ไขปัญหาปวดหลัง

bangkokbiznews140917_01คำถามยอดนิยมอันดับ 1 ของผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังคงจะหนีไม่พ้น “อาการปวดหลังที่กำลังเป็นอยู่เกิดจากอะไร และอันตรายหรือไม่” หากคุณเป็นหนึ่งที่เคยมีอาการปวดหลังและเกิดคำถามดังกล่าวขึ้นในใจ

นพ.ภัทร โฆสานันท์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ-โรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า อาการปวดหลังเกิดได้หลายสาเหตุ และเกิดได้จากอวัยวะหลายส่วน ซึ่งความอันตรายของการปวดหลังในผู้ป่วยแต่ละรายนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุและตำแหน่งที่เกิดอาการ โดยอวัยวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เช่น กล้ามเนื้อและเอ็นบริเวณหลัง , กระดูกสันหลังและข้อต่อหลัง , หมอนรองกระดูกสันหลัง , ไขสันหลังและรากประสาทหลัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังนั้น นพ.ภัทร กล่าวว่า เกิดจาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ , การเสื่อมสภาพตามอายุและการใช้งาน , ความผิดปกติแต่กำเนิด , มะเร็งและเนื้องอกต่างๆ การติดเชื้อ ซึ่งหากอยากทราบว่าอาการปวดหลังที่เป็นอยู่นั้นเกิดจากสาเหตุอะไร คนไข้ต้องสังเกตเวลาปวดว่ารู้สึกปวดแบบใด เนื่องจากอาการปวดแต่ละอย่างก็เป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน หากปวดล้าๆ เมื่อยๆ มีจุดที่กดแล้วปวดมากขึ้น สาเหตุอาจเกิดจากกล้ามเนื้อ หรือหากปวดร้าวเหมือนไฟฟ้าช็อต เช่น ร้าวจากคอไปปลายนิ้วมือ สาเหตุเหล่านี้อาจเกิดจากเส้นประสาทที่ถูกกดเบียดได้

บริเวณที่ปวดหรือตำแหน่งที่ปวดก็มีส่วนช่วยได้มากครับในการหาสาเหตุที่ทำให้เราปวดหลัง เช่น หากปวดตรงแนวกระดูกกลางหลังพอดีก็มักจะเกิดจากตัวกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง หรือเอ็นยึดระหว่างกระดูกสันหลัง หากเยื้องออกมาด้านข้างอาจจะเป็นจากกล้ามเนื้อหลัง นอกเหนือจากนั้น อาการปวดที่ตำแหน่งจำเพาะบางตำแหน่งก็สามารถบอกได้ถึงบริเวณที่เส้นประสาทแต่ละเส้นวิ่งไปเลี้ยงได้”

นพ.ภัทร กล่าวว่า หากมีอาการอื่นนอกเหนือจากการปวดแล้ว เช่น อาการชาหรืออาการอ่อนแรงร่วมด้วย ก็ต้องส่งสัยไปที่ความผิดปกติของระบบประสาทหรือเส้นประสาท ยิ่งหากคนไข้สังเกตุอาการตนเองว่าอยู่ในท่าไหนแล้วรู้สึกปวดมากขึ้นหรือน้อยลงก็จะช่วยได้มาก เช่น หากก้มหรือแอ่นตัวแล้วปวดมากขึ้นก็มีแนวโน้มจะเป็นโรคจากหมอนรองกระดูกสันหลังหรือข้อต่อหลังและหากยิ่งนึกได้ว่าก่อนที่จะมีอาการปวดหลังนั้นไปทำอะไรมาหรือไม่ เช่น เล่นกีฬา ยกของหนัก นั่งนานๆ หรือไปเกิดอุบัติเหตุมา ประวัติส่วนนี้ก็มีประโยชน์สำหรับแพทย์ในการวินิจฉัยสาเหตุของโรคปวดหลัง

สำหรับอาการปวดหลังที่มีอันตรายและต้องรีบพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงทีนั้น ประกอบด้วยอาการดังต่อไปนี้
1. มีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมกับอาการปวดหลัง
2. อาการปวดหลังในคนที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีหรือมากกว่า 55 ปี
3. อาการปวดในขณะพักหรือไม่มีกิจกรรม
4. อาการปวดที่หลังบริเวณทรวงอก
5. น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
6. มีไข้ร่วมกับการปวดหลังไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ
7. ประสบอุบัติเหตุก่อนจะปวดหลัง
8. มีประวัติของการเจ็บป่วยเป็นมะเร็งของคนในครอบครัว
9. สังเกตุพบความคดผิดรูปของหลัง

อาการต่างๆที่แพทย์กล่าวมาแล้วนั้นเป็นอาการของโรคปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุที่รุนแรง เช่น มะเร็ง กระดูกหลังหักหรือเคลื่อน และโรคติดเชื้อ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการรักษาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 17 กันยายน 2557

Advertisements

การรักษาด้วยสเตียรอยด์ คุณประโยชน์ VS ผลข้างเคียง

dailynews131020_001aจากการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันอาทิตย์ที่  29 กันยายน 2556 เรื่อง ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด พบว่ามีท่านผู้อ่านได้ติดต่อสอบถามเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงได้รวบรวมคำถามที่มากมายที่น่าสนใจ และเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเกิดข้อสงสัยในการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง จึงนำประเด็นต่าง ๆ มาตอบข้อสงสัยเหล่านี้ครับ

dailynews131020_001b

ฉีดยาสเตียรอยด์แล้ว มีผลนานเท่าไหร่ ฉีดได้บ่อยเท่าไร  ฉีดยาสเตียรอยด์มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างไรบ้าง อันตรายหรือไม่

การใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาอาการปวดหลัง หรืออาการปวดหลังร้าวลงขานั้น สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาพยาบาลนั้นคือการวินิจฉัยโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่อย่างถูกต้องแม่นยำก่อน จึงนำมาสู่การรักษาพยาบาลที่ถูกต้อง  การรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์นั้นได้ผลดีมากในการลดอาการปวดในระยะประมาณ 1-3 เดือนในผู้ป่วยที่เป็นหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมและมีการกดทับเส้นประสาท  นอกจากนี้  การตอบสนองต่อการรักษาด้วยการฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทนั้นขึ้นอยู่กับ

1. ระดับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทจากภาวะเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลัง

2. ลักษณะการทำงานของผู้ป่วย และพฤติกรรมของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยยังคงกลับไปทำงาน ยกของหนัก และนั่งกับพื้น ซักผ้า ปลูกต้นไม้ หรือยกของไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้อาการปวดหลังไม่สามารถหายได้ อาการอาจจะดีขึ้นเฉพาะในช่วงที่ฉีดยา หรือรับประทานยาเท่านั้น

3. ในกรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักมาก ๆ มีความจำเป็นที่ต้องลดน้ำหนักด้วย

มีผู้ป่วยจำนวนมากก็จะบอกว่า ห้ามทำไปหมดทุกอย่างเลยเหรอ  อันที่จริงแล้วร่างกายของเราเมื่อมีอายุเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดการเสื่อมไปตามกาลเวลา บางครั้งเราเคยก้มยกของหนัก ทำงานหนัก นั่งกับพื้นได้ในวัยเด็ก และวัยรุ่นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย แต่เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เรายังทำพฤติกรรมแบบเดิมมักจะมีอาการปวดหลังก็เนื่องมากจากกระบวนการเสื่อมของร่างกาย การยืดหยุ่น รองรับน้ำหนักของหมอนรองกระดูกลดลง กระดูกอ่อนที่บริเวณกระดูกข้อต่อมีการสึกหรอทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเส้นประสาท จึงส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการชาร้าวลงขาด้วย และชาบริเวณหลังเท้าและส้นเท้า เปรียบเสมือนกับอายุ 60 ปี เราก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปที่อายุ 30 ปีได้ เฉกเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา เมื่อเกิดการเสื่อมของกระดูกและข้อ ก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปให้แข็งแรงเหมือนกับวัยหนุ่มสาวได้ แต่เราสามารถชะลอป้องกันได้ไม่ให้เกิดการเสื่อมไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และปรับการทำงานของผู้ป่วยนั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักจะกังวลถึงผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาพยาบาล หรือฉีดเฉพาะที่ เพราะได้ยินมานานเกี่ยวกับผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์ อันที่จริงแล้วการใช้ยาทุกชนิดเปรียบเสมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้าน ยาทุกชนิดก็เหมือนกันที่มีทั้งคุณประโยชน์ และผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา ขึ้นอยู่กับความรู้และความชำนาญของผู้ใช้ โดยปกติแล้ว ในทางการแพทย์ ยาสเตียรอยด์นั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมากที่นำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยในโรคต่าง ๆ มากมาย ยาสเตียรอยด์เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในการลดอาการปวด ลดอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี ถ้าใช้อย่างถูกต้องและไม่เกินปริมาณที่ร่างกายสามารถรับได้ก็ไม่ได้เกิดผลข้างเคียงตามมาอย่างที่คนกลัว

dailynews131020_001c

ในการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดเฉพาะที่ โดยปกติมักจะฉีดไม่เกิน 3-5 ครั้ง อันเนื่องมาจากว่าถ้าฉีดรักษามากกว่านี้แสดงว่า การฉีดยาอาจจะไม่ได้ผล และโรคที่เป็นนั้นมีระดับรุนแรงมาก อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และอีกประการหนึ่งคือการฉีดยาเฉพาะที่ ในบางครั้งทำการฉีดเข้าไปโดยตรงที่ตำแหน่งที่ปวด โดยไม่ทราบว่าตำแหน่งที่ฉีดนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น บางครั้งอาจมีการฉีดยาเข้าไปในเส้นเอ็นหรือเส้นประสาทของผู้ป่วย จึงมีผลทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดได้ง่าย  ดังนั้นในปัจจุบันที่มีการนำเครื่องเสียงความถี่สูงมาช่วยในการระบุตำแหน่งของการฉีดยาจะช่วยทำให้แพทย์ผู้รักษาสามารถระบุถึงตำแหน่งที่จะฉีดยาได้แม่นยำมากขึ้น จึงลดผลข้างเคียงของการฉีดยาลงได้ และใช้ปริมาณยาชาในปริมาณที่ลดลง

โดยส่วนใหญ่ผลเสียของการใช้ยาสเตียรอยด์มักเกิดจากผู้ป่วยไปซื้อยามารับประทานเอง ซึ่งยาสเตียรอยด์นี้ มักจะผสมอยู่ในรูปของยาสมุนไพรพื้นบ้าน ยาจีน ซึ่งมักจะระบุว่าเป็นยารักษาสารพัดโรค ส่วนใหญ่เวลารับประทานยากลุ่มนี้แล้ว อาการปวดมักจะหายไปทันที ผู้ป่วยจึงมักไปซื้อยามารับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจึงเกิดผลเสียต่าง ๆ มากมายตามมา เช่น การเกิดโรคกระดูกพรุน ต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ เกิดอาการบวมตามร่างกาย บางครั้งอาจเกิดกระดูกหัวตะโพกตายอันเนื่องมาจากการใช้ยาสเตียรอยด์มาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคพุ่มพวง (SLE) ซึ่งบางครั้งแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาสเตียรอยด์ในการรักษาเป็นระยะเวลานาน เพื่อควบคุมอาการโรค

การใช้ยาสเตียรอยด์อาจจะมีผลต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้นได้ และอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ซึ่งมักจะเป็นชั่วคราวประมาณ  2 สัปดาห์ นอกจากนี้การฉีดยาสเตียรอยด์อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการสะอึกได้แต่พบไม่มาก และมักจะเป็นประมาณ 3 วันหลังฉีดยา

dailynews131020_001d

สิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันอาการปวดหลัง คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของที่ไม่ถูกวิธี การนอนคว่ำ การนั่งเก้าอี้ต่ำ ๆ เช่น การนั่งซักผ้า การนั่งทำอาหาร หรือการนั่งเก้าอี้ที่ไม่มีพนักพิง จะทำให้น้ำหนักของร่างกายส่วนใหญ่กระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อ มีผลทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น.

