นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อคพันธุศาสตร์ความผิดปกติของข้อในผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis)

นักวิทยาศาสตร์ปลดล็อคพันธุศาสตร์ความผิดปกติของข้อในผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis)

การศึกษาความร่วมมือระหว่าง the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium และ the Wellcome Trust Case Control Consortium มีหนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกของการปฏิสัมพันธ์ของยีน ที่พบในมนุษย์

โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด Ankylosing spondylitis เป็นโรคทางภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ autoimmune disease ในสหราชอาณาจักร์ UK พบว่าผู้ชายทุก 200 คนจะเป็นโรค AS 1 คน, ผู้หญิงทุก 500 คนจะเป็นโรค AS 1 คน พบมากในช่วงวันรุ่นตอนปลายถึงช่วงอายุยี่สิบต้น ๆ โรคนี้ไม่เพียงส่งผลต่อกระดูกสันหลังแต่ยังกระทบข้อ, เส้นเอ็น, จุดเกาะเอ็น อื่น ๆ มีบ้างที่กระทบต่อระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น ตา, ปอด, ลำไส้, หัวใจ

ขณะนี้การศึกษาดำเนินการในสหราชอาณาจักร UK, ออสเตรเลียและอเมริกาเหนือเปรียบเทียบจีโนมของ 3023 เคส กับกลุ่มควบคุม 8779 เคสที่มีสุขภาพดี มีการระบุชุดของภูมิภาคทางพันธุกรรม series of genetic regions ที่เกี่ยวข้องใหม่ในการเกิดโรค การค้นพบนี้ได้รับการยืนยันในกลุ่ม independent cohort 2,111 เคสและ กลุ่มควบคุม 4483 เคส ผลที่ได้มีการเผยแพร่ในวารสาร Nature Genetics

ศาตราจารย์ ปีเตอร์ ดอลเนลลี จาก  the Wellcome Trust Centre for Human Genetics, ประธานบริหาร the Wellcome Trust Case Control Consortium กล่าวว่า “ต้องขอบคุณผู้ป่วยข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis กว่า 5,000 คน ที่ได้ให้ตัวอย่าง DNA  เราจึงสามารถที่จะดำเนินการการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของพันธุศาสตร์ความเจ็บปวดและโรคแบบปิด. มันเผยให้เห็นมุมมองใหม่ของโรคที่สำคัญและบางเคสก็น่าแปลกใจ”

การศึกษานี้ สามารถระบุ regions of the genome ออกมา 3 รีเจียนส์ คือ – RUNX3, LTBR และ TNFRSF1A  ซึ่งในทางพันธุกรรมสายพันธุ์มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis    นอกจากนี้พวกเขาพบว่ามีอีกสี่ ยีน ที่มีแนวโน้มที่เกี่ยวข้องกัน คือ : PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 และ CARD9

เช่นเดียวกับนอกจากความเข้าใจของพันธุศาสตร์ต้นแบบของอาการของโรค การค้นพบหลักฐานสำคัญที่เป็นกระบวนการเฉพาะ โดยที่สัญญาณจะถูกส่งภายในเซลล์ — ที่รู้จักกันดีเรียกว่า IL – 23R pathway– เกี่ยวข้องกับความผิดปกติและอาจเป็นเป้าหมายสำหรับยารักษาโรค

การศึกษานอกจากนี้ยังมีเบาะแสว่าทำไมตัวแปรพันธุกรรมเฉพาะที่รู้จักกันดีคือ HLA – B27  จึงมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค นักวิทยาศาสตร์ได้รู้จักกันมาเกือบสี่สิบปีที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญนี้จะเพิ่มความเสี่ยงของการพัฒนาเป็นโรคนี้ ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis  9 ใน 10 คน มีตัวแปรนี้ ในขณะที่ไม่ใช่ทุกคนที่มีตัวแปรนี้จะพัฒนาไปจนเกิดอาการ ผู้ที่มีตัวแปรมีโอกาสเกิดอาการ 80 เท่าของผู้ที่ไม่มีตัวแปรนี้ แม้จะรู้อย่างนี้แล้ว แต่เราก็ยังไม่รู้ว่ากลไกของแต่ละตัวแปรทำให้เกิดอาการได้อย่างไร

