นอนกรน

dailynews150125การนอนกรน (Snoring)

กรนคือเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของลิ้นไก่และเพดานอ่อนขณะนอนหลับ เนื่องจากในเวลาที่เราหลับสนิทนั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในช่องคอโดยเฉพาะอย่างยิ่งลิ้นไก่และเพดานอ่อนจะคลายตัว บางคนมีการคลายตัวมากจนย้อยลงมาอุดกั้นทางเดินหายใจบริเวณลำคอ ทำให้ลมหายใจเข้าไม่สามารถไหลผ่านลงสู่หลอดลมและปอดได้โดยสะดวก กระแสลมหายใจที่ถูกปิดกั้นไหลผ่านในลำคอไปกระทบลิ้นไก่และเพดานอ่อนจนเกิดการสั่นมากกว่าปกติผลก็คือมีเสียงกรนตามมายิ่งการอุดกั้นมากเพียงใดเสียงกรนก็จะดังมากขึ้นเท่านั้นจนในที่สุดการปิดกั้นนี้เพิ่มมากขึ้นจนอุดตันทางเดินหายใจจนหมดจะทำให้อากาศไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยสมบูรณ์กระทั่งเกิดภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea)

ชนิดความผิดปกติในการนอนกรน

1. ชนิดที่ไม่เป็นอันตราย (Simple Snoring) คนที่นอนกรนชนิดนี้ มักจะมีเสียงกรนสม่ำเสมอไม่มีหายใจสะดุด เสียงกรนมักดังมากโดยเฉพาะเวลานอนหงาย แต่ความดังของเสียงกรนไม่ได้บอกว่าอันตรายหรือไม่ การกรนชนิดนี้ไม่มีภาวะขาดอากาศร่วมด้วยจึงยังไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากนัก เว้นแต่ทำให้รบกวนคู่นอนได้

2. ชนิดที่เป็นอันตราย (Snoring with obstructive sleep apnea) คนที่มีภาวะนี้มักจะกรนเสียงดังและมีอาการคล้ายสำลักหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่นหรือปวดศีรษะ และต้องการนอนต่ออีกทั้งที่ใช้เวลานาน 7-8 ชม.แล้ว กลางวันบางคนอาจมีอาการง่วงนอน, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, หงุดหงิดง่าย, ขี้โมโห รวมทั้งมีความรู้สึกทางเพศลดลง การเฝ้าสังเกตการณ์ผู้ป่วยด้วยตนเองไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าผู้ป่วยมีการนอนกรนชนิดใด

สาเหตุของการนอนกรน

1. อายุ ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อต่าง ๆ จะหย่อนยานลงรวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจบริเวณลำคอทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปปิดทางเดินหายใจได้ง่าย

2. เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิงเนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมน

3. โรคอ้วน มีไขมันส่วนเกินไปสะสมในช่วงคอเบียดช่องหายใจให้แคบลง

4. ดื่มสุราหรือการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับซึ่งมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลางส่งผลให้ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อที่ขยายช่องหายใจ

5. การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้ช่องคอระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อทางเดินหายใจจึงตีบแคบลงเกิดการอุดตันได้ง่าย

6. อาการคัดจมูกเรื้อรัง เช่น มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ หรือเนื้องอกในจมูก

7. กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมากกว่าคนปกติ

8. ลักษณะโครงสร้างของกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางร่นไปด้านหลัง ลักษณะคอยาว กระดูกโหนกแก้มแบน โรคที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น Down’s syndrome เป็นต้น

9. โรคที่มีความผิดปกติด้านฮอร์โมน เช่น ฮอร์โมน ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroid) พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

การตรวจวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับ

.การซักประวัติ ตรวจร่างกาย

.การตรวจประเมินทางเดินหายใจ

.การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep test)

โดยการอ่านและแปลผลโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคจากการหลับ (Sleep specialist physician)

 

การรักษาการนอนกรน

1. การรักษาการนอนกรนแบบไม่ผ่าตัด

  • .เปลี่ยนท่านอน ในบางรายเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงก็ทำให้ความรุนแรงโรคนี้ลดลงอย่างมาก
  • .การลดน้ำหนัก

ในรายที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานซึ่งดูจากค่าดัชนีมวลกาย โดยมีวิธีคำนวณดังนี้

ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) ของท่าน = น้ำหนัก (กิโลกรัม)/ส่วนสูง (เมตร2)

     BMI

<18.5 = น้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ

18.5 – 22.9 = น้ำหนักตัวปกติ

23 – 24.9 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติ

>25 = น้ำหนักตัวมากกว่าปกติมาก เป็นโรคอ้วน

  • .การใช้เครื่องวัดความดันต่อเนื่องปล่อยลมเข้าไปในทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้น ไม่อุดกั้นขณะนอนหลับ (Continuous positive airway pressure: CPAP)
  • .การใช้ทันตอุปกรณ์ (Oral appliance) เพื่อเลื่อนขากรรไกรล่าง พร้อมกับโคนลิ้นมาทางด้านหน้า ทำให้ทางเดินหายใจกว้างขึ้นขณะนอนหลับ
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุจี้บริเวณเพดานอ่อนและโคนลิ้น (RF)
  • .การใช้คลื่นความถี่วิทยุในการรักษาเยื่อบุจมูกบวม (RF)
  • .การฝังพิลลาร์ (Pillar)

2. การรักษาการนอนกรนแบบผ่าตัด

.การผ่าตัดตกแต่งเพดานอ่อน และลิ้นไก่ UPPP (Uvulopalatonpharyngoplasty) / UPF (Uvulopalatal Flap)

.การผ่าตัดทอนซิล (Tonsillectomy)

.การผ่าตัดแก้ไข ผนังกั้นช่องจมูกคด (Septoplasty)

.การผ่าตัดเลื่อนกระดูกขากรรไกรบนและล่าง (Maxillomandibular advancement, MMA)

 

ข้อมูลจาก คลินิก หู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 1/ http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 25 มกราคม 2558

Advertisements

ไม่อยากอ้วน กินอย่างไร ต้องคลิก!

matichon140704_01ปัจจุบันหลายคนตระหนักดีว่า “อ้วน” มากเกินไปไม่ดีกับสุขภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผอมมากจะดีกับสุขภาพ
 
น้ำหนักตัวที่พอดี ไม่อ้วนและผอมคงจะดีที่สุด
 
ที่ว่า “อ้วน” ไม่ดีกับสุขภาพนั้น เพราะทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคปวดข้อต่างๆ ได้มากกว่าคนปกติหลายเท่า
 
คนเกือบทุกคนทราบดีว่าสาเหตุของความอ้วนมาจากการกินอาหารมากเกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวันพลังงานที่เกินต้องการนั้นถูกเปลี่ยนเป็นไขมันพอกพูนอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็นที่หน้าท้อง แขน ขา หรือลำตัว เป็นต้น
 
ดังนั้น การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนจึงทำได้โดยการกินอาหารให้ได้ “พลังงานลดลง” ไม่ให้มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ หลายท่านอาจบอกว่า “พูดง่าย” แต่การกระทำนั้น “ยาก” ว่าไปแล้วก็มีส่วนจริงอยู่มาก เพราะควบคุมไม่ให้กินอาหารอร่อยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะคนที่มีความสุขกับการกินอาหาร
 
อย่างไรก็ตาม การรู้จักกินให้พอเหมาะกับความต้องการของร่างกายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่จะทำให้เราทุกคนมีสุขภาพดีไม่ใช่ไม่อ้วนเท่านั้นขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปเชื่อว่าทุกคนทำได้ขอให้มีความเข้าใจและมีความตั้งใจอย่างจริงจังเท่านั้น 
 
กินไม่ให้อ้วน… ไม่ยากอย่างที่คิด
 
หลักสำคัญข้อแรกคือ “กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ” ไม่ใช่เรื่องยากเลย การกินอาหารให้ครบ 3  มื้อ ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารกระจายเหมาะกับความต้องการในการทำกิจกรรมต่างๆ อาหารมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันจะต้องให้พลังงานกับร่างกายมากกว่ามื้อเย็น
 
ปัจจุบันพบว่ามักจะตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาคือคนส่วนใหญ่มักจะกินอาหารมื้อเช้าน้อยหรือหลายคนไม่กินเลยด้วยเหตุผลของความรีบเร่งที่ต้องไปทำงานให้ทันส่วนอาหารมื้อเย็นกลับกินมากเกินกว่าร่างกายต้องการใช้เนื่องจากกิจกรรมหลังกินอาหารมื้อเย็นมีน้อย มักจะเป็นกิจกรรมผ่อนคลายเบาๆ ก่อนที่จะเข้านอน ทำให้พลังงานจากอาหารที่ได้รับมากเกินในมื้อเย็นสะสมไปสร้างไขมันพอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ง่าย
 
พอกล่าวเช่นนี้แล้วหลายคนอาจบอกว่าถ้าเช่นนั้นงดการกินอาหารมื้อเย็นเลยดีกว่าจะได้ไม่มีพลังงานมากเกินไปขอแนะนำว่าไม่ดีเช่นกัน เพราะมักจะทำให้คนกินอาหารมื้อกลางวันมากขึ้น เผื่อสำหรับตอนเย็น และคนส่วนใหญ่ที่ทำเช่นนี้มักจะรู้สึกโหยหลังจากเลยอาหารมื้อเย็นไปสักพักหรือก่อนเข้านอน จึงไปกินอาหารกินเล่นอย่างอื่น ซึ่งอาหารเหล่านั้นมักจะมีพลังงานสูงโดยไม่รู้ตัว ทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
 