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์
ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com, http://www.taninnit.com,
เฟซบุ๊ก : Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา : เดลินิวส์ 20 ตุลาคม 2556

ปวดหลัง : ทางเลือก รักษาได้ไม่ผ่าตัด

dailynews130929_002_1อาการปวดหลัง นับว่าเป็นปัญหาสำคัญพบได้บ่อยที่สุดของโรคกระดูกและข้อ สามารถเกิดขึ้นกับคนทุกวัย ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว วัยทำงานจนถึงวัยผู้สูงอายุ สาเหตุของอาการปวดหลังในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท และพฤติกรรมการจัดท่าในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของไม่ถูกวิธี ส่วนในวัยผู้สูงอายุสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกข้อต่อระหว่างกระดูกสันหลังมีการอักเสบ เกิดกระดูกงอกเนื่องจากการเสื่อมมากดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการปวดหลังร้าวลงไปที่บริเวณสะโพก บริเวณด้านหลังของต้นขา และบางครั้งอาจมีการปวดร้าวลงบริเวณน่อง ร่วมกับมีอาการชาบริเวณหลังเท้า และส้นเท้าร่วมด้วย ทำให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานจากอาการปวด มีผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อท่านมีอาการและอาการแสดงเกี่ยวกับอาการปวดหลัง มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่ทำให้ท่านต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย หรืออาจจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่ มีอาการไข้ เมื่อรักษาด้วยการรับประทานยาแก้ปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคมะเร็งมาก่อน มีอาการปวดหลังร่วมกับมีปัสสาวะเล็ดหรือไม่สามารถกลั้นอุจจาระและปัสสาวะได้ มีอาการอ่อนแรงของขา หรือเสียสมดุลของร่างกาย มีอาการปวดหลังมากตอนกลางคืนหรือมีอาการปวดมากแม้ไม่ได้ทำงาน หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น

การรักษาอาการปวดหลัง ทำได้โดย

1. การปฏิบัติตัว ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่จะทำให้มีอาการปวดหลังเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การนั่งกับพื้น การก้มยกของหนัก เพราะน้ำหนักของร่างการส่วนใหญ่จะลงตรงบริเวณกระดูกสันหลังส่วนเอว ทำให้เกิดการอักเสบของกระดูกข้อต่อบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มมากขึ้น การใช้เก้าอี้นั่งควรใช้ชนิดที่มีพนักพิงหลัง เพราะจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกข้อต่อบริเวณสันหลังส่วนเอว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการแก้ที่สาเหตุของอาการปวด เพราะถ้าผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการลดน้ำหนักตัว อาการปวดของผู้ป่วยก็มักจะไม่ทุเลาลง และถึงแม้ว่าจะรับการรักษาด้วยการผ่าตัด ในที่สุดผู้ป่วยก็จะกลับมามีอาการปวดอีกครั้งหนึ่ง

2. การใช้ยาลดอาการปวด และยาต้านการอักเสบ ชนิดรับประทาน เพื่อบรรเทาอาการปวด

3. การใช้ยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ฉีดเข้าไปยังช่องว่างโพรงประสาทบริเวณกระดูกก้นกบ จากการศึกษาวิจัยของ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่ได้รับการฉีดยาสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่เข้าไปยังช่องว่างของโพรงประสาท โดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยในการระบุตำแหน่งที่ฉีดสามารถลดอาการปวดหลังภายหลังการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลา 3 เดือนในผู้ป่วยที่มีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทได้ นอกจากนี้ยังทำให้การทำงานกิจวัตรประจำวัน และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดทำให้ผู้ป่วยทำกายภาพบำบัดได้สะดวกมากขึ้น สามารถลดอุบัติการณ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังให้ผู้ป่วยได้ กลไกในการลดอาการปวดจากการฉีดยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการบวม การอักเสบของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ ทำให้การไหลเวียนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงที่บริเวณเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังดีขึ้น เส้นประสาทยุบบวมจากการอักเสบ จึงทำให้อาการปวดหลังของผู้ป่วยดีขึ้น

วิธีการนี้เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ต้องการรักษาด้วยการ ผ่าตัดกระดูกสันหลังหรือมีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีในกรณีที่ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้ว ยังมีอาการปวดหลังและอาการปวดชาร้าวลงขา ซึ่งพยาธิสภาพที่เกิดหลังผ่าตัดคือ การมีพังผืดไปกดรัดเส้นประสาทหลังจากการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดหลังร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาอยู่ การฉีดยานี้จะช่วยแยกสลายพังผืดที่กดรัดรอบ ๆ เส้นประสาท และลดการอักเสบของเส้นประสาท และเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ทำให้ลดอาการปวดให้ผู้ป่วย อีกทางหนึ่งด้วย ยิ่งในปัจจุบันด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีการนำคลื่นเสียงความถี่สูงหรือเครื่องอัลตราซาวด์มาช่วยเป็นเครื่องชี้นำ บ่งบอกถึงตำแหน่งของบริเวณที่จะฉีดยา ทำให้การฉีดยาเข้าโพรงประสาทมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถทำได้โดยไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล

4.การทำกายบริหารและการยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้นอาการปวดหลังเป็นปัญหาที่สำคัญดังนั้นการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทั้งในเรื่องของการนั่งทำงานที่ไม่ถูกต้อง การยกของที่ไม่ถูกวิธี การรักษาด้วยการใช้ยารับประทานในผู้สูงอายุควรระวังการใช้ยาในกลุ่มต้านการอักเสบเพื่อลดอาการปวด เพราะจะทำให้มีผลต่อกระเพาะอาหาร ทำให้ปวดท้องและบางครั้งอาจทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าโพรงประสาทโดยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงบอกตำแหน่ง นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ ภาควิชาออร์โทปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
tleerapun@gmail.com , http://www.taninnit.com ,Facebook: Dr.Keng หมอเก่ง

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

dailynews130929_002_2

ปวดหลัง โดย นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ

ปวดหลัง

โดย นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ

 

ปวดหลัง หลายๆ คนคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาการปวดหลังนี้มาบ้าง ในความเป็นจริง อาการปวดหลังพบได้เป็นอันดับสองของอาการปวดในร่างกาย รองมาจากอาการปวดหัว และเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ทางศัลยกรรมกระดูก

อาการปวดหลังโดยทั่วไปไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่เป็นปัญหากับผู้คนในวัยทำงาน และการดำรงชีวิต ประจำวัน ในต่างประเทศเคยมีการวิจัยถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องสูญเสียไปเนื่องจากอาการปวดหลัง การเข้ารับการตรวจรักษา รวมถึงการหยุดงานเพื่อพักฟื้น พบว่าต้องสูญเสียเงินและเวลาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการตรวจรักษาที่ถูกต้อง รวมไปถึงการป้องกัน และ ปฏิบัติตัวที่ถูกวิธี จะเป็นวิธีจัดการ กับอาการนี้ได้ถูกต้อง

กระดูกสันหลังเป็นกระดูกแกนกลางของร่างกาย เป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากศรีษะ เป็นส่วนเชื่อมกับกระดูกไหปลาร้าและสะบัก เพื่อต่อเนื่องไปยังกระดูกแขนทั้งสองข้าง ส่วนล่างของกระดูกสันหลังเชื่อมกับกระดูกเชิงกราน เป็นข้องต่อให้กับสะโพก และกระดูกขาทั้งสองข้าง

เนื่องจากมนุษย์วิวัฒนาการตัวเองจนกลาย เป็นสัตว์ที่ยืนด้วยสองเท้า ดังนั้น กระดูกสันหลังย่อมจะเป็นแกนหลักในการรับน้ำหนัก ตัวส่วนบนของร่างกายผ่านมาสู่ขาทั้งสองข้าง

กายวิภาคของหลัง

แกนกลางประกอบด้วยกระดูกสันหลัง 33 ชิ้น ส่วนคอ 7 ส่วนอก 12 ซึ่งจะเป็นที่ยึดเกาะของกระดูกซี่โครง กระดูกสันหลังส่วนเอว 5 กระดูกกระเบนเหน็บ 5 ชิ้น เชื่อมรวมเป็นชิ้นเดียว กระดูกส่วนก้นกบ 4 ชิ้น มักจะเชื่อมรวมเป็นชิ้นเดียว รูปที่ ๑


รูปที่1(Click เพื่อดูรูปใหญ่)

 

รูปที่2(Click เพื่อดูรูปใหญ่)

กระดูกสันหลังแต่ละปล้อง เชื่อมต่อกันด้วย หมอนรองกระดูก และข้อต่อของตัวกระดูกสันหลัง ทำให้สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ ในแกนกลางของโพรงกระดูกสันหลัง เป็นที่อยู่ของ ไขประสาท สันหลัง ที่ต่อเนื่องมากจากสมองและมีแขนงเป็นรากประสาทสันหลังส่งไปเลี้ยง แขน ลำตัวและขา รูปที่ ๒
นอกจากนี้ยังมีเส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ หลายๆมัด และเนื้อเยื่ออ่อนยึดต่อเนื่องเป็นแผ่นหลัง รูปที่ ๓

รูปที่3(Click เพื่อดูรูปใหญ่)