นักวิจัยพบว่า ตัวแปรของยีน ERAP1 โต้ตอบกับ HLA – B27  จะมีผลต่อความไวต่อการเกิดโรค — หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยืนยันเป็นครั้งแรกของการปฏิสัมพันธ์ของยีน-ยีนมนุษย์ examples of gene-gene interaction seen in humans     สำหรับผู้ที่มียีน HLA – B27 มีความเสี่ยงของการพัฒนาเป็นโรคข้อสันหลังอักเสบลดลงโดยตัวแปรที่สี่ ถ้าหากพวกเขายังมีสองสำเนาของตัวแปรป้องกัน ERAP1 (two copies of the protective variants of ERAP1)

ERAP1 มีบทบาทในการทำให้โปรตีนในร่างกายกลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่าเปปไทด์ ยีนที่มีการโต้ตอบกับ HLA – B27 ให้ผลต่อเปปไทด์เหล่านี้ทำงานกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย   นี้เป็นกระบวนการที่จำเป็นสำหรับการเกิดการตอบสนองภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคที่บุกรุก  แต่เมื่อมันไปผิดที่ผิดทางผลคือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้เกิดการอักเสบและเกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อ นักวิจัยพบว่าตัวแปรบางส่วนของ ERAP1 ช่วยป้องกันอาการของ ankylosing spondylitis โดยการลดจำนวนของเปปไทด์ที่มี HLA – B27 ภายในเซลล์ นักวิจัยเชื่อว่า ERAP1 อาจช่วยรักษาอาการของโรคได้

นักวิจัยได้วิเคราะห์พันธุกรรม ตัวแปรของผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis แต่ละบุคคลซึ่งไม่มีตัวแปรยีน HLA – B27 พบว่าเกี่ยวข้องกับจีเนติค รีเจียนส์บางรีเจียนส์ genetic regions  เป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ถูกพบในบุคคลที่มี HLA-B27 เป็นลบ (ไม่มียีน HLA-B27) การค้นพบเหล่านี้บ่งชี้ความคล้ายคลึงกันมากระหว่าง การมี HLA-B27 เป็นบวก และพัฒนา ankylosing spondylitis เป็นลบ

ศาสตราจารย์ แมทท์ บราวน์ จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์, ออสเตรเลีย, กล่าวว่า :”งานของเราจะแสดงมูลค่าที่ดีของการร่วมมือการวิจัยพันธุศาสตร์กับการตรวจสอบการทำงานเพื่อตรวจสอบชีววิทยาพื้นฐานซึ่งนำไปสู่​​โรคที่พบบ่อยเช่น ankylosing spondylitis, สาเหตุของปริศนาที่มีอยู่นาน
 
“ในเวลานี้ ขณะที่เรามีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการอักเสบของโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis แต่เราก็ยังไม่มีการรักษาโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติดอย่างเป็นจริงเป็นจังเพื่อเกิดผลที่ดีขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดเรื้อรัง, การสูญเสียเคลื่อนไหวที่เด่นชัดและความพิการ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยทั่วไปของโรคนี้  เราต้องระมัดระวังเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาที่มีค้นพบเหล่านี้ แต่ก็ยังเป็นขั้นตอนที่มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ถูกต้อง.”

ศาสตราจารย์อลัน ซิลแมน, ผู้อำนวยการแพทย์ของ Arthritis Research UK ซึ่งได้รับการสนับสนุนการทำงานเบื้องต้นสำหรับการวิจัยทางพันธุศาสตร์กล่าวว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ แต่เพิ่มว่ามันจำเป็นจะต้องติดตามผลก่อนความสำคัญการวัดทางคลินิกจะถูกวัด “เรากำลังสนับสนุนการทำงานอย่างคร่ำเคร่งจำเป็นต้องตรวจสอบหรือว่าตั้งจุดประสงค์ทางพันธุกรรม (genetic)เหล่านี้ เป็นไปได้ที่จะมีโอกาสพบวิธีการรักษาใหม่ ๆ “เขากล่าว

การศึกษาได้รับการสนับสนุนโดย Arthritis Research UK , Wellcome Trust และ the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 

อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

Unlocking the genetics and biology of ankylosing spondylitis

A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties. While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

Now, a study carried out in the UK, Australia and North America comparing the genomes of 3,023 cases against those of 8,779 healthy controls has identified a series of genetic regions newly implicated in the disease. The findings were confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

Professor Peter Donnelly from the Wellcome Trust Centre for Human Genetics, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium says: “Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.”

