แนะทางเลือกและทางออกผู้ป่วย ‘มะเร็ง’

dailynews140713_02สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การไปถึงจุดหมายนี้ได้ก็ต้องไม่รอช้า เริ่มต้นเตรียมความพร้อมกันได้นับแต่นี้!!

ปัจจุบันโรคที่พบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ยังคงเป็น มะเร็ง และไม่เพียงเฉพาะประเทศไทย จากสถิติแต่ละปียังพบมะเร็งคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมีอัตราสูงขึ้นก่อนต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง ที่ผ่านมา ศูนย์อายุยืนเปี่ยมสุข (Happy long life center) โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดสัมมนาสุขภาพ ’Happy Long Life & Health Design“ ’ทางเลือกและทางออกของผู้ป่วยโรคมะเร็ง“ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเผยแพร่ความรู้การดูแลสุขภาพ การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ วิธีการรักษากรณีที่ป่วย รวมถึงวิธีการรักษาใหม่ ๆ ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

ศาสตราจารย์นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ ประธานฝ่ายการแพทย์ในเครือโรงพยาบาลบางปะกอก ผู้อำนวยการศูนย์ อายุยืนเปี่ยมสุขให้ความรู้ว่า มะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากเซลล์ในร่างกายกลายพันธุ์ รวมถึงภูมิต้านทานบกพร่อง สาเหตุที่ทำให้ภูมิต้านทานมะเร็งบกพร่องก็ด้วยความเครียด การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ขาดการออกกำลังกาย การพักผ่อนไม่เพียงพอ ฯลฯ และจากสถิติการเกิดมะเร็งในปัจจุบัน ในอันดับต้น ๆ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรแล้วได้มีการกล่าวถึง การป้องกันโรคมะเร็ง มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ฯลฯ

ขณะที่การดูแลสุขภาพดีขึ้น การตรวจคัดกรองมีเพิ่มขึ้น อย่างเช่น มะเร็งเต้านม โอกาสที่มะเร็งจะคร่าชีวิตผู้ป่วยก็จะลดน้อยลงเรียกว่า มะเร็งป้องกันได้ การรักษามะเร็งนอกเหนือจาก วิธีผ่าตัด ฉายแสงและให้เคมีบำบัด ทางศูนย์ฯ นำวิธีการรักษาใหม่ ๆ เข้ามาผสมผสาน เพิ่มทางเลือก ทางออก การรักษาเพื่อคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยและเพื่อให้เกิดการป้องกันดียิ่งขึ้น ในการสัมมนานี้ได้เผยแพร่ความรู้ เน้นส่งเสริมสุขภาพการป้องกันโรคมะเร็งร่วมกับการรักษาแบบผสมผสาน ช่วยให้ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่อโรคที่เป็นอยู่ อีกทั้งเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงผู้ที่สนใจที่เข้าร่วมได้ตระหนักถึงการค้นหาความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ดูแลสุขภาพตนเองนับแต่เนิ่น ๆ

ด้วยจุดหมายให้ผู้ป่วยและผู้ที่ไม่เจ็บป่วยมีสุขภาพดีขึ้นและดีตลอดไป ทางศูนย์ฯให้การดูแลสุขภาพนับแต่องค์ความรู้ ตลอดจนถึงการรักษา โดยบางโรคที่ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาหรือกรณีที่พบความผิดปกติเล็กน้อยจะใช้วิธีการป้องกัน ฯลฯ โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแลใกล้ชิด การรักษามะเร็ง ดูแลครบวงจร นำเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ร่วมกับการรักษาวิธีมาตรฐาน อาทิ การเจาะเลือดหาเปอร์เซ็นต์ของภูมิต้านทาน (เอ็นเคเซลแอคทิวิตี้) ซึ่งเอ็นเคเซลล์  (NK CELL) เซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีอยู่ในร่างกาย หากตรวจพบว่ามีอยู่ในระดับต่ำโอกาสจะยับยั้งต่อสู้กับเซลล์มะเร็งเป็นไปได้ยาก,  HIFU การบำบัดมะเร็งและก้อนเนื้องอกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงไปยังจุดที่มีก้อนเนื้องอกหรือก้อนมะเร็งในร่างกาย โดยผู้ป่วยไม่ต้องทำการผ่าตัด ใช้เวลาบำบัดรักษาไม่นาน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามแพทย์ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ให้คำแนะนำเพิ่มอีกว่า การดูแลสุขภาพทุกช่วงวัยมีความสำคัญ ทั้งในเรื่องอาหาร ควรทานอาหารหลากหลาย ทานสิ่งที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอ อีกทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็ง ฯลฯ หากเคร่งครัด ดูแลสุขภาพนับแต่เนิ่น ๆ ไม่ว่าจะโรคมะเร็งหรือโรคภัยไข้เจ็บใดก็สามารถหลีกไกลได้.

