หลับนอนน้อย ทำให้สมองหด

thairath140910_01มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดของอังกฤษ ศึกษาพบเรื่องอันน่าตกใจ ว่า ปัญหาต่างๆของการนอน อาจทำให้ขนาดของสมองห่อเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว

ความสำคัญของการนอนนั้น ถูกถือว่าเป็น “แม่บ้านของสมองในการซ่อมแซมและซ่อมสร้าง”

คณะวิจัยได้ศึกษาจากผู้ใหญ่ วัยระหว่าง 20-84 ปี จำนวน 147 คน เพื่อหาความเกี่ยวพันระหว่างปัญหาการนอน ตั้งแต่การนอนหลับยาก หรือการอดหลับอดนอนอยู่จนดึกกับขนาดของสมอง

พวกเขาพบว่า ปัญหาการนอนต่างๆ เกี่ยวพันกับการหดตัวของสมองอย่างรวดเร็ว “ทั้งสมองบริเวณด้านข้าง ด้านขมับ ด้านหน้าผากไปทั่ว”.

ที่มา: ไทยรัฐ 10 กันยายน 2557

Advertisements

น้ำในหูไม่เท่ากัน โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

dailynews140819_01คุณเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่ อยู่ดีๆก็เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายๆบ้านหมุนโดยไม่รู้สาเหตุ กระเพาะอาหารปั่นป่วน อยากอาเจียน พอลุกขึ้นยืนก็ทรงตัวไม่อยู่ หากคุณมีอาการเหล่านี้คงจะเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าคุณอาจเกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ซึ่งเรื่องดังกล่าว พญ.จิรัฐา งามศิริเดช แพทย์ หู คอ จมูก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงโรคดังกล่าวว่าโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ โรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อย ซึ่งโรคดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในที่ควบคุมระบบการได้ยินและการทรงตัว ทำให้มีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน การได้ยินลดลง เสียงก้องในหู และแน่นหูได้

สาเหตุของการเกิดโรค พญ.จิรัฐา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดและบางครั้งอาจไม่พบสาเหตุ แต่มีตัวกระตุ้นหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน โดยปัจจัยภายนอกได้แก่ ความเครียด การอดนอน การเปลี่ยนแปลของระดับฮอร์โมนรวมถึงการมีประจำเดือน โรคภูมิแพ้ การติดเชื้อไวรัส หูชั้นกลางอักเสบ หูชั้นในอักเสบ หูน้ำหนวก ซิฟิลิส เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เคยประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อน ปวดศีรษะไมเกรน สำหรับปัจจัยภายใน เกิดจากโรคทางกรรมพันธุ์ พบได้ถึง 10-20% และพบบ่อยในครอบครัวที่เป็นไมเกรน ภาวะร่างกายมีภูมิต้านทานต่อหูชั้นใน ซึ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอัตราส่วน 2:1 และเมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะมีความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยโดยช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือระหว่าง 40-70 ปี

พญ.จิรัฐา กล่าวต่อว่า อาการของโรคดังกล่าวจะประกอบไปด้วย 3 กลุ่มอาการ ได้แก่

1.เวียนศีรษะแบบบ้านหมุน โดยปกติมักเป็นทันทีทันใด มีอาการเป็นๆหายๆ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งอาจจะมีอาการประมาณ 2-3 ชั่วโมง และมักมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
2.ประสิทธิภาพการได้ยินลดลง มักจะมีอาการเป็นๆหายๆ โดยอาจเป็นหูข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักพบเป็นหูข้างเดียวมากกว่า
3.เสียงดังในหู แน่นหู อาจทนเสียงดังไม่ได้

สำหรับการวินิจฉัยของแพทย์ โดยปกติแล้วจะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดก็สามารถวินิจฉัยได้หากผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เด่นชัดทั้ง 3 อาการดังกล่าว แต่หากอาการไม่ชัดเจนอาจต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยในการวินิจฉัย ได้แก่
1.การตรวจการได้ยิน
2.การตรวจคลื่นไฟฟ้าในหูชั้นใน
3.การตรวจระบบการทรงตัวของหูชั้นในและการทดสอบแคโรลิก
4.การทดลองให้ยาเพื่อลดปริมาณน้ำในหูชั้นในแล้วสังเกตดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่
5. การตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง ในกรณีที่สงสัยว่าอาการเวียนศีรษะเกิดจากก้อนเนื้องอกบริเวณประสาทการได้ยิน
6.การตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมอง ในกรณีที่สงสัยว่ามีเนื้องอกบริเวณสมองและระบบประสาท

การรักษาโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน พญ.จิรัฐา กล่าวว่า การรักษาจะต้องควบคุมอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน ทำให้อาการทางหูและการได้ยินกลับมาปกติ โดยอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยทางด้านการปฏิบัติตัวและการรักษาด้วยยา ซึ่งการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยต้องงดอาหารเค็ม เช่น ขนมซองที่มีเกลือปริมาณมาก เครื่องดื่มบำรุงกำลังบางชนิด งดเหล้า บุหรี่ ชา กาแฟ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ลดเครียด แต่หากรักษาด้วยวิธีปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตัวและรักษาด้วยยาร่วมกันแล้วยังไม่ได้ผลอาจจะต้องใช้วิธีทางเลือกอื่นๆเช่น

1.Meniett device เป็นเครื่องมือที่ใส่เข้าไปในหูแล้วให้ผู้ป่วยปรับความดันเอง โดยความดันจากเครื่องมือนี้จะส่งผลไปยังหูชั้นในทำให้อาการเวียนศีรษะดีขึ้น

2.การฉีดยาเข้าในหูชั้นกลาง ปัจจุบันยาที่นิยมมี 2 ชนิด คือ
2.1 Dexamethasone เป็นยาที่ช่วยให้ความถี่ในการเวียนศีรษะลดลงและมีผลอาจช่วยให้การได้ยินดีขึ้น ซึ่งสามารถฉีดบ่อยได้ทุก 1-3 เดือน
2.2 Gentamicin เป็นยาฉีดเพื่อควบคุมอาการเวียนศีรษะ แต่อาจมีผลข้างเคียงเรื่องการได้ยินที่ลดลง

3.การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการมากและรักษาด้วยวิธีการใดก็ไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคนี้ มีหลายวิธีแต่ละวิธีมีความเสี่ยง ข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ หู คอ จมูกเรื่องรายละเอียดการรักษาก่อนตัดสินใจ

ทั้งนี้ อาการเวียนศีรษะโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมิใช่เรื่องที่น่ากลัว หากคุณหรือบุคคลใกล้ชิดมีอาการดังกล่าวสามารถมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาอาจต้องใช้ความอดทนและความร่วมมือในจากผู้ป่วย หากช่วยกันก็สามารถทำให้อาการกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติได้

พญ.จิรัฐา งามศิริเดช
แผนกหู คอ จมูก
โรงพยาบาลเวชธานี

 

ที่มา : เดลินิวส์ 19 สิงหาคม 2557

การอดนอนบั่นทอนสมอง

thairath140709_01นักวิจัยเมืองลอดช่องบอกกล่าวเตือนผู้คนทั่วไปว่า อย่าอดนอน เพราะจะทำให้สมองแก่ตัวเร็วขึ้น ยิ่งเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว ยิ่งนอนน้อยเท่าใด สมองก็จะแก่หนักขึ้นเท่านั้น ซึ่งการค้นพบนี้ อาจช่วยทำให้เข้าใจได้ว่า เหตุใดจึงมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

นักวิจัยของโรงเรียนแพทย์ดุ้ค-เอ็นยูเอส สิงคโปร์ ได้ทำการศึกษาข้อมูลของผู้สูงอายุที่มีเชื้อจีน อายุเกิน 55 ปีขึ้นไป 66 ราย ด้วยการถ่ายภาพคลื่นสมองด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า และวัดปริมาตรของสมองกับทดสอบสติปัญญาทางประสาทจิตวิทยา ได้พบว่า “ผู้ที่นอนน้อยโพรงสมองจะป่องออกอย่างรวดเร็ว และสติปัญญาก็จะเสื่อมลงด้วย เราพบว่าการนอนน้อยส่อให้เห็นว่าสมองแก่ลงอย่างรวดเร็ว” ดร.จิน โล หัวหน้านักวิจัยแจ้ง.

ที่มา : ไทยรัฐ 9 กรกฎาคม 2557

ปวดหัว อย่าชะล่าใจ เพราะอาจไม่ธรรมดา

dailynews140223_002ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันผู้คนต่างหันมาใส่ใจและให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพกันมากขึ้นครับ นั่นก็เพราะคนเราเริ่มมีอายุยืนมากขึ้น ซึ่งการจะใช้ชีวิตยืนยาวได้อย่างมีความสุขปัจจัยหนึ่งคือจะต้องปราศจากโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวง

และหนึ่งในโรคหรืออาการที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งนำเราไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นในคลินิกหรือตามโรงพยาบาลก็คือ อาการ “ปวดศีรษะ หรือ ปวดหัว” นั่นเอง ซึ่งบางคนบอกว่าอาการปวดหัวนั้นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เรามาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ขณะที่อีกหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยมีใครที่เกิดมาแล้วในชีวิตนี้ไม่เคยปวดหัว เรียกว่าพบได้บ่อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ…แต่น้อยคนจะทราบว่าภายใต้คำว่า “ปวดศีรษะ” นั้น อาจมีโรคบางอย่างที่เป็นอันตรายซ่อนเร้นอยู่ ฉบับนี้เราจะมาเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะให้มากขึ้นครับ

เมื่อไม่นานนี้ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “อ.นพ.ปรีชา ศตวรรษธำรง” อดีตผู้อำนวยการสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ในเรื่องเกี่ยวกับโรคปวดศีรษะ ซึ่ง อ.นพ.ปรีชา มีความคิดเห็นในแนวทางเดียวกับผมว่า ปัจจุบันมีคนไข้มาพบแพทย์ด้วยอาการปวดศีรษะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนปวดเล็ก ๆ น้อย ๆ บางคนปวดถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ หรือบางคนปวดจนไม่สามารถทำงาน เรียนหนังสือหรือใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับแพทย์คือจะต้องแยกให้ออกว่าอาการปวดศีรษะของคนไข้นั้นจัดอยู่ในกลุ่มใด ซึ่งในทางการแพทย์ จะแบ่งโรคปวดศีรษะออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

 

1.กลุ่มที่ไม่ได้มีรอยโรคในสมองหรือในเยื่อหุ้มสมองเลย แต่เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเอง เช่น โรคไมเกรน, ปวดศีรษะจากความเครียด, ปวดศีรษะจากเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ, ปวดศีรษะจากเส้นประสาทใบหน้าอักเสบ โดยลักษณะอาการที่พบได้คือ

  1. มีอาการปวดศีรษะแบบเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังมาเป็นเวลานาน ช่วงที่ไม่มีอาการก็เป็นปกติ
  2. ไม่มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท พูดไม่ชัด หรือแขนขาอ่อนแรง
  3. ไม่มีไข้ หรือคอแข็งตึง
  4. มักพบในคนอาชีพที่มีความเครียดสูง เช่น นักธุรกิจ นักศึกษา
  5. เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุยังไม่มาก ซึ่งโดยทั่วไปจะพบในกลุ่มอายุน้อยกว่า 60 ปี
  6. มีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ความเครียด การอดนอนหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ อากาศเปลี่ยนแปลง รวมถึงการมีประจำเดือน

 

2. กลุ่มที่มีรอยโรคอยู่ในสมองและศีรษะจริง ในกลุ่มนี้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา อาจเกิดอันตรายรุนแรงถึงชีวิตได้ เช่น โรคเนื้องอกในสมอง, หลอดเลือดสมองโป่งพอง, เลือดออกในเยื่อหุ้มสมอง, เลือดคั่งในสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, โรคฝีในสมอง ซึ่งอาการปวดศีรษะในกลุ่มนี้อาจมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เช่น

  1. ปวดทันทีและรุนแรงมาก แบบที่ไม่เคยปวดมาก่อนเลยในชีวิต
  2. ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ติดต่อกันหลายวันหรือหลายสัปดาห์ โดยไม่มีช่วงหายดีเลย
  3. ปวดรุนแรง พร้อมกับมีอาการคอแข็ง หรืออาเจียนมาก
  4. มีอาการแขนขาอ่อนแรง มองเห็นภาพซ้อน ตามัว ซึมลง สับสน ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด หรือหมดสติ รวมกับอาการปวด
  5. ปวดเมื่อไอ จาม หรือ เบ่งถ่ายอุจจาระจะยิ่งทวีความปวดขึ้น
  6. ปวดครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี โดยไม่ได้มีโรคปวดหัวใด ๆ มาก่อน

ในคนไข้ปวดศีรษะกลุ่มที่ 1 ซึ่งไม่ได้มีรอยโรคในสมองหรือเยื่อหุ้มสมองเลย พบได้ประมาณ 80% ของคนไข้ปวดศีรษะทั้งหมด โดยส่วนใหญ่มีอาการเรื้อรังเป็น ๆ หายๆ หลังจากที่แพทย์ซักประวัติและวินิจฉัยแล้ว จะแนะนำให้คนไข้ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ผ่อนคลายขึ้น, ให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และอาจพิจารณาให้ยาแก้ปวดในรายที่จำเป็น เช่น ในคนไข้ปวดศีรษะไมเกรน แต่สิ่งสำคัญสำหรับคนไข้กลุ่มนี้ก็คือ ต้องพยายามสังเกตตัวเองว่าอะไรเป็นสาเหตุหรือเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดการปวดศีรษะ ซึ่งจะช่วยให้การรักษาคนไข้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น โดยปัจจัยที่พบบ่อยก็เช่น เรื่องของอารมณ์, การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ, การทำงานที่เครียดหรือหักโหมจนเกินไป ปัญหาเศรษฐกิจครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว ซึ่งคนไข้บางรายสามารถหายเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์เลยครับ

แต่ความน่ากลัวของอาการปวดศีรษะก็คือการที่มีโรคร้ายแอบแฝงอยู่ นั่นก็คือในคนไข้กลุ่มที่ 2 ที่มีรอยโรคอยู่ในสมองและศีรษะ ซึ่งพบได้ประมาณ 20% ของคนไข้ปวดศีรษะทั้งหมดครับ ดังนั้นการซักประวัติและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างละเอียดแก่แพทย์ จะมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยและรักษา หากพบว่าคนไข้มีลักษณะอาการเข้าข่ายว่าจะเป็นโรคร้ายแรงโรคใดโรคหนึ่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาช่วย เช่น ถ้าสงสัยว่ามีภาวะเลือดคั่งในสมองหรือเส้นเลือดในสมองแตก แพทย์จะใช้การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT – 64 Slices), ถ้าสงสัยหลอดเลือดขอดในสมอง และเนื้องอกในสมอง อาจต้องทำการตรวจด้วยเครื่องสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อดูอย่างละเอียดทั้งในส่วนของสมองและหลอดเลือด ถ้าสงสัยภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือมีเลือดออกซึมในชั้นเยื่อหุ้มสมอง อาจต้องมีการเจาะตรวจน้ำไขสันหลังทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจ CT-Scan หรือ MRI-Scan

การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดดังที่กล่าวมาทั้งหมด ก็เพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ถูกต้อง และเหมาะสมกับโรคและอาการที่เป็นอยู่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คนไข้จะต้องรู้จักตัวเองและรู้จักภาวะโรคที่ตนเองเผชิญอยู่ด้วย เพราะถ้าหวังพึ่งแต่แพทย์เพียงอย่างเดียว เชื่อว่าการรักษาคงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรครับ

การดูแลสุขภาพตัวเอง เช่น การออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี เหมาะสำหรับคนทุกวัยและทุกโรค เพราะมันช่วยให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยให้หลอดเลือดเสื่อมช้าลง อีกทั้งยังทำให้หลับสบาย จิตใจผ่อนคลายขึ้น การศึกษาธรรมะ การมีสติ มีสมาธิ สนใจพิจารณาแก้ไขปัญหาด้วยปัญญาและประสบการณ์หรือปรึกษานักจิตวิทยา จิตแพทย์ แพทย์ระบบประสาทและสมองก็เป็นหลาย ๆ ทางเลือกที่ควรเลือกใช้ เลือกปฏิบัติ เมื่อเป็นดังนี้แล้ว อาการปวดศีรษะไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ก็สามารถจะบรรเทาและลดน้อยลงไปได้เอง หรือปรับปรุงแก้ไขรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมครับ.

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 23 กุมภาพันธ์ 2557

 

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์

thairath140131_001โรคที่มากับคอมพิวเตอร์ในที่นี้ไม่ใช่ “ไวรัสคอมพิวเตอร์” หรือ “โปรแกรมตัวหนอน” ซึ่งเป็นบ่อนทำลายข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงความเจ็บป่วยที่อาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ทำงานเกือบทุกอย่าง รวมทั้งใช้เพื่อความเพลิดเพลิน การศึกษาและการติดต่อสื่อสารต่างๆ ในอนาคตคอมพิวเตอร์จะยิ่งมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันจนแทบขาดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งใดที่มีประโยชน์มากก็อาจมีโทษมหันต์ ในแง่สุขภาพของเราการใช้คอมพิวเตอร์อาจมีพิษภัยต่อสุขภาพได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี ซึ่งความเจ