น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดเข่าจากข้อเสื่อม

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

New solution: A sugar solution injected into the knee may be a new method of treating osteo-arthritis

น้ำตาลหนึ่งเข็มสามารถบรรเทาอาการปวดหัวเข่าจากการปล่อยเซลล์ซ่อมแซมเอ็นที่เสียหาย

  • การบำบัดแบบ Prolotherapy เกี่ยวข้องกับการฉีดสารละลายน้ำตาลที่หัวเข่า
  • การกระตุ้นนี้ปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยให้เกิดกระบวนการเยียวยาข้อเสื่อม

การใช้สารละลายน้ำตาลเดกซ์โทรส 10 -25 % ฉีดเข้าไปในข้อเข่าอาจเป็นวิธีใหม่ในการรักษาโรคข้อเสื่อม โดยน้ำตาลและน้ำจะช่วยลดอาการปวดและตึงโดยการกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกายตามธรรมชาติ

โซลูชั่นหวานทำงานโดยทำหน้าที่เป็นระคายเคืองอ่อนภายในข้อต่อวิกฤติการอักเสบในระดับต่ำ

การอักเสบนี้ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ที่รุนแรง แต่เพียงจะกระตุ้นการปล่อยเซลล์ที่สามารถช่วยในการรักษาความเสียหายบางส่วนที่เกิดจากโรค

มีการศึกษาล่าสุดที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซินในสหรัฐอเมริกา

อ่านเพิ่มเติม

.

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

Sweet release: The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of cells that repair damaged ligaments in the knee

A dose of sugar can ease the pain of creaky knees by releasing cells that repair damaged ligaments

  • Prolotherapy involves injecting a sugar solution into the knee
  • This stimulates the release of cells that can help the healing process

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 21:11 GMT, 8 July 2013

A sugar solution injected into the knee could be a new way to treat osteo-arthritis. Research suggests the sugar and water mixture reduces pain and stiffness by stimulating the body’s natural repair mechanisms.

The sweet solution works by acting as a mild irritant inside the joint, triggering low-level inflammation.

This inflammation is not enough to cause any severe harm, but is sufficient to stimulate the release of cells that can help to heal some of the damage caused by the disease.

Doctors use a solution containing water and between 10 and 25 per cent dextrose, a type of sugar.

They use dextrose because it is cheap, readily available and safe – causing only mild irritation inside the knee joint. The treatment, known as prolotherapy, is thought to work by triggering the release of fibroblasts, cells that build and maintain connective tissue such as ligaments.

The fibroblasts repair damaged ligaments in the knee, making it more stable and relieving discomfort.

In a recent study at the University of Wisconsin in the U.S., researchers recruited 90 men and women with painful knee osteoarthritis and split them into three groups.

One group received three separate sugar jabs, each one four weeks apart, and another had injections of a salt water solution.

The last group did not have any injections but instead followed an at-home exercise regimen designed to alleviate some of the pain and discomfort.

Each volunteer was monitored using a scoring  system, called the Western Ontario McMaster University Osteo-arthritis Index, to measure the severity of the condition. The 12-minute test uses a 100-point scale  and includes questions on how easy it is to use the stairs, get in and out of a car or put on a pair of socks.

The results, published in the Annals of Family Medicine, showed that one year after the treatment began, the sugar jab group had the biggest improvement in symptoms and were better able to carry out everyday activities.

On average, the sugar group improved by a total of 16 points, compared with five points for salt water jabs and seven for the exercise group. The team are unsure why salt water was not as effective as sugar.

This technique is also being tried in other conditions such as chronic back pain and tennis elbow.

Commenting on the approach, Professor Alan Silman, medical director of Arthritis Research UK, said: ‘Though some “irritant” treatments can be effective, much more work is needed before a treatment based on sugar solution could be recommended to patients.’

Meanwhile, scientists have designed a special glove that may ease the pain of hand arthritis.

Around 130 people who suffer from rheumatoid and osteoarthritis are being treated with the compression glove in a new clinical trial.

The gloves are made from a special fabric that when stretched (when it is worn) puts pressure on the hand and joints.

It’s thought that the pressure might trigger mild inflammation, which, unlike severe inflammation, eases pain although it is not clear why.

In the year-long trial, due to start in September and being  co-ordinated by the University of Salford, patients will be given the compression gloves as part of their usual care.

They will be assessed before and after for pain and stiffness.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์

ยาแก้ปวด และยาสเตียรอยด์ในการรักษาโรคข้อ

โดย แพทย์หญิงกัลยกร เชาว์วิศิษฐ์
สาขาวิชาโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยาแก้ปวดและยาสเตียรอยด์ 

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อและรูมาติสซั่มมีหลายชนิด โดยแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ ยาที่ใช้ควบคุมอาการและยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรค ยาที่ใช้ควบคุมอาการชนิดที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยบางคนยังอาจได้รับการรักษาเฉพาะโรค เช่น ผู้ป่วยโรคเกาต์จะได้ยารักษาโรคเกาต์โดยเฉพาะหรือผู้ป่วยโรครูมาตอยด์และโรคลูปัสอาจได้ยาที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินโรค

ยาแก้ปวดที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ได้แก่ ยาอเซตะมิโนเฟนและยากลุ่มแอสไพริน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นยาที่ปลอดภัยแต่ถ้าใช้เป็นปริมาณมากหรือใช้นานๆ ก็อาจมีอันตรายได้ ดั้งนั้นผู้ป่วยที่ใช้ยาชนิดนี้มากๆ หรือเป็นเป็นเวลานานจึงควรปรึกษาแพทย์

ยาสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิต้านทานของร่างกาย เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคข้อบางชนิด แต่มีผลข้างเคียงมากมาย การใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรใช้ในความดูแลของแพทย์เสมอ

ยาต้านรูมาติสซั่มที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินของโรคเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคข้อบางชนิด เช่น โรคข้อ รูมาตอยด์ โรคลูปัส โรคข้อที่เกิดร่วมกับโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน

ยาส่วนใหญ่จะมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย ในขณะเดียวกันโรคที่ต้องใช้ยารักษาก็มีความรุนแรงแตกต่างกัน บางโรคทำให้เกิดความพิการ หรือถึงเสียชีวิตถ้าไม่รักษา ดังนั้นการใช้ยาจึงมีความจำเป็น และการใช้ควรมีการติดตามโดยแพทย์ หากแพทย์ได้สั่งยาให้คุณใช้แสดงว่าแพทย์ได้พิจารณาแล้วว่าคุณจะได้รับผลประโยชน์จากการใช้ยานั้นมากกว่าโทษ คุณควรใช้ยาโดยต่อเนื่อง และไม่ควรหยุดยาโดยไม่บอกแพทย์ก่อน

ยาแก้ปวด

ยาแก้ปวด ได้แก่ อเซตจะมิโนเฟน (พาราเซทตามอลหรือ ที่เรียกกันว่า “พารา”) ใช้ลดไข้แก้ปวดได้อย่างดี แต่จะไม่ลดการบวมแดงของข้อ มีผลข้างเคียงน้อยแต่จะใช้ปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดปัญหาในตับ โดยผู้ป่วยจะมีอาการตัวเหลือง ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอยู่แล้วควรใช้ยานี้ในความดูแลของแพทย์

ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน มีหลายชนิดนอกจากแอสไพรินยังมีไอบูโพรเฟน นาโพรซิน ซูลิแดก อินเมทธาซิน ฯลฯ ยาเหล่านี้มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด ลดการบวมแดงของข้อ ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ได้แก่ ปวดท้อง แผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้ความดันขึ้นในผู้ที่ความดันสูงอยู่แล้ว และอาจมีผลต่อไต ยาใหม่ๆในกลุ่มนี้ ได้แก่ เซลิคอกสิบ โรฟิคอกสิบ ซึ่งมีผลต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่า

ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะลดการอักเสบได้พอควร ยังอาจมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะใช้รักษาโรคข้อบางอย่าง เช่น โรคข้อรูมาตอยด์ โรคลูปัส และอื่นๆ ดังนั้นแพทย์ของคุณจึงอาจให้คุณกินยาอื่นร่วมด้วย

ยาสเตียรอยด์

เป็นยาที่ใช้รักษาโรคข้อมาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว แพทย์และผู้ป่วยได้เรียนรู้ถึงข้อดีและข้อเสียมากมายของยาชนิดนี้ ในสมัยปัจจุบันแพทย์จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้โดยการใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่า

ยาสเตียรอยด์ใช้ในการรักษาโรครูมาตอยด์ ลูปัส โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด ขนาดยาที่ใช้ในแต่ละโรคจะแตกต่างกัน เช่น ในโรคข้อรูมาตอยด์จะใช้ยาน้อยกว่าโรคลูปัส ในโรคเหล่านี้แพทย์ผู้รักษาจะลดยาหรือหยุดยาเมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และอาจจะใช้ยาอื่นที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าแทน

ผลข้างเคียงของยาสเตียรอยด์หากใช้นานๆ หรือปริมาณมาก ได้แก่ น้ำหนักขึ้น ความดันสูง ตาต้อหิน ต้อกระจก กระดูกพรุน น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสูง ทำให้เลือดอุดตันในหัวใจและในสมอง หากหยุดใช้ยาโดยกระทันหันอาจทำให้ความดันต่ำลงอย่างรวดเร็วเร็วได้ ฉะนั้นการใช้ยาสเตียรอยด์จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ยาหม้อ ยาสมุนไพรบางชนิดก็มียาสเตียรอยด์ผสมอยู่แต่ผู้ใช้มักๆไม่ทราบ การใช้ยาพวกนี้เป็นเวลานานจึงอาจให้ผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ

หากมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยในการใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ผู้จ่ายยา เวลามาพบแพทย์ควรนำยามาด้วยทุกครั้ง และควรให้แพทย์ทุกคนทราบถึงยาทุกชนิดที่ผู้ป่วยใช้อยู่

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

เตือนหญิง 50 อัพ เสี่ยงข้อไหล่ติด – หลุด เป็นแล้วแก้ได้ผ่าตัดผ่านกล้อง

ข้อไหล่ติด หัวไหล่หลุด เอ็นข้อไหล่ฉีกขาดจากการออกกำลังกาย หรือเสื่อมไปตามสภาพร่างกาย เป็นโรคข้ออย่างหนึ่ง หากปล่อยทิ้งไว้จนเรื้อรังจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้อย่างมาก เดิมทีแพทย์ทางกระดูกและข้อทั่วไปรักษาไปตามอาการเบื้องต้นคือ ให้ยาเพื่อระงับอาการปวด ทำกายภาพบำบัด ถ้าอาการไม่ดีขึ้นแพทย์แนะนำให้ใช้วิธีการทำผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อทั่วโลกยืนยันว่าให้ผลทางด้านการรักษาดี บาดแผลเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเพราะแพทย์ใช้วิธีการเจาะรูทำให้เนื้อเยื่อข้างเกิดการบอบช้ำน้อย และที่สำคัญคือคนไข้ฟื้นตัวเร็วมาก