 

ที่มา : เดลินิวส์  13 กรกฎาคม 2557

Advertisements

‘เทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8’ ทางเลือกรักษามะเร็ง

dailynews140322_001แนวทางการรักษาโรคมะเร็งที่หลายคนคุ้นเคย คือ การผ่าตัด ฉายรังสี การใช้ยาเคมีบำบัด ขณะเดียวกันยังมีทางเลือกอื่นอีก เช่น การรักษามะเร็งด้วยความร้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ คลื่นไมโครเวฟ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงหรือคลื่นวิทยุ (อาร์เอฟ) โดยล่าสุด รพ.จุฬาภรณ์ ได้แถลงข่าวการนำเข้า “เครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8” เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคมะเร็ง อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรไปฟังคำตอบกัน

ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.จุฬาภรณ์ ระบุว่า หลักการทำงานของเครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ8 คือ การใช้ความร้อนเพื่อที่จะทำลายเซลล์มะเร็งควบคู่กับการฉายรังสีและการใช้ยาเคมีบำบัด ในปัจจุบันประเทศที่ใช้กันมากคือ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศในยุโรป และอเมริกา สำหรับประเทศไทย จะนำมาเข้ามาติดตั้งที่ รพ.จุฬาภรณ์ เป็นเครื่องแรกของประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพร้อมเปิดให้บริการในปลายเดือน เม.ย. 2557

เครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8 เป็นเครื่องรักษามะเร็งด้วยความร้อนไปยังก้อนมะเร็ง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 42-43 องศาเซลเซียส สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ทั้งก้อนมะเร็งที่อยู่ไม่ลึกจากผิวหนัง และก้อนมะเร็งที่อยู่ลึกลงไปในร่างกายถึง 15 เซนติเมตร ด้วยคลื่นอาร์เอฟ โดยใช้ความถี่คลื่นที่ 8 เมกะเฮิรตซ์ จึงทำให้การกระจายความร้อนมีผลต่อเนื้องอกมากกว่าเนื้อเยื่อปกติที่สำคัญสามารถทำการรักษาได้ในเกือบทุกตำแหน่งอวัยวะของร่างกาย

การรักษาด้วยเครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8 เป็นการรักษาไปที่เจาะจงเป้าหมาย ตรงตำแหน่งก้อนเนื้องอก หรือเซลล์มะเร็งทำให้มีขนาดก้อนที่เล็กลง หรือหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยไม่ทำลายผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออื่น และสามารถผ่านกระดูกหรือใช้ในอวัยวะที่เป็นท่อกลวงหรืออวัยวะที่มีอากาศอยู่ภายใน เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้ ปอด เพราะฉะนั้นการรักษามะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอดด้วยเครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8 จึงมีประสิทธิภาพเทียบเท่าการผ่าตัด

นอกจากนี้เครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8 ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพของการรักษาโรคมะเร็ง เมื่อนำมาใช้กับการฉายรังสี การให้เคมีบำบัด การผ่าตัด และการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัด เนื่องจากคลื่นความร้อนจะช่วยเพิ่มความไวต่อการให้รังสี เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง และช่วยเสริมการทำงานของยาเคมีบำบัด และยาต้านมะเร็งในการดูดซึมยา ซึ่งนอกจากจะส่งผลดีต่อการรักษาแล้ว ยังช่วยลดผลข้างเคียงต่าง ๆ จากการให้ยาเคมีบำบัด หรือการฉายรังสีอีกด้วย เพราะผู้ป่วยได้รับยารังสีและปริมาณการให้ที่ลดน้อยลง ตลอดจนช่วยลดการซ่อมแซมของเซลล์มะเร็งหลังจากการรักษาด้วยรังสี หรือ ยาเคมีบำบัด

นอกจากนี้การให้ความร้อนยังเป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ เพราะเป็นการรักษาที่ช่วยลดอาการเจ็บปวด ทานอาหารและนอนหลับได้มากขึ้น ไม่มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากได้รับการรักษา ทั้งนี้การรักษาจะควบคู่กับวิธีใด จะต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทรมาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีกับผลการรักษาที่ดีที่สุด

สำหรับเครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟ 8 ราคาประมาณ 50 ล้านบาท ในประเทศญี่ปุ่นมีการใช้อย่างแพร่หลายประมาณกว่า 100 เครื่อง ข้อดีคือ สามารถเข้าถึงก้อนมะเร็งที่อยู่ลึกลงไปในร่างกายได้ถึง 15 เซนติเมตร ใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ทุกชนิด โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติ สำหรับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผู้ป่วยอาจร้อน เหมือนมีไข้ เหงื่อออก สำหรับผู้ป่วยที่ควรระมัดระวัง คือ คนที่เคยผ่าตัดแล้วเกิดพังผืด มีแผลไฟไหม้ แผลเป็น เพราะจะทำให้เกิดความร้อนมาก รวมถึงคนใส่ลิ้นหัวใจเทียม คนที่มีอุปกรณ์โลหะในร่างกาย โดยระยะเวลาในการรักษาแต่ละครั้งอยู่ที่ประมาณ 40 นาทีถึง 1 ชั่วโมง.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 22 มีนาคม 2557

——————————————————————-

Related Article :

.

manager140320_001a

ผู้ป่วยเฮ! รพ.จุฬาภรณ์ใช้ “Hyperthermia” ทำลายมะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ทุกระยะ

ผู้ป่วยมะเร็งเฮ! รพ.จุฬาภรณ์ นำเข้าเครื่อง Thermotron-RF8 ราคากว่า 50 ล้านบาท ใช้ความร้อน 43 องศา ทำลายเซลล์มะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ทุกระยะโรค ร่วมกับการรักษาแนวทางอื่น ระบุให้ผลดียิ่งขึ้น ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงบริการ เตรียมให้การรักษาสิ้น เม.ย.