สาเหตุของการปวดหลัง

  • จากความผิดปกติของส่วนประกอบของหลังเอง
    จากความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปที่หลังจากอาการทางระบบประสาท แล้ว ทำให้มีอาการปวดที่หลัง
  • จากความผิดปกติของส่วนประกอบของหลังเอง เช่นการได้รับอุบัติเหตุ แล้ว มีการบาดเจ็บ ต่อโครงสร้าง เช่น อุบัติเหตุกระดูกสันหลังหัก และ หรือ ร่วมกับมีการกดทับไขสันหลัง ซึ่งถ้ารักษาไม่ทันท่วงที อาจจะทำให้เกิดอัมพาตได้
  • จากการทำงาน หรือ ใช้งานหลังไม่ถูกวิธี จะทำให้เกิดการล้า หรือ อักเสบต่อเนื้อเยื่ออ่อน เช่น กล้ามเนื้อ และ เส้นเอ็นที่หลัง หรือ ข้อต่อของกระดูกสันหลัง พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน
  • จากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก ตั้งแต่ กำเนิด เช่นกระดูกสันหลัง ไม่เชื่อม กระดูกสันหลังคด
  • จากหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับรากประสาท เนื่องจากเป็นโครงสร้างที่อยู่ใกล้กัน เมื่อมีการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูกมักจะมีการกดทับรากประสาท ทำให้มีอาการปวดหลัง และ ปวดร้าวลงไปที่ขาตามแนวรากประสาทนั้นๆ
  • จากความเสื่อมของข้อกระดูกสันหลัง ทำให้มีการหนาตัวของกระดูกหลัง และเส้นเอ็น ทำให้โพรงกระดูกสันหลังแคบ กดรัด ไขสันหลังมักพบในคนสูงอายุ มักจะมีอาการชาขา เวลาเดิน
  • จากความเสื่อมของข้อต่อกระดูกสันหลัง ทำให้สูญเสียความมั่นคงของข้อต่อกระดูก ทำให้มีอาการปวดหลัง เมื่อมีการเคลื่อนไหว หรืออาจจะมีการเคลื่อนตัว ระหว่างปล้องกระดูกสันหลังนั้นๆด้วย สามารถทำให้มีอาการของการกดทับรากประสาทร่วมด้วยได้
  • จากการอักเสบ เช่น ข้ออักเสบ หรือ ว่ามีการติดเชื้อ เช่น วัณโรคกระดูกสันหลัง
  • จากเนื้องอกของกระดูกสันหลัง หรือ มะเร็ง กระจายมาที่กระดูกสันหลัง รวมทั้ง มะเร็งไขกระดูก
  • จากภาวะกระดูกพรุน มักจะทำให้มีอาการปวดเมื่อยเมื่อมีการใช้งานหลัง เช่น ยืน นั่ง เดิน แต่เมื่อนอนจะไม่ค่อยมีอาการปวด และอาการจะมีการทรุดตัวของกระดูกสันหลัง ทำให้มีลักษณะของหลังค่อม
  • จากความผิดปกติของอวัยวะภายใน แล้วมีอาการปวดร้าวไปที่หลัง
    เช่น อาการของนิ่วในทางเดินปัสสาวะ อาการปวดท้องจากระบบทางเดินอาหาร จะร้าวไปที่หลังได้
  • จากอาการทางระบบประสาท แล้ว ทำให้มีอาการปวดที่หลัง โดยที่ไม่ได้มีความผิดปกติร้ายแรงโดยตรงต่อโครงสร้างนั้น อาจจะเป็นจากความเครียด หรืออาการทางระบบประสาท ทำให้มีอาการปวดหลังที่ไม่มีลักษณะจำเพาะ

การให้การวินิจฉัย

  • จำเป็นจะต้องได้ประวัติอาการที่ชัดเจน และรวมไปถึงการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยละเอียด
  • เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่สมควร ก็อาจจะต้องรับการตรวจพิเศษเพิ่มเติมเพื่อได้ข้อมูลช่วยในการวินิจฉัย เช่น การ Xray การXray computer การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฯลฯ

การรักษา

รักษาตามสาเหตุ เนื่องจากบางโรคมีวิธีรักษาเฉพาะของโรคนั้นๆ เช่น มะเร็ง การติดเชื้อ หรือ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ

แต่ในกลุ่มที่มีสาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังเอง การรักษา มี เป้าหมาย เพื่อ ลดอาการปวด และสามารถ ให้ผู้ป่วยกลับไปทำงาน หรือ ดำรงชีวิตได้ตามปกติได้โดยเร็ว และ สามารถจะ ป้องกัน หรือ ชะลอความเสื่อมของโครงสร้างได้ด้วย

การรักษาจะเริ่มต้นด้วย

วิธี อนุรักษ์นิยม คือ การรักษาโดยไม่ผ่าตัดก่อนเสมอ ยกเว้นมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น กระดูกสันหลังหักกดทับไขสันหลัง จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดด่วน เพื่อ ไม่ให้เกิดภาวะอัมพาต

การรักษาแบบอนุรักษ์นิยมก็ได้แก่

การพัก เป็นการนอนพัก โดยที่สามารถลุกนั่ง ทานอาหาร และ เข้าห้องน้ำได้ ในกรณีที่ปวดหลังจากสาเหตุทั่วไป การพักจะทำให้อาการดีขึ้นได้ภายใน 1-2 วัน

การบริหารยา ในรายที่มีอาการปวดเฉียบพลัน ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ steroid ยาคลายกล้ามเนื้อ และยากล่อมประสาท ซึ่งจำเป็นจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์โดยใกล้ชิด เนื่องจากอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาได้ เช่น อาการระคายเคืองทางเดินอาหาร หรือ แพ้ยา

การทำกายภาพบำบัด

การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเพื่อดูแลสุขภาพหลัง

การบริหารร่างกาย

การรักษาด้วยการผ่าตัด จะพิจารณาทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน เนื่องจากเป็นการผ่าตัดใหญ่ ผลการผ่าตัดจะต้องมีอัตราเสี่ยงให้น้อย และ ให้ผลดีจึงจะพิจารณาทำ ตัวอย่างเช่น การผ่าตัดเพื่อเอาหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนทับรากประสาทออก การผ่าตัดเพื่อแก้ไขโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ การผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูกสันหลัง การเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปว่า สาเหตุของอาการปวดหลังมีได้มากมาย แต่สาเหตุส่วนใหญ่ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรง และยังสามารถป้องกันได้ การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และ การฟื้นฟูสมรรถภาพหลัง ย่อมจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

โดย นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ

ข้อมูลจาก http://www.thaiclinic.com/backpain.html

อาการปวดเอวและหลังส่วนล่าง

อาการปวดเอวและหลังส่วนล่าง  

 
         ปัจจุบันอาการปวดเอวและหลังส่วนล่างเป็นสาเหตุให้คนมาพบแพทย์เป็นอันดับที่สองรองจากโรคหวัด อาการปวดหลังอาจมาจากโรคหรือพยาธิสภาพของอวัยวะภายในช่องท้องก็ได้