ภายหลังจากการประชุมวิชาการ หัวข้อ “สปอร์ต ออร์โธปิดิค คอนเฟอเรนซ์ บาย สมิติเวช ครั้งที่ 1” จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้  เพื่อเปิดโอกาสให้แพทย์ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาและชมการทำผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องจากทีมแพทย์ของสมิติเวช  สุขุมวิท และได้ร่วมอัพเดทวิวัฒนาการความก้าวหน้ากับเทคนิควิธีการผ่าตัดแนวใหม่ในการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อการรักษาจาก ศ.แอนเดรส บี. อิมฮอฟฟ์ ศัลยแพทย์กระดูกที่มีชื่อเสียงระดับต้น ๆ ของโลก จากประเทศเยอรมนี โดย นพ.วิเชียร จิระบุญศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ-เวชศาสตร์การกีฬา รพ.สมิติเวช สุขุมวิท กล่าวว่า การประชุมทางวิชาการครั้งนี้มีการทำผ่าตัดไลฟ์ เซอร์เจอรี่  (live surgery) ควบคู่ไปกับการบรรยายภาคทฤษฎี ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแพทย์ที่เข้าร่วมประชุม  เพราะการทำผ่าตัดข้อไหล่ผ่านกล้องกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เป็นวิทยาการทางด้านการแพทย์เฉพาะทางที่แพทย์กระดูกและข้อทั่วไปให้ความสนใจและยังมีความรู้ความชำนาญที่จำกัด

“โรคที่เกิดขึ้นกับข้อไหล่มีหลายโรค แต่ที่พบบ่อยในคนไทยคือ เส้นเอ็นฉีกขาดหรือเปื่อยไปตามสภาพร่างกาย เกิดอุบัติเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน ข้อไหล่ติดมักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานอายุ 50 ปีขึ้นไปมีอัตราเสี่ยงมากกว่าคนปกติ และเกิดในผู้หญิงเนื่องจากสรีระของผู้หญิงบอบบางกว่า  การยกของหนักมากเกินไป การเล่นกีฬาบางชนิด เช่น เทนนิส แบดมินตัน ตีกอล์ฟ อาจนำพาไปสู่การบาดเจ็บของข้อไหล่ได้ง่าย สำหรับผู้ที่มีร่างกายแข็งแรง การบาดเจ็บข้อไหล่แบบเล็กน้อย ร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ตามธรรมชาติ แต่คนไข้ที่ปล่อยละเลยทิ้งไว้จนกลายเป็นภาวะเรื้อรังในที่สุด  อาการเบื้องต้นที่เตือนว่าควรจะรีบไปพบแพทย์คือ เริ่มมีอาการปวดข้อไหล่เวลานอน  ยกแขนไม่ขึ้น ปวดไหล่เวลานอนตะแคง  จากประสบการณ์ที่ผ่านมามีคนไข้สูงอายุจำนวนมากเมื่อมีอาการมักปล่อยทิ้งไว้ จนร่างกายปรับสภาพและไม่มีอาการปวด และต้องสูญเสียการใช้งานของแขนข้างนั้นไป  เพราะสังคมบ้านเราเล่นกีฬาน้อยพึ่งพาครอบครัวเสียมาก การที่เส้นเอ็นเส้นใดเส้นหนึ่งเสื่อมหรือฉีกขาด และไม่ทำการรักษาหัวไหล่จะเสียสมดุล อาการข้อเสื่อมขั้นรุนแรงก็จะตามมา” นพ.วิเชียรกล่าวถึงสาเหตุโรคข้อไหล่ติด

ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ นพ.วิเชียร แนะนำว่า  หลีกเลี่ยงการมีพฤติกรรมเสี่ยงเล่นกีฬาโดยขาดความรู้ความชำนาญ ทำร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีกิจกรรมหนัก ๆ เป็นประจำ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากรู้เท่าทัน หมั่นดูแลสุขภาพ ไม่ประมาทกับการใช้ชีวิตจะห่างไกลจากอาการเจ็บป่วย เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่ข้อไหล่ เพื่อผลการรักษาที่ดีและแม่นยำ ควรเลือกรักษากับทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านข้อไหล่ ซึ่งรพ.สมิติเวช สุขุมวิท มีศูนย์กระดูก-ข้อ และแพทย์กีฬา ไว้คอยดูแลคนไข้ และให้คำปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการปั้นลูกให้เป็นนักกีฬามืออาชีพ.

