ผลศึกษาชี้ ′ย่า – ยาย′ ที่ได้อยู่กับหลานๆ ช่วยลดภาวะ”วัยทอง”

matichon141116_02ไม่ต้องใช้ “ยา” แต่ใช้ “หลาน” เนี่ยแหละ ที่อาจช่วยลดอาการวัยทองของคุณย่า คุณยาย ได้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาของสถาบันคินซีย์ มหาวิทยาลัยอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา และศูนย์วิจัยโรคมะเร็งเฟรด ฮัทชิสัน พบว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างย่า ยาย และหลานๆ มีผลดีมากกว่า ช่วยให้คนสองวัยได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตซึ่งกันและกัน หรือการสร้างสายสัมพันธ์รัก ความผูกพัน แต่อาจยังสามารถช่วยลดอาการข้างเคียง อาทิ อาการร้อนวูบวาบ อาการเหงื่อออกมากในตอนกลางคืนของหญิงวัยทองบางรายได้ด้วย

ในผลการศึกษา ภายใต้การนำทีมของเวอร์จิเนีย เจ. วิซธัม อาจารย์ภาควิชามานุษยวิทยา และนักวิจัยอาวุโสของสถาบันคินซีย์ ซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในที่ราบตอนสูงของประเทศโบลิเวีย และจับตาศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างหญิงวัยกลางคนกับหลานๆ พบว่า สตรีซึ่งผ่านการผ่าตัดเอารังไข่ออก และก้าวเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือ “วัยทอง” เร็วกว่าปกติ มีอาการร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน ลดน้อยลงเมื่อมีหลานๆ หรือเด็กๆ อยู่ด้วยในบ้าน

“เรามีผลการสำรวจ ศึกษาที่ใช้เวลากว่า 20 ปี ซึ่งพบว่า ผู้หญิงในชนบทจะมีประสบการณ์กับภาวะวัยทองแตกต่างไปจากผู้หญิงในเมือง ทั้งนี้เพราะผู้หญิงเหล่านี้มักจะมีหลานๆ อยู่ในบ้านเดียวกัน และพวกเธอเหล่านี้จะมีอาการร้อนวูบวาบน้อยกว่าผู้หญิงในประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐ ที่ย่า ยาย ไม่มีลูกหลานอยู่ด้วย”

เวอร์จิเนียคิดว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หญิงวัยกลางคนที่มีหลานๆ อยู่ด้วยมีอาการข้างเคียงของภาวะวัยทองน้อยลง น่าจะเป็นเพราะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซิน (oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก มากขึ้น

“เรารู้ดีว่า ฮอร์โมนออกซิโทซินมีบทบาทสำคัญ และจากผลการศึกษาก็แสดงให้เห็นว่า การได้คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ สามารถช่วยกระตุ้นให้ฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้น โดยเด็กๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นหลานหรือญาติกันก็ได้ และเราก็คิดว่า ผู้หญิงที่ทำงานเป็นอาสาสมัครสอนหนังสือในห้องเรียน หรือมีกิจกรรมอะไรได้กับเด็กๆ ก็อาจจะมีฮอร์โมนออกซิโทซินเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน”

ขณะที่ภาวะวัยทองของผู้หญิงแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนอาจมีอาการต่างๆ เพียงเล็กน้อย หรือบางคนอาจไม่มีอาการใดๆ เลย หรือบางคนอาจมีอาการข้างเคียงของวัยทองค่อนข้างรุนแรง เวอร์จิเนียจึงสรุปถึงผลการศึกษาของเธอว่า ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาถึงบทบาทของฮอร์โมนออกซิโทซินต่อการช่วยลดอาการข้างเคียงของภาวะวัยทองต่อไปอีก แต่ตอนนี้สิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวก็คือ คุณค่าของการอยู่ร่วมกันและความรักความผูกพันระหว่างคนรุ่นต่างๆ ในครอบครัว

“คนเราเป็นสัตว์สังคม เราต้องมีความสัมพันธ์กับกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม และความสัมพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ก็มีบทบาทสำคัญและเป็นที่มาของความสุข ความสนุก”

อย่างไรก็ตาม สำหรับครอบครัวที่ย่า ยาย ไม่ได้อยู่กับลูกหลาน ก็น่าจะมีการนัดกินข้าว นัดเจอกันเป็นครั้งคราว เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กๆ

ที่มา: มติชน 16 พฤศจิกายน 2557

.

Related Link:

.

Credit: yahoo.com

Credit: yahoo.com

New Benefit of Leaving the Kids With Grandma

Now there’s another reason to drop the kids with their grandparents: A new study by researchers at The Kinsey Institute and the Fred Hutchinson Cancer Research Center has found that the relationship between grandmothers and their grandchildren can have benefits beyond even the traditional wisdom-sharing, loving bond — it may help some women temper the side effects of menopause.

The study, focused on relationships between mid-life women and young children, found that women who underwent surgical removal of their ovaries and experienced rapid menopause had fewer hot flashes and night sweats when young children lived in their homes.

STORY: Secrets From Parents of Valedictorians

One of the lead authors, Virginia J. Vitzthum, bioanthropologist, professor of anthropology and senior research scientist at The Kinsey Institute, works principally in the highlands of Bolivia, and she predicted an evolutionary connection between the timing of grandmotherhood and menopause. “We have quite a bit of research over the last 20 years that finds that women in non-industrial populations experience menopause differently,” she tells Yahoo Parenting. These women — who often live with grandchildren, as is consistent with human evolutionary history — report fewer hot flashes than women in industrialized populations like the U.S.

“Americans usually have a nuclearized family structure where grandparents don’t live with, and maybe don’t even interact with, their children and grandchildren regularly,” says Vitzthum. That set-up may impact how women in the US experience menopause. (In other words: The hot flashes can be worse… and Vitzthum notes that “hot flashes” is a “nice term for what can be a truly miserable experience.”)

STORY: Advice You Should Never Take From Your Parents

One reason for reduced symptoms in women who live with grandchildren may be the presence of oxytocin, the “feel-good” hormone, which also has important thermo-regulatory properties. “We know that oxytocin plays a major role in individuals’ responses to young children,” says Vitzthum, and research indicates that being around young children can create a positive hormonal response — the children don’t even necessarily have to be relatives. “We predict that women who act as volunteers in classrooms or other settings with young children might respond with positive hormonal shifts,” says Vitzthum. “The human brain is flexible enough to appreciate these interactions even without a genetic connection.”

STORY: Is It Really So Bad to Have a Favorite Child?

While the effects of menopause are highly individual — with some women suffering few to no issues and some women experiencing crippling symptoms — this study indicates the need to examine the role of oxytocin in helping ease this universal transition. More practically for families, it speaks to the value of fostering intergenerational relationships, according to Vitzthum. “We are very social animals, and we have evolved in social groups in which intergenerational relationships are powerful and important sources of joy,” she explains.

Sounds like a great reason to arrange more occasions when grandparents and other elders spend time with the youngest among us.

SOURCE: yahoo.com

ชีวิตที่ (ต้อง) เปลี่ยนไป เมื่อ “วัยทอง” มาเยือน

การหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นสภาวะที่พบในผู้หญิงวัยทอง ซึ่งไม่ได้หยุดลงทันที แต่จะเริ่มจากมีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ผู้หญิงจะเข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือนหลังจากที่ประจำเดือนไม่มาครบ 1 ปีเต็ม บ่อยครั้งที่ภาวะการหมดประจำเดือนได้รับการยอมรับว่าเป็นช่วง “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” ในหลายประการ

“สภาวะก่อนการหมดประจำเดือน” อาจมีระยะเวลานานหลายปี และมักจะเริ่มต้นในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยรังไข่จะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในปริมาณที่ลดลงทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง ฮอร์โมนเริ่มไม่คงที่ ผู้หญิงวัยทองจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย

ความเปลี่ยนแปลงเมื่อวัยทองมาเยือน

ความรู้สึกร้อนวูบวาบตามร่างกาย คือ อาการหนึ่งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงที่ใกล้เข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือน ซึ่งมักพบอาการร้อนที่ใบหน้าและมีเหงื่อออกด้วย ขณะเดียวกันบางรายเกิดร้อนวูบวาบช่วงกลางคืน ทำให้นอนไม่หลับ บ้างหงุดหงิด บางรายผมบาง ผิวแห้ง และส่วนใหญ่ ถูกคุกคามจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและรูปร่างที่เปลี่ยนไป ซึ่งแก้ไขได้ยาก

เคยมีการสำรวจว่า ช่วงเวลาใดในชีวิตบ้างที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น คำตอบที่ได้รับมากที่สุด คือ ช่วงตั้งครรภ์และช่วงวัยทอง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่จำเป็นและเป็นที่คาดหวังสำหรับการตั้งครรภ์แต่ไม่ใช่ช่วงวัยทอง แต่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้

จาก “ลูกแพร์” กลายเป็น “แอปเปิล”

เอสโตรเจนทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกายส่วนล่าง การสะสมแคลอรีในรูปไขมันบริเวณสะโพกและต้นขา ทำให้ร่างกายของสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตรมีพลังงานพอเพียง แต่เมื่อวัยทองมาถึง ไขมันที่ในร่างกายส่วนล่างดังกล่าว ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป เนื่องจากร่างกายไม่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ แต่ร่างกายก็พยายามรักษาความสมดุลของฮอร์โมน โดยเก็บกักไขมันไว้ เนื่องจากไขมันในร่างกายจะทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนและปล่อยออกสู่กระแสโลหิต

ดังนั้น การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในช่วงหมดประจำเดือนจึงสังเกตเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลางลำตัว ซึ่งจะพบว่ารูปร่างทรงลูกแพร์สมัยวัยสาวกำลังเปลี่ยนเป็นทรงแอปเปิล รอบเอวที่หนาขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะความงาม แต่รวมถึงสุขภาพ เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่บริเวณพุงไม่ได้สะสมอยู่เฉพาะระดับพื้นผิวของอวัยวะเท่านั้น แต่ยังอยู่ใต้พื้นผิวรอบๆ อวัยวะภายในซึ่งมีผลให้เกิดการสร้างฮอร์โมนและสารอื่นๆ ปลดปล่อยเข้าสู่ระบบในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอล และยับยั้งสมรรถนะของร่างกายในการจัดการกับคาร์โบไฮเดรต ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น อย่างโรคหัวใจและเบาหวาน

เคล็ด (ไม่) ลับกับการหยุด “อ้วน” เมื่อใกล้วัยทอง

แต่ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องร้าย เรื่องดีก็มีบ้างคือ ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงการก้าวผ่านพ้นภาวะหมดประจำเดือนอาจจะไม่มีปัญหาน้ำหนักตัวเพิ่มก็ได้ หากใช้กลยุทธ์ดูแลและควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีแคลอรีต่ำ คุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ ผักและผลไม้จะให้ไฟเบอร์และสารสำคัญจากพืชแต่แคลอรีต่ำ สำหรับโปรตีนไร้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ ปลา เนื้ออกเป็ดหรือไก่ ผลิตภัณฑ์นมไร้ไขมัน รวมถึงถั่วเหลืองช่วยระงับหิว

การบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำและดีต่อสุขภาพจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจที่เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เนื่องจากเอสโตรเจนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียมวลกระดูกจะทำให้กระดูกแตกได้ง่าย ดังนั้นผู้หญิงจึงควรบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์นมและผักใบเขียว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กระดูก

การออกกำลังก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย และสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงควรทำ คือ การออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ การยกน้ำหนักช่วยให้กระดูกแข็งแรง สร้างมวลกล้ามเนื้อส่งผลให้ร่างกายมีการเผาผลาญแคลอรีได้ดีขึ้นอีกด้วย ออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้หลับสบายขึ้น อารมณ์ดีขึ้น ทั้งยังสามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงวัยทอง

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 16 มีนาคม 2555

เตือนเมื่อ“วัยทอง”มาเยือน ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต

การหมดประจำเดือน (Menopause) เป็นสภาวะที่พบในผู้หญิงวัยทอง ซึ่งบ่อยครั้งที่ภาวะการหมดประจำเดือนได้รับการยอมรับว่าเป็นช่วง “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” ในหลายประการ เมื่อเข้าสู่ “ภาวะหมดประจำเดือน” นั่นหมายถึง การสิ้นสุดของการมีรอบเดือน แต่โดยส่วนใหญ่ประจำเดือนของผู้หญิงไม่ได้หยุดลงโดยทันที แต่จะเป็นการมีประจำเดือนที่มาอย่างไม่สม่ำเสมอ ผู้หญิงจะเข้าสู่ภาวะการหมดประจำเดือนหลังจากที่ประจำเดือนไม่มาครบ 1 ปีเต็ม

โภชนากรซูซาน  โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด กล่าวว่า ผู้หญิงวัยทองมากกว่าครึ่งจะพบกับความรู้สึกร้อนวูบวาบ ซึ่งมักพบอาการร้อนที่ใบหน้าและมีเหงื่อออกด้วย ขณะเดียวกันก็มีผู้หญิงจำนวนมากเกิดอาการร้อนวูบวาบในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้นอนไม่หลับ

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และความรู้สึกหงุดหงิดเป็นอาการที่พบบ่อยในช่วงวัยทอง และในผู้หญิงบางรายอาจพบว่ามีเส้นผมบางลง หรือมีผิวแห้งไม่นุ่มนวลร่วมด้วย และส่วนใหญ่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ยังจะพบกับการคุกคามจากการมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และการมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก เราจะพบว่ารูปร่างทรงลูกแพร์สมัยวัยสาว กำลังแปรเปลี่ยนไปเป็นทรงแอปเปิล รวมถึงรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะด้านความงามเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องสุขภาพตามมาด้วย เนื่องจากไขมันที่สะสมอยู่บริเวณพุงที่อยู่ส่วนกลางของลำตัว ไม่ได้สะสมอยู่เฉพาะระดับพื้นผิวของอวัยวะเท่านั้น แต่ยังอยู่ใต้พื้นผิวรอบๆ อวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งมีผลให้เกิดการสร้างฮอร์โมนและสารอื่นๆ ปลดปล่อยเข้าสู่ระบบในร่างกาย ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอล และมีผลยับยั้งสมรรถนะของร่างกายในการจัดการกับคาร์โบไฮเดรต ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังที่เกี่ยวเนื่องกับโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโรคที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือ โรคหัวใจและโรคเบาหวาน

การปรับเปลี่ยนชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยทองจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งโภชนากรซูซานกล่าวว่า ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงการก้าวผ่านพ้นภาวะหมดประจำเดือน อาจจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวก็ได้ หากใช้กลยุทธ์ในการดูแลและควบคุมน้ำหนักของร่างกายให้เหมาะสม ได้แก่ การบริโภคอาหารที่มีแคลอรีต่ำ แต่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ ผลไม้ ผัก อาหารโปรตีนไร้ไขมัน (Lean protein) และผลิตภัณฑ์นมไร้ไขมันจะให้สารอาหารตามที่ร่างกายต้องการ ผักและผลไม้จะให้ไฟเบอร์และสารสำคัญจากพืชแต่ให้แคลอรีต่ำ สำหรับโปรตีนไร้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ อาทิ ปลา เนื้ออกเป็ดหรือไก่ ผลิตภัณฑ์นมไร้ไขมัน รวมถึงถั่วเหลืองจะช่วยระงับความหิว ดังนั้นอาหารเหล่านี้จึงควรเป็นองค์ประกอบหลักในการบริโภคของคนเรา การบริโภคอาหารที่มีไขมันต่ำและดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ ที่เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง เนื่องจากเอสโตรเจนช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ระดับเอสโตรเจนที่ลดลงจะทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนเพิ่มมากขึ้น การสูญเสียมวลกระดูกจะทำให้กระดูกแตกได้ง่าย ดังนั้นผู้หญิงจึงควรบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูง อาทิ ผลิตภัณฑ์นมและผักใบเขียว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่กระดูก

“การออกกำลังก็เป็นสิ่งสำคัญด้วย และสิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงควรทำคือ การออกกำลังกายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กล้ามเนื้อ (Strength training) การยกน้ำหนักนอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงแล้ว ยังช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายมีการเผาผลาญแคลอรีได้ดีขึ้นอีกด้วย การออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ผู้หญิงนอนหลับสบายขึ้น มีอารมณ์ดีขึ้น รู้สึกแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทั้งยังสามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ในช่วงวัยที่ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น” โภชนากรซูซานกล่าวในตอนท้าย.

 

ที่มา:  ไทยโพสต์ 22 กุมภาพันธ์ 2555