         ลักษณะอาการปวดหลังที่มาจากพยาธิสภาพภายในมักแตกต่างจากอาการปวดหลังจากภาวะของกระดูกสันหลัง เช่น อาการปวดหลังจากภาวะนิ่วอุดตันในทางเดินปัสสาวะส่วนบนทำให้ปวดบีบๆ ปวดมาก และมีอาการปวดร้าวไปที่ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนทำให้ปวดบีบๆ ปวดมาก และมีอาการปวดร้าวไปที่ระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง หรืออาการปวดหลังจากตับอ่อนอักเสบ ที่มักมีอาการปวดหลังมาก มีอาการปวดเหมือนทะลุออกมาจากทางด้านหน้าท้อง
            ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเฉียบพลันควรพักการใช้หลัง หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ใช้แผ่นเย็นประคบหลัง ใช้หมอนรองใต้ข้อเข่าในขณะนอนหรือนอนตะแคงกอดหมอนข้างเพื่อช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังได้ หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป
            หากมีอาการปวดหลังเรื้อรัง ควรต้องบริหารกำลังกล้ามเนื้อเป็นเวลานานต่อเนื่องกัน ต้องระวังผลข้างเคียงของการใช้ยา เช่นแผลในกระเพาะอาหารบวมตามตัว ความดันโลหิต หลอดเลือดอุดตัน ผู้ป่วยบางรายที่มีความไม่มั่นคงของกระดูกสันหลังอาจได้ประโยชน์จากการใส่อุปกรณ์พยุงหลัง อย่างไรก็ตาม อาการปวดหลังเรื้อรัง ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพื่อการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
              วิธีดูแลรักษา

– การยืดตัวตรงช่วยลดแรงกดที่กระดูกสันหลัง อย่ายืนหรือนั่งค่อม

– ถ้างานที่ทำต้องนั่งเป็นเวลานาน ควรลุกขึ้นเดินและเปลี่ยนอิริยาบถทุกชั่วโมง

– ถ้าเก้าอี้ไม่มีพนักพิงที่ช่วยรับหลังส่วนล่าง ให้ใช้หมอนรองหลัง

– ใส่รองเท้าส้นเตี้ย

– นอนบนที่นอนและรองรับส่วนของร่างกายได้ดี

– อย่าให้น้ำหนักมากเกินพิกัด

– งดสูบบุหรี่
 
 
ข้อมูลจาก : มติชน วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม 2554

เพราะเชื่อผิดๆ จึงปวดหลังไม่หาย

เพราะเชื่อผิดๆ จึงปวดหลังไม่หาย  

 
      “การจัดกระดูก” แพทย์ทางเลือกรักษาอาการปวดหลังยอดฮิต จะรักษาให้หายจริงได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงมายาคติเช่นเดียวกับความเชื่ออื่นๆ กับโรคปวดหลัง
 
      “ปวดหลัง” ปัญหาคลาสสิกทางสุขภาพ ที่ใครๆ ก็เป็นกัน แต่ถ้าลองได้ปวดเรื้อรังแบบรักษาไม่หาย คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะทุกครั้งที่เอี้ยวตัว ก้มๆ เงยๆ หรือจะหยิบจับอะไรเป็นอันต้องติดขัดไปซะหมด แต่โดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้นและหายไปได้ใน 2 สัปดาห์ แต่หากเรื้อรังนานกว่านั้นบ่งบอกถึงความผิดปกติที่มีโรคมาเกี่ยวข้อง

 อาการปวดหลังสามารถกำจัดให้หายได้หากรักษาได้ถูกจุด รวมถึงการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์และนักกายภาพผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยปรับพฤติกรรม ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหรือจุดที่อ่อนล้าให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ
       อย่างไรก็ตาม มีหลากหลายความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การรักษาไม่หายและเข้าสู่ภาวะอาการปวดหลังเรื้อรัง พบกับความจริงได้จาก “นพ.ภาริส วงศ์แพทย์” ผู้อำนวยการ ดีบีซีสไปน์คลินิกแอนด์ยิม ไลฟ์เซ็นเตอร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู 
        การจัดกระดูกรักษาได้
 
        การวิจัย “ไม่” พบว่า การจัดกระดูกทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเคลื่อนตำแหน่ง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เคลื่อนออกไปจากที่เดิมจนเห็นได้ด้วยการเอกซเรย์ และพบว่า “ไม่” ทำให้หายปวดหลังอย่างถาวร ยกเว้นอาการปวดที่เกิดจากการเคลื่อนตัวไปมาของข้อต่อกระดูกสันหลังเท่านั้น  ที่จะมีอาการดีขึ้นหรือหายปวดเป็นปลิดทิ้งทันทีเมื่อทำการรักษา ประมาณว่า ผู้ป่วยด้วยสาเหตุเช่นนี้ มีจริงประมาณไม่ถึง 5% ของผู้ที่มีอาการปวดหลังทั้งหมด
        ข้อสังเกตคือ หากนวดจัดกระดูก 2-3 ครั้งแล้วไม่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ก็อาจแสดงว่าไม่ใช่อาการปวดที่จะรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ควรต้องตรวจหาสาเหตุที่มาของอาการปวดให้ชัดเจนต่อไป

        สเตย์พยุงหลังช่วยทำให้หายปวด
 
        การสวมใส่กายอุปกรณ์ใดๆ ทำให้กล้ามเนื้อหลังได้พักและบรรเทาอาการปวดลงได้ แต่ทว่าการใช้เครื่องพยุงหลังเป็นเวลานานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรง และมีโอกาสที่จะปวดหลังได้ง่ายกว่าเดิม  ส่วนผู้ที่ใช้เครื่องพยุงหลังแล้ว อาการปวดบรรเทาลงมาก หากได้สร้างเสริมระบบกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรอบกระดูกสันหลังให้แข็งแรงขึ้น ย่อมมีโอกาสที่จะลดอาการปวดลงได้มากเท่าๆ กันโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องช่วยภายนอกใดๆ
         ทิ้งไว้ 2-3 วันเดี๋ยวก็หายเป็นปกติ
 