วันนี้ (20 มี.ค.) ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร ผอ.รพ.จุฬาภรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงเครื่องเทอโมตรอน-อาร์เอฟแปด (Thermotron-RF8) ซึ่งเป็นเครื่องมือรักษามะเร็งทางเลือกใหม่ ว่า เครื่องดังกล่าวเป็นการรักษามะเร็งด้วยความร้อน เรียกว่า “ไฮเปอร์เธอร์เมีย” (Hyperthermia) นับเป็นอีกทางเลือกในการใช้ร่วมกับการรักษาในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้ยาเคมีบำบัด โดยเครื่อง Thermotron-RF8 นั้นนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งมีการใช้มานานกว่า 20 ปี ราคาประมาณ 50 ล้านบาท มีศักยภาพใช้งานได้เป็น 10 ปี ทั้งนี้ โรงพยาบาลได้นำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้การรักษา รวมทั้งวิจัยศึกษา เป็นการพัฒนาการรักษาเพื่อก้าวสู่ศูนย์รักษามะเร็งครบวงจร (Comprehensive Cancer Center) และทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการรักษามากขึ้น ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธาน รพ.จุฬาภรณ์ ว่าให้ทำทุกอย่างเพื่อช่วยผู้ป่วยคนไทยได้รับโอกาสการรักษาทัดเทียมต่างประเทศ

ศ.นพ.พิทยภูมิ กล่าวว่า หลักการทำงานของเครื่องคือ การใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ให้พลังงานความร้อนที่อุณหภูมิ 43 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำลายเซลล์มะเร็งได้ เนื่องจากเซลล์มะเร็งเป็นเนื้อร้าย ไม่มีความยืดหยุ่นทำให้เก็บกักความร้อนจนทำลายตัวเอง ขณะที่เนื้อเยื่อปกติมีความยืดหยุ่นจะถ่ายเทความร้อนออกสู่ร่างกายเอง โดยไม่ส่งผลใดๆ ทั้งนี้ สามารถทำลายได้ทั้งเซลล์มะเร็งที่อยู่ไม่ลึกจากผิวหนัง และลึกลงไปภายในร่างกาย ใช้ทำการรักษาได้ในเกือบทุกตำแหน่งอวัยวะ แต่เป็นแบบเจาะจงได้ตรงตำแหน่งก้อนเนื้องอก ทำให้มีขนาดก้อนที่เล็กลงหรือหยุดการเจริญเติบโต และรักษาได้ทุกระยะ เป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิด

manager140320_001b

“การทำงานจะได้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาแนวอื่น ทั้งการฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งข้อดีคือช่วยให้ผู้ป่วยไม่ทรมาน ลดผลข้างเคียงจากการรักษาแนวอื่น เช่น ลดการฉายรังสีเหลือ 50-60% แต่ผลการรักษาเท่ากัน อาการข้างเคียงไม่มี ซึ่งเดิมทีหากฉายรังสี 100% ผู้ป่วยอาจรับไม่ไหว หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องตับอ่อนจะรักษายากมาก เพราะผ่าตัดหรือฉายรังสีไม่ได้ ต้องใช้เคมีบำบัด ซึ่งอาจได้ผล 30-40% แต่หากใช้วิธีนี้ร่วมด้วย จะทำให้ผลการรักษาเพิ่มขึ้นอีก” ผอ.รพ.จุฬาภรณ์ กล่าว

ศ.นพ.พิทยภูมิ กล่าวว่า ข้อควรระวังคือผู้ป่วยที่มีการผ่าตัดและบริเวณผิวหนังมีพังผืด เนื่องจากความร้อนจะกระทบต่อผิวหนังมีอาการแดงได้ แต่ที่ควรหลีกเลี่ยงคือกลุ่มที่มีการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจหรือผ่าตัดใส่โลหะ อาจมีผลต่อการใช้เครื่องนี้ ทั้งนี้ โรงพยาบาลจะเปิดรักษาผู้ป่วยด้วยเครื่องดังกล่าวใน เม.ย.2557 สำหรับสิทธิการเบิกจ่ายได้นั้น ขณะนี้ได้เพียงสิทธิสวัสดิการข้าราชการ แต่ไม่ทั้งหมด ส่วนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และประกันสังคม ยินดีรับผู้ป่วยเข้ารักษา แต่ต้องให้ต้นสังกัดส่งต่อ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 มีนาคม 2557

