อ้วนมาก–หิวมาก–ปรับปรุงอย่างไร ?

dailynews140202_003aปัจจุบันคนอ้วนที่ไม่ได้มีโรคที่ทำให้อ้วน ไม่มีความไม่ปกติของฮอร์โมนแต่อ้วนเพราะหิวบ่อย มีความนิยมรสนิยมอาหารเป็นเลิศ ทานอาหารทุกประเภท ทุกอาหารประจำชาติ ไม่ว่าไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี หรืออาหารตะวันตก อ้วนประเภทต่อเนื่อง หยุดอ้วนไม่ได้ ห้ามใจไม่ได้ แพทย์มีทางช่วยได้คือ เสนอการผ่าตัดที่เรียก Bariatric หรือ weight loss surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน ซึ่งเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะให้ผลการรักษาที่ชัดเจน

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด คือในผู้ป่วยที่มี BMI 37 ขึ้นไป หรือ BMI 32 ร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

หมายเหตุ : body mass index (BMI) คือน้ำหนักตัว เป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร ยกกำลังสอง

โรคอ้วนมาจากปัจจัยที่ซับซ้อน เป็นผลร่วมกันระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน การสันดาปของร่างกาย และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันประชากรโลกประสบกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยที่ทั่วโลกมีผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินอยู่ประมาณ 1.7 ล้านล้านคน ซึ่งถือเป็นภาวะที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างมากเพราะก่อให้เกิดโรคที่ร้ายแรงหลายโรคตามมา เช่น เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มอุบัติการณ์เกิดมะเร็งของมดลูก ลำไส้ใหญ่ และเต้านม มีผู้ป่วยหลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน หลายๆวิธี เช่น ออกกำลังกาย ลดอาหาร รับประทานยาลดความอ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถลดความอ้วนได้

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับผู้ป่วยโรคอ้วน โดยวิธีการผ่าตัดลดความอ้วน ซึ่งในต่างประเทศใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว

การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัด เป็นวิธีเดียวที่จะคงผลของการลดน้ำหนักได้ในระยะยาว  (Sustain weight loss) การควบคุมน้ำหนักโดยการงดอาหาร การใช้ยา และการออกกำลังกายจะได้ผลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหยุดควบคุมก็อาจมีโอกาสกลับมาอ้วนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้

การผ่าตัดลดความอ้วน (Bariatric Surgery)  ได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์และสถาบันสุขภาพชั้นนำทั่วโลก เช่น U.N., WHO, American Academy of Family Practice เป็นต้นว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ผลมากที่สุด วัตถุประสงค์การผ่าตัด คือการลดการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง และช่วยให้โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ หายไปหรือดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และชีวิตยืนยาวเทียบเท่ากับคนปกติ

dailynews140202_003b

การผ่าตัดลดความอ้วนโดยใช้กล้อง มีอยู่ 3 วิธีคือ

1. Roux-en-Y gastric bypass (RYGB) หรือ Gastric Bypass (การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก
คือ การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก และตัดเอาลำไส้ส่วนล่างเข้าไปต่อใหม่ ตัดต่อเหมือนทำสะพานข้ามช่วงที่ดูดซึมไขมัน หรือสารอาหารบางอย่างที่ทำให้อ้วนออกไป ย่นระยะทางที่ทำให้อาหารอยู่ในลำไส้สั้นลง เพื่อลดปริมาณการรับประทานอาหารและลดการดูดซึมอาหาร การผ่าตัดแบบบายพาสนี้ เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน ซึ่งพบว่า สามารถช่วยให้น้ำหนักลงได้ดี มีผลอยู่นาน จึงเป็นวิธีผ่าตัดที่วงการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ป่วยต้องทานวิตามินเสริมให้มากทั้งวิตามิน บี 12 วิตามินรวม และแคลเซียม เนื่องจากร่างกายจะมีศักยภาพในการดูดซึมสารอาหารน้อยลงหลังผ่าตัด

2. Gastric Sleeve (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม)
คือ การผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม (Sleeve Gastrectomy) โดยตัดกระเพาะส่วนล่างออกไปจากร่างกาย คนไข้จะมีขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และเนื่องจากกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการหิวถูกตัดออกไป ทำให้ไม่รู้สึกหิว และรู้สึกอิ่มไวขึ้น

3. Adjustable gastric banding (AGB) หรือ Gastric Banding (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ)
คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ (Silicone Band) ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดกระเพาะได้ตามความต้องการนำไปวาง และรัดไว้ที่ขั้วของกระเพาะอาหาร โดยด้านในของ Banding จะมีบอลลูนเชื่อมต่อกับท่อที่เรียกว่า Port ซึ่งจะนำมาวางไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับ Port ที่ให้เคมีบำบัด ซึ่ง Port นี้ใช้สำหรับฉีดน้ำเกลือเข้าไป หรือดูดออก เพื่อให้บอลลูนโป่งขึ้น-แฟบลง เมื่อบอลลูนโป่งจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง แต่ถ้ารับประทานอาหารไม่ได้ ร่วมกับมีอาการอาเจียน ก็ดูดน้ำเกลือออกได้ เพื่อให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมาพบแพทย์ทุก 3 เดือนหลังทำการผ่าตัด เพื่อปรับหาปริมาตรของน้ำเกลือที่ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ดี และรับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพ

*ก่อนการตัดสินใจแนะนำให้ผ่าตัด แพทย์ต้องมีการประเมินภาวะร่างกาย รวมทั้งสุขภาพจิตและความเข้าใจในเรื่องการรักษาของผู้ป่วยให้ชัดเจนด้วย เพราะการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความสวยงามแต่เพื่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยต้องร่วมมือกับแพทย์ในการทำตามเงื่อนไข เช่น ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมด้วย จึงจะเป็นผลสำเร็จ

ข้อมูลจาก พ.อ.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป รพ.พญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

3 ข้อเท็จจริงของ ‘โรคอ้วน’ ที่ควรรู้

บางคนเข้าใจว่า คนอ้วนทุกคนเป็นโรคอ้วน และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็มักจะป่วยด้วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน หากอยากรักษาจริงจังก็แค่ไปหาหมอเพื่อขอผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร…เหล่านี้ เป็นความเข้าใจที่ยังไม่กระจ่างชัด

สำหรับข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคอ้วนจากงานสัมมนา “แพทย์เตือนภัย…หยุดภาวะโรคอ้วน กรณีศึกษาจากประสบการณ์จริง” โดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่ง พญ.กัญชนา ง้าวสุวรรณ อายุรแพทย์ เผยคำจำกัดความของโรคอ้วน คือ ต้องอ้วนก่อนเป็นโรค อ้วนแล้วเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา และมีภาวะไขมันในร่างกายเกินภาวะปกติ

แต่คนที่ดูอ้วนใช่ว่าจะเป็นโรคอ้วนทุกคน เนื่องจากบางคนแค่มีลักษณะโครงสร้างกล้ามเนื้อมากเท่านั้น จึงทำให้น้ำหนักตัวมากนั่นเอง

ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคแทรกซ้อนของคนที่เป็นโรคอ้วน ไม่ได้มีเพียงแค่โอกาสเสี่ยงป่วยโรคหัวใจ โรคเบาหวาน เท่านั้น โดย พญ.กัญชนา เตือนว่า คนอ้วนน้ำหนักเกินมาตรฐานมากๆ เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า

พญ.กัญชนา ไล่เรียงว่า มีทั้งไมเกรน เส้นเลือดสมองอุดตัน หยุดหายใจขณะหลับ ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะผิดปกติ เส้นเลือดดำบกพร่อง ไขมันสะสมในเส้นเลือด ภาวะไขมันเกาะตับ(ของเสียสะสม) กรดไหลย้อน โรคข้อและเข่า ซีสต์ในรังไข่ เสี่ยงมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งตับอ่อน มะเร็งไต ทั้งนี้ หากสามารถลดความอ้วนได้ โรคแทรกต่างๆ ก็มีโอกาสหายได้สูง

สำหรับตัวชี้วัดน้ำหนักว่าอยู่ในเกณฑ์ใด นิยมใช้ดัชนีมวลกาย หรือ BMI (คิดคำนวณโดยนำน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงเป็นเซนติเมตรกำลังสอง) ทั้งนี้ รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญภาควิชาศัลยศาสตร์ ระบุว่าการรักษาโรคอ้วน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มค่า BMI ไม่เกิน 35 จะใช้วิธีควบคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง น้ำตาลและไขมัน ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

แต่ผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 หรือ มากกว่า 35 ร่วมกับมีโรคแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดัน การรักษาจะใช้วิธีศัลยศาสตร์ ด้วยหลัก ‘ลดขนาดกระเพาะ’ และ ‘ลดการดูดซึม’ ซึ่งทำการผ่าตัดได้ 3 วิธี คือ ‘รัดกระเพาะ’ โดยใช้ซิลิโคนทางการแพทย์รัดส่วนต้นของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็ว ‘การตัดกระเพาะส่วนใหญ่ที่ขยายได้ออก’ ให้เหลือเป็นหลอดของกระเพาะอาหารแทน และ ‘การตัดลดขนาดกระเพาะอาหารและบายพาสลำไส้’ ทำให้กระเพาะมีขนาดเล็ก ส่วนการทำบายพาสช่วยให้น้ำย่อยและอาหารพบกันในระดับที่ไกลลงไปอีก 150 เซนติเมตร

หากอ้วนแล้วเสี่ยงป่วยสารพัดโรคอย่างที่กล่าวไปนั้น ไม่ปล่อยตัวให้อ้วนคงจะดีเสียกว่า.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์ 2 เมษายน 2555