กายภาพบำบัดฟื้นฟู ‘แผลเบาหวาน’ ลดการสูญเสีย ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย

dailynews140309_001bปัญหาสุขภาพเป็นปัญหาหนึ่งที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตและกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาว แต่ถ้าหากมีแนวทางในการรักษาที่ถูกวิธีก็จะช่วยทำให้คนไข้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้ โดยโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าวหนึ่งในนั้นก็คือ “โรคเบาหวาน” !

dailynews140309_001a

นพ.วรวัฒน์ เอียวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวานว่า เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน คือ มากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ร่างกายหยุดสร้างอินซูลินหรือสร้างได้น้อยมาก มักพบในเด็กอายุ  6-8 ปีขึ้นไป มีรูปร่างซูบผอม และโรคเบาหวานชนิดที่  2 เป็นเบาหวานที่มักพบในผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวกับพันธุกรรม น้ำหนักตัวที่มากขาดการออกกำลังกาย อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ

“เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงก็จะทำ ให้เกิดน้ำตาลเพิ่มขึ้นตามหลอดเลือด หากสูงมาก ๆ จะส่งผลต่อนิ้วเท้า เท้า นิ้วมือ โดยโรคเบาหวานจะส่งผลต่อหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดเปราะพอหลอดเลือดเปราะร่างกายจะมีการสร้างหลอดเลือดขึ้นมาใหม่ทดแทน แต่จะเป็นหลอดเลือดฝอยเล็ก ๆ ซึ่งจะมีความแข็งแรงน้อยทำให้มีโอกาสเส้น เลือดแตกมีรอยเขียวเป็นจ้ำ ๆ ขึ้นมาได้ง่าย อีกทั้งยังทำให้เม็ดเลือดโดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ในการดักจับเชื้อ โรคหรือฆ่าเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย และการสมานแผลทำได้แย่ลง รวมไปถึง ระบบประสาทก็ทำงานแย่ลงเช่นกัน”

dailynews140309_001c

คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานมานานกว่า 5 ปีขึ้นไป แม้จะควบคุมน้ำตาลได้ดี แต่โอกาสที่จะเกิดอาการชาตามนิ้วมือ นิ้วเท้า มีมากขึ้นตามลำดับ บางคนเริ่มจากมีแผลเล็ก ๆ ที่ปลายเท้าก็จะมีการลามเป็นแผลใหญ่และหายยาก ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะถูกตัดนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือบางคนก็มีโอกาสที่จะถูกตัดขาได้

การกายภาพบำบัด นับเป็นการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยฟื้นฟูแผล เพื่อลดการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้โดยจะต้องมีการ ประเมินลักษณะรูปเท้าของคนไข้ เสียก่อน เพราะบางครั้งคนไข้มีรูปเท้าที่ผิดปกติ เช่น เท้าแบน เท้าล้ม เท้าแบะ เพื่อปรับเปลี่ยนรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้าของคนไข้มากที่สุด

หลังจากที่มีการปรับรองเท้าหรือเพิ่มแผ่นรองรองเท้าแล้ว แพทย์จะใช้เครื่องมือทางกายภาพบำบัดบางอย่างที่จะทำให้มีการสมานของแผลได้เร็วขึ้น โดยเครื่องมือแรก คือ Anodyne เป็นการใช้แสงอินฟาเรดโดยจะใช้แผ่นติดตามตำแหน่งของชีพจร ตามตำแหน่งของเส้นประสาท จากนั้นจะปล่อยแสงอินฟาเรดเพื่อให้มีการหมุนเวียนของเลือดและกระแสประสาทที่ดีขึ้น โดยจะทำวันเว้นวัน ในส่วนของแผลประมาณ 1 สัปดาห์จะเริ่มเห็นผล ส่วนในเรื่องของอาการชาหลังจากที่แพทย์ดำเนินการไปแล้วประมาณ 1 เดือน ถึงจะเห็นผล

dailynews140309_001d

วิธีต่อมา คือ การใช้เลเซอร์ แต่เป็นเลเซอร์ของกายภาพบำบัดซึ่งจะเป็นเลเซอร์พลังงานต่ำไม่ทำให้ผิวหนังเกิดอาการไหม้ โดยจะฉายไปยังบริเวณที่เป็นแผล ห่างจากแผลประมาณ 1 เซนติเมตร โดยจะขยับเลเซอร์ไปรอบแผล จุดละประมาณ 20 นาที เมื่อครบรอบแผลจึงหยุด โดยจะทำทุกวันเช่นกัน เพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อมีการสร้างเซลล์ใหม่หรือมีการสมานแผลที่เร็วขึ้นกว่าการที่จะล้างแผลเพียงอย่างเดียว เพื่อลดโอกาสของการถูกตัดนิ้วเท้า หรือเท้าไปได้ ซึ่งคนไข้ที่มีการตอบสนองดีเมื่อทำไปได้ 2 วัน จะเห็นผลที่ดีขึ้นแล้ว แต่โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล

หลังจากการทำกายภาพบำบัดในส่วนที่เป็นแผลแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกของเท้าน้อยลง เวลาเดินบางคนมีความรู้สึกว่าเหมือนเท้าลอย ๆ หรือบางคนเดินแล้วเหมือนจะล้ม เนื่องมาจากว่า การรับรู้ของข้อในฝ่าเท้ามีน้อยลง ตรงนี้จะมีวิธีการฝึกความรู้สึก การรับรู้ให้กลับคืนมาใหม่ โดยการใช้เครื่องมือที่มีชื่อว่า Sensory Re- education เป็นเทคนิคเพื่อให้การรับรู้ของข้อดีขึ้น โดยจะให้คนไข้เดินบนพื้นผิวลักษณะต่าง ๆ เช่น พื้นผิวเป็นเส้นตรง พื้นผิวเป็นปุ่ม พื้นผิวหยาบ รวมทั้งการรับรู้จากการใช้อุปกรณ์ในแบบต่าง ๆ เช่น สำลี แปรงขนนุ่ม แปรงขนแข็ง โดยให้คนไข้ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ดังกล่าวในบริเวณที่ไม่มีความรู้สึก ทำอย่างละ 5-10 นาที

ตลอดจน การจัดโครงสร้างร่างกายให้คนไข้ เนื่องจากส่วนใหญ่คนไข้ที่เป็นเบาหวานมักจะมีน้ำหนักตัวมาก จึงมีการแนะนำในเรื่องของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก เพราะนอกจากจะช่วยในเรื่องของโรคเบาหวานแล้วยังช่วยในเรื่องความแข็งแรงของร่างกายด้วย เช่น ทำให้หัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น สามารถคุมเบาหวาน คุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น โดยจะต้องมีการตรวจเช็กร่างกายผู้ป่วยซึ่งจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โดยจะวางกล้องไว้แล้วให้คนไข้ยืนติดแผ่นมาร์คเกอร์ที่หัวไหล่ ลำตัว ตะโพก ข้อเท้า เพื่อถ่ายรูปดูว่าหัวไหล่เอียงหรือไม่ ตะโพกเป็นอย่างไร ดูแนวของน้ำหนักที่ตกลงมาว่ามีความสมดุลหรือไม่

“หากมีความผิดปกติก็จะดำเนินการแก้ไขในส่วนที่ผิดปกตินั้น โดยให้คนไข้มีการออกกำลังกายที่ถูกวิธี แก้ไขส่วนที่ผิดปกติของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติมากขึ้น เช่น คนไข้ที่หลังค่อมแพทย์จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้คนไข้แอ่นหลังขึ้นมา หรือคนไข้ที่ยืนแอ่นพุงก็จะแนะนำท่าออกกำลังกายที่จะทำให้หลังแข็งแรงขึ้นเพื่อดึงพุงกลับเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงเพื่อเป็นตัวพยุงธรรมชาติให้กับผู้ป่วย ซึ่งการทำกายภาพบำบัดให้กับผู้ป่วยเบาหวานนอกจากจะลดโอกาสการสูญเสียอวัยวะและมีโอกาสหายมากขึ้น ยังได้เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองด้วย”

นพ.วรวัฒน์ กล่าวถึงข้อแนะนำในการดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานว่า หากเป็นมานานกว่า 5 ปี มีโอกาสที่แผลจะหายยาก ฉะนั้นจึงมีคำกล่าวที่ว่าคนไข้จะต้องดูแลเท้าให้มากกว่าดูแลหน้า โดยเวลาที่อาบน้ำหมั่นสังเกตตามจมูกเล็บ ซอกเล็บ ฝ่าเท้า ว่ามีแผลเกิดขึ้นหรือไม่ ถ้ามีแผลในเบื้องต้นจะสามารถรักษาได้เร็วและหายได้ เพราะคนไข้บางรายมีแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บจึงทำให้แผลลามกลายเป็นแผลใหญ่ขึ้นและรักษายาก.

ที่มา : เดลินิวส์  9 มีนาคม 2557

แผลเบาหวาน ภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ควรมองข้าม

ในปัจจุบันผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยอายุน้อยและอ้วน ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอายุยืนขึ้น จึงพบภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลและก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก การเกิดแผล การติดเชื้อภาวะเนื้อตายเน่า และเท้าผิดรูป เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยต้องถูกตัดขา การป้องกันการเกิดแผลเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่ารอให้เกิดแผลแล้วค่อยทำการรักษา

การเกิดแผล เป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะการเกิดแผลก่อให้เกิดพยาธิภาวะความพิการ และอาจทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสียชีวิตได้

ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลเบาหวานที่มีเกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยถูกตัดขา เท้า หรือนิ้วเท้าได้

ร้อยละ 14-15 ของผู้ป่วยเบาหวานจะเกิดแผลที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้า

ร้อยละ 8-59 ของผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราการเกิดแผลซ้ำ

ผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดขา เท้า หรือนิ้วเท้า มีโอกาสมากถึงร้อยละ 50 ที่จะต้องถูกตัดขา เท้า หรือนิ้วเท้าอีกข้างหนึ่งหลังจากถูกตัดข้างแรกในระยะ 2-5 ปี

สาเหตุของการเกิดแผล ที่เกิดขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้าผู้ป่วยเบาหวาน มาจากหลายสาเหตุซึ่งมักทำงานร่วมกัน โดยมี 3 สาเหตุหลัก ได้แก่

1. ภาวะโรคเส้นประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดแผลที่พบได้บ่อยที่สุดในภาวะโรคเส้นประสาท ภาวะนี้ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานมีอาการชา ไม่มีความรู้สึกที่เท้าและขาส่วนล่าง ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะทางเส้นประสาทรับความรู้สึกเมื่อไปเหยียบเศษแก้ว เศษไม้ อาจไม่รู้สึกอะไร ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าตนเองได้มีแผลแล้ว

2. ภาวะขาดเลือด พบในผู้ป่วยเบาหวานที่เกิดแผลถึงร้อยละ 38-52 ภาวะนี้จะทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตามมา โดยพบว่าการดำเนินของโรคหลอดเลือดแดงแข็งในผู้ป่วยเบาหวานจะเร็วกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน

3. ภาวะติดเชื้อ ซึ่งทั้งภาวะโรคเส้นประสาท และภาวะขาดเลือด เป็นสาเหตุที่ส่งเสริมให้มีการติดเชื้อ การติดเชื้ออาจทำให้แผลลุกลามกลายเป็นแผลมีหนอง กระดูกอักเสบและเป็นหนองได้ในระยะเวลาอันสั้น แผลติดเชื้อที่เกิดขึ้นอาจไม่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานรู้สึกปวดแผลเนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมีอาการชา เพียงแค่เห็นเท้าบวมแดงและอาจมีไข้ ฉะนั้นการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเท้าจึงมีความสำคัญมาก

ลักษณะเท้าที่อาจก่อให้เกิดแผล มีดังต่อไปนี้ การมีผิวหนังเท้าแห้ง แตกเป็นร่อง เท้าที่มีตาปลา หูด ปุ่มปม หนังหนา เท้าที่มีเล็บเท้าผิดรูป เล็บเท้าขบ เท้าที่มีเล็บติดเชื้อรา เท้าที่มีแผลรองเท้ากัด เท้าที่มีนิ้วเท้าผิดรูป มีแง่งกระดูก

การวินิจฉัยของแพทย์ สิ่งที่แพทย์จะใช้ประเมินคือ การตรวจชีพจรของขาและเท้าและการวัดความดันเส้นเลือดขาเทียบกับแขน การตรวจทางกายภาพและสรีรวิทยา การตรวจผิวหนัง วัดออกซิเจนที่ใต้ผิวหนัง การตรวจการรับรู้ของระบบประสาทที่ขาและเท้า การตรวจพยาธิสภาพของหลอดเลือด

การรักษาแผลเบาหวานนอกจากตัวผู้ป่วยเบาหวานเองที่จะต้องให้ความร่วมมือกับการรักษาของแพทย์แล้ว ด้านการรักษาโดยแพทย์ยังต้องอาศัยแพทย์หลายฝ่าย ได้แก่ ศัลยแพทย์หลอดเลือด ศัลยแพทย์กระดูก อายุรแพทย์หัวใจ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ วิสัญญีแพทย์ เป็นต้น โดยแพทย์จะมีแนวทางการรักษาตามสาเหตุแต่ละสาเหตุที่เกิดแผลที่เท้าอย่างเหมาะสมต่อผู้ป่วยเบาหวานแต่ละราย การรักษาแผลเบาหวานที่สำคัญ ๆ เช่น การใช้ยา การใช้ยาร่วมกับการตัดแต่งแผล การผ่าตัด การใช้หนอนแมลงวัน เป็นต้น

การดูแลเท้าเพื่อป้องกันการเกิดแผล สามารถทำได้โดย การทำความสะอาดเท้าอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่พบว่าตัวเองควรมาพบแพทย์เพื่อป้องกันการเป็นมากขึ้นของแผล หมั่นดูแลความผิดปกติของเท้า ควรใส่รองเท้าที่ไม่คับมากเกินไปเพื่อป้องกันการกัดส่วนใดส่วนหนึ่งของเท้าและหมั่นทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยเพื่อป้องกันสิ่งกีดขวางอันอาจจะทำให้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น

อย่าลืมว่า หากผู้ป่วยเบาหวานเกิดแผล แผลจะหายยาก แผลเกิดได้ทุกที่ ศีรษะ มือ แขน ไม่เฉพาะขา เท้า หรือนิ้วเท้าเท่านั้น เพราะฉะนั้นการดูแลและปฏิบัติที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดแผลได้.

ศ.นพ.จุมพล วิลาศรัศมี

 

ที่มา: เดลินิวส์  21 กรกฎาคม 2555