วิตามินเอทำเซลล์มะเร็งอ่อนแอ

ในอนาคตหนทางการรักษาโรคมะเร็งคาดว่าจะสดใสขึ้นเรื่อยๆ เหตุจากมีการค้นคว้าวิจัยเพื่อเอาชนะโรคร้ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์คแห่งอังกฤษ พบประโยชน์ของวิตามินเอ สามารถสู้รบกับเซลล์มะเร็งได้

ศาสตราจารย์นอร์แมน เมตแลนด์ หนึ่งในทีมวิจัยเล่าว่า ความเชื่อมโยงดังกล่าวถูกพบจากกรณีศึกษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินเอเพียงพอจะส่งผลให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอ เมื่อเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัดก็จะให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ที่เป็นเช่นนั้น ศาสตราจารย์นอร์แมน ระบุว่า ในอนุพันธ์วิตามินเอมีกรดชนิดหนึ่ง ชื่อ เรทิโนอิก มีผลทำให้เซลล์มะเร็งเกิดการเปลี่ยนแปลง ทีมวิจัยจึงมีข้อสรุปว่า ก่อนทำเคมีบำบัด หากผู้ป่วยมีระดับวิตามินเอต่ำ เซลล์มะเร็งก็จะเหลือรอดหลังทำการรักษา แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ป่วยมีระดับวิตามินเอมากพอ การทำเคมีบำบัดก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังมีข้อเสนอไปยังแพทย์ว่า แม้โดยปกติแพทย์จะใช้วิตามินเอกำจัดเซลล์มะเร็ง ทว่าทีมวิจัยเห็นควรให้ใช้วิตามินเอในด้านการปรับเปลี่ยนเซลล์มะเร็งจากวิธีที่กล่าวในงานวิจัยประเด็นนี้

อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์นอร์แมน ยืนยันว่า การค้นพบประสิทธิภาพของวิตามินเอที่ทำให้เซลล์มะเร็งอ่อนแอนี้ เป็นเรื่องที่ศึกษากันในระดับเซลล์ ซึ่งมิได้มีผลเชื่อมโยงว่าการบริโภควิตามินเอแล้วจะลดความเสี่ยงป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่แต่อย่างใด

ที่อังกฤษแต่ละปีแพทย์จะพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากราว 41,000 ราย โดยร้อยละ 80 จากจำนวนดังกล่าวสามารถมีชีวิตอยู่รอดไปได้ราวห้าปี ขณะที่ตัวเลขของผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ก็มีสูงถึง 10,000 รายต่อปี ฉะนั้นผลวิจัยเรื่องนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากบ้าง.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 17 กันยายน 2555

เคมีบำบัดรักษามะเร็ง น่ากลัวจริงหรือ

พอกล่าวถึงการให้ยาเคมีบำบัด เพื่อรักษาโรคมะเร็ง หลายคนก็ขยาดเสียแล้ว อาจเพราะชื่อ หรือเพราะเรื่องราวที่เคยได้ยินได้เจอในละครที่มักนำเสนอภาพผู้ป่วยผมร่วง กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ดูทุกข์ทรมาน แต่แท้จริงแล้วเคมีบำบัดรักษามะเร็งน่ากลัวจริงหรือไม่ แล้วมีผลข้างเคียงอย่างไร เรื่องนี้เภสัชกรชี้แจงว่า…

เคมีบำบัด คือ การรักษาโรคมะเร็งด้วยยา ซึ่งยาที่ใช้อาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดร่วมกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค สำหรับวิธีการให้ยาก็มีหลายวิธีเช่นกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและชนิดของยา มีทั้งให้โดยการรับประทาน และการฉีด ยาเคมีบำบัดออกฤทธิ์โดยไปทำลายเซลล์มะเร็งและยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ดังนั้นอาจมีผลกระทบต่อเซลล์ปกติที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์และแบ่งตัวเร็ว ทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดได้

ผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดที่พบบ่อย ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย อาการคลื่นไส้และอาเจียน ปวดเมื่อยตามร่างกาย ผมร่วง การติดเชื้อ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะซีด หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ แผลที่เยื่อบุภายในช่องปาก ท้องผูก หรือถ่ายเหลว โดยผลข้างเคียงดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ป่วยบางรายเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยที่ให้ยาเคมีบำบัดต้องมีอาการเหล่านี้ทั้งหมด และอาการดังกล่าวมักเป็นเพียงแค่ชั่วคราวพอหมดฤทธิ์ของยาเคมีบำบัดแล้วอาการต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ความรุนแรงของผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับยาที่ใช้ ระยะเวลาที่ได้รับยา และสภาวะร่างกายของผู้ป่วย

ผลข้างเคียงเหล่านี้มีหลายอย่างที่ป้องกันได้ โดยแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้พิจารณาให้ยา หรือมาตรการในการป้องกัน และจะให้ข้อมูลที่ละเอียดแก่ผู้ป่วยก่อนการให้ยา นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างน้อย และมีแนวทางและยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาผลข้างเคียงต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ยาที่ใช้รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการได้รับยาเคมีบำบัด ซึ่งในปัจจุบันมียากลุ่มนี้หลายขนานที่สามารถควบคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดีมากเป็นต้น