ที่มา: เดลินิวส์ 3 สิงหาคม 2555

ยาฉีดใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคข้อ

นักวิทยาศาสตร์พบว่าการฉีดสารคาร์โตจีนินช่วยลดภาวะความเสื่อมของข้อได้

ในอนาคตคาดว่าจะนำสารนี้ไปใช้สำหรับการบำบัดรักษาโรคเกี่ยวกับข้อและกระดูกเสื่อมเนื่องจากการสึกของกระดูกอ่อนผิวข้อ

Read more…

 

New injection could offer hope to millions of arthritis sufferers

  • Molecule found to encourage cartilage regeneration
  • Could form the basis of new drug-based therapy

By SADIE WHITELOCKS

PUBLISHED: 10:03 GMT, 6 April 2012 | UPDATED: 14:51 GMT, 6 April 2012

An injection could help cure the crippling symptoms of arthritis, say scientists.

A study found that a molecule, called kartogenin, encourages damaged cartilage to regenerate.

It is now hoped that the substance could form the basis of a new drug-based therapy, targeting the degenerative joint and bone disease which causes cartilage to wear away.

In the UK, arthritis affects over 9 million people, the most common forms being osteoarthritis and rheumatoid arthritis

Main symptoms of arthritis include pain, stiffness and restricted movement in the joints, and in the UK it affects more than 9 million people.

Currently these is no cure for the condition, only anti-inflammatory painkillers to relieve symptoms, and in severe cases, costly joint replacements are advised.

Commenting on the latest study researchers at the Genomics Institute of the Novartis Research Foundation in San Diego and Scripps Research Institute in La Jolla, California said: ‘This may ultimately lead to a stem-cell based therapy for osteoarthritis.’

While Dr Kristen Johnson, added: ‘We’re excited about the biology because it’s a new way of targeting the stem cells.’

It is thought that kartogenin would be administered via injection to the areas affected (stock picture) During the study, published in the journal Science, 22,000 drug-like molecules were tested using a robotic screen, applying each one to bone marrow stem cells.

When kartogenin was administered to mice with osteoarthritis-like symptoms, it prompted stem cells to change into cartilage cells.
A patent has already been filed, however more work is needed to understand exactly how the molecule works.

Judith Brodie, chief executive of Arthritis Care, said: ‘We are delighted with any potential breakthrough for people with arthritis.

‘We hear every day about the pain suffered by people with osteoarthritis and, although treatments are some years away, we look forward to anything that will help relieve their condition.’

The most common forms of arthritis are osteoarthritis and rheumatoid arthritis.

Around eight million people in Britain suffer from osteoarthritis and 140,000 hip and knee replacements are performed on the NHS as a result of the illness, at a cost of more than £1 billion.

Data from: dailymail

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ โดย น.พ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

 น.พ.กิตติ  โตเต็มโชคชัยการ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ในทางการแพทย์  สิ่งที่น่าสงสารหรือน่าเสียดายประการหนึ่งคือ การเห็นคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตมีอนาคตที่ก้าวหน้าสดใสเจริญรุ่งเรืองรออยู่  ต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือต้องพิการจากการเจ็บป่วย  ถ้าไม่นับความพิการที่เกิดจากการได้รับอุบัติเหตุต่าง ๆ  โรคข้ออักเสบเรื้อรังก็เป็นกลุ่มโรคหนึ่งที่ทำให้เกิดความพิการได้ในคนหนุ่มคนสาว  และในบรรดาโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีอยู่หลาย ๆ โรค  มีอยู่กลุ่มโรคหนึ่งที่มีคนหนุ่มคนสาวจำนวนไม่น้อยที่โชคร้ายต้องมาป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้  นั่นคือ กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   ที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่ากลุ่มโรค “Spondyloarthropathy”   เหตุที่ผมอยากจะเขียนถึงกลุ่มโรคนี้ 

ประการแรกเนื่องจากตามสถิติแล้วมีคนที่ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบในกลุ่มโรคนี้รวม ๆ กันประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร     นั่นหมายความว่าในประเทศไทยจะมีคนที่ป่วยเป็นโรคกลุ่มนี้ประมาณร่วมล้านคนได้   ซึ่งเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย

ประการที่สองดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า  โรคนี้มักเกิดขึ้นกับคนหนุ่มคนสาวในช่วงวัยรุ่น  วัยเรียน  ถึงช่วงเริ่มทำงาน  ซึ่งคนเหล่านี้กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในอนาคต   ทำให้ประเทศชาติต้องเสียกำลังคนที่สำคัญไปกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง 

ประการที่สาม  โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการแสดงไม่เด่นชัดนักทำให้แพทย์ส่วนมากไม่ได้นึกถึงหรือไม่คุ้นเคย  ผู้ป่วยที่เป็นโรคกลุ่มนี้จึงมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ   ทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องล่าช้าไปจนบางรายได้รับความเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานเป็นระยะเวลานานหรือจนถึงขึ้นเกิดความพิการขึ้น 

ประการที่สี่   เนื่องจากความที่ความรุนแรงของโรคกลุ่มนี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย  บางรายเป็นไม่รุนแรง  บางรายเป็นรุนแรง  แพทย์ที่ทำการรักษาจึงต้องมีประสบการณ์ในการรักษาพอสมควร  จึงจะปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย  และติดตามการรักษาได้อย่างถูกต้อง    ประกอบกับการที่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังจึงต้องมีการติดตามและปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับโรคต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน  ดังนั้นแพทย์ที่ให้การรักษาจึงควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคข้อ เช่น แพทย์ในสาขารูมาโตโลจิส  เป็นต้น

 

กลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบคืออะไร

การที่เรียกโรคกลุ่มนี้ซึ่งประกอบด้วยโรคหลายโรคที่มีข้ออักเสบเรื้อรังว่าโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  เนื่องจากเกือบทุกโรคในกลุ่มนี้จะมีลักษณะที่คล้ายกัน  คือมีข้ออักเสบของข้อบริเวณแขนขา  ซึ่งส่วนมากจะเป็นข้อบริเวณขา  เช่น  ข้อเข่า  ข้อเท้า  มีอาการปวดบวมของข้อ  ร่วมกับการอักเสบของข้อบริเวณกระดูกสันหลัง   ทำให้มีอาการปวดหลัง   แต่บางรายก็ไม่ปวด  โรคในกลุ่มนี้มีหลายโรค เช่น โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  ซึ่งจะมีข้อกระดูกสันหลังอักเสบเป็นหลักแต่ก็มีข้อของขาหรือแขนอักเสบร่วมด้วยได้,  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis)   ที่จะเกิดในผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังสะเก็ดเงิน (psoriasis) อยู่,  โรคข้ออักเสบรีแอคตีฟ (Reactive arthritis)  ที่เกิดมีการอักเสบของข้อต่าง ๆ หลังจากที่มีการติดเชื้อ, โรคข้ออักเสบที่เกิดร่วมกับลำไส้อักเสบ (Inflammatory bowel disease)  ซึ่งพบไม่บ่อยนักในบ้านเรา,  ถ้าลักษณะของโรคไม่เข้ากับโรคต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วก็จัดเป็นโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบที่ยังแยกไม่ออก (undifferentiate spondyloarthropathy)  ซึ่งเป็นชนิดของโรคที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มโรคนี้

 

ผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ จะมีอาการอย่างไร

ผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นโรคในกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบจะมีอาการดังนี้

  1. มีอาการปวดบวมข้อ  มักจะเป็นข้อเข่า หรือข้อเท้า  เป็น ๆ หาย ๆ  เป็นเวลานาน  มักจะเป็นข้อที่ไม่เกิดพร้อมกัน 2 ข้าง  เช่น บวมข้อเข่าซ้าย  แล้วมาปวดบวมข้อเท้าขวา  บางรายมีข้อบวมมาก มีน้ำในข้อปริมาณมากได้เนื่องจากการอักเสบ
  2. มีอาการปวดหลัง  มักจะปวดบริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่าง ๆ แต่ถ้าเป็นมากอาจจะลุกลามขึ้นมาถึงกระดูกสันหลังส่วนบนหรือคอ  เมื่อเป็นนาน ๆ จะทำให้หลังแข็งหรือคอแข็ง  จะก้มตัวหรือขยับหันศีรษะได้ลำบาก
  3. มีเส้นเอ็นอักเสบ  มีอาการปวดบริเวณเส้นเอ็นของขาหรือเท้า เช่น เจ็บเอ็นร้อยหวายบริเวณส้นเท้าข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง  จะเจ็บมากขึ้นเวลาเดินหรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ  เวลาเดินจะเจ็บบริเวณส้นเท้า  เวลาตื่นนอนตอนเช้าลุกจากที่นอนลงมายืนจะเจ็บฝ่าเท้าบริเวณส้นเท้ามาก   แต่พอก้าวเดินไปเดินมากลับปวดน้อยลง
  4. ปวดหลังหรือปวดตามข้อเวลาอยู่นิ่ง ๆ หรือนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ  พอจะเริ่มขยับจะปวดแต่พอขยับตัวไปแล้วจะปวดน้อยลง   เวลาตื่นนอนตอนเช้ามีปวดข้อ  ข้อฝืดแข็ง  ขยับลำบาก  แต่ถ้าขยับตัวไปมาเรื่อย ๆ จะไม่ค่อยปวด
  5. อาจมีตาแดงตาอักเสบ  หรือทางเดินปัสสาวะอักเสบบ่อย ๆ ร่วมด้วยได้
  6. มีนิ้วมือหรือนิ้วเท้าปวดบวมอักเสบทั้งนิ้ว 1-2 นิ้ว  ทำให้นิ้วบวมโตคล้ายไส้กรอก

อาการที่กล่าวมานี้อาจเกิดขึ้นทีละอาการ หรือเกิดร่วมกันพร้อม ๆ กันได้  ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับรอยโรคที่ผิวหนังเป็นโรคสะเก็ดเงิน ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน  ถ้ามีอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อ  เช่น  ท้องเดิน  ท้องเสีย หรือเจ็บคอ  ก็จัดเป็นโรคข้ออักเสบรีแอคติฟ เป็นต้น

 

จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ

ถ้าท่านมีอายุตั้งแต่เด็ก  วัยรุ่น  จนถึงวัยทำงานจนอายุประมาณ 40 ปี  ทั้งชายและหญิงแล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว  มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เช่น 1-2 เดือน แล้วไปรับการรักษา กินยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น  ให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคกลุ่มนี้  ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ  แพทย์จะทำการซักถามประวัติ และตรวจร่างกาย  โดยเฉพาะตรวจข้อและข้อกระดูกสันหลังดู  ถ้าสงสัยก็จะทำการถ่ายภาพรังสี (x-ray)   บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างดู  บางครั้งท่านอาจไม่มีอาการปวดหลัง  แต่การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้อาศัยการดูภาพถ่ายรังสีว่ามีความผิดปกติที่เข้าได้กับโรคกลุ่มนี้หรือไม่  นอกจากนี้อาจมีการตรวจเลือด  เพื่อแยกโรคข้ออื่นที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  โรค เอส แอล อี  นอกจากนี้ยังอาจตรวจดูลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคนี้ที่เรียกการตรวจ HLA-B27  ซึ่งถ้าให้ผลบวก ก็หมายความว่าท่านมีโอกาสเป็นโรคกลุ่มนี้สูง       ในขณะเดียวกันถ้าท่านมีบุตร  บุตรของท่านก็อาจได้รับถ่ายทอดพันธุกรรมอันนี้ทำให้มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากโรคกลุ่มนี้ไม่มีการตรวจเลือดอะไรที่ระบุได้แน่ชัดว่าเป็นโรคกลุ่มนี้แน่   ดังนั้นจึงมีแพทย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้คิดถึง  และไม่ได้ให้การวินิจฉัยโรคกลุ่มนี้  ทำให้ผู้ป่วยมักจะไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก ๆ  มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เสียเวลาและเสียเงินทองในการรักษาอาการปวดข้อ  ข้ออักเสบไปมาก     กว่าจะมาได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ดังนั้นขอให้คิดถึงโรคกลุ่มนี้ซึ่งเป็นโรคกลุ่มที่พบได้บ่อย  และรีบไปรับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคข้อ

 

โรคกลุ่มโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ   เกิดขึ้นได้อย่างไร

ในปัจจุบันนี้  ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่จากการศึกษาพอจะทราบคร่าว ๆ ว่า โรคกลุ่มนี้เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย  ประการที่สำคัญคือ ผู้ป่วยที่จะเป็นโรคนี้มักจะมีพันธุกรรมที่ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดเป็นโรคได้  เช่น มีพันธุกรรมชนิดที่เรียก HLA-B27 ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาแต่พ่อ แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยายของผู้ป่วย  แต่พ่อแม่ของผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนี้  และการมีพันธุกรรมชนิดนี้ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเป็นโรคนี้เสมอ   ต้องมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นให้เกิดโรคซึ่งปัจจัยที่มากระตุ้นนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  แต่มักจะเกี่ยวข้องกับการมีการติดเชื้อโรคบางอย่าง เช่น การติดเชื้อลำไส้อักเสบจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิด  ทำให้มีอาการท้องเดินท้องเสีย  หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ  หรือแม้กระทั่งหลอดลมอักเสบ  การติดเชื้อนี้ไม่เรื้อรังเมื่อได้รับการรักษาก็หาย  แต่การติดเชื้อครั้งนั้นดูเหมือนจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วย  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเปลี่ยนไป  คล้ายกับจะมองว่าข้อหรือเส้นเอ็นของผู้ป่วยเองเป็นสิ่งแปลกปลอม  ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังกับข้อและเส้นเอ็นของผู้ป่วยจนเกิดเป็นโรคขึ้น  และมีอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปแล้ว  เหตุที่เกิดโรคนี้ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว  เพราะช่วงเวลานี้ของคนเราเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายคนเราแข็งแรงที่สุด  ดังนั้นการเกิดการอักเสบจากภูมิคุ้มกันก็รุนแรงที่สุดเช่นเดียวกัน

การรักษาโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  ทำได้อย่างไร

เนื่องจากผู้ป่วยโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ  มีอาการปวดบวมข้อและเส้นเอ็นต่าง ๆ  อาการปวดนี้บางรายไม่รุนแรง  แต่บางรายก็ปวดรุนแรงมาก  และปวดเรื้อรังเป็นเวลานานจนได้รับความทุกข์ทรมาน  ดังนั้นการรักษาที่สำคัญประการแรกคือต้องได้รับยาต้านการอักเสบ  ซึ่งส่วนมากเป็นยาในกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์  ที่มีประสิทธิภาพสูง  เช่นยา indomethacin  และอาจต้องใช้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง  เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากเป็นคนอายุน้อย  ดังน้นผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ต่อผู้ป่วยอาจไม่มากนัก  แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง  ต่อมาเนื่องจากโรคกลุ่มนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิคุ้มกัน  ดังนั้นจึงต้องมียาที่จะปรับเปลี่ยนภูมิคุ้มกัน หรือปรับเปลี่ยนตัวโรค เช่น ยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine)  หรือยาเมโธรเทรกเซต (methotrexate)  ซึ่งต้องให้ต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลานานเช่นเดียวกัน  ในปัจจุบันเนื่องจากมีผู้ป่วยที่มีการตอบสนองต่อยาปรับเปลี่ยนตัวโรคไม่ดีนัก  โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีข้อกระดูกสันหลังอักเสบ   จึงมีการนำยาในกลุ่มยาชีวภาพ (biologic agent) มาใช้รักษาโรคกลุ่มนี้โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Ankylosing spondylitis)  และโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินอย่างได้ผล  เช่นยา กลุ่มยาต้านสาร tumor necrotic factor-TNF (anti-TNF)  ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านสารจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้เกิดการอักเสบโดยตรง  ยากลุ่มนี้ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูงมาก  และออกฤทธิ์เร็ว แต่เนื่องจากมีราคาแพงมาก  จึงมีการนำมาใช้ในบ้านเรา แต่ยังไม่แพร่หลายนัก