อันที่จริงแล้วอาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่มีความสำคัญกับทุกคนรวมทั้งคนอ้วนด้วย เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เรามีพลังงานในการทำงานและทำกิจกรรมต่างๆหลังจากที่อดอาหารมาตลอดคืน อาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า มีสมาธิทั้งในการเรียนและการทำงาน
 
นอกจากนี้ มีงานวิจัยจากต่างประเทศระบุว่าผู้ที่กินอาหารเช้าทุกวัน จะมีโอกาสเกิดภาวะอ้วน และโรคเบาหวานน้อยกว่าผู้ที่ไม่กินอาหารเช้าถึงร้อยละ 35-50
 
อาหารเช้าที่เหมาะสมนั้น ควรมีค่าพลังงาน และสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ของปริมาณที่ควรจะได้รับตลอดวัน
 
ส่วนการกระจายพลังงานในมื้อกลางวันและมื้อเย็นควรอยู่ที่ร้อยละ35และร้อยละ30ตามลำดับ และที่เหลือเป็นพลังงานจากอาหารว่างอีกประมาณร้อยละ 10
 
หลักสำคัญข้อที่สองคือหลีกเลี่ยงอาหารว่างหรืออาหารระหว่างมื้อ ว่าไปแล้วอาหารระหว่างมื้อนี้ไม่มีความจำเป็นต่อผู้ใหญ่ทั่วไปเลย ยกเว้นในเด็กที่ต้องการการเจริญเติบโตและในคนบางกลุ่มที่อาจมีปัญหาในการย่อยและดูดซึมที่ต้องกินอาหารครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้งขึ้น
 
อาหารว่างระหว่างการประชุมเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนเราได้รับพลังงานมากเกินไป 
 
กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขเคยรายงานว่าร้อยละ75ของอาหารว่างที่จัดทั่วไปให้พลังงานมากกว่า200 กิโลแคลอรีต่อมื้อ ซึ่งมากเกินไป อาหารว่างที่ดีควรมีพลังงานประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี หรือไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของพลังงานที่แต่ละคนควรได้รับ
 
คนที่มีปัญหาน้ำหนักตัวค่อนข้างมากอยู่แล้วจึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารว่างเป็นประจำที่จริงการดื่มน้ำเปล่าก็น่าจะเพียงพอแล้วควรระวังไม่ดื่มชากาแฟ หรือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกแลตมากเกินไป โดยเฉพาะที่เป็นเครื่องดื่มปรุงสำเร็จประเภท “ทรีอินวัน” ซึ่งจะให้พลังงานมากกว่าการชงดื่มเอง
 
กล่าวคือเครื่องดื่มประเภทมอลต์รสช็อกโกเลตที่ปรุงสำเร็จมักมีรสหวานมากให้พลังงานสูงถึง150กิโลแคลอรีต่อ 1 ซอง
 
ส่วนกาแฟปรุงสำเร็จ 1 ซอง (20 กรัม) ให้พลังงาน 88 กิโลแคลอรี และควรหลีกเลี่ยงอาหารว่างประเภทเบเกอรีต่างๆ เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันและพลังงานสูง เช่น ครัวซองเนย 1 ชิ้น (50 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 203 กิโลแคลอรี หรือพายไก่ 1 ชิ้น (80 กรัม) ให้พลังงาน 178 กิโลแคลอรี เป็นต้น 
จะเห็นได้ว่าการกินอาหารว่าง 1 มื้ออาจให้พลังงานมากกว่าอาหารหลักที่กินในตอนเช้าหรือกลางวันเสียอีก
 
ถ้ารู้สึกว่าจำเป็นต้องมีอาหารว่างขอแนะนำให้จัดเป็นผลไม้จานเล็กๆ1จานก็เพียงพอแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้ได้พลังงานมากเกินความต้องการที่จะทำให้เกิดไขมันสะสมและกลายเป็นโรคอ้วน
 
หัวใจที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการกินอาหารให้ครบหมวดหมู่โดยเน้นการกินผักให้มากขึ้นกินไขมันให้น้อยลงกินข้าวแป้งเนื้อสัตว์ และผลไม้พอประมาณ การกินอาหารให้ครบหมวดหมู่อย่างหลากหลายเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ ที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย 
 
อาหารไขมัน… ตัวการความอ้วน
 
สารอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายสูงมากที่สุดคือไขมัน ซึ่ง 1 กรัมของไขมันให้พลังงานมากถึง 9 กิโลแคลอรี ดังนั้นการลดการกินไขมันลง จะช่วยควบคุมไม่ให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการได้ จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอด หรือผัดที่มีการใช้น้ำมันมากๆ นอกจากนี้ยังต้องระวังไม่กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากเกินไปด้วย
 
หลายคนอาจเข้าใจว่าไขมันที่อยู่ในเนื้อสัตว์คือส่วนที่เห็นเป็นไขมันขาวๆถ้าหลีกเลี่ยงการกินส่วนที่เห็นเป็นมันๆแล้วก็สามารถกินเนื้อสัตว์มากเท่าไรก็ได้แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นเนื้อแดงล้วนยังมีไขมันแทรกอยู่ประมาณ 3-5 กรัม ต่อเนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ (30 กรัม) แต่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ที่เห็นเป็นมันหรือมีส่วนที่เป็นหนังจะมีไขมันประมาณ 7-10 กรัม ต่อ 2 ช้อนโต๊ะ โดยทั่วไปในแต่ละวันควรได้รับพลังงานจากไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้จากอาหารทั้งหมด
 
สมมุติว่าตัวเราต้องการพลังงานวันละ 1,500 กิโลแคลอรี (เป็นปริมาณพลังงานที่ส่วนใหญ่จะจัดให้กับผู้ใหญ่ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนัก อาจมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับรูปร่างและกิจกรรมของแต่ละคน) พลังงานที่ได้จากไขมันไม่ควรเกิน 450 กิโลแคลอรี หรือคิดเป็นไขมันประมาณ 50 กรัม ซึ่งอาจจะได้มาจากการกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมันประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ (คิดเป็นไขมันประมาณ 24-30 กรัม) และน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารประมาณ 4-5 ช้อนชา (20-25 กรัม)
 
ถ้านิยมการกินอาหารเนื้อสัตว์มากกว่าที่กำหนด ก็จะต้องลดปริมาณน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร หรือเปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารเป็นการต้ม นึ่ง ย่าง แทนการทอด ผัด แต่ถ้าชื่นชอบอาหารประเภททอดก็จำเป็นต้องลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ลง เพื่อให้ปริมาณไขมันโดยรวมไม่มากเกินกว่าที่กำหนด 
นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่มีไขมันชนิดที่อาจมองไม่เห็นว่าเป็นไขมัน (invisible fat) ที่ต้องระมัดระวังด้วย อาหารประเภทนี้ได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบของเนย นม ไข่แดง กะทิ เช่น ผลิตภัณฑ์เบเกอรีต่างๆ จำพวก เค้ก คุกกี้ พาย น้ำสลัด ไอศกรีม เป็นต้น
 
คนที่ชอบกินอาหารประเภทนี้จะมีโอกาสที่ทำให้ได้ไขมันมากเกินกว่าที่กำหนดไว้ขอแนะนำว่าให้กินแต่น้อยและนานๆครั้งถ้าวันไหนมีการกินอาหารประเภทนี้มากก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องลดปริมาณอาหารเนื้อสัตว์หรือน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารลงด้วย เพื่อไม่ให้ได้ไขมันมากเกินไป คนที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักต้องเข้าใจเรื่องนี้และรู้จักปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตนเอง และทดลองทำอย่างจริงจัง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้
 
กินข้าวแป้งแต่พอดี… ไม่อ้วน
 
อาหารกลุ่มข้าวแป้ง แม้ว่าจะให้พลังงานน้อยกว่าไขมัน แต่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายได้ง่าย จึงควรกินแค่พอประมาณ คือประมาณมื้อละ 2-3 ทัพพี ในคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะต้องลดปริมาณลงจากที่เคยกิน เช่น ลดจาก 4 ทัพพีเป็น 3 ทัพพี เป็นต้น
 
การลดอาหารประเภทข้าวแป้งลงวันละ 2 ทัพพี ใน 1 เดือนหรือ 30 วันจะได้รับพลังงานลดลง 4,800 กิโลแคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 0.7 กิโลกรัม ร่วมกับการระวังไม่กินไขมันมากเกินไปและการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นบ้าง จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นการลดน้ำหนักที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยที่ไม่เกิดผลเสียกับสุขภาพ
 
ผัก ผลไม้ เส้นใยอาหาร… กับการลดน้ำหนัก
 
การระวังไม่กินอาหารประเภทข้าวแป้งและไขมันมากดังกล่าวอาจทำให้หลายคนรู้สึกหิวจึงขอแนะนำให้กินผักมากขึ้นผักจะมีส่วนประกอบของเส้นใยอาหารมากนอกจากช่วยในการขับถ่ายแล้วยังช่วยทำให้รู้สึกอิ่ม และทำให้ได้รับสารธรรมชาติที่เป็นประโยชน์กับร่างกายด้วย ถ้าเป็นไปได้อาหารทุกมื้อจำเป็นต้องมีผักเป็นส่วนประกอบ ด้วยการกินผักให้ได้วันละประมาณ 6 ทัพพี
 