         จริงอยู่ที่ว่าส่วนมากเมื่อพักราว 2 สัปดาห์ อาการปวดจะทุเลาลง แต่ทว่าการวิจัยติดตามอาการผู้ที่เคยปวดหลังภายในเวลา 1 ปีพบว่า กว่า 50% ของคนไข้จะยังมีอาการปวดๆ หายๆ แม้จะไม่รุนแรง นอกจากนี้ การสำรวจประชากรทั่วไปพบว่า ประมาณ 30% มีปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ที่รบกวนคุณภาพชีวิต โดยไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้เท่าระดับปกติ
       การฟื้นฟูที่เหมาะสมจะช่วยลดโอกาสกลับมาปวดซ้ำอีก จึงควรออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

         พักผ่อนหลังมาก ๆ จะได้หายดี
 
      การนอกพักช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี แต่หากพักนานเกินไปอาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน เช่น เอ็นและเนื้อเยื่อ พังผืดต่างๆ  หดรั้ง กล้ามเนื้อเสียความแข็งแรง และ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปวดกำเริบซ้ำอีก
         ที่นอนแข็งๆ ของคนปวดหลัง
 
         ที่นอนแข็งเกินไปทำให้ปวดหลังได้ เพราะน้ำหนักตัวของผู้นอนกดทับเฉพาะจุด เกิดความเครียดเชิงกลต่อกระดูกสันหลัง และ เนื้อเยื่อเกี่ยวพันในท่างอตัว ทั้งสองอย่างนี้ล้วนแล้วทำให้อาการปวดหลังกำเริบได้  ส่วนที่นอนนิ่มยุบตัวง่ายหรือนอนแล้วส่วนสะโพกบั้นท้ายจมลงลึกเกินไปในที่นอน ทำให้หลังส่วนล่างแอ่น และเกิดแรงกดมากผิดปกติไป ทำให้ปวดได้เช่นกัน ดังนั้น ที่นอนที่มีความแข็งพอเหมาะกับน้ำหนักตัวและรูปร่างของผู้นอนจึงจะดีที่สุด
         นั่งไขว่ห้างทำให้หลังเสื่อม

        การนั่งไขว่ห้างเป็นการพักกล้ามเนื้อรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีการศึกษาทางชีวกลศาสตร์และ สรีรวิทยา ระบุว่า นอกจากได้พักกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ประคับประคองความมั่นคงของข้อต่อกระดูกสันหลังแล้ว ยังทำให้เกิดความตึงตัวของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จึงทำให้ข้อต่อสันหลัง กระเบนเหน็บและข้อต่อเชิงกราน มีความหนาแน่นมั่นคงขึ้น เพียงแต่ต้องนั่งไขว่ห้างให้ถูกต้อง คือ ไม่นั่งหลังค่อม และ ไม่นั่งนานเกิน 15 นาทีก่อนสลับไขว้ขา
       ทั้งนี้หมายถึงผู้ที่ยังไม่มีอาการปวดหลัง แต่สำหรับผู้ที่เคยมีอาการปวดหลังส่วนล่างที่รุนแรงหรือเรื้อรังมาก่อน ควรได้รับการรักษาฟื้นฟูความแข็งแรงของโครงสร้าง จึงจะสามารถนั่งไขว่ห้างได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน

        เพราะสันหลังเคลื่อน หมอนรองเสื่อม
 
        อาการปวดหลังส่วนล่างนั้น แท้ที่จริงแล้วอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ต้องตรวจวินิจฉัย หาที่มาของความปวดให้ชัดเจน เช่น หมอนรองกระดูก เอ็นข้างกระดูกสันหลังในด้านต่างๆ กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อสะโพก และ กล้ามเนื้อหว่างเอว เส้นประสาทเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความปวด เมื่อเกิดการบาดเจ็บ อักเสบ ฉีกขาด เกร็ง หรือมีภาวะโรคเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อเหล่านี้
       อีกทั้งการเสื่อมสภาพของหมอนรองกระดูกและข้อต่อกระดูกสันหลังนั้น อาจพบได้ในผู้ที่มีอาการปวดหลังและผู้ที่ไม่มีอาการปวด ในอัตราเท่าๆ กัน ดังนั้น ไม่ควรด่วนปักใจว่า อาการปวดมาจากหมอนรองกระดูกเสื่อม หรือข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อม จึงควรให้แพทย์ตรวจและอาศัยการตรวจร่างกายควบคู่กับซักประวัติการเจ็บปวด อย่างละเอียด จะช่วยบ่งชี้สาเหตุอาการปวดได้ดีกว่าการวิเคราะห์ภาพทางรังสีแต่อย่างเดียว
 
 
 
 
ข้อมูลจาก : กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม 2554

การรักษาอาการปวดหลังและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา โดยการส่องกล้องแผลเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเปิดแผลกว้าง

การรักษาอาการปวดหลังและกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา โดยการส่องกล้องแผลเล็กกว่า 1 เซนติเมตร ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่ต้องเปิดแผลกว้าง

 
       อาการปวดหลัง เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในผู้ป่วยที่มีปัญหาของระบบกระดูกและข้อ (Orthopedic) โดยสาเหตุมักจะเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังส่วนเอวที่ผิดวิธี ทำให้เกิดภาวะเสื่อมหรือเคลื่อนของกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้าง
การรักษา
   
     โดยปกติอาการปวดหลังรักษาได้โดยวิธีการพักและรับประทานยา ร่วมกับการทำกายบริหารร่างกายที่ถูกวิธี (Conservative treatment) ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ 95 อาการจะดีขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถรับการรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 1-3 ที่ยังคงมีอาการปวดมากหรืออาการไม่ทุเลา ไม่สามารถทำงานได้ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ขาอ่อนแรง เดินลำบาก กลั้นอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้ อาการเหล่านี้เป็นข้อบ่งชี้ว่า ผู้ป่วยควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี
   