สำหรับผู้ป่วยควรพูดคุยกับแพทย์ผู้ให้การรักษาหรือพยาบาลผู้ดูแลให้เข้าใจ จะช่วยลดความวิตกกังวลลง และนอกจากนี้ควรมีการเตรียมตัวก่อนการให้ยาโดยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ ควรรับประทานอาหารที่รสไม่จัด ย่อยง่าย และดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สงบ คลายความวิตกกังวลลง ผลข้างเคียงบางอย่างก็จะลดลงไปด้วย

สงสัยเรื่องการใช้ยาปรึกษาเภสัชกรโดยตรงที่
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารด้านยา โรงพยาบาลเวชธานี
โทร. 0 2734 0390 ต่อ 1220 ทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

ที่มา: ไทยรัฐ 1 สิงหาคม 2555

ความหวังใหม่ของการรักษาโรคมะเร็ง

ทุกวันนี้มะเร็งยังคงเป็นโรคร้ายที่ทุกคนยังคงหวาดกลัวอยู่ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีโรคมะเร็งบางชนิดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ รวมทั้งยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมายในการรักษามะเร็ง อย่างไรก็ตามผลการรักษามะเร็งในหลาย ๆ ชนิดยังคงมีผลลัพธ์จำกัดอยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยจำเป็นต้องขวนขวายหาแนวทางการรักษาในรูปแบบอื่น ๆ เพื่อสนองตอบต่อความคาดหวังที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีนักจากผู้ให้บริการ แต่อย่างไรก็ดีในความเป็นจริงแล้วในวงการแพทย์ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบในการรักษาโรคมะเร็งไปอย่างมากมายจนจัดได้ว่า เป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคมะเร็งหากว่าได้นำรูปแบบและเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหล่านั้นมาใช้กับผู้ป่วยอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่จัดได้ว่าเป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคมะเร็ง สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1.การรักษามะเร็งด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีการรักษา (Integrative Treatment of Cancer) ในปัจจุบันวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของการรักษามะเร็งมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ของมะเร็งวิทยาเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชี่ยวชาญในด้านเวชพันธุศาสตร์ที่ทำให้วงการแพทย์ได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างยีนส์ พันธุกรรม ภูมิคุ้มกันวิทยา จนนำไปสู่การผลิตยารักษามะเร็งที่เฉพาะเจาะจง (Targeted Cancer Therapy) ที่ได้ผลในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยตรงโดยไม่มีการทำลายเซลล์ปกติเหมือนเช่นในเคมีบำบัด นอกจากนี้ยังมีการใช้ฮอร์โมนในการรักษามะเร็งเต้านม การใช้วัคซีนมะเร็ง (Dendritic Cell vaccine) ในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง

เทคโนโลยีที่สำคัญในการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน อาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการรักษาทางมะเร็งวิทยาโดยเฉพาะ กลุ่มการรักษาเพื่อการประคับประคอง และกลุ่มการรักษาเสริม การรักษาที่จะส่งผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจำเป็นต้องมีการบูรณาการเทคโนโลยีทั้งสามกลุ่มเหล่านี้เข้ามาใช้ร่วมกันในระยะเวลาที่เหมาะสมของขั้นตอนการดำเนินโรคของมะเร็ง เทคโนโลยีทั้ง 3 กลุ่ม จะเป็นไปตามแผนภาพที่ 1 ดังนี้

2. การวางแผนเฉพาะตัวในการรักษามะเร็งโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ของโรคมะเร็ง (Multi Disciplinary Team หรือ MDT)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าปัจจุบันเทคโนโลยีในการรักษามะเร็งมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก จนเกินกว่าจะใช้แพทย์ผู้ชำนาญเพียงคนเดียวในการรักษา รวมทั้งการบูรณาการเทคโนโลยีในการรักษามะเร็งดังที่ได้กล่าวไปแล้วจะได้ผลลดลงไป ถ้าการรักษาแต่ละอย่างได้ให้แก่ผู้ป่วยในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสมของโรค หรือระยะเวลาที่เหมาะสมได้ผ่านเลยไปแล้ว และไม่สามารถถอยกลับมาได้ การบูรณาการการรักษาที่เหมาะสมจะต้องได้รับการวางแผนการรักษา โดยทีมผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ของมะเร็งวิทยาเพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและในเวลาที่ถูกต้อง ผู้เชี่ยวชาญที่รวมอยู่ในคณะกรรมการนี้ประกอบด้วย ศัลยแพทย์โรคมะเร็ง นรีแพทย์โรคมะเร็ง อายุรแพทย์โรคมะเร็ง พยาธิแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวินิจฉัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชพันธุศาสตร์ พยาบาลผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็ง ฯลฯ ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับการวางแผนการรักษาจากคณะกรรมการโดยผ่านการพิจารณาและอภิปรายถึงผลดีผลเสีย คุณภาพชีวิต ผลลัพธ์ทางการรักษา และความคาดหวังของผู้ป่วย รวมทั้งสภาวะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ ผลลัพธ์สุดท้ายจะได้เป็นแผนเฉพาะตัวในการรักษาผู้ป่วยซึ่งมีรายละเอียดของเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาบูรณาการเพื่อการรักษาผู้ป่วยร่วมกับขั้นตอนที่เหมาะสมในการให้การรักษาแต่ละอย่าง รวมทั้งแผนการติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่องโดยคณะกรรมการ ซึ่งแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นโรคมะเร็งเหมือนกันในระยะของโรคที่เท่ากันก็ตาม เพราะสภาวะทางพันธุกรรม ความคาดหวัง และรายละเอียดอย่างอื่นที่แตกต่างกันส่งผลทำให้แผนการรักษามีความแตกต่างกันไป