บางคนอาจนิยมการกินผักสดในรูปแบบผักสลัด ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่อยากเตือนเรื่องปริมาณน้ำสลัดที่กินร่วมกับผักว่าไม่ควรใส่ปริมาณมากนัก เพราะน้ำสลัดไม่ว่าจะเป็นสลัดครีมหรือสลัดน้ำใสจะมีส่วนประกอบของน้ำมันเป็นหลัก
 
สลัดครีม1ช้อนโต๊ะให้พลังงานประมาณ75กิโลแคลอรี ส่วนสลัดน้ำใสจะมีพลังงานน้อยกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าคนที่ชื่นชอบการกินผักสลัด 1 จานที่ใส่สลัดข้นประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จะได้พลังงานเกือบ 300 กิโลแคลอรีทีเดียว จึงอาจไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงได้ สำหรับท่านที่ชอบน้ำสลัดมาก ขอแนะนำให้ใช้ชนิดที่มีไขมันและพลังงานต่ำแทน  
 
สำหรับผลไม้ แนะนำให้กินแค่พอประมาณ คือครั้งละ 6-8 ชิ้นคำ วันละ 2-3 ครั้ง ผลไม้ทุกชนิดมีแป้งหรือน้ำตาลเป็นองค์ประกอบมากหรือน้อยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิด จึงให้พลังงานกับร่างกายมากเกือบพอๆ กับข้าว หลายคนมักเข้าใจผิดว่ามื้อเย็นไม่กินข้าวแต่ขอกินผลไม้แทน เพื่อต้องการลดน้ำหนัก กรณีเช่นนี้โดยส่วนใหญ่พบว่าไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดลงอย่างที่ต้องการได้ เพราะมักพบว่าการกินผลไม้ปริมาณที่ค่อนข้างมากจะทำให้รู้สึกอิ่ม แต่ก็ทำให้ได้รับน้ำตาลและพลังงานค่อนข้างมากตามไปด้วย
 
กินอาหารโปรตีนสูง… เพื่อลดน้ำหนัก
 
ปัจจุบันมีแนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรตทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลงร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนการสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นและมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรกเมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆคือคลื่นไส้ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไตและยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วยจึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้นและการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูงคาร์โบไฮเดรตต่ำจะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีดั้งเดิมที่ควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมันเพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่าแต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว น้ำหนักที่ลดลงไม่แตกต่างกันระหว่าง 2 วิธี
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่าผู้ที่ลดน้ำหนักได้มากและสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้นส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูงพร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่าการรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลยคือการกินอาหารให้สมดุลครบหมวดหมู่ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเองซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆคน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนอีกครั้งและขอให้มีความสุขกับน้ำหนักที่ลดลงและสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้น
 
ที่มา:facebookมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ที่มา : มติชน 4 กรกฎาคม 2557

น้ำช่วยลดน้ำหนัก ความจริงหรือความเชื่อ

dailynews140318_001หลายคนเชื่อว่าการดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ จะช่วยลดนำหนักตัวได้ แต่ทุกคนคงต้องคิดใหม่อีกครั้ง เมื่อดร.คิ๊ตเชิ่น นักโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยอลาบามา ประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การดื่มน้ำช่วยลดน้ำหนักได้เป็นเพียงความเชื่อที่ถูกพูดต่อ ๆ กันมาเท่านั้น เพราะมีหลักฐานน้อยมากที่ยืนยันว่าการดื่มน้ำช่วยลดน้ำหนักได้ แม้ว่าการดื่มน้ำเป็นสิ่งที่ดี แต่หากดื่มมากเกินกว่าการเผาผลาญแคลอรี่ของร่างกายไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ กระบวนการสลายไขมันกลายเป็นเพียงการต่อเชื่อมระหว่างของไขมันเท่านั้น

ดร.คิ๊ดเชิ่น ยังแย้งคำกล่าวที่ว่าควรดื่มน้ำ 8 แก้ว/วัน เพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรี่โดยระบุว่า แม้ร่างกายจะต้องการของเหลว แต่ไม่มีหลักฐานว่าน้ำจะเข้าไปละลายไขมันขับมันออกจากร่างกาย หรือช่วยทำให้ร่างกายสมบูรณ์ ซึ่งของเหลวที่ดีต่อสุขภาพประกอบด้วย น้ำเปล่า น้ำจากธัญพืช และกาแฟที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นภัยต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วกาแฟจะช่วยให้ร่างกายเก็บสะสมของเหลวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยปรับสมดุลของร่างกายและลดการสูญเสียน้ำ

ทั้งนี้ ดร.คิ๊ดเชิ่น ยังกล่าวว่า การดื่มน้ำเย็นจะช่วยเร่งการเผาผลาญได้มากขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีผลกระทบมากพอที่จะช่วยให้น้ำหนักตัวลดได้ พร้อมยืนยันว่าทางเดียวที่จะทำให้ปริมาณแคลอรี่ร่างกายน้อยลงได้คือควบคุมอาหาร ซึ่งแนะนำให้ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเน้นทานผลไม้ ผัก และซุป

อย่างไรก็ตาม แม้น้ำจะไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัวของคนเรา แต่น้ำถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการปรับสมดุลในร่างกายอย่างมาก

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 18 มีนาคม 2557

ลดน้ำหนักอย่างไร…ถึงไม่ผอมลงสักที

dailynews140307_001หลายต่อหลายคนที่กำลังลดน้ำหนัก คงเคยอ่อนอกอ่อนใจกับความตั้งใจและความพยายามในการลด แต่พยายามยังไงก็ไม่เห็นจะผอมลงสักที มุมสุขภาพประจำวันศุกร์นี้จึงขอนำเคล็ด(ไม่)ลับดี ๆ มาฝากผู้ที่กำลังต้องการลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี ปรับความรู้และความเข้าใจในการลดน้ำหนักที่มี ให้ถูกต้องและถูกหลักการที่ดีต่อสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

กินสลัดเพื่อลดน้ำหนัก :จริงอยู่ที่สลัดประกอบด้วยผักสดที่ดูแล้วน่าจะสุขภาพดีและไม่อ้วน แต่น้อยคนที่จะกินสลัดโดยไม่ราดน้ำสลัด ที่สำคัญหลายคนชอบราดน้ำสลัดแบบครีมข้นหรือมีส่วนผสมของมายองเนส 2 – 3 ช้อนชา ซึ่งให้พลังงานประมาณ 100 แคลอรีหรือมากกว่าข้าวขาว 1 ทัพพี นอกจากน้ำสลัดแล้ว บางคนยังชอบใส่ข้าวโพด เผือก กล้วยตาก แห้ว ฯลฯ หรือไม่พอ กินสลัดแล้วไม่อยู่ท้อง ต้องกินอย่างอื่นเพิ่มทำให้ได้พลังงานมากเกินจนน้ำหนักเพิ่มได้

ดังนั้น สลัดที่กินแล้วช่วยให้น้ำหนักลดลง ต้องประกอบด้วยผักผลไม้พลังงานต่ำที่ให้เส้นใยสูง เช่น แอ๊ปเปิ้ล 1 ผลกลาง ให้พลังงาน 40 แคลอรี่ เป็นต้น

ไม่กินแป้งและไขมันแล้วจะผอม : เพื่อน ๆ หลายคนไม่ยอมกินข้าวเพราะกลัวอ้วน แต่การไม่กินแป้งทำให้น้ำหนักลดเฉพาะช่วงแรกเท่านั้น เพราะเมื่อน้ำหนักลดแล้ว ร่างกายจะมีอาการโหยหาแป้งและน้ำตาล เสี่ยงต่อการกินแบบสะบั้นหั่นแหลก ทำให้กลับมาอ้วนแบบตั้งรับไม่ทัน! แม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ร่างกายก็ต้องการคาร์โบไฮเดรตวันละประมาณ 60 – 80 กรัม ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องอดแป้งก็ผอมได้ นอกจากแป้งแล้ว บางคนยังไม่กินไขมันเลย ถ้าร่างกายขาดไขมันอาจเกิดภาวะพร่องไขมัน ผิวแห้ง หน้าตาหม่นหมอง ผมร่วง และประจำเดือนขาด ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็น เพียงแต่อย่ากินเกินวันละ 2 ช้อนชา

ดังนั้น เลือกกินแป้งที่ร่างกายดูดซึมได้ช้าและช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ เช่น ข้าวซ้อมมือ เส้นสปาเกตตีสัก 1 ถ้วยอาหาร ถั่ว ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล กล้วย ฝรั่ง มะละกอ ฯลฯ เป็นต้น