The study identified three regions of the genome – RUNX3, LTBR and TNFRSF1A – in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

As well as furthering our understanding of the genetics underlying the condition, the findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells – known as the IL-23R pathway – is involved in the disorder and could be a target for drugs.

The study also provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease. Scientists have known for almost forty years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to eighty times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which the variant causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility – one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans. For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system. This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue. The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals. These findings indicate considerable similarity between the way HLA-B27 positive and negative ankylosing spondylitis develop.

Professor Matt Brown from the University of Queensland, Australia, says: “Our work shows the great value of partnering genetics research with functional investigations to determine the basic biology which leads to common diseases such as ankylosing spondylitis, the causes of which have remained an enigma for so long.

“At the moment, whilst we have effective treatments to suppress the inflammation in ankylosing spondylitis, we have no treatment to substantially improve its long-term outcome, particularly the chronic pain, marked loss of movement and disability and that are common consequences of this disease. We must be cautious about the promise that these findings offer, but they are a promising step in the right direction.”

Professor Alan Silman, Medical Director of Arthritis Research UK , which funded the preliminary work for the genetics research said the study was important, but added that it needed to be followed up before its significance could be measured clinically. “We’re supporting further intensive work needed to investigate whether these genetic targets could offer scope for novel treatment approaches,” he said.

The study was funded in part by Arthritis Research UK, the Wellcome Trust and the Oxford Comprehensive Biomedical Research Centre ankylosing spondylitis chronic disease cohort.

 Data from

 

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง

(เมดิคอล เอ็กซ์เพรส) การศึกษาผู้ป่วยข้อสันหลังอักเสบยึดติดที่มีอาการความผิดปกติของข้อมากกว่า 5000 คน ทำให้แยกชุดของตัวแปรทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับความเร็วในการพบอาการผิดปกติของข้อเพิ่ม เช่นเดียวกันกับพบเบาะแสใหม่ที่จะรักษาอาการป่วยได้ในอนาคต

อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง

 

Scientists unlock genetics of joint disorder ankylosing spondylitis

(Medical Xpress) — A study involving over 5,000 people living with the joint disorder ankylosing spondylitis has identified a series of genetic variants associated with increased susceptibility to the condition as well as providing new clues to how the condition may be treated in the future.

A series of genetic variants associated with the joint disorder ankylosing spondylitis has been identified in a study involving Oxford University researchers. The findings provide new clues as to how the condition may be treated in the future.

The study, a collaboration between the Australo-Anglo-American Spondyloarthritis Consortium and the Wellcome Trust Case Control Consortium, also provides one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

Professor Peter Donnelly from the University of Oxford, Chair of the Wellcome Trust Case Control Consortium, says: ‘Thanks to over 5,000 people with ankylosing spondylitis who have provided DNA samples, we were able to undertake the largest study of the genetics of this painful and often disabling disease. It revealed important, and in some cases surprising, new insights into the disease.’

Ankylosing spondylitis is an autoimmune disease that affects as many as one in 200 men and one in 500 women in the UK, typically striking people in their late teens and twenties.

While it mainly affects the spine, it can also affect other joints, tendons and ligaments. More rarely, it can affect other areas, such as the eyes, lungs, bowel and heart.

New genes identified

The new research, carried out in the UK, Australia and North America, compared the genomes of 3,023 people with ankylosing spondylitis against those of 8,779 healthy controls. This identified a series of new genetic regions implicated in the disease. The findings were then confirmed in an independent cohort of 2,111 cases and 4,483 controls. The results are published in the journal Nature Genetics.

The researchers identified three regions of the genome – RUNX3, LTBR and TNFRSF1A – in which genetic variants were strongly associated with ankylosing spondylitis. In addition, they found a further four which are likely candidates: PTGER4, TBKBP1, ANTXR2 and CARD9.

The findings also strengthen evidence that a particular process by which signals are transmitted within cells – known as the IL-23R pathway – is involved in the disorder and could be a target for drugs.

Insight into disease processes

The study provided clues as to why a particular genetic variant known as HLA-B27 is associated with the disease.

Scientists have known for almost 40 years that this variant significantly increases the risk of developing the disease. Nine out of ten people with ankylosing spondylitis carry the variant. Whilst not everyone with the variant develops the condition, those who carry the variant are up to 80 times more likely to develop it than non-carriers. Yet despite this knowledge, the mechanism by which HLA-B27 causes the disease is still unknown.

The researchers found that variants of the gene ERAP1 interact with HLA-B27 to affect disease susceptibility – one of the first confirmed examples of gene-gene interaction seen in humans.

For individuals who carry HLA-B27, their risk of developing ankylosing spondylitis decreases by a factor of four if they also carry two copies of the protective variants of ERAP1.

ERAP1 plays a role in breaking down proteins within the body into smaller molecules known as peptides. The gene interacts with HLA-B27 to affect how these peptides are presented to the immune system.

This is an essential process for mounting an immune response to invading pathogens, but when it goes awry it can result in the immune system causing inflammation and damaging tissue.

The researchers found that some variants of ERAP1 protect against the development of ankylosing spondylitis by reducing the amount of peptide available to HLA-B27 within cells. The researchers believe that inhibiting ERAP1 may help treat the condition.

The researchers also analysed the genetic make-up of individuals with ankylosing spondylitis who did not carry the HLA-B27 variant and found associations with several genetic regions, the first time that associations have been found in HLA-B27 negative individuals.

Data from : Medical Xpress

 

ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมกับอาการเกี่ยวกับกระดูกข้อสันหลัง

โดย นินา ลาคานิ

11 กรกฎาคม 2554

ความก้าวหน้าทางพันธุกรรมทำให้รู้สาเหตุของภาวะกระดูกสันหลังที่รักษาไม่หาย อาจจะช่วยคนหนุ่มสาวนับหมื่นหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและความพิการ          นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ได้ค้นพบยีนเจ็ดชนิด ที่เกี่ยวข้องกับโรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด ankylosing spondylitis (AS), โรคข้ออักเสบจากภูมิคุ้มกันอัตโนมัติ (auto-immune) ที่ทำให้เกิดอาการปวดข้อที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรมในกลุ่มทดลอง 200,000 คน

การค้นพบนี้ปูทางสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีกว่าและการรักษาโรคแบบใหม่ และยังสามารถพิสูจน์อาการอื่น ๆ ที่สำคัญ ตามการวิจัย Nature Genetics

มีสองยีนจากเจ็ดยีนทางพันธุกรรมยังมีส่วนเกี่ยวข้องในโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันอัตโนมัติอื่น ๆ (auto-immune diseases) ที่พบบ่อย ได้แก่ Crohn’s disease และ coeliac disease ชาวยุโรปทุก 200 คนจะเป็นโรค AS หนึ่งคน และพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงสามเท่า

อาการโดยทั่วไป มีแนวโน้มที่เห็นชัดเจนในวัยรุ่นตอนปลายหรือช่วงอายุ 20 ต้น ๆ คืออาการปวดตึงหลัง ปวดหลังช่วงล่าง นอกจากนี้ยังมีการอักเสบของข้ออื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น กระดูกเชิงกราน, คอ, สะโพกและหัวเข่า

อ่านเพิ่มเติมข้างล่าง

Genetic breakthrough for spine condition

By Nina Lakhani

Monday, 11 July 2011

A genetic breakthrough into the causes of an incurable spine condition could help tens of thousands of young people to avoid pain and disability. Scientists from the University of Bristol have discovered seven genes involved in ankylosing spondylitis (AS), an auto-immune arthritis that causes debilitating joint pain for 200,000 Britons.

The findings pave the way for better diagnostic tests and new treatments, but could also prove important for other conditions, according to research in Nature Genetics.

Two of the seven genetic mutations are also involved in other common auto-immune diseases including Crohn’s disease and coeliac disease. AS affects one in every 200 Europeans, and is three times more common in men than women.

Common symptoms, which tend to manifest themselves in the late teens or early 20s, include episodes of severe stiffness and pain in the lower back, although the pelvis, neck, hip and knees can also be affected.

 

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ใช่นักแปลอาชีพและไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ กรุณาอย่านำข้อความภาษาไทยข้างต้นไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ

Advertisements

การศึกษา การตรวจ HLA-B27 โดยวิธี Flow cytometry (วารุณี คุณาชีวะ, นิภาพรรณ ลี้ตระกูล)

การศึกษา การตรวจ HLA-B27 โดยวิธี Flow cytometry

วารุณี คุณาชีวะ, นิภาพรรณ ลี้ตระกูล

 

 

 

บทคัดย่อ

ได้มีการศึกษาความสัมพันธ์ของ human leukocyte antigen (HLA) กับโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคข้อกระดูกสันหลังแข็งอักเสบยึดติด (ankylosing spondylitis: AS) พบว่ามีความสัมพันธ์สูงมากกับ HLA-B27 ดังนั้นการตรวจเพื่อให้ทราบสถานะของ HLA-B27 จึงมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยผู้ป่วยโรคนี้ การตรวจ HLA-B27 โดยทั่วไปใช้วิธี microlymphocytotoxicity วิธีนี้สิ้นเปลืองเวลาและวัสดุ และผู้ตรวจต้องมีประสบการณ์สูง ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธี flow cytometry มาตรวจ HLA-B27 โดยใช้ monoclonal anti-HLA-B27 ที่ conjugated ด้วยสารเรืองแสง การศึกษาในครั้งนี้ได้นำตัวอย่างเลือดจากผู้ป่วย ที่ทราบว่าเป็น HLA-B27 บวกจำนวน 35 ราย และที่เป็น HLA-B27 ลบจำนวน 48 ราย มาตรวจโดยวิธี flow cytometry โดยนำเลือดครบส่วนมาย้อมด้วย anti-HLA-B27-FITC/B7-PE วิเคราะห์ผลเทียบกับวิธี microlymphocytotoxicity test นอกจากนั้น ยังได้นำตัวอย่างเลือดจำนวน 53 ตัวอย่างที่ยังไม่เคยตรวจ HLA-B27มาตรวจด้วยวิธี flow cytometry ผลการตรวจตัวอย่างเลือด ที่ทราบชนิดของ HLA-B27 ได้ผลตรงกันทั้งสองวิธีแต่ในตัวอย่างเลือดที่ยังไม่ทราบชนิดของ HLA-B27 ตรวจพบ HLA-B27 บวก จำนวน 3 ราย HLA-B27 ลบ จำนวน 48 ราย และมีตัวอย่างเลือดอีก 2 รายที่ให้ผลอยู่ในช่วงที่แปลผลไม่ได้ ไม่สามารถระบุว่าเป็น HLA-B27 บวกหรือ HLA-B27 ลบ ผลการตรวจด้วยวิธี flow cytometry ในการทดลองครั้งนี้ พบว่าเป็นวิธีที่ตรวจได้ง่าย เหมาะสำหรับการตรวจในงานประจำ แต่จำเป็นต้องมีวิธีการตรวจยืนยันด้วยวิธีมาตรฐานในกรณีที่ผลการวิเคราะห์คลุมเครือจากวิธี flow cytometer วารสารเทคนิคการแพทย์เชียงใหม่ 2549; 39: 44-53.

อ่านวิทยานิพนธ์ฉบับเต็ม

ข้อมูลจาก: วารสารเทคนิคการแพทย์เชียงใหม่ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3 กันยายน 2549

การวิจัยศึกษา: การมีกิจกรรมทางเพศของผู้ป่วยชายที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด

การวิจัยศึกษา: การมีกิจกรรมทางเพศของผู้ป่วยชายที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด

โพสต์เมื่อ 24 สิงหาคม 2554

การวิจัยจัดทำที่ประเทศตุรกี ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Impotence Research  เกี่ยวกับ”ผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด AS มีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาทางเพศเนื่องจากการดำเนินของโรคและปัญหาทางอารมณ์ comorbid”

กลุ่มผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด AS ชาย จำนวน 43 คนและกลุ่มควบคุมชายสุขภาพดีและอายุใกล้เคียงกัน “เปรียบเทียบในความหมายของตัวแปร sociodemographic และสเกลความพึงพอใจกิจกรรมทางเพศของGlombok-Rust (GRSSS) และการสัมภาษณ์ทางคลีนิค”

ผลการศึกษาพบว่าคะแนนรวมของGRSSS ในกลุ่มผู้ป่วยโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติดสูงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผู้ป่วยเหล่านั้นยังมีการร้องเรียนทางเพศอย่างมีนัยสำคัญสูงกว่ากลุ่มควบคุม  การวินิจฉัยโรคผิดปกติทางเพศตาม DSM – IV สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในผู้ป่วย เช่นเดียวกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล   ในกลุ่มการศึกษา, GRSSS คะแนนรวมทั้งหมดมีความสัมพันธ์พอประมาณกับความรุนแรงของโรค   สถานะทางจิตวิทยามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกิจกรรมทางเพศ การประเมินโดยรวมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประเมินผลที่สมบูรณ์ในผู้ป่วยที่เป็น AS

อ่านเพิ่มเติมข้างล่าง

     Sexual Function in Male Patients with Ankylosing SpondylitisPosted on: 8/24/2011

A study conducted in Turkey, published by the International Journal of Impotence Research, concluded that “patients with ankylosing spondylitis (AS) may be vulnerable to sexual problems because of disease activity and comorbid emotional problems.” A total of 43 male patients with AS and a control group of healthy age-matched males were “compared in means of sociodemographic variables and sexual function with Glombok-Rust Sexual Satisfaction Scale (GRSSS) and clinical interview.”

“The total GRSSS score was significantly higher in patients with AS, whereas they also had significantly higher sexual complaint than healthy control. The diagnosis of sexual dysfunction according to DSM-IV was significantly higher in the patients with AS as well as depression and anxiety. In study group, GRSSS total score was modestly correlated with disease activity. The psychological status had close relation with sexual functions in AS. Overall assessment is required for complete evaluation in patients with AS”

To read the study abstract, click here.

Data from: http://www.spondylitis.org/press/news/521.aspx

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ใช่นักแปลอาชีพและไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ กรุณาอย่านำข้อความภาษาไทยข้างต้นไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ

งานวิจัยคุณภาพของชีวิตของทหารผ่านศึกที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (ankylosing spondylitis) โดย ไคล์ ดับบลิว เวสต์

งานวิจัยคุณภาพของชีวิตของทหารผ่านศึกที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด

Investigating Quality of Life in Veterans with Ankylosing Spondylitis

โดย ไคล์ ดับบลิว เวสต์

สปอนดิลิทีส พลัส พิมพ์เผยแพร่ฤดูร้อนปี 2554

หมายเหตุบรรณาธิการ: ข้อความด้านล่างคัดมาจากงานปริญญานิพนธ์ เรื่อง”คุณภาพของชีวิตในทหารผ่านศึกที่เป็นโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติด (ankylosing spondylitis)” โดย ไคล์ ดับบลิว เวสต์ ผู้ซึ่งได้รับปริญญาโทสาขาวิทยาศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ซึ่งเป็นผลงานวิจัยสำหรับกรมสวัสดิการสุขภาพทหารผ่านศึกนอร์ท เท็กซัส แผนกรูมาโตจี ภายใต้การแนะนำของแพทย์คารา เพรสค็อตต์

เราต้องการให้ผู้อ่านได้รับรู้บทส่งท้ายในงานวิจัย ดุลพินิจและความคิดเห็นส่วนตัวของผู้นิพนธ์

ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการวิจัยในหัวข้อนี้ ผู้นิพนธ์ไม่เคยได้ยินชื่อโรคข้อสันหลังอักเสบชนิดยึดติดมาก่อนเลย

ความจริงคือ ต้องใช้เวลามากกว่าสัปดาห์ที่จะเปล่งเสียงชื่อโรคนี้ซ้ำไปซ้ำมาโดยที่ลิ้นไม่พันกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่คุ้นเคยกันโดยสิ้นเชิงนี่แหละที่ทำให้ผู้นิพนธ์เรียนรู้เกี่ยวกับโรค AS ขนานใหญ่ เริ่มด้วยการค้นคว้าเบื้องต้นให้ตัวเองคุ้นเคยกับโรคนี้ ไม่ว่าจะเป็น อาการ การดำเนินของโรค และวิธีการบำบัดรักษา  สมมุติฐานแรกของผู้นิพนธ์คือระยะเวลาการเกิดโรคที่กินเวลานาน และความรุนแรงของโรคปริมาณที่สูงน่าจะส่งผลกับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย AS คงไม่จำเป็นต้องทำการศึกษาวิจัย  ผู้นิพนธ์พบว่ามีปัจจัยหลากหลายที่มีอิทธิพลต่อวิธีรับรู้เกี่ยวกับชีวิตของผู้ป่วย   ในความเป็นจริงแล้วมีเพียงข้อมูลเดียวที่สนับสนุนสมมุติฐานเบื้องต้นของงานวิจัยนี้คือรายงานว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทหารทำให้มีความเข้มแข็งทางจิตใจและช่วยให้พวกเขารับมือกับโรคที่เป็นได้

ผู้ให้สัมภาษณ์ยังคงรู้สึกเป็นชายชาติทหารอยู่แม้ว่าการต่อสู้ในสมรภูมิจะผ่านมานานแล้วก็ตาม คล้ายกับตัวละครเอกในภาพยนตร์เรื่องAvatar ปี 2552 ที่นาวิกโยธินผู้ทุพพลภาพพูดว่า “คุณอาจจะบกพร่องได้ แต่คุณไม่เคยสุญเสียความเป็นชายชาติทหาร”  ทัศนคติแบบนี้ทั้งช่วยและทำร้ายความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากโรค AS   ประโยชน์ที่ได้คือคนป่วยมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดเนื่องจากคุ้นเคยกับการยอมรับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจเหนือกว่า แพทย์ก็ควรใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ช่วยให้กำลังใจผู้ป่วยให้มีสุขภาพจิตที่เข้มแข็งอดทนพร้อมที่จะรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บ  อย่างไรก็ดีความเป็นชายชาติทหารก็อาจทำร้ายตัวผู้ป่วยเอง โดยต่อต้านที่จะรับการช่วยเหลือใด ๆ แม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าเมื่อจำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการแสวงหาการดูแลที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที เนื่องจากทัศนคติ suck it up (…เก็บกด..) ที่ได้รับการล้างสมองในวงการทหาร สิ่งเหล่านี้ทำให้ทหารหลาย ๆ คน เลือกที่จะประจันหน้ากับความเจ็บปวดอย่างเงียบ ๆ (ไม่อยากให้ใครรู้ว่าอ่อนแอก็เลยไม่ไปพบแพทย์ ยอมทนปวด ต่อเมื่ออาการหนักแล้วจึงถึงมือแพทย์)

กลุ่มตัวอย่างที่ทำการศึกษายังมีจำนวนน้อยมากที่ได้สัมภาษณ์ การค้นพบผลเป็นรูปธรรมก็น้อยมากจากกรณีศึกษานี้  อย่างไรก็ตามข้อมูลที่รวบรวมได้นี้อนุญาตให้นำเสนอต่อผู้ที่อยู่ในวงการแพทย์โรคข้อรูมาโตจี ได้นำไปใช้ เพื่อที่จะรักษาระดับของความพึงพอใจของผู้ป่วยให้คงอยู่ในระดับสูงขณะนี้ การศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นว่าวิธีการมานุษยวิทยาทางการแพทย์สามารถช่วยแก้ไขปัญหา กรณีผู้ป่วยไม่ยินยอมมารับการรักษา ภาควิชารูมาโตจีของดัลลัส วีเอ ได้อย่างไร.   ยิ่งถ้ามีการวิจัยศึกษารายละเอียดของชาติพันธุ์ลูกจ้างให้หลากหลายมากขึ้น อาจเป็นไปได้ที่ความพึงพอใจของผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้น,  รวมทั้งการได้เพิ่มขนาดจำนวนแพทย์ประจำบ้านที่ให้บริการทางการแพทย์ในคลีนิครูมาโตจี, เป็นโอกาสที่ไม่เหมือนใครที่จะได้เปิดเผยต่อผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ผู้เข้ามาใหม่ถึงค่าของ”วิทยาศาสตร์สังคมคลินิก” โดยเรียนรู้วิธีที่จะเข้าใจความแตกต่างระหว่างการเจ็บป่วยไม่สบาย (illness) และโรค (disease) และวิธีการตอบสนองอย่างเหมาะสมกับทั้งสองอย่าง   ศักยภาพระดับสูงในการดูแลผู้ป่วยในภาควิชารูมาโตจี สามารถขยายไปสู่แพทย์ประจำบ้านในแผนกอื่น ๆ รวมถึงนำไปปฏิบัติการในที่อื่น ๆ

อ่านต้นฉบับเพิ่มเติมข้างล่าง

Investigating Quality of Life in Veterans with Ankylosing Spondylitis
By Kyle W. West

Summer 2011 Issue of Spondylitis Plus 

Editor’s Note: Below is an excerpt from “Investigating Quality of Life in Veterans with Ankylosing Spondylitis” a thesis paper by Kyle W. West, who recently received his Master of Science Degree at University of North Texas. His paper was prepared for the Department of Veterans Affairs North Texas Health Care System, Department of Rheumatology, under the guidance of Kara Prescott, MD.

We wanted to share with you, our readers, the final section of the paper: His discussion and personal thoughts.

Before being tasked with this subject matter, I had never heard of ankylosing spondylitis. In fact, it was more than a week of assiduously repeating the name before I was able to enunciate it without tongue-tripping over the word. In spite of this complete unfamiliarity, I learned a great deal about AS. I began my preliminary research by familiarizing myself with the disease – its symptoms, progression, and treatments. My initial assumptions were that those with longer disease duration and higher disease activity would have a lower opinion of their quality of life. However, this is not necessarily the case. I found that there is a myriad of influences on how a patient feels about his life. In fact, the only data that supported my initial assumptions is that the majority of patients reported that their military experiences have strengthened them mentally and helped them to cope with their disease.

The patients interviewed during this study were still military men, despite the fact that their fighting days are long past. As the main character of the 2009 film Avatar (a disabled marine) says, “You may be out, but you never lose the attitude.” This attitude can serve to both help and hurt those suffering from AS. The benefits could include being more likely to follow doctors’ orders as they are accustomed acquiescing to perceived authority figures and giving the patients the mental toughness to cope with the disease. However, continued military identification could hurt them by making them more reluctant to accept help when it is needed, increasing the likelihood of depression when they must rely on others. It can also serve as an obstacle to seeking proper care in a timely manner due to the “suck it up” attitude fostered by military service. This causes many to try to simply struggle against the pain.

Given the small population interviewed, very few concrete findings are to be taken from this study. However, the data gathered have allowed recommendations for the rheumatology clinicians to be made in order that they maintain their present high level of patient satisfaction. This study has also shown how medical anthropology can help resolve issues of patient non-compliance in the rheumatology department of the Dallas VA. If more detailed ethnographic investigation is employed, patient satisfaction would likely increase. Also, given the large number of medical residents that serve in the rheumatology clinic, there is a unique opportunity to expose these newly minted medical practitioners to the value of a “clinical social science.” By learning how to understand the difference between illness and disease and how to respond appropriately to both, the high quality of patient care in the Rheumatology Department can be spread as the residents move into other departments and into practice elsewhere.

Data from: Spondylitis Association of America

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ใช่นักแปลอาชีพและไม่ได้ทำงานด้านการแพทย์ กรุณาอย่านำข้อความภาษาไทยข้างต้นไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