จากงานวิจัยของ Abdulrahman Jr. แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ประเทศอังกฤษ ระบุว่าการวางแผนการรักษาโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจะช่วยให้คุณภาพการรักษาผู้ป่วยดีขึ้น อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงอีกด้วย นอกจากนี้จากการเปรียบเทียบรูปแบบการดูแลผู้ป่วย ที่ได้รับการดูแลผู้ป่วยในแบบเดิม คือ การมีแพทย์เจ้าของไข้ดูแลให้การรักษาและมีการปรึกษาไปยังแพทย์ในสาขาอื่นตามดุลพินิจของแพทย์เจ้าของไข้ เปรียบเทียบกับรูปแบบการวางแผนการรักษาตั้งแต่ต้นโดยคณะกรรมการพบว่า ผู้ป่วยจำนวน 296 คน ที่เป็นมะเร็งในระบบทางเดินปัสสาวะที่ได้รับการดูแลในรูปแบบเดิมเมื่อเปลี่ยนเข้ามาสู่รูปแบบการรักษาด้วยคณะกรรมการต้องมีการเปลี่ยนผลการวินิจฉัยไปถึง 20% และเปลี่ยนการรักษาถึง 44% จากผลสรุปในงานวิจัยดังกล่าวพบว่า การวางแผนการรักษาจาก MDT จะมีความแน่นอน และส่งผลลัพธ์ที่ดีว่าผลรวมของความคิดเห็นที่มาจากแต่ละคน โดยไม่อยู่รวมทีมในการอภิปราย และออกความคิดเห็นร่วมกันในลักษณะของการสื่อสารสองทางอย่างรอบด้าน

ดังนั้น การรักษาโรคมะเร็งแบบบูรณาการซึ่งถูกวางแผนตั้งแต่ต้นโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ทางโรคมะเร็งจึงถือได้ว่า เป็นความหวังใหม่ของการรักษาโรคมะเร็งซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในศูนย์การรักษาโรคมะเร็งขนาดใหญ่ในประเทศแถบยุโรปและอเมริกาในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก ดร.นพ.เกริกยศ ชลายนเดชะ ประธานคณะกรรมการร่วมเพื่อการรักษาโรคมะเร็งในโรงพยาบาลพญาไท 1 : คณะกรรมการร่วมเพื่อการรักษาโรคมะเร็งในโรงพยาบาลพญาไท 1 / http://www.phyathai.com

นายแพทย์ สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 13 พฤษภาคม 2555

น่าจับตาแนวทางใหม่ ‘สู้โรคมะเร็ง’ ใช้ความเย็น ผ่าตัด

มะเร็ง ยังคงเป็นโรคร้ายแรงที่ผู้คนทั่วโลกหวาดกลัว ขณะที่ในวงการแพทย์ ทั้งแผนโบราณ แผนปัจจุบัน ทั้งซีกโลกตะวันตก ซีกโลกตะวันออก ต่างก็พยายามที่จะหาวิธี ’สู้มะเร็ง“ ให้ได้ผลดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม และเมื่อเร็ว ๆ นี้ แพทย์จีนรายหนึ่งคือ ศ.นพ.สูเค่อ เฉิน ประธานโรงพยาบาลมะเร็งฟูต้า เมืองกวางเจา ได้มาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในไทย เกี่ยวกับวิธีสู้โรคมะเร็งอีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีการระบุว่าเป็นวิธีที่ผ่านการรับรอง ทั้งโดยองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) และองค์การอาหารและยาของจีน ในปี ค.ศ. 1999

และทางโรงพยาบาลมะเร็งฟูต้าได้เริ่มใช้วิธีนี้ในปี ค.ศ. 2000 ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกที่สนใจรับการรักษาด้วยวิธีนี้แล้วกว่า 7,000 คน โดยเป็นวิธีที่ถูกใช้ในการสู้กับมะเร็งชนิดต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 34 ชนิด

วิธีดังกล่าวนี้คือการ ’ผ่าตัดด้วยความเย็น

แนวทางการสู้กับมะเร็งโดยการผ่าตัดด้วยความเย็น (Cryosurgery Therapy) นี้ มีการแจกแจงสรุปได้ว่า…เป็นการสู้กับมะเร็งโดยทำลายมะเร็งด้วยกลไกการแข็งตัวและการละลาย โดยวิธีผ่าตัดแบบนี้จะออกฤทธิ์ทำลาย 2 ช่วงคือ ช่วงแรก เป็นการออกฤทธิ์ทันที โดยจะออกฤทธิ์ทำให้มีการแข็งตัวและเกิดการละลายของเซลล์ ช่วงหลัง จะทำให้เส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็งหยุดการทำงานอย่างช้า ๆ เพื่อจะทำให้มะเร็งตาย

