ยาระบาย ไม่สบาย

dailynews141117_01ด้วยความเชื่อที่ว่าคนเราจะต้องมีการขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ทำให้ผู้ที่มีการขับถ่ายน้อยเลือกจะใช้ยาระบายเป็นทางเลือกในการขับถ่าย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายสุขภาพดี แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานยาระบายเป็นประจำมีความเสี่ยง

เดลินิวส์ออนไลน์ รวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนคนที่รับประทานยาระบายช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำมาให้รับทราบก่อนจะสาย จนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วน โดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ในทางการแพทย์พบว่า ความถี่ของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ทุกคนไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่มีเส้นใย จะช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ เป็นการเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ดื่มควรมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ ไม่พองตัว ถ่ายสะดวกและการออกกำลังกาย เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ระบุไว้ว่า ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป รับประทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บไซต์โรงพยาบาลเวชธานี http://www.vejthani.com

ที่มา: เดลินิวส์ 17 พฤศจิกายน 2557

Advertisements

กล้วย ลดความอ้วนได้จริงหรือ ?

dailynews141006_01สังคมในปัจจุบันมองว่า ผู้หญิงที่ดูดี มักมีรูปร่างผอมเพรียว เอวบางร่างน้อย บรรดาสาว ๆ จึงต้องพยายามทำตัวเองให้ผอม สรรหาสูตรวิธีต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ครั้นจะอดข้าวอดน้ำก็ดูจะเป็นวิธีที่ไม่เวิร์กสักเท่าไหร่ การค้นหาวิธีลดความอ้วน โดยการเลือกรับประทานอาหารให้อิ่มท้องแต่ไม่อ้วน จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ลงตัวมากที่สุด

‘กล้วย’ เป็นอีกหนึ่งความนิยมที่บรรดาสาวๆ เลือกทานเพื่อช่วยในการลดความอ้วน จะว่าไปแล้วกล้วยเป็นผลไม้ที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน ตั้งแต่วัยทารก เมื่อเริ่มทานอาหารเสริมได้ สิ่งที่บรรดาแม่ๆ มักเลือกป้อนให้ทาน คือ กล้วยบด เนื่องจากกล้วยเป็นแหล่งของวิตามินบี 6 โดยร่างกายจะนำไปใช้ในการสร้างนอร์อีพิเนฟฟรินและสร้างสารซีโรโทนิน มีส่วนช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทช่วยให้ตื่นตัว สดชื่น มีความสุข ควบคุมความอยากอาหาร ช่วยให้หลับ และมีผลต่อความจำ

อีกทั้งมีเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอ ส่งผลต่อการดูแลผิวพรรณ และเส้นใยอาหารที่ช่วยขัดล้างลำไส้ ป้องกันลำไส้จากเชื้อโรค ใยอาหารในกล้วยเป็นอาหารที่ดีของจุลินทรีย์ที่ดี ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทำให้อุจจาระอ่อนนิ่ม ขับถ่ายได้สะดวก

ต่อข้อสงสัยที่ส่งต่อกันมาเกี่ยวกับการทานกล้วยเพื่อลดความอ้วนเดลินิวส์ออนไลน์ จึงสอบถามข้อเท็จจริงไปยังคุณสุจิตต์ สาลีพันธ์ นักวิชาการสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ พบว่าการทานกล้วยเพื่อลดความอ้วนสามารถทำได้ เพราะกล้วยเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ สามารถทานได้ในขณะที่ท้องว่างโดยไม่เป็นอันตราย แต่การจะเลือกทานผลไม้เพียงอย่างเดียว อาจทำให้ขาดสารอาหารจากหมู่อื่นๆอาทิ คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, เกลือแร่ และไขมัน จึงควรต้องทานควบคู่กันให้ครบทุกหมู่

อีกทั้ง การเลือกทานกล้วยแต่ละชนิด มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ หากเปรียบเทียบจากขนาด กล้วยน้ำว้า 1 ผล = กล้วยไข่ 1 ผล ในขนาดใกล้เคียงกัน = กล้วยเล็บมือนาง 3 ผล = กล้วยหอม3/4 ผล แต่หากวิเคราะห์จากคุณค่าโภชนาการใน 100 กรัม ของเนื้อกล้วยแต่ละชนิด จะให้พลังงานไม่ต่างกันมาก อาทิ กล้วยน้ำว้า 148 กก.แคลอรี่, กล้วยไข่ 140 ก.ก.แคลลอรี่, กล้วยหอม 132ก.ก.แคลลอรี่ และกล้วยหักมุข 113ก.ก.แคลลอรี่ ส่วนกล้วยชนิดอื่นๆ จะมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน ยกเว้น เบต้าแคโรทีนในกล้วยไข่ที่จะมีมากกว่ากล้วยอื่นๆ ด้วยสีของกล้วยที่เหลืองกว่า ซึ่งคล้ายกับในฟักทองและมะละกอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการทานกล้วยจะมีประโยชน์และช่วยให้อิ่มท้อง แต่ควรเลือกทานในปริมาณพอเหมาะด้วย เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่มีรสหวาน ซึ่งได้มาจากคาร์โบไฮเดรต แม้จะเป็นโมเลกุลที่เล็กแต่ก็ให้พลังงานสูง หากเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป และร่างกายไม่สามารถย่อยได้หมด ก็จะสะสมและกลายเป็นไขมัน อันเป็นสาเหตุของโรคอ้วนในที่สุด

@pattdn
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2557

6 เคล็ดลับ! ง่ายๆ บ๊ายบาย…’ความอ้วน’

thairath140225_002aหลายๆ คนคงกำลังเครียดกับการหาวิธีลดความอ้วน ทำอย่างไรดี ทำวิธีไหนถึงจะเห็นผล “ไทยรัฐออนไลน์” ได้หาทริกเคล็ดลับการลดความอ้วนในแบบที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน จะมีอะไรบ้างติดตามอ่านกันได้…

1.ไม่กินมันฝรั่งทอด

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกไว้ว่า คนที่ชอบกินมันฝั่งทอดแผ่นในปริมาณที่มากๆ มีแนวโน้มที่จะอยากกินอาหารขยะ ขนมจุบจิบชนิดอื่นๆ ตามมาอีกมากยิ่งขึ้น เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ไม่พ้นที่น้ำหนักตัวจะพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็ว ถ้าเกิดอยากกินก็ควรกินแค่นิดหน่อยถุงเดียวก็เพียงพอ ถ้าเกิดอยากบอกลาความอ้วนจริงๆ ไม่กินเลยน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ควรหันไปกินของที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ

2.กินโยเกิร์ตทุกวัน

มีผลการวิจัยออกมาว่าการกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน โดยให้เน้นที่รสธรรมชาติ น้ำตาลน้อย ไขมัน 0% จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญในการรักษารูปร่าง ถ้าให้ดีต้องกินโยเกิร์ตขนาด 100-150 กรัม กินให้เป็นนิสัยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เกือบครึ่งกิโลกรัม ภายในเวลา 4 ปี

3. ดื่มน้ำเต้าหู้มื้อเช้า

ปกติยามเช้าจะเป็นช่วงเวลาเร่งรีบ รีบทำนู่นนี่นั่น ไม่มีเวลาพอจะทำอาหารเช้าทานให้ครบ 5 หมู่ หลายๆคนเลยประทังชีวิตด้วยขนมปัง หรือจะเป็นจำพวกซีเรียล คอร์นเฟลกใส่นม กินง่ายทำง่าย รวดเร็วประหยัดเวลาได้ดีทีเดียว แต่ถ้าอยากทำให้สุขภาพดีและยังลดความอ้วนได้อีกด้วยให้ลองเปลี่ยนมื้อเช้าหันมาดื่มน้ำเต้าหู้ไม่หวานจะเพิ่มทอปปิ้งเป็นลูกเดือยก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็อิ่มอร่อย เป็นนักเฮลตี้ตัวยงกันได้แล้วแหละ

4.ลดน้ำหนักด้วยแป้ง

เมื่อถึงคราวอยากลดน้ำหนัก ผู้หญิงหลายๆ ตั้งปฏิญาณตนว่า “จะไม่กินแป้งหลังบ่ายสาม” แต่จริงๆ แล้วมีผลการศึกษาที่จัดทำเป็นเวลา 6 เดือนออกมา สวนทางกับความเชื่อเก่าๆ ของสาวๆ มีผลลัพธ์กลับมาในทางตรงกันข้ามกัน คนที่กินแป้งเยอะในมื้อเย็นสามารถลดน้ำหนักโดยรวมได้มากกว่ากลุ่มควบคุมที่กินแป้งกระจายตลอดวัน เห็นแบบนี้แล้วสาวๆ หลายคนคงสบายใจกันได้ อย่าหักโหมลดแป้ง อดข้าวมากจนเกินไป แค่เรากินให้ถูก กินให้ตรงเวลาทั้ง 3 มื้อ ช่วงแรกคือ 06.00-07.00 น. ตามด้วยเวลา 10.00-11.00 น. และสุดท้าย 16.00-17.00 น. ช่วงเวลาเหล่านี้ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และถ้าให้ดีใครต้องกินอาหารช้าๆ จะช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น

5.ส้อมใหญ่ลดน้ำหนัก 

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าการใช้ส้อมขนาดใหญ่มักจะกินอาหารได้มากขึ้นและทำให้น้ำหนักขึ้นตามมาด้วย แต่จริงๆ แล้วมีนักวิจัยที่ติดตามพฤติกรรมการกินโดยใช้ส้อมสองขนาดเพื่อควบคุมการกินและได้พบกับผลลัพธ์ที่ทำให้หลายคนแปลกใจกันได้ว่า “คนที่กินอาหารด้วยส้อมขนาดใหญ่กว่า กินน้อยกว่าคนที่ใช้ส้อมขนาดปกติ”

6.กดจุด หยุดน้ำหนัก

มีวิธีที่ช่วยให้ผอมคือการกดจุด มี 3 จุดที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ก่อนทานอาหาร ให้เรากดนิ้วหัวแม่มือลงไปที่ริมฝีปากบนด้วยน้ำหนักปานกลางค้างไว้ 20 วินาที จุดที่สองคือกลางฝ่ามือกดตั้งแต่ปลายนิ้วกลางมาถึงข้อมือครั้งละ 3 วินาที จุดที่สามคือ กระดูกใต้ไหปลาร้า ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปเบาๆ กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นการเคาะหลังมือเบาๆ  สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวา และกรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย ขวาก็กรอกไปทางขวา ทำประมาณ 10 ครั้ง จะช่วยลดความอยากอาหารได้

ที่มา: ไทยรัฐ 25 กุมภาพันธ์ 2557

อ้วนมาก–หิวมาก–ปรับปรุงอย่างไร ?

dailynews140202_003aปัจจุบันคนอ้วนที่ไม่ได้มีโรคที่ทำให้อ้วน ไม่มีความไม่ปกติของฮอร์โมนแต่อ้วนเพราะหิวบ่อย มีความนิยมรสนิยมอาหารเป็นเลิศ ทานอาหารทุกประเภท ทุกอาหารประจำชาติ ไม่ว่าไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี หรืออาหารตะวันตก อ้วนประเภทต่อเนื่อง หยุดอ้วนไม่ได้ ห้ามใจไม่ได้ แพทย์มีทางช่วยได้คือ เสนอการผ่าตัดที่เรียก Bariatric หรือ weight loss surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน ซึ่งเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะให้ผลการรักษาที่ชัดเจน

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด คือในผู้ป่วยที่มี BMI 37 ขึ้นไป หรือ BMI 32 ร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

หมายเหตุ : body mass index (BMI) คือน้ำหนักตัว เป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร ยกกำลังสอง

โรคอ้วนมาจากปัจจัยที่ซับซ้อน เป็นผลร่วมกันระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน การสันดาปของร่างกาย และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันประชากรโลกประสบกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยที่ทั่วโลกมีผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินอยู่ประมาณ 1.7 ล้านล้านคน ซึ่งถือเป็นภาวะที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างมากเพราะก่อให้เกิดโรคที่ร้ายแรงหลายโรคตามมา เช่น เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มอุบัติการณ์เกิดมะเร็งของมดลูก ลำไส้ใหญ่ และเต้านม มีผู้ป่วยหลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน หลายๆวิธี เช่น ออกกำลังกาย ลดอาหาร รับประทานยาลดความอ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถลดความอ้วนได้

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับผู้ป่วยโรคอ้วน โดยวิธีการผ่าตัดลดความอ้วน ซึ่งในต่างประเทศใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว

การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัด เป็นวิธีเดียวที่จะคงผลของการลดน้ำหนักได้ในระยะยาว  (Sustain weight loss) การควบคุมน้ำหนักโดยการงดอาหาร การใช้ยา และการออกกำลังกายจะได้ผลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหยุดควบคุมก็อาจมีโอกาสกลับมาอ้วนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้

การผ่าตัดลดความอ้วน (Bariatric Surgery)  ได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์และสถาบันสุขภาพชั้นนำทั่วโลก เช่น U.N., WHO, American Academy of Family Practice เป็นต้นว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ผลมากที่สุด วัตถุประสงค์การผ่าตัด คือการลดการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง และช่วยให้โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ หายไปหรือดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และชีวิตยืนยาวเทียบเท่ากับคนปกติ

dailynews140202_003b

การผ่าตัดลดความอ้วนโดยใช้กล้อง มีอยู่ 3 วิธีคือ

1. Roux-en-Y gastric bypass (RYGB) หรือ Gastric Bypass (การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก
คือ การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก และตัดเอาลำไส้ส่วนล่างเข้าไปต่อใหม่ ตัดต่อเหมือนทำสะพานข้ามช่วงที่ดูดซึมไขมัน หรือสารอาหารบางอย่างที่ทำให้อ้วนออกไป ย่นระยะทางที่ทำให้อาหารอยู่ในลำไส้สั้นลง เพื่อลดปริมาณการรับประทานอาหารและลดการดูดซึมอาหาร การผ่าตัดแบบบายพาสนี้ เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน ซึ่งพบว่า สามารถช่วยให้น้ำหนักลงได้ดี มีผลอยู่นาน จึงเป็นวิธีผ่าตัดที่วงการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ป่วยต้องทานวิตามินเสริมให้มากทั้งวิตามิน บี 12 วิตามินรวม และแคลเซียม เนื่องจากร่างกายจะมีศักยภาพในการดูดซึมสารอาหารน้อยลงหลังผ่าตัด

2. Gastric Sleeve (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม)
คือ การผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม (Sleeve Gastrectomy) โดยตัดกระเพาะส่วนล่างออกไปจากร่างกาย คนไข้จะมีขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และเนื่องจากกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการหิวถูกตัดออกไป ทำให้ไม่รู้สึกหิว และรู้สึกอิ่มไวขึ้น

3. Adjustable gastric banding (AGB) หรือ Gastric Banding (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ)
คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ (Silicone Band) ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดกระเพาะได้ตามความต้องการนำไปวาง และรัดไว้ที่ขั้วของกระเพาะอาหาร โดยด้านในของ Banding จะมีบอลลูนเชื่อมต่อกับท่อที่เรียกว่า Port ซึ่งจะนำมาวางไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับ Port ที่ให้เคมีบำบัด ซึ่ง Port นี้ใช้สำหรับฉีดน้ำเกลือเข้าไป หรือดูดออก เพื่อให้บอลลูนโป่งขึ้น-แฟบลง เมื่อบอลลูนโป่งจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง แต่ถ้ารับประทานอาหารไม่ได้ ร่วมกับมีอาการอาเจียน ก็ดูดน้ำเกลือออกได้ เพื่อให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมาพบแพทย์ทุก 3 เดือนหลังทำการผ่าตัด เพื่อปรับหาปริมาตรของน้ำเกลือที่ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ดี และรับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพ

*ก่อนการตัดสินใจแนะนำให้ผ่าตัด แพทย์ต้องมีการประเมินภาวะร่างกาย รวมทั้งสุขภาพจิตและความเข้าใจในเรื่องการรักษาของผู้ป่วยให้ชัดเจนด้วย เพราะการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความสวยงามแต่เพื่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยต้องร่วมมือกับแพทย์ในการทำตามเงื่อนไข เช่น ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมด้วย จึงจะเป็นผลสำเร็จ

ข้อมูลจาก พ.อ.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป รพ.พญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

คุณค่าน่ารู้ของ “ชาอู่หลง”

dailynews131223_001ชา เครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ครองใจผู้คนในหลายเชื้อชาติมายาวนาน เพราะนอกจากจะมีสรรพคุณที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ แล้ว ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประโยชน์ของชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับในระยะหลังๆ มานี้ผู้คนเริ่มตระหนักและกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองกันมากขึ้น อาหารที่มีประโยชน์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่าง “ชา” จึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ

หากเอ่ยถึงชา “ชาอู่หลง” จัดว่าเป็นเครื่องดื่มซึ่งคงความเป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นชาที่คัดเลือกเฉพาะใบอ่อนที่สมบูรณ์ ผ่านกระบวนการแบบกึ่งหมักแล้วจึงอบแห้ง ให้รสชาติระหว่างชาสดและชาบ่ม จึงจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาจีน เมื่อดื่มแล้ว กลิ่นหอมชุ่มคอจะติดอยู่เป็นเวลานาน ที่สำคัญมีสรรพคุณในการช่วยป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์มากมาย แต่ที่น่าสนใจและเป็นที่เลื่องลืออย่างยิ่งก็คือช่วยในการลดการดูดซึมไขมันและช่วยควบคุมน้ำหนักได้

จากรายงานการวิจัยพบว่า ชาที่มีการผ่านกระบวนการหมักเพียงบางส่วนอย่างชาอู่หลงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเกิดสารใหม่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่เรียกว่า สารกลุ่มโพลิเมอร์ไรซ์ โพลิฟีนอล หรือ โอทีพีพี (OTPP; Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่พบในชาอู่หลงเท่านั้น มีผลลดการดูดซึมไขมัน ลดและควบคุมไขมันในเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ภายหลังการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยที่เกิดจากการเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ จึงช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกหลายการศึกษา แสดงให้เห็นผลของการดื่มชาอู่หลงต่อการลดความอ้วนในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การศึกษาของ Rong-rong H และคณะ พบว่าการบริโภคชาอู่หลงวันละ 8 กรัม เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1 กิโลกรัม ไขมันสะสมในร่างกายลดลง 12% และมีความสัมพันธ์กับเส้นรอบวงเอวที่ลดลง ส่วนการศึกษาของ Junichi N และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP ปริมาณสูง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยให้ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ลดลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เช่นเดียวกันกับการศึกษาของ Maekawa T และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงทำให้น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมันรวมในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงสะโพกและความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลง และมีความปลอดภัยในการบริโภค สอดคล้องกับการศึกษาของ Nakamura J และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลง สามารถลดไขมันสะสมในช่องท้อง และขนาดรอบวงเอว ดังนั้นการดื่มชาอู่หลง จึงน่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันและบำบัดภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้

ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติที่มากด้วยประโยชน์เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ชาอู่หลง” จะกลายเป็นเครื่องดื่มคู่ใจของผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการดูแลน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตาม ควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ร่วมกับการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ไร้ปัญหาน้ำหนักเกิน และสุขภาพดีตลอดไป

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์

ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล

 

เอกสารอ้างอิง

Junichi N, Takanori T, Keiichi A, et al. Jpn Pharmacol Ther 2007 ; 35 : 661-71.

Maekawa M, Teramoto T, Nakamura J, et al. Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2011; 39: 889-900.

Nakamura J, Abe K, Ohta H and Kiso Y. Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2008; 36(4).

Rong-rong H, Ling C, Bing-hui L, Yokichi M, Xin-sheng Y, Hiroshi K. Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med 2009; 15(1): 34-41.

ที่มา : เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2556

‘อ้วน’ แบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์

dailynews130319_001อ้วน คำล้อเลียนสั้น ๆ ที่ทำให้คนถูกทักเสียความมั่นใจไปได้ง่าย ๆ นั่นเพราะคำนี้มีความหมายโดยตรงต่อความรู้สึกกับรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็นในชั่วพริบตา

แล้วทำไมถึง อ้วน? คำตอบก็คือ กิน กิน กิน จนเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการและขาดการออกกำลังกาย กรณีนี้เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป แต่พฤติกรรมอีกอย่างที่ทำให้คนเราอ้วนโดยไม่รู้ตัวหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นั่นคือ การกินอาหารที่มีรสชาติถูกปาก

ดร.นพ.เวสารัช เวสสโกวิท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะกรรมการอำนวยการสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน เมื่อความอ้วนมาป่วนผิว จัดโดยสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ว่า การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือความเข้าใจเกี่ยวกับอาหารที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นการกินขนมหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ ล้วนให้แคลอรี่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง และเป็น น้ำตาลที่มาจากข้าวโพด หรือเรียกกว่า น้ำตาลฟรักโตส เพราะน้ำตาลชนิดนี้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าน้ำตาลอ้อย แต่ให้ความหวานมากกว่า ทำให้รู้สึกหิวตลอด

“สารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล เมื่อกินไปนาน ๆ จะทำให้อ้วนมากขึ้นและมีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานมากกว่าการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจริง ๆ เสียอีก ซึ่งอาหารที่ไร้ไขมันหรือไขมันต่ำจะใส่น้ำตาลปริมาณมาก เพื่อชดเชยกับรสชาติที่สูญเสียไป ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะผู้บริโภคคิดว่าอาหารดังกล่าวกินแล้วจะดีต่อสุขภาพ” ดร.นพ.เวสารัช กล่าว

สำหรับวิธีสำรวจว่าตัวเราอ้วนหรือไม่ นอกจากส่องกระจกแบบยอมรับความจริงแล้ว ดร.นพ.เวสารัช ยังแนะนำให้วัดจากดัชนีมวลกาย โดยคำนวณจาก น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าที่ออกมาแสดงระดับดังนี้

ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 18.5 แสดงว่า ผอม, 18.5-24.9 แสดงว่า ปกติ, 25.0-29.9 แสดงว่าท้วม, 30.0-34.9 แสดงว่า อ้วนระดับ 1, 35.0-39.9 แสดงว่า อ้วนระดับ 2 และมากกว่าหรือเท่ากับ 40.0 แสดงว่า อ้วนระดับ 3

สิ่งที่ตามมากับความอ้วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ความไวต่อโรคภัยไข้เจ็บ แบ่งเป็นการแสดงผลภายในและภายนอก

โรคภายในของความอ้วนจะสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมตะบอลิก ประกอบด้วย ไขมันสูง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง สังเกตความเสี่ยงได้จากผู้ชายที่รอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว และผู้หญิงรอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว ค่าข้างต้นพบว่าคนอ้วนเกือบร้อยละ 70 มีกลุ่มอาการดังกล่าว

ส่วนโรคภายนอกสังเกตได้ด้วยตาเปล่า จากผิวหนังที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ผศ.พญ.ภาวิณี ฤกษ์นิมิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและคณะอนุกรรมการวิชาการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย เผยว่า ผิวหนังของผู้ป่วยโรคอ้วนมักมีการสูญเสียน้ำมากกว่าคนปกติ ทำให้เกิดอาการผิวแห้งแดงอักเสบได้ง่าย หรือบางครั้งเมื่ออยู่ในที่อบอ้าว จะมีเหงื่อไหลออกมาก เนื่องจากมีชั้นไขมันที่หนา ส่งผลให้เกิดความอับชื้นบริเวณซอกพับได้มาก ทำให้การระบายของเสียกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตทางหลอดเลือดน้ำเหลืองไม่สะดวก เกิดมีเส้นใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ไม่แข็งแรง หากเป็นแผลจะทำให้แผลหายช้ากว่าคนปกติ และยังพบว่ามีอัตราการไหลเวียนเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณไขมันมาก เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังหดและมีการขยายตัวที่ผิดปกติ

โรคผิวหนังที่พบบ่อยของผู้ป่วยโรคอ้วน ได้แก่ ผิวหนังเป็นปื้นดำหนาขรุขระดูคล้ายผ้ากำมะหยี่ พบได้ตามซอกพับ บางครั้งพบคู่กับติ่งเนื้อจำนวนมาก, โรคขนคุด, โรคที่เกี่ยวกับเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้ม, โรคติดเชื้อบริเวณซอกพับ, โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง, โรคสะเก็ดเงิน และโรคเก๊าท์ อย่างไรก็ตาม เมื่อลดน้ำหนักแล้ว จะพบว่าโรคผิวหนังดังกล่าวจะมีอาการดีขึ้น ปื้นดำจะเบาบางลง ขนคุดราบลงได้ หรือแม้กระทั่งโอกาสการติดเชื้อและผื่นผิวหนังอักเสบจากการเสียดสีจะลดลงได้มาก

อยากลดความอ้วนต้องทำอย่างไร? ดร.นพ.เวสารัช บอกว่า หลักการลดความอ้วนที่ประสบความสำเร็จคือ ต้องตั้งใจมั่น มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารและการออกกำลังกาย ตลอดจนแรงจูงใจ หลีกเลี่ยงอาหารที่แคลอรี่สูง เช่น ของทอด ฟาสต์ฟู้ด งดเครื่องดื่มที่มีความหวาน และอาหารเสริม โดยเฉพาะอาหารเสริมไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถทำให้น้ำหนักลดได้จริง เนื่องจากไม่มีการวิจัยทางการแพทย์ที่เผยแพร่ชัดเจน

จะเห็นได้ว่า ความอ้วน นำมาซึ่งความเสี่ยงของการเกิดโรค ดังนั้น การลดความอ้วนอย่างถูกวิธี ทำให้มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม สามารถช่วยรักษาสุขภาพได้จากภายในสู่ภายนอกร่างกาย ส่งผลต่อเนื่องให้มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์

ที่มา : เดลินิวส์ 19 มีนาคม 2556

ขนมหวานไม่ใช่ศัตรูของการลดความอ้วนเสมอไป

ลบทฤษฎีเก่าๆเรื่องการลดความอ้วนได้แล้ว เพราะผลการวิจัยระบุว่า การได้ลิ้มชิมขนมอุดมคาร์โบไฮเดรตตบท้ายมื้อเช้า จะช่วยให้น้ำหนักอันตรธานหายไป โดยไม่มีโยโย่เอฟเฟกต์อย่างแน่นอน

 

หากคุณกำลังหาวิธีลดความอ้วนเพื่อให้รูปร่างกระชับสวยงามชวนมอง ความเชื่อเก่าๆ เกี่ยวกับเรื่องการลดขนมหวานที่อุดมด้วยข้าว แป้ง และน้ำตาล ได้เป็นข้อห้ามสุดฮิตที่บอกต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ซึ่งไม่มีใครเถียงว่ามันไม่จริง เพียงแต่ผลการวิจัยล่าสุดพบว่า ศัตรูตัวฉกาจของการลดความอ้วน อาจช่วยให้น้ำหนักที่เคยมากล้นชวนปวดหัวหายไปอย่างง่ายๆ แค่ต้องรับประทานอย่างถูกต้องตามเวลากำหนด

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯระบุชัดเจนเลยว่า การกินอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ซึ่งคิดเฉลี่ยให้พลังงานไม่เกินกว่า 600 กิโลแคลอรี่   ตบท้ายมื้อเช้า เชื่อหรือไม่ว่า การทำเช่นนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากทีเดียว โดยนักวิจัยได้ทดลองทฤษฎีสุดแปลกกับผู้หญิงหลายร้อยคนเป็นเวลา 32 สัปดาห์ ซึ่งให้สาว ๆ รับประทานอาหารเพิ่มชั้นไขมัน อย่างเช่น คุกกี้ เค้ก และช็อกโกแลต หลังมื้ออาหารเช้าเป็นประจำ ผลสรุปพบว่า พวกเธอสามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยคนละ 18 กิโลกรัมโดยประมาณ และไม่พบปฏิกิริยาโยโย่ เอฟเฟกต์ ซึ่งถือว่าใช้เวลาน้อยกว่าและได้ประสิทธิภาพมากกว่ากลุ่มสาวๆ ที่เลือกลดความอ้วนด้วยวิธีไม่แม้แต่จะชายตาแลขนมหวานแสนอร่อย

 

ผู้วิจัยอธิบายถึงสาเหตุที่ศัตรูได้กลายเป็นมิตรกับคำว่าลดความอ้วนว่า กระบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกายจะทำงานได้ดีในช่วงเวลาก่อนเที่ยง ซึ่งหมายความว่าอาหารต่างๆที่เรารับประทานเข้าไปจะถูกเผาผลาญใช้ในช่วงระหว่างวัน นั่นสามารถตอบคำถามที่ว่า การที่เราปล่อยใจตบท้ายไอศกรีมในช่วงมื้อเย็น ก็จะทำให้เราอ้วนขึ้นได้ง่าย เนื่องจากกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายใกล้ถึงเวลาพักผ่อนแล้วนั่นเอง

แต่หากมีสาวๆขอเถียงว่า การรับประทานขนมหวานยิ่งมีแต่ทำให้อ้วนขึ้น ไม่ว่าจะเลือกกินเวลาไหนก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ได้ให้ข้อสรุปว่า ขนมหวานก็เหมือนกับรางวัลของชีวิต การได้ลิ้มรสชาติของความสุขสักเล็กน้อยก่อนเริ่มต้นการทำงาน จะช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย และลดความอยากอาหารระหว่างวันอีกด้วย จะเชื่อหรือไม่ คุณควรจะลองพิสูจน์ด้วยตัวเองนะจ๊ะ

ข้อมูล : cosmopolitan.com

ที่มา: ไทยรัฐ 17 กุมภาพันธ์ 2555