือลดฤทธิ์ของยาแผนปัจจุบัน เช่น ทำให้เม็ดเลือดต่ำลง ติดเชื้อง่ายขึ้น เลือดออกง่ายขึ้น มีผลข้างเคียงของยามากขึ้น จนอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย

สารตั้งต้นจากเปลือกของต้น Taxuscuspidata

สำหรับการรักษามะเร็งด้วยสมุนไพร ควรมีการบันทึกข้อมูลของผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบว่า สมุนไพรของไทยตัวใดบ้าง ที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยมะเร็งได้ รวมทั้งผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบและขอคำแนะนำจากแพทย์ เพราะในปัจจุบันมีการนำยาเคมีบำบัดชนิดกินผสมอยู่ในสมุนไพรที่ขายในท้องตลาด ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากที่ไขกระดูกถูกกด ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอลง เกิดการอักเสบ ติดเชื้อ และเลือดออกง่าย

 

ที่มา :ผู้จัดการ 9 พฤศจิกายน 2554