      ปัจจุบันวิทยาการผ่าตัดกระดูกสันหลังได้รับการพัฒนาจนได้มาตรฐานระดับสูง เป็นที่ยอมรับและแพร่หลายทั้งในระดับประเทศ เอเชีย และระดับโลก ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิคส์ของทุกโรงพยาบาลผ่าตัดด้วยวิธีมาตรฐาน (Standard surgery) ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าได้ผลการรักษาที่ดีและปลอดภัย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีการรักษาทางเลือกหลาย ๆ วิธี ซึ่งในที่นี้ไม่สามารถอธิบายได้ครบ การรักษาทางเลือกเหล่านี้ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผ่าตัดอันทันสมัยทำให้สามารถให้การรักษาด้วยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด หรือผ่าตัดแผลเล็ก 0.9 เซนติเมตร ภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่ (Local Anesthesia) โดยไม่ต้องดมยาสลบ ประกอบกับมีการพัฒนากล้องส่องกระดูกสันหลังขนาดเล็ก 6.9 มิลลิเมตร และล่าสุดขนาด 2 มิลลิเมตร ทำให้การผ่าตัดเล็กลงมาก ผู้ป่วยจะได้รับการพักฟื้นสังเกตอาการ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านได้ด้วยวิธี Selective Nerve Root Block หรือ 1-2 วัน (1 คืน) ด้วยวิธี Percutaneous Full Endoscopic Lumbar discectomy (PELD) ภายใต้การให้ยาชาเฉพาะที่การรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลังโดยไม่ต้องผ่าตัด   (Selective Nerve Root Block)
   
       ภาวะปวดหลังเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุดอาการหนึ่งในผู้ป่วยทั่วไป ทั้งนี้สาเหตุอาจเกิดได้จากโรคต่าง ๆ เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา กระดูกสันหลังเสื่อมตีบแคบทับเส้นประสาทขาในผู้สูงอายุ ในโรคเหล่านี้ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหลัง ขาชา ขาอ่อนแรง เดินลำบาก ในบริเวณขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง อย่างไรก็ตามผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 สามารถรักษาได้โดยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้ยาลดการอักเสบ การทำกายภาพบำบัด ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงท่าทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งการรักษาเหล่านี้ได้ผลในผู้ป่วยส่วนมาก แต่อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่อาการปวดหลังไม่ดีขึ้นจากการรักษาดังกล่าวข้างต้น ทำให้แพทย์ต้องพิจารณาผ่าตัด แต่ผู้ป่วยบางรายอาจอยู่ในภาวะไม่พร้อมทางร่างกายหรือไม่ยินดีเข้ารับการผ่าตัด ทำให้ไม่สามารถรักษาอาการปวดหลังได้เป็นเหตุให้ผู้ป่วยต้องทนต่ออาการเจ็บปวดและทรมานจากอาการปวดหลัง
   
       ซึ่งในปัจจุบันการรักษาด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง (Selective Nerve Root Block) เป็นวิธีที่สามารถทำให้ผู้ป่วยลดอาการเจ็บปวดได้ถึงร้อยละ 70-80 ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งก่อนที่จะเลือกเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้ผลการรักษาดีและพึงพอใจในการระงับความเจ็บปวดจากการทำวิธีนี้อาจหลีกเลี่ยงการรักษาโดยการผ่าตัดได้ โดยแนะนำวิธีนี้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงสูงหากมีการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอันได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจชนิดต่าง ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยารุนแรงหลายชนิด
   
       อาการที่สามารถเข้ารับการรักษาโดยการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง ได้แก่
   
1. มีอาการปวดหลัง
   
2. โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่งหรือมีอาการปวดร้าวลงขาทั้งสองข้าง (Herniated disc)
   
3. โรคกระดูกสันหลังเสื่อมทับเส้นประสาทขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือปวดขา ชาขาทั้งสองข้าง (Lumbar stenosis)

4.  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลัง ปวดขาจากโรคต่าง ๆ เช่น เนื้องอก ผู้ป่วยมะเร็งกดทับเส้นประสาท วิธีนี้จะช่วยผู้ป่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้มาก และอาจลดปริมาณยาที่ใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดลงได้
   
5. ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณกระดูกสันหลังแล้วอาการดีขึ้นไม่มาก ยังคงมีอาการอักเสบ อาการปวดหลังเหลืออยู่หลังการผ่าตัด

        วิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลัง (Selective Nerve Root Block)
   
1. เป็นการใช้ยาฉีดเฉพาะที่ ผู้ป่วยไม่ต้องดมยาสลบหรือระงับความรู้สึกทางประสาทไขสันหลัง
   
2. ใช้เครื่องมือเอกซเรย์นำร่องเพื่อบอกตำแหน่งได้อย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำในห้องผ่าตัดใช้ เวลาประมาณ 20 นาที
   
3. ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวหรือเดินได้ทันทีหลังการฉีดยาระงับปวดเสร็จ
   
4. หลังทำวิธีนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ยกเว้นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง แนะนำนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 1 วัน

spine_deatail33

        ผลการรักษา
   
       ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการปวดหลัง, ขาชา ร้อยละ 80 จะดีขึ้นภายใน 1-3 วัน หลังได้รับการฉีดยาโดยวิธีนี้ และแพทย์จะใช้เวลาติดตามผลการรักษาต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ ผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่อาการยังไม่ดีขึ้นชัดเจน อาจพิจารณาฉีดยาระงับปวดซ้ำได้ เนื่องจากความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัด แต่หากติดตามแล้วอาการปวดหลังไม่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโดยการผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลัง หรือผ่าตัดด้วยวิธีอื่นขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
   
        กล่าวโดยสรุป วิธีการรักษาอาการปวดหลังด้วยวิธีการฉีดยาระงับปวดบริเวณเส้นประสาทหลังเป็นวิธีที่ปลอดภัยได้ผลดี ไม่ต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ สามารถใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการระงับอาการปวดหลังที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ  ดังกล่าวข้างต้น
 
 
 
 
ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2553 ฉบับที่ 22354