Sugar-free และ Low Fat : เพื่อน ๆ ที่ลดน้ำหนักมักจะเลือกกินผลิตภัณฑ์ปราศจากน้ำตาล (Sugar – free) หรือไขมันต่ำ (Low Fat) โดยเข้าใจว่ากินแล้วไม่อ้วน เป็นเพียงความรู้สึกหลอกลิ้น แต่หลอกสมองไม่ได้ เพราะสมองสามารถแยกความแตกต่างของน้ำตาลและน้ำตาลเทียมได้ เมื่อร่างกายยังไม่ได้รับน้ำตาล สมองจะสั่งการให้เรากินอาหารอื่น เพิ่มเพื่อสนองความต้องการให้สมบูรณ์ นอกจากน้ำหนักไม่ลด ยังเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ฯลฯ และยังไม่มีการยอมรับในวงการแพทย์ว่า กินแล้วไม่อ้วน ส่วนผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ (Low Fat) แม้จะมีการลดปริมาณไขมันแต่ก็มักเติมรสหวานเข้าไปแทนที่ เพื่อเพิ่มรสชาติให้น่ากิน ถ้าเพื่อน ๆ เข้าใจว่ากินเท่าไรก็ไม่อ้วน อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้น้ำหนักเพิ่มในที่สุด

ดังนั้น ทางที่ดีควรอ่านฉลากโภชนาการที่ระบุพลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค จะได้รู้ว่าควรกินในปริมาณมากน้อยแค่ไหน

กินผลไม้ไม่อ้วนหรอก : บางคนเข้าใจว่ากินผลไม้แล้วไม่อ้วน จึงกินมากหรือกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง แม้จะเป็นน้ำตาลจากผลไม้ แต่ถ้ากินมากก็อ้วนได้ แถมบางชนิดมีน้ำตาลสูงปรี๊ด เช่น กล้วยไข่ เงาะ มะม่วงสุก ลองกอง ลำไย ทุเรียน ฯลฯ หากรู้ตัวว่าวันไหนกินผลไม้มาก ควรลดอาหารพวกแป้ง และน้ำตาล เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยวเพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป

ดังนั้น กินผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ส้ม ฝรั่ง ชมพู่ แอ๊ปเปิ้ล ฯลฯ ทุกวัน วันละไม่เกิน 2 ผล เล็กได้ประโยชน์ แถมยังไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม

ดื่มเครื่องดื่มรสหวานแทนข้าวหรือขนม : บางคนพอดื่มเครื่องดื่มรสหวานแล้วรู้สึกอิ่มโดยไม่ต้องกินข้าว จึงเข้าใจว่าน่าจะช่วยลดน้ำหนักได้เครื่องดื่มหลายชนิดให้พลังงานสูงโดยที่เราคาดไม่ถึงเช่น นมรสหวาน 1 กล่อง ให้พลังงานประมาณ 250 kcal. ถ้าดื่มวันละ 2 กล่อง ให้พลังงานใกล้เคียงกับกินข้าวไข่เจียว 1จาน!

ดังนั้น จงระวัง! เครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ ใส่นม ครีมและน้ำตาล หรือน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำฝรั่ง น้ำอ้อยฯลฯ ให้พลังงานประมาณ 250 – 300 kcal ดื่มวันละ 2 แก้วไม่แตกต่างจากการกิน ข้าวเพิ่มวันละ 1 มื้อ ทำให้น้ำหนักขึ้นเดือนละ 2 – 3 กิโลกรัม

ออกกำลังกายมาก ๆ หุ่นจะได้ผอมเพรียว : หลายคนออกกำลังกายทุกวันเพื่อลดน้ำหนัก แต่น้ำหนักกลับไม่ลด ซ้ำยังเพิ่มจากเดิมถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 วันวันละ 15 – 20 นาทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงาน ถ้าเราใช้เวลาในการออกกำลังกายสั้นกว่านั้นแทนที่ร่างกายจะดึงไขมันที่สะสมมาใช้ กลับดึงกลูโคสในกระแสเลือดมาใช้แทน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ รู้สึกหิวและกินมากขึ้นทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล แถมบางคนยังคิดว่า ขอตามใจปากก่อนเดี๋ยวค่อยไปออกกำลังกายเผาผลาญทีหลัง ก็ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จเช่นกัน

ดังนั้น การออกกำลังกายมากเกินไปจะให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม คือ แทนที่จะดูสดชื่นแจ่มใส กลับรู้สึกอ่อนเพลียและดูโทรม

แล้วจะออกกำลังกายแบบไหนดีล่ะ : ออกกำลังกายที่เคลื่อนไหวร่างกายต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยานฯลฯ ควบคู่กับฝึกความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เช่น ยกเวต ฝึกกายบริหาร ฯลฯ เพื่อลดน้ำหนักและช่วยให้หุ่นเฟิร์ม แถมยังเป็นการลดไขมันในเส้นเลือดและเพิ่มการเผาผลาญ

ดังนั้น แนะนำกีฬาอย่าง ว่ายน้ำ (ขึ้นอยู่กับการออกแรง) 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 250 – 650 kcal. กาย บริหาร 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 220 kcal. เต้นรำ 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 300 kcal. เดินเล่น 1 ชั่วโมง เผาผลาญ 120 kcal. ลองเลือกที่เหมาะกับคุณดูนะคะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจกับการลดน้ำหนักที่ผ่านมา ว่าทำไมน้ำหนักเราถึงไม่ค่อยจะลดลงสักที ลองปรับพฤติกรรมใหม่ตามแนวทางที่เหมาะสมนี้ ตั้งใจลดด้วยหลักการที่ถูกต้องกันอีกที หุ่นสวยและสุขภาพดี อยู่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนค่ะ

โดย “PrincessFangy”
Twitter @Princessfangy
เนื้อหาบางส่วนจาก http://kbeautifullife.askkbank.com/

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มีนาคม 2557

ของกินลดน้ำหนัก อยู่ในมหาสมุทร

thairath140404_001มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลของอังกฤษค้นพบยาลดน้ำหนักขนาน ธรรมชาติ อยู่ในสาหร่ายทะเลที่มีอยู่ทั่วไปนี่เอง

พวกเขาพบว่าสารประกอบอย่างหนึ่งในสาหร่ายทะเลมีสรรพคุณปิดกั้น ไม่ให้ลำไส้ดูดไขมันออกไปได้

วารสารวิชาการ “เคมีอาหาร” รายงานว่า พวกเขาได้พบจากการ ทดลองว่า สาหร่ายทะเลอย่างหนึ่ง ช่วยขัดขวางไม่ให้ลำไส้ดูดซึมไขมันได้ถึงร้อยละ75

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ศาสตราจารย์ เจฟฟ์ เพียร์สัน กล่าวแจ้งว่า ได้ทดลองใช้สาหร่ายเอาไปทำขนมปังเพื่อทดลองดูและรู้ผลในขั้นแรกแล้วว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

ทางด้านนักโภชนาการได้ให้ความเห็นว่าแม้จะประจักษ์ว่ามันได้ผลในการลดน้ำหนักจริงๆ แต่ควรใช้วิธีป้องกันด้วยการไม่กินของมันๆให้มากเสียแต่ทีแรกจะดีกว่า.

 

ที่มา : ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

.

Related Article :

.

bbc140401_001

Seaweed could be key to weight loss, study suggests

 

Seaweed could be the secret ingredient to losing weight, research has suggested.

Scientists at Newcastle University said a compound found in common seaweed would stop the body absorbing fat.

Tests showed that alginate, found in sea kelp, can suppress the digestion of fat in the gut.

The findings, published in the journal Food Chemistry, showed that a four-fold increase in one type of alginate boosted anti-fat absorption by 75%.

Although not normally regarded as particularly appetising, the natural fibre found in kelp which stops the body absorbing fat could become more appealing to people trying to lose weight.

‘Extremely encouraging’

The scientists said tests on alginate extracted from the seaweed showed it could reduce the amount of fat the body absorbed.

They used it in bread during trials and found even a small amount reduced people’s fat intake by a third. Now they hope to start full clinical trials.

Lead scientist Prof Jeff Pearson, from Newcastle University’s Institute for Cell and Molecular Biosciences, said: “We have already added alginate to bread and initial taste tests have been extremely encouraging.

“Now the next step is to carry out clinical trials to find out how effective they are when eaten as part of a normal diet.”

Researchers investigated the ability of alginate to reduce fat break-down by a digestive enzyme, pancreatic lipase.

Blocking the action of the enzyme resulted in lower amounts of fat being absorbed by the body.

While they said this could help fight obesity, dieticians point out the best way to avoid absorbing too much fat is to cut the amount eaten in the first place.