“อุณหภูมิที่ต่ำกว่า -40 องศาเซลเซียส จะทำให้น้ำในเซลล์กลายเป็นผลึกน้ำแข็ง ส่งผลให้เซลล์ตายในทันที นอกจากนี้ ยังทำลายเส้นเลือดฝอยที่เลี้ยงเซลล์มะเร็งไปด้วย แต่ในการรักษาของโรงพยาบาลมะเร็งฟูต้าจะใช้ความเย็นที่มากกว่านี้อีก เพื่อการรักษาที่ดียิ่งขึ้น”…ศ.นพ.สูเค่อ กล่าว

พร้อมทั้งบอกอีกว่า…กระบวนการดังกล่าวนี้จะทำผ่านเครื่องทำความเย็น (Cryocare) ซึ่งจะมีเข็มสำหรับแทงเข้าไปที่ก้อนมะเร็งโดยตรง โดยเข็มแรกที่แทงลงไปเครื่องจะปล่อย ก๊าซอาร์กอน (Argon) ซึ่งทำให้เกิดความเย็น -140 ถึง -160 องศาเซลเซียส และพักไว้ 5-10 นาที แล้วเครื่องก็จะดึงเข็มออก จากนั้นเครื่องจะค่อย ๆ แทงอีกเข็มลงไปที่เดิม โดยคราวนี้จะปล่อย ก๊าซฮีเลียม (Helium) ซึ่งทำให้เกิดความร้อนไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส เพื่อให้น้ำแข็งในเซลล์มะเร็งละลาย แล้วเซลล์มะเร็งที่ถูกความเย็นก็จะละลายไปด้วย อย่างไรก็ตาม การสู้กับมะเร็งในรูปแบบนี้ จะสามารถทำได้คราวละไม่เกิน 2 ครั้ง ถ้ามากกว่านี้ร่างกายจะรับไม่ไหว

ศ.นพ.สูเค่อ ระบุถึงการสู้มะเร็งด้วยวิธีนี้ต่อไปว่า…วิธีนี้มีเงื่อนไขสำคัญคือ ก้อนมะเร็งในร่างกายจะต้องมีไม่เกิน 5 จุด และแต่ละจุดมีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร โดยการผ่าตัดด้วยความเย็นนี้ใช้ได้กับมะเร็งเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น…มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งไต มะเร็งรังไข่ มะเร็งช่องปาก มะเร็งอัณฑะ มะเร็งมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งช่องคลอด มะเร็งตับอ่อน มะเร็งเต้านม มะเร็งกล้ามเนื้อ มะเร็งกระดูก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งผิวหนัง มะเร็งผิวหนังชั้นนอก มะเร็งผิวหนังระยะเริ่มต้น มะเร็งหัวและคอ มะเร็งลูกตา

วิธีผ่าตัดด้วยความเย็นนี้ ระหว่างที่ทำแพทย์จะสามารถมองเห็นเข็มความเย็นอย่างชัดเจนตลอดเวลา โดยเป็นการจัดการที่ก้อนมะเร็งโดยตรง ซึ่งจะไม่เกิดผลข้างเคียงเหมือนการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา และหลังการผ่าตัดแผลจะหายเร็ว โดยปกติผู้ที่ผ่าตัดจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 2-3 วันหลังการผ่าตัด

ศ.นพ.สูเค่อ บอกว่า…ที่ผ่านมาโรงพยาบาลมะเร็งฟูต้าได้ดำเนินการด้วยวิธีนี้ให้ผู้ป่วยมะเร็งตับ ให้มีชีวิตอยู่ได้ 3 ปี ประมาณ 52% มีชีวิตอยู่ 5 ปี ประมาณ 28.2%, ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้ 1 ปี ประมาณ 68% มีชีวิตอยู่ 3 ปี ประมาณ 34%, ผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้าย มีชีวิตอยู่ได้ 1 ปี ประมาณ 63.1% มีชีวิตอยู่ 3 ปี ประมาณ 13% ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการนั้น การทำครั้งแรก ค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000-500,000 บาท ถ้าดำเนินการครบคอร์ส ค่าใช้จ่ายประมาณ 700,000-800,000 บาท

วิธีผ่าตัดด้วยความเย็นนี้ มีการระบุว่า เคยผ่าตัดให้คนไทยด้วย เมื่อปี ค.ศ. 2011 มีกว่า 100 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยมะเร็งตับมากที่สุด รองลงมาคือมะเร็งปอด และมะเร็งตับอ่อน ตามลำดับ และขณะนี้ทางโรงพยาบาลมะเร็งฟูต้ามีโครงการจะดำเนินการให้ผู้ป่วยมะเร็งคนไทยที่มีฐานะยากจนจำนวน 10 ราย โดยจะช่วยเหลือเฉพาะในส่วนของค่าผ่าตัดด้วยความเย็น ผ่านโรงพยาบาลในไทย 2 แห่งคือ โรงพยาบาลมูลนิธิเทียนฟ้า โรงพยาบาลหัวเฉียว ซึ่งกับกรณีนี้ติดต่อสอบถามได้ที่ผุสดี คีตวรนาฎ โทร. 08-1208-2842