วิธีการรักษาโรคกลุ่มนี้ อีกประการหนึ่งที่สำคัญมากคือ  การทำกายภาพบำบัด  โดยเฉพาะการออกกำลังกาย เช่น การว่ายน้ำ  และการบริหารกล้ามเนื้อ  เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหลังและข้อกระดูกสันหลัง  ป้องกันไม่ให้ข้อติดยึดและพิการ  การทำกายภาพบำบัดนี้ควรทำอย่างสม่ำเสมอ  และทำควบคู่กับการรักษาด้วยยาไปตลอดการรักษา  จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้น และอาจใช้ยาน้อยลงหรือสามารถหยุดยาได้เร็ว  นอกจากนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีความพิการเกิดขึ้น  อาจมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หรือผ่าตัดแก้ไขความพิการของกระดูกสันหลังที่จำเป็น

ข้อมูลจาก : ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.ra.mahidol.ac.th/dpt/MD/know11-air-04

โรคข้อจะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

โรคข้อจะรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

การรักษาโรคข้อนั้น ขึ้นอยู่กับชนิด เช่น

  • ถ้าเกิดจากเชื้อโรค การรักษาทันท่วงทีจะทำให้โรคหายขาดได้
  • โรคข้อบางอย่างการรักษาจะสามารถควบคุมได้ดีมากจากการใช้ยา เช่น โรคเกาต์
  • โรคข้อบางอย่างรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถทำให้สงบได้ช่วงระยะหนึ่งหรืออาจสงบไปได้ตลอดชีวิต เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลูปุส
  • โรคบางอย่างถ้าเป็นมากๆ อาจใช้การผ่าตัดเข้ามาช่วย นอกเหนือจากการใช้ยา เช่น โรคข้อกระดูกเสื่อม
โรคข้อถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอะไรจะเกิดขึ้น ?
  • โรคข้อที่เกิดขึ้นจากเชื้อหนอง ถ้าไม่ได้รับการรักษา ข้อจะถูกทำลายให้เสียสภาพปกติไป แล้วเกิดความพิการของข้อได้ ตลอดจนเชื้อโรคอาจแพร่กระจายเข้าเลือดแล้วทำให้เสียชีวิตได้
  • โรคข้อที่เกิดจากผลึกเกลือ เช่น โรคเกาต์ ถ้าไม่รักษาโรคอาจสงบเองได้ แต่ต้องทนทรมานจากการเจ็บปวดอยู่หลายวัน และโรคนี้อาจกำเริบได้อีก ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็อาจทำให้ข้อพิการได้หรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรค เช่น ก้อนตุ่มตามผิวหนัง นิ่วในทางเดินปัสสาวะ และไตวายเรื้อรัง ซึ่งในที่สุดอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • โรคข้ออักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง โรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดความพิการของข้อได้ ความเจ็บปวดจะทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ
  • โรคข้อกระดูกเสื่อม ถ้าไม่ได้รับการรักษาโรค โรคจะดำเนินไปเรื่อยๆ อาจสร้างความพิการของข้อ และความเจ็บปวด จะทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ

 

ข้อมูลจาก: https://pfizer.co.th/KnowMaladyDetail.aspx?KlId=38

โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบ โดย สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

โรคข้อและข้อกระดูกสันหลังอักเสบ (Spondyloarthropathies)

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบคืออะไร
โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบหมายถึงกลุ่มโรคที่มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลังและข้อรยางค์ (แขนและขา) ร่วมกับการอักเสบของปลายเอ็นส่วนที่ยึดติดกับกระดูก ซึ่งก่อให้เกิดอาการปวดตึงหลัง ปวดข้อของแขนหรือขา และเจ็บที่เอ็น นอกจากนี้ยังอาจมีอาการแสดงในระบบอื่นๆ เช่น ผื่นผิวหนัง ตาแดง ตามัว หรือท้องเสีย เป็นต้น

โรคที่อยู่ในกลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 โรคได้แก่
1. โรคข้อกระดูกสันหลังอักเสบชนิดติดยึด (ankylosing spondylitis)
2. โรคข้ออักเสบรีแอ๊คตีฟ (reactive arthritis)
3. โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (psoriatic arthritis)
4. โรคข้ออักเสบร่วมกับโรคลำไส้อักเสบ (enteropathic spondyloarthropathy)
5. โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบที่ยังไม่ทราบชนิด (undifferentiated spondyloarthropathy)

สาเหตุโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบคืออะไร
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบ อย่างไรก็ตามพบว่าสมาชิกของครอบครัวที่มีผู้ป่วยเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้น โดยมีความสัมพันธ์กับยีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า HLA-B27 ดังนั้นจึงเชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่ผิดปกติน่าจะเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคนี้

นอกจากนี้การติดเชื้อโรคบางชนิดเช่น เชื้อคลามัยเดียที่ทำให้เกิดการอักเสบของท่อปัสสาวะ หรือเชื้อโรคที่ทำให้เกิดท้องร่วงเช่น เชื้อซาโมเนลลา ก็สามารถกระตุ้นให้โรคข้ออักเสบรีแอ๊คตีฟกำเริบขึ้นได้ ดังนั้นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการติดเชื้อจึงเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่มากระตุ้นให้เกิดโรคนี้ขึ้น

ใครมีโอกาสเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบบ้าง
โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบพบบ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า สมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเป็นโรคมากขึ้นกว่าประชากรทั่วไป
โรคนี้พบบ่อยในประชากรของประเทศแถบขั้วโลกเหนือเช่น ชาวเอสกิโม และชาวอลาสกา รวมถึงชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือทางตะวันตก อุบัติการณ์ในประเทศไทยยังไม่ทราบแน่ชัดแต่คาดว่าน่าจะใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตก

แพทย์จะวินิจฉัยโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบได้อย่างไร
การวินิจฉัยโรคจะอาศัยประวัติครอบครัว ร่วมกับอาการข้อและกระดูกสันหลังอักเสบของท่าน การถ่ายภาพเอกซเรย์ของกระดูกสันหลังและกระดูกเชิงกรานจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้ ส่วนการตรวจหายีน HLA-B27 ก็อาจช่วยในการประเมินปัจจัยเสี่ยงของโรคแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจในผู้ป่วยทุกคน

ลักษณะอาการเด่นและมีความจำเพาะต่อโรคนี้ คืออาการปวดหรือตึงหลัง ซึ่งมักจะปวดที่บริเวณกระดูกสันหลังส่วนล่างและกระเบนเหน็บ โดยจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนตอนเช้า อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นในช่วงสายๆ หรือบ่ายๆ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมานานอาจมีหินปูนเชื่อมกระดูกสันหลังให้ติดกันและทำให้ไม่สามารถก้มหรือหงายหลังได้อย่างเต็มที่

ผู้ป่วยอีกส่วนหนึ่งจะมีอาการปวดข้อและข้ออักเสบร่วมด้วย โดยพบบ่อยที่ข้อเข่า ข้อเท้า และข้อสะโพก บางรายอาจมีข้ออักเสบที่ข้อมือ ข้อศอก หรือข้อนิ้วมือ นอกจากนี้ยังอาจพบการอักเสบของปลายเอ็นตรงตำแหน่งที่ยึดเกาะกับกระดูก เช่น เอ็นร้อยหวาย และเอ็นฝ่าเท้าหรือส้นเท้า เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นเป็นสะเก็ดที่ผิวหนัง เล็บผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย อาการแสดงนอกข้อเหล่านี้มีประโยชน์ช่วยทำให้ทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคใดในกลุ่มโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบนี้

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบมีวิธีการรักษาอย่างไร
การรักษาโรคในกลุ่มนี้จะมีความคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ ที่มีข้ออักเสบ โดยมีหลักการเบื้องต้นคือการออกกำลังกาย การทำกายภาพบำบัด และการใช้ข้ออย่างถูกวิธี ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้เหมือนคนปกติ ผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อหรือมีอาการติดยึดของกระดูกสันหลังอย่างมากก็จำเป็นจะต้องใช้ยารักษาร่วมด้วย ส่วนการผ่าตัดมีความจำเป็นในผู้ป่วยบางรายที่มีความพิการของข้อหรือกระดูกสันหลังอย่างมากแล้ว

ยาที่ใช้รักษาโรคนี้มี 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มยาที่ช่วยบรรเทาอาการ ได้แก่ ยาที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบและเจ็บปวดที่ข้อ ได้แก่ ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สารเสตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs, NSAIDs)

2. กลุ่มยาที่สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคเพื่อทำให้โรคสงบ ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือรุนแรงแพทย์จะพิจารณาใช้ยาในกลุ่มนี้ซึ่งได้แก่ ยาเม็ทโธเทรกเซท (methotrexate) และยาซัลฟาซาลาซีน (sulfasalazine) ในระยะหลังได้มีการนำยาใหม่ๆ มาใช้รักษาโรคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มยาชีวภาพซึ่งออกฤทธิ์ต้านการทำงานของสารทีเอ็นเอฟ (anti-TNF agents) อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้มีราคาค่อนข้างสูงและยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงหลายอย่าง การใช้ยาดังกล่าวจึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษาและจะต้องมีการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด


ท่านจะดูแลตนเองอย่างไรเมื่อเป็นโรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบ

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความเจ็บปวดจากการอักเสบของข้อ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็สามารถดำรงชีวิตได้เช่นคนทั่วไป การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของร่างกายและลดความพิการของข้อและกระดูกสันหลังลงได้

ข้อควรจำ

โรคข้อและกระดูกสันหลังอักเสบเป็นโรคชนิดหนึ่งที่มีการอักเสบของข้อกระดูกสันหลังและข้อรยางค์ของแขนและขา ร่วมกับการอักเสบของปลายเอ็นส่วนที่ยึดติดกับกระดูก โดยที่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีผื่นผิวหนัง เล็บผิดปกติ ท้องเสียเรื้อรัง ม่านตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ หรือลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย

โรคนี้พบบ่อยในช่วงวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าผู้หญิง 2-3 เท่า สมาชิกในครอบครัวของมีโอกาสเป็นโรคนี้มากขึ้นกว่าประชากรทั่วไป

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำกายภาพบำบัด และการใช้ข้ออย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ยารักษาโรคจะช่วยให้ท่านสามารถทำกิจวัตรประจำวันและมีคุณภาพชีวิตดีเหมือนคนปกติ

ข้อมูลจาก: สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย

http://www.thairheumatology.org/people01.php?id=119