SOURCE : www.bbc.co.uk

6 เคล็ดลับ! ง่ายๆ บ๊ายบาย…’ความอ้วน’

thairath140225_002aหลายๆ คนคงกำลังเครียดกับการหาวิธีลดความอ้วน ทำอย่างไรดี ทำวิธีไหนถึงจะเห็นผล “ไทยรัฐออนไลน์” ได้หาทริกเคล็ดลับการลดความอ้วนในแบบที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน จะมีอะไรบ้างติดตามอ่านกันได้…

1.ไม่กินมันฝรั่งทอด

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดบอกไว้ว่า คนที่ชอบกินมันฝั่งทอดแผ่นในปริมาณที่มากๆ มีแนวโน้มที่จะอยากกินอาหารขยะ ขนมจุบจิบชนิดอื่นๆ ตามมาอีกมากยิ่งขึ้น เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ไม่พ้นที่น้ำหนักตัวจะพุ่งทะยานด้วยความรวดเร็ว ถ้าเกิดอยากกินก็ควรกินแค่นิดหน่อยถุงเดียวก็เพียงพอ ถ้าเกิดอยากบอกลาความอ้วนจริงๆ ไม่กินเลยน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว ควรหันไปกินของที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ผัก ผลไม้ต่างๆ

2.กินโยเกิร์ตทุกวัน

มีผลการวิจัยออกมาว่าการกินโยเกิร์ตเป็นประจำทุกวัน โดยให้เน้นที่รสธรรมชาติ น้ำตาลน้อย ไขมัน 0% จะช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างง่ายดาย ซึ่งเป็นเคล็ดลับสำคัญในการรักษารูปร่าง ถ้าให้ดีต้องกินโยเกิร์ตขนาด 100-150 กรัม กินให้เป็นนิสัยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้เกือบครึ่งกิโลกรัม ภายในเวลา 4 ปี

3. ดื่มน้ำเต้าหู้มื้อเช้า

ปกติยามเช้าจะเป็นช่วงเวลาเร่งรีบ รีบทำนู่นนี่นั่น ไม่มีเวลาพอจะทำอาหารเช้าทานให้ครบ 5 หมู่ หลายๆคนเลยประทังชีวิตด้วยขนมปัง หรือจะเป็นจำพวกซีเรียล คอร์นเฟลกใส่นม กินง่ายทำง่าย รวดเร็วประหยัดเวลาได้ดีทีเดียว แต่ถ้าอยากทำให้สุขภาพดีและยังลดความอ้วนได้อีกด้วยให้ลองเปลี่ยนมื้อเช้าหันมาดื่มน้ำเต้าหู้ไม่หวานจะเพิ่มทอปปิ้งเป็นลูกเดือยก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็อิ่มอร่อย เป็นนักเฮลตี้ตัวยงกันได้แล้วแหละ

4.ลดน้ำหนักด้วยแป้ง

เมื่อถึงคราวอยากลดน้ำหนัก ผู้หญิงหลายๆ ตั้งปฏิญาณตนว่า “จะไม่กินแป้งหลังบ่ายสาม” แต่จริงๆ แล้วมีผลการศึกษาที่จัดทำเป็นเวลา 6 เดือนออกมา สวนทางกับความเชื่อเก่าๆ ของสาวๆ มีผลลัพธ์กลับมาในทางตรงกันข้ามกัน คนที่กินแป้งเยอะในมื้อเย็นสามารถลดน้ำหนักโดยรวมได้มากกว่ากลุ่มควบคุมที่กินแป้งกระจายตลอดวัน เห็นแบบนี้แล้วสาวๆ หลายคนคงสบายใจกันได้ อย่าหักโหมลดแป้ง อดข้าวมากจนเกินไป แค่เรากินให้ถูก กินให้ตรงเวลาทั้ง 3 มื้อ ช่วงแรกคือ 06.00-07.00 น. ตามด้วยเวลา 10.00-11.00 น. และสุดท้าย 16.00-17.00 น. ช่วงเวลาเหล่านี้ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด และถ้าให้ดีใครต้องกินอาหารช้าๆ จะช่วยให้เราอิ่มเร็วขึ้น

5.ส้อมใหญ่ลดน้ำหนัก 

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าการใช้ส้อมขนาดใหญ่มักจะกินอาหารได้มากขึ้นและทำให้น้ำหนักขึ้นตามมาด้วย แต่จริงๆ แล้วมีนักวิจัยที่ติดตามพฤติกรรมการกินโดยใช้ส้อมสองขนาดเพื่อควบคุมการกินและได้พบกับผลลัพธ์ที่ทำให้หลายคนแปลกใจกันได้ว่า “คนที่กินอาหารด้วยส้อมขนาดใหญ่กว่า กินน้อยกว่าคนที่ใช้ส้อมขนาดปกติ”

6.กดจุด หยุดน้ำหนัก

มีวิธีที่ช่วยให้ผอมคือการกดจุด มี 3 จุดที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ก่อนทานอาหาร ให้เรากดนิ้วหัวแม่มือลงไปที่ริมฝีปากบนด้วยน้ำหนักปานกลางค้างไว้ 20 วินาที จุดที่สองคือกลางฝ่ามือกดตั้งแต่ปลายนิ้วกลางมาถึงข้อมือครั้งละ 3 วินาที จุดที่สามคือ กระดูกใต้ไหปลาร้า ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปเบาๆ กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ แล้วมาเปลี่ยนเป็นการเคาะหลังมือเบาๆ  สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวา และกรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย ขวาก็กรอกไปทางขวา ทำประมาณ 10 ครั้ง จะช่วยลดความอยากอาหารได้

ที่มา: ไทยรัฐ 25 กุมภาพันธ์ 2557

อ้วนมาก–หิวมาก–ปรับปรุงอย่างไร ?

dailynews140202_003aปัจจุบันคนอ้วนที่ไม่ได้มีโรคที่ทำให้อ้วน ไม่มีความไม่ปกติของฮอร์โมนแต่อ้วนเพราะหิวบ่อย มีความนิยมรสนิยมอาหารเป็นเลิศ ทานอาหารทุกประเภท ทุกอาหารประจำชาติ ไม่ว่าไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อิตาลี หรืออาหารตะวันตก อ้วนประเภทต่อเนื่อง หยุดอ้วนไม่ได้ ห้ามใจไม่ได้ แพทย์มีทางช่วยได้คือ เสนอการผ่าตัดที่เรียก Bariatric หรือ weight loss surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน ซึ่งเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในต่างประเทศ ทั้งนี้เพราะให้ผลการรักษาที่ชัดเจน

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด คือในผู้ป่วยที่มี BMI 37 ขึ้นไป หรือ BMI 32 ร่วมกับมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

หมายเหตุ : body mass index (BMI) คือน้ำหนักตัว เป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร ยกกำลังสอง

โรคอ้วนมาจากปัจจัยที่ซับซ้อน เป็นผลร่วมกันระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม ฮอร์โมน การสันดาปของร่างกาย และสิ่งแวดล้อมปัจจุบันประชากรโลกประสบกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยที่ทั่วโลกมีผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินอยู่ประมาณ 1.7 ล้านล้านคน ซึ่งถือเป็นภาวะที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างมากเพราะก่อให้เกิดโรคที่ร้ายแรงหลายโรคตามมา เช่น เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง และเพิ่มอุบัติการณ์เกิดมะเร็งของมดลูก ลำไส้ใหญ่ และเต้านม มีผู้ป่วยหลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน หลายๆวิธี เช่น ออกกำลังกาย ลดอาหาร รับประทานยาลดความอ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถลดความอ้วนได้

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับผู้ป่วยโรคอ้วน โดยวิธีการผ่าตัดลดความอ้วน ซึ่งในต่างประเทศใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว

การรักษาโรคอ้วนด้วยการผ่าตัด เป็นวิธีเดียวที่จะคงผลของการลดน้ำหนักได้ในระยะยาว  (Sustain weight loss) การควบคุมน้ำหนักโดยการงดอาหาร การใช้ยา และการออกกำลังกายจะได้ผลในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งถ้าหยุดควบคุมก็อาจมีโอกาสกลับมาอ้วนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้

การผ่าตัดลดความอ้วน (Bariatric Surgery)  ได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์และสถาบันสุขภาพชั้นนำทั่วโลก เช่น U.N., WHO, American Academy of Family Practice เป็นต้นว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ผลมากที่สุด วัตถุประสงค์การผ่าตัด คือการลดการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลง และช่วยให้โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ หายไปหรือดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น และชีวิตยืนยาวเทียบเท่ากับคนปกติ

dailynews140202_003b

การผ่าตัดลดความอ้วนโดยใช้กล้อง มีอยู่ 3 วิธีคือ

1. Roux-en-Y gastric bypass (RYGB) หรือ Gastric Bypass (การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก
คือ การผ่าตัดกระเพาะอาหารด้านบนให้มีขนาดเล็ก และตัดเอาลำไส้ส่วนล่างเข้าไปต่อใหม่ ตัดต่อเหมือนทำสะพานข้ามช่วงที่ดูดซึมไขมัน หรือสารอาหารบางอย่างที่ทำให้อ้วนออกไป ย่นระยะทางที่ทำให้อาหารอยู่ในลำไส้สั้นลง เพื่อลดปริมาณการรับประทานอาหารและลดการดูดซึมอาหาร การผ่าตัดแบบบายพาสนี้ เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมานาน ซึ่งพบว่า สามารถช่วยให้น้ำหนักลงได้ดี มีผลอยู่นาน จึงเป็นวิธีผ่าตัดที่วงการแพทย์ใช้เป็นมาตรฐาน แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ป่วยต้องทานวิตามินเสริมให้มากทั้งวิตามิน บี 12 วิตามินรวม และแคลเซียม เนื่องจากร่างกายจะมีศักยภาพในการดูดซึมสารอาหารน้อยลงหลังผ่าตัด

2. Gastric Sleeve (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม)
คือ การผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะลงให้มีรูปร่างคล้ายกล้วยหอม (Sleeve Gastrectomy) โดยตัดกระเพาะส่วนล่างออกไปจากร่างกาย คนไข้จะมีขนาดกระเพาะอาหารที่เล็ก ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และเนื่องจากกระเพาะส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ทำให้เกิดการหิวถูกตัดออกไป ทำให้ไม่รู้สึกหิว และรู้สึกอิ่มไวขึ้น

3. Adjustable gastric banding (AGB) หรือ Gastric Banding (การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ)
คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยการใช้ที่รัดกระเพาะ (Silicone Band) ที่สามารถปรับเปลี่ยนขนาดกระเพาะได้ตามความต้องการนำไปวาง และรัดไว้ที่ขั้วของกระเพาะอาหาร โดยด้านในของ Banding จะมีบอลลูนเชื่อมต่อกับท่อที่เรียกว่า Port ซึ่งจะนำมาวางไว้ใต้ผิวหนังเช่นเดียวกับ Port ที่ให้เคมีบำบัด ซึ่ง Port นี้ใช้สำหรับฉีดน้ำเกลือเข้าไป หรือดูดออก เพื่อให้บอลลูนโป่งขึ้น-แฟบลง เมื่อบอลลูนโป่งจะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง แต่ถ้ารับประทานอาหารไม่ได้ ร่วมกับมีอาการอาเจียน ก็ดูดน้ำเกลือออกได้ เพื่อให้รับประทานอาหารได้ตามปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมาพบแพทย์ทุก 3 เดือนหลังทำการผ่าตัด เพื่อปรับหาปริมาตรของน้ำเกลือที่ช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ดี และรับประทานอาหารได้อย่างมีคุณภาพ

*ก่อนการตัดสินใจแนะนำให้ผ่าตัด แพทย์ต้องมีการประเมินภาวะร่างกาย รวมทั้งสุขภาพจิตและความเข้าใจในเรื่องการรักษาของผู้ป่วยให้ชัดเจนด้วย เพราะการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความสวยงามแต่เพื่อการรักษา ซึ่งผู้ป่วยต้องร่วมมือกับแพทย์ในการทำตามเงื่อนไข เช่น ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายในปริมาณที่เหมาะสมด้วย จึงจะเป็นผลสำเร็จ

ข้อมูลจาก พ.อ.นพ.สุทธจิต ลีนานนท์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผ่าตัดลดน้ำหนัก ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป รพ.พญาไท 2 อินเตอร์เนชั่นแนล / http://www.phyathai.com

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 2 กุมภาพันธ์ 2557

รอบเอวเพิ่มเพราะไม่ทำงานบ้าน

dailynews131230_001ในยุคสมัยที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ ผู้หญิงทำงานบ้านลดน้อยลง ใช้ชีวิตข้างนอกมากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุของค่าเฉลี่ยรอบเอวที่เพิ่มขึ้น

เว็บไซต์เดลิเมล์ ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ผู้หญิงในยุคปี ค.ศ.1950 มีรอบเอวเฉลี่ย 28 นิ้ว ขณะที่ ผู้หญิงปัจจุบัน มีรอบเอวเฉลี่ย 34 นิ้ว (ขนาดตัวของผู้หญิงตะวันตก) โดยเห็นว่าค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมา 6 นิ้ว

นักวิจัยได้กล่าวถึงสาเหตุว่า นั่นเพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ต้องทำงานบ้านมากเท่าคนรุ่นปู่ย่าตายาย และยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกในครัวเรือนที่ทันสมัย ซึ่งแม่บ้านในยุค1950 สามารถเผาผลาญได้ถึง 1,000 แคลอรี่/วัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้หญิงในทุกวันนี้ ที่มีวิถีชีวิตอยู่ประจำที่มากขึ้น แม้จะทำงานเต็มเวลาแต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ทั้งวันนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน

นอกจากผู้หญิงในยุค 1950 จะมีโอกาสได้ทำงานบ้านมากกว่าแล้ว ยังกินน้อยกว่าอีกด้วย ที่สำคัญคือในยุคนั้นแทบจะไม่มีอาหารจานด่วนเลย โดยปกติจะบริโภคเพียง 1,818 แคลอรี่ในแต่ละวัน ขณะที่ปัจจุบันบริโภคถึง 2,178 แคลอรี่ ซึ่งค่ากลางของแคลอรี่ต่อวันคือประมาณ 2,000 แคลอรี่

ดร. รอส อัลท์มันน์ ผู้อำนวยการทั่วไปของ Saga ได้กล่าว่า หากมองย้อนกลับไปจะพบในปี 1950 ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้มีเครื่องซักผ้า แล้วลองคิดถึงการซักผ้านวมด้วยตนเอง นั่นเป็นคำตอบที่ว่าทำไมผู้หญิงในยุคนั้นจึงสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากมาย ทั้งๆที่อยู่กับบ้าน แต่ผู้หญิงวันนี้มีตารางเวลาที่ยุ่งอยู่แล้ว การออกกำลังกายของพวกเขาต้องไปที่ยิมหรือไม่ก็อาศัยการเดิน

อาหารจานด่วนก็มีส่วน แทม ฟราย กล่าวในงานประชุมโรคอ้วนแห่งชาติ ว่าแม้โรคอ้วนจะมีผลกระทบต่อทั้งสองเพศ แต่อัตรามีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นในกลุ่มผู้หญิง เพราะน้ำหนักจากในช่วงการตั้งครรภ์ ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นถึงอัตราการเป็นโรคอ้วนว่า ร้อยละ 23.9 เป็นผู้หญิง ส่วน ร้อยละ 22.1 เป็นผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม “เดลินิวส์ออนไลน์” ซักถามแพทย์ในบ้านเราเพิ่มเติม สำหรับ “นพ.กฤษดา ศิรามพุช” ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ความเห็นว่า ที่จริงแล้ว รอบเอวของผู้ชายก็กว้างขึ้นเหมือนกัน แต่ที่ผู้หญิงเห็นชัดกว่าก็เพราะว่า…

1) อิทธิฤทธิ์ของฮอร์โมนที่ชื่อ เอสโตรเจน และ โปรเจสเตอโรน ที่รวมกันเกิดผลลัพธ์ให้สาวๆ อวบขึ้นมาง่ายกว่าชายหนุ่ม

2) สรีรวิทยาของสตรี มีไขมันมากกว่าเมื่อเทียบผู้ชาย พูดง่ายๆ ว่านิ่มนวลจากไขมันที่เยอะกว่าไม่เหมือนผู้ชายที่ดูบึกบึนเพราะมีกล้ามเนื้อ

3) ผู้หญิงมีวัยทองที่ชัดเจน แต่ผู้ชายไม่ชัด

ทั้ง 3 ปัจจัยนี้รวมกันเป็นผลลัพธ์เท่ากับรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและเมื่อร่วมกับสิ่งสำคัญคือ “ออกกำลังกายน้อยลง” เมื่อเทียบกับแต่ก่อนจึงทำให้ภายในเวลา เพียง 6 ทศวรรษ สาวๆจึงมีวิวัฒนาการรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นถึงเกือบ 10 นิ้ว

ทางแก้ที่ทำได้เองและง่ายก็คือ “หาเรื่องกระชับพื้นที่รอบพุง” เช่นการหาเรื่องลดพุงด้วยวิธีนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เหมือนกับเราตั้งเป้าไว้แต่ไม่ถึงกับจริงจังจนเครียด, “มุ่งขยับกายให้ได้ทุกอิริยาบถ” ทำให้ทุกขณะคือการออกกำลัง แล้วจะช่วยปรับฮอร์โมนกับเพิ่มกล้ามได้ เช่น จอดรถไว้ไกลกว่าเดิมแล้วขยันเดินเอา หรือลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปคุยงานแทนการส่งไลน์ เมื่อพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์ก็นั่งหลังตรงผึ่งผายไม่นั่งจม ขณะดูโทรทัศน์ก็ต้องหาทางออกกำลังกายไปด้วย เช่น ซิทอัพหรือแกว่งแขนช่วงพักโฆษณา,

“ห้ามอดนอน” เพราะมีผลต่อน้ำหนักร่างกายและรอบเอวมาก การนอนน้อยมีผลทำให้บวมแบบไม่ตั้งใจและลดยากมาก เพราะการนอนดึกจะส่งผลให้ต่อมหมวกไตหลั่งเคมีที่เก็บไขมันเข้ามา ดังนั้นคนที่นอนดึกจึงมีสภาพเสี่ยงอ้วน, “ตอนกินให้เลี่ยงแป้ง” แป้งคือตัวที่ทำให้อ้วนได้มาก ยิ่งในสตรีที่มีไขมันในร่างกายสูงง่ายอยู่แล้ว การกินแป้งเกินเข้าไปหน่อยเดียวอาจส่งผลให้เพิ่มไขมันโดยไม่รู้ตัว เพราะแป้งสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะในสตรียุคใหม่ที่ไม่ค่อยเผาผลาญนักจากรูปแบบการทำงานแบบ ติดโต๊ะ(Sedentary work) ติดเก้าอี้ประชุม หรือติดโซฟา(Couch potato)เมื่อได้กลับมาพักที่บ้าน

และ “อย่าแกล้งฮอร์โมน” โดยการรับประทานฮอร์โมนจากภายนอกโดยไม่จำเป็น เช่น กินยาคุมเพื่อรักษาสิว,กินฮอร์โมนตอนวัยทองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ หรือการรับประทานสมุนไพรที่มีผลกับฮอร์โมนเช่น ว่านชักมดลูก,กวาวเครือ รวมถึงการไปฉีดฮอร์โมนเสริมเพื่อชะลอวัยที่ยังไม่มีการยืนยันจากหลักฐานทางวิชาการ(Evidence based)