ทั้งนี้ กับที่มาของวิธีการผ่าตัดด้วยความเย็นนี้ ศ.นพ.สูเค่อ บอกว่า…มาจากเทคโนโลยีอวกาศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างการเดินทางของยานอวกาศจะต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงมาก นักวิทยาศาสตร์อเมริกาจึงนำทฤษฎีของโทมัส-จูล (Thomas-Joule) ทฤษฎีที่ใช้การหมุนเวียนของก๊าซอาร์กอนเพื่อให้ได้อุณหภูมิที่ต่ำมาก มาประยุกต์ใช้ เพื่อควบคุมอุณหภูมิด้านในของยานอวกาศ ซึ่งบริษัทด้านการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่งได้นำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ประดิษฐ์เครื่องมือ จนเป็นที่มาของการสู้กับมะเร็งโดย ’ผ่าตัดด้วยความเย็น“

และนี่ก็เป็นอีกความเคลื่อนไหวในการ ’สู้มะเร็ง“

จะแพร่หลายแค่ไหน-อย่างไร…ก็ต้องตามดูกัน…

ที่มา: เดลินิวส์ 30 มีนาคม 2555

HER2 ตรวจชิ้นเนื้อร้าย ความหวังใหม่ รักษามะเร็งหายขาด

ยังคงเป็นโรคร้ายที่กำจัดไม่ได้เด็ดขาดเสียที สำหรับมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ถือว่ามีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคนี้สูงที่สุด เป็นอันดับ 1 แต่ส่วนใหญ่การรักษาที่ผ่านมา จะเกิดปัญหาเรื่องการให้ยาที่ยังไม่ถูกต้องกับชนิดของมะเร็งที่เป็น  จึงมีการศึกษา และพัฒนาให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างล่าสุด ก็มีการคิดค้นเครื่องตรวจชิ้นเนื้อแบบใหม่ โดยตรวจที่ผลของ ‘HER2’  ซึ่งมีประโยชน์ต่อการรักษาอย่างมาก

HER2 (Human Epidermal Growth Receptor 2) เป็นโปรตีนที่พบได้บนพื้นผิวเซลล์ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอัตราการเติบโตของเซลล์ และการแบ่งเซลล์ เมื่อร่างกายเกิดการผลิต HER2 มากเกินไป ก็จะทำให้การเติบโตของเนื้องอกรวดเร็วผิดปกติ ซึ่งตัวเครื่องตรวจจะทำหน้าที่ในการประมวลผลบอกว่า ชิ้นเนื้อที่ตรวจเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ อีกทั้งยังบอกลักษณะของเซลล์ได้ด้วย เพราะแต่ละคนที่เป็นโรคนี้ มีสาเหตุของการเกิดโรคที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องรู้ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องตามแต่ละบุคคล อีกทั้งเครื่องนี้ยังสามารถตรวจโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องตรวจยีนส์ หรือโครโมโซมได้ด้วย  ไม่เฉพาะว่าต้องเป็นโรคมะเร็งอย่างเดียว โดยการตรวจรูปแบบนี้เรียกว่า ISH  คือการตรวจแบบระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบตัวแรก ที่เรียกว่า Dual-in-Situhybridization (DISH)

ทั้งนี้ข้อจำกัดก็มีอยู่บ้าง เพราะมะเร็งบางชนิดก็ยังไม่สามารถใช้การตรวจด้วยวิธีนี้ได้ ส่วนมะเร็งที่เกิดขึ้นทั่วไป อาทิ มะเร็งเต้านม ต่อมน้ำเหลือง  ปอด ลำไส้ ปากมดลูก ฯลฯ นั้นสามารถตรวจได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจจะอยู่ที่ 10,000 บาท ต่อเคส ใช้เวลาในการตรวจไม่เกิน 6 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 1-3 วันกว่าจะรู้ผล

สำหรับการตรวจแบบ Auto ด้วยเครื่องนี้ มีผลการวิจัยออกมาแล้วว่าผู้หญิงประมาณ 800,000 คน/ปี จะได้รับการวินิจฉัยที่ดีมากขึ้น อีกทั้ง ในประเทศไทยเอง ก็มีการนำเข้าเครื่องตรวจชิ้นเนื้ออัตโนมัตินี้มาหลายโรงพยาบาลแล้ว ถือว่าเป็นอีก 1 ความหวังที่ช่วยในการรักษาโรคมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น ส่วนจะรักษาได้หายขาดทุกคนหรือไม่ ก็ต้องอยู่ที่ระยะการเป็นของเนื้อร้าย รวมถึงการให้ยาในการรักษาที่ถูกต้องด้วย.

 

ที่มา: ไทยรัฐ 16 กุมภาพันธ์ 2555