เมื่อได้รับทราบดังนี้แล้วไม่อยากเอวขยาย อ้วนง่ายกว่าคนสมัยก่อน ต้องรีบควบคุมอาหาร และออกกำลังกายรักษาหุ่น ซึ่ง “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามไปยัง “หมอหมี สมิติเวช” Dr.Carebear Samitivej คุณหมอที่ให้คำแนะนำเรื่องการลดน้ำหนัก จนมีผู้ให้ความสนใจและติดตามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ @Dr_Carebear

หมอหมี ระบุว่า การลดน้ำหนักจำเป็นต้องมีการตั้งเป้าที่ชัดเจน ตั้งใจวางแผน เน้นการปรับเปลี่ยนการทานอาหาร มีผักมากกว่าข้าวทุกมื้อ ข้าวควรเลือกข้าวกล้องไม่เกิน 1.5-2 ทัพพีต่อมื้อ ทานโปรตีนให้พอ เลี่ยงอาหารผัด ทอด มัน ของหวาน และจัดเวลาออกกำลังประจำ ไม่นอนดึกเกินไป ถ้าหากเผลอทานไม่ดี ลงโทษตัวเองด้วยการออกกำลังกายตามคำแนะนำ โดยทั้งหมดที่กล่าวมา ควรทำให้เป็นนิสัย ทั้งนี้ หากทำได้ดี จะลดน้ำหนักได้ 0.5-1 กิโลต่อสัปดาห์ ผลน้ำตาลไขมันในเลือดจะเห็นผลใน 6 สัปดาห์ สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มลดน้ำหนัก สามารถศึกษาคำแนะนำของหมอหมีเพิ่มเติมได้ที่ https://t.co/CEkGlwgKEi

รู้อย่างนี้แล้ว ถือฤกษ์ปีใหม่เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ได้รูปร่างที่สมส่วน ไม่อ้วนกันเถอะ.

จิราภา ภิญญสาสน์

ที่มา : เดลินิวส์  30 ธันวาคม 2556 

.

Related Article:

.

dailymail120624_001

Women put 6 inches on waists in 60 years: And the main reason? They don’t use as much elbow grease when they do the housework 

By SOPHIE BORLAND

PUBLISHED: 14:59 GMT, 24 May 2012

 

It’s almost enough to make you put down the paper and pick up the Hoover.

Women’s waistlines have grown by six inches over the past 60 years – because they don’t do as much housework as their forebears, researchers claim.

Without the benefit of modern household appliances, 1950s housewives used to burn up to 1,000 calories a day simply by doing the chores.

By comparison, today’s women have much more sedentary lifestyles, as many work full-time and spend most of the day sitting behind a desk.

The extra elbow grease needed for cleaning, washing and sweeping in the 1950s meant that the average middle-aged woman had a 28-inch waist. Today, the average measurement is 34 inches.

The research was carried out by Saga, the over-50s group, to mark the Queen’s Diamond Jubilee. 

It surveyed 8,000 men and women on their waist sizes, calorie intake and lifestyle, then compared the results with the average statistics for adults in 1952, the year of the Queen’s accession to the throne.

As well as leading more active lives, women in the 1950s also ate slightly less, as rationing was still in place and fast food barely existed.

Typically they consumed only 1,818 calories each day, compared with 2,178 calories now. The recommended allowance is 2,000 calories.

Dr Ros Altmann, Saga’s director-general, said improved gadgets had significantly reduced the time and effort required for housework. ‘If you think back to the 1950s most women would not even have had a washing machine,’ she said.

‘They wouldn’t have had duvets so the simple task of making a bed would have demanded far more physical activity. Women would have burned a significant number of calories just keeping the house going.’

Instead, today’s women have to set aside time in their already busy schedules for exercise, she said. ‘Nowadays you have to actually go to the gym to take exercise. My mum didn’t even have a car, she would have walked everywhere.

Dr Altmann added: ‘I think there’s some element with the availability of fast food but women in the 1950s would still have eaten chips and puddings. It seems to me that the physical activity demanded by keeping a home was ensuring women were fitter and thinner than they are today.’

Tam Fry, of the National Obesity Forum, said that although obesity affects both sexes, rates tend to be higher among women because of weight gained during pregnancy.

He said many struggle to lose the extra pounds between giving birth becoming pregnant with their second child.

22N-WOMENS SHAPE GRAPHIC

The latest figures show 23.9 per cent of women are obese, compared with  22.1 per cent of men.

Saga’s survey also showed how the relationship between the generations has changed over the past six decades.

Grown-up children were once expected to subsidise the income of their parents, but today the over-50s are increasingly likely to still be supporting their offspring instead.

Attitudes towards retirement have also changed. In 1952, finishing work was seen as a chance to rest and relax. Men aged 65 had a life expectance of 12.1 years, while for women it was 15.5 years.

Nowadays, life expectancy for 65-year-olds is 21.7 years for men and 24.2 years for women. It means retirement tends to be seen as an opportunity to change direction – but also that nearly four in ten adults want to, or have to,  continue working  after retirement.

SOURCE : www.dailymail.co.uk

คุณค่าน่ารู้ของ “ชาอู่หลง”

dailynews131223_001ชา เครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ครองใจผู้คนในหลายเชื้อชาติมายาวนาน เพราะนอกจากจะมีสรรพคุณที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ แล้ว ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประโยชน์ของชาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับในระยะหลังๆ มานี้ผู้คนเริ่มตระหนักและกลับมาให้ความสำคัญกับการดูแลตนเองกันมากขึ้น อาหารที่มีประโยชน์และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่าง “ชา” จึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ

หากเอ่ยถึงชา “ชาอู่หลง” จัดว่าเป็นเครื่องดื่มซึ่งคงความเป็นเอกลักษณ์ เพราะเป็นชาที่คัดเลือกเฉพาะใบอ่อนที่สมบูรณ์ ผ่านกระบวนการแบบกึ่งหมักแล้วจึงอบแห้ง ให้รสชาติระหว่างชาสดและชาบ่ม จึงจัดได้ว่าเป็นชาที่กลมกล่อมที่สุดในบรรดาชาจีน เมื่อดื่มแล้ว กลิ่นหอมชุ่มคอจะติดอยู่เป็นเวลานาน ที่สำคัญมีสรรพคุณในการช่วยป้องกันและบำบัดโรคต่างๆ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงประโยชน์มากมาย แต่ที่น่าสนใจและเป็นที่เลื่องลืออย่างยิ่งก็คือช่วยในการลดการดูดซึมไขมันและช่วยควบคุมน้ำหนักได้

จากรายงานการวิจัยพบว่า ชาที่มีการผ่านกระบวนการหมักเพียงบางส่วนอย่างชาอู่หลงนั้น ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีเกิดสารใหม่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่เรียกว่า สารกลุ่มโพลิเมอร์ไรซ์ โพลิฟีนอล หรือ โอทีพีพี (OTPP; Oolong Tea Polymerized Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่พบในชาอู่หลงเท่านั้น มีผลลดการดูดซึมไขมัน ลดและควบคุมไขมันในเลือด ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ภายหลังการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต รวมทั้งลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ชาอู่หลงยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยที่เกิดจากการเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต ความเครียด หรือมลภาวะต่างๆ จึงช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยทางคลินิกหลายการศึกษา แสดงให้เห็นผลของการดื่มชาอู่หลงต่อการลดความอ้วนในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน การศึกษาของ Rong-rong H และคณะ พบว่าการบริโภคชาอู่หลงวันละ 8 กรัม เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงมากกว่า 1 กิโลกรัม ไขมันสะสมในร่างกายลดลง 12% และมีความสัมพันธ์กับเส้นรอบวงเอวที่ลดลง ส่วนการศึกษาของ Junichi N และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงที่มี OTPP ปริมาณสูง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ช่วยให้ไขมันในช่องท้อง (Visceral fat) ลดลง โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เช่นเดียวกันกับการศึกษาของ Maekawa T และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลงทำให้น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย มวลไขมันรวมในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง เส้นรอบวงเอว เส้นรอบวงสะโพกและความหนาของชั้นไขมันใต้ผิวหนังลดลง และมีความปลอดภัยในการบริโภค สอดคล้องกับการศึกษาของ Nakamura J และคณะ พบว่า การดื่มชาอู่หลง สามารถลดไขมันสะสมในช่องท้อง และขนาดรอบวงเอว ดังนั้นการดื่มชาอู่หลง จึงน่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันและบำบัดภาวะอ้วนลงพุง หรือ Metabolic syndrome ได้

ด้วยคุณค่าจากธรรมชาติที่มากด้วยประโยชน์เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ชาอู่หลง” จะกลายเป็นเครื่องดื่มคู่ใจของผู้ที่รักและห่วงใยสุขภาพอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการดูแลน้ำหนักตัว อย่างไรก็ตาม ควรดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ร่วมกับการควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ไร้ปัญหาน้ำหนักเกิน และสุขภาพดีตลอดไป

ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์

ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล

 

เอกสารอ้างอิง

Junichi N, Takanori T, Keiichi A, et al. Jpn Pharmacol Ther 2007 ; 35 : 661-71.

Maekawa M, Teramoto T, Nakamura J, et al. Effect of long-term Intake of “KURO-Oolong tea OTPP” on body fat mass and metabolic syndrome risk in over weight volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2011; 39: 889-900.

Nakamura J, Abe K, Ohta H and Kiso Y. Lowering Effects of the OTPP (Oolong Tea Polymerized Polyphenols) Enriched Oolong Tea (FOSHU “KURO-Oolong Tea OTPP) on Visceral Fat in Over Weight Volunteers. Jpn Pharmacol Ther 2008; 36(4).

Rong-rong H, Ling C, Bing-hui L, Yokichi M, Xin-sheng Y, Hiroshi K. Beneficial effects of oolong tea consumption on diet-induced overweight and obese subjects. Chin J Integr Med 2009; 15(1): 34-41.

ที่มา : เดลินิวส์ 23 ธันวาคม 2556

นักวิจัยยืนยันว่าการผ่าตัดอวัยวะย่อยอาหารเพื่อลดน้ำหนักปลอดภัยและแก้อาการเบาหวานประเภทที่สองได้

voathai130311_001การผ่าตัดอวัยวะย่อยอาหารเพื่อลดน้ำหนักเริ่มได้รับความนิยมในสหรัฐมานานราวสิบปีแล้ว การผ่าตัดดังกล่าวช่วยผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากลดน้ำหนักลงได้ ผู้ป่วยสามารถกลับไปมีรูปร่างที่อยู่ในระดับมาตราฐาน คุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีขึ้น ผู้ป่วยบางคนพบว่าหลังการผ่าตัด พวกเขาปลอดจากโรคเบาหวานประเภทที่สอง

แต่มีคำถามว่าการผ่าตัดอวัยวะย่อยอาหารเพื่อลดน้ำหนักปลอดภัยแค่ไหน หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยบางคนติดเชื้อและอาการเส้นเลือดขอดที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ในอดีตการผ่าตัดนี้มีเฉพาะในโรงพยาบาลบางแห่งที่เรียกว่า centers for excellence ที่บริการผู้ป่วยในโครงการสุขภาพที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่าย โรงพยาบาลเหล่านี้เคยถูกกำหนดให้ทำการผ่าตัดอวัยวะย่อยอาหารเพื่อลดน้ำหนักแก่ผู้ป่วยอย่างน้อยปีละ 125 ราย

การศึกษาชิ้นแรกนำโดยด็อกเตอร์จัสติน ดีมิค แห่งมหาวิทยาลัย University of Michigan ได้ศึกษาถึงผลดีของการผ่าตัดอวัยวะย่อยอาหารที่โรงพยาบาลเหล่านี้ว่าช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่

ด็อกเตอร์ดีมิคกล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าเมื่อเปรียบเทียบผลการผ่าตัดจากศูนย์์ centers for excellence กับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอื่นๆแล้ว ปรากฏว่าได้ผลเท่าๆกัน แสดงว่าการผ่าตัดที่ centers for excellence ไม่ได้ดีไปกว่าการผ่าตัดที่โรงพยาบาลอื่นๆ

ด็อกเตอร์ดีมิครายงานผลการศึกษานี้ในวารสาร the Journal of the American Medical Association โดยชี้ว่าผลการผ่าตัดเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ก่อนทีมงานเริ่มการศึกษาเนื่องจากบรรดาศัลยแพทย์มีประสบการณ์ในการผ่าตัดด้านนี้มากขึ้นจากการฝึกทำงานประจำในโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยและจากโครงการฝึกอบรมต่างๆ

ขณะที่เทคนิคในการผ่าตัดพัฒนาก้าวหน้าขึ้นและศัลยแพทย์ด้านนี้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ทีมวิจัยอีกทีมหนึ่งค้นพบข้อมูลที่ยืนยันได้เป็นครั้งแรกว่าการผ่าตัดอวัยวะย่อยอาหารสามารถแก้ไขอาการโรคเบาหวานประเภทที่สอง ซึ่งเป็นสภาวะที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

ด็อกเตอร์เซ็งกีต้า คาชอ็อพ แห่ง Cleveland Clinic เป็นหัวหน้าทีมนักวิจัยชุดที่สองที่ทำการศึกษาประเด็นนี้ ด็อกเตอร์คาชอ็อพกล่าวว่าการศึกษาพบว่าการการผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนทำงานไ้ด้เป็นปกติอีกครั้ง

ทีมวิจัยพบว่าอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ตับอ่อนสามารถทำงานได้เป็นปกติก่อนหน้าที่ผู้ป่วยจะลดน้ำหนักตัวที่เกินได้ทั้งหมดเสียอีก ด็อกเตอร์คาชอ็อพกล่าวว่าสาเหตุน่าจะมาจากการผ่าตัดไม่ให้อาหารที่รับประทานเข้าไปในลำใส้เล็กและฮอร์โมนต่างๆที่ผลิตออกมา

ด็อกเตอร์คาชอ็อพกล่าวว่าการบายพาสอาหารไม่ให้เข้าไปในลำใส้เล็กมีผลดีอย่างมากในการปรับให้ระบบการเผาผลาญพลังงานกลับไปทำงานได้เป็นปกติอีกครั้ง

ทีมวิจัยพบว่าผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักตัวลงได้เพราะการผ่าตัดบายพาสลำใส้ แต่นักวิจัยจำเป็นต้องศึกษาว่าทำไมผู้ป่วยบางคนจึงหายขาดจากโรคเบาหวานหลังการผ่าตัด เพื่อช่วยในการวินิจฉัยล่วงหน้าว่าใครจะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการผ่าตัดและเพื่อศึกษาดูว่าเป็นไปได้แค่ไหนที่วันหนึ่งในอนาคตการผ่าตัดแบบนี้จะสามารถนำไปใช้บำบัดผู้ป่วยโรคเบาหวานได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

ที่มา :  voathai.com 11.03.2013

.

Related Article :

.

CN- HEALTH GASTRIC BYPASS DIABETES

27 – Feb – 2013

Two medical studies are casting a new light on weight loss surgery. One shows that these surgical procedures to constrict, shorten or bypass the stomach have become safer. The other study provides the first clues to how this kind of surgery can reverse Type 2 diabetes, a potentially life-threatening condition affecting more than 300 million people around the world. Carol Pearson reports.

see video

http://www.voafanti.com/gate/big5/direct.voanews.com/audiovideo/cn-health-gastric-bypass-diabetes

Transcript

((SIGNED)) (( Title: Health: Gastric Bypass / Diabetes HEAD: Studies Show Weight Loss Surgery Is Safe and Can Reverse Type 2 Diabetes DATE: 02/26/2013 PUBLISHED AT: Tuesday, February 26, 2013 10:27:52 PM BYLINE: Carol Pearson DATELINE: Washington CAMERA: VIDEO EDITOR: Kip Silverman VIDEO FROM: Cleveland Clinic, JAMA, agencies NUMBER: 4323232 TYPE: VPKGN TRT: 2:50)) ((INTRODUCTION)) Two medical studies are casting a new light on weight loss surgery. One shows that these surgical procedures to constrict, shorten or bypass the stomach have become safer. The other study provides the first clues to how this kind of surgery can reverse Type 2 diabetes, a potentially life-threatening condition affecting more than 300 million people around the world. Carol Pearson reports. ((NARRATOR)) ((courtesy: Cleveland Clinic)) Weight loss surgery started gaining popularity in the U.S. about 10 years ago. The surgery helps obese people lose weight, and regain control of their bodies, their lives and their health. Some patients with diabetes even find they no longer have this disease after the surgery. But how safe is the procedure? Some early patients developed life-threatening infections and dangerous blood clots. At that time, the surgeries could be performed only at selected hospitals called “centers of excellence” for patients in a government-subsidized health program. To qualify, the hospitals had to be accredited by approved surgery groups. And they had to perform at least 125 bariatric procedures a year. A new study looks at whether having the surgery at a center of excellence made any difference. ((courtesy: Journal of the American Medical Association)) Dr. Justin Dimick from the University of Michigan led the research. ((DR. JUSTIN DIMICK, UNIVERSITY OF MICHIGAN)) “When we directly compared outcomes at centers of excellence to non-centers of excellence, they were equivalent. So, the so-called centers of excellence actually did not have better performance.” ((NARRATOR)) Dr. Dimick, who reported his findings in The Journal of the American Medical Association, says the outcomes started improving even before the study began because surgeons were gaining valuable experience from bariatric procedures in medical residency and training programs. Just as techniques have improved and bariatric surgeons have become more skilled, researchers also have provided the first clues to how gastric bypass surgery can reverse Type 2 diabetes, a condition in which the pancreas stops producing enough insulin to maintain healthy blood sugar levels. ((courtesy: Cleveland Clinic)) Dr. Sangeeta Kashyap ((San-GEE-tah KAHSH – op))at the Cleveland Clinic directed a study that looked at this issue. ((DR. SANGEETA KASHYAP)) “We found out the reason is because this type of gastrointestinal surgery restores the pancreas to function again.” ((NARRATOR)) The researchers found that in 40 percent of the patients, the pancreas started working again even before they lost all their weight. Dr. Kashyap says the trigger might be diverting the patient’s digestive tract past the small intestine and the hormones it produces. ((DR. SANGEETA KASHYAP)) “There’s something very beneficial about bypassing the intestine in restoring the body’s normal metabolism.” ((NARRATOR)) All patients benefited from the weight loss made possible by the surgery. But researchers need to find out why some the patients were cured of their diabetes, so they can predict who will benefit most from the surgery — and whether the procedure might one day be made to help more patients with diabetes. ((signed))

Credit: VOA – Broadcasting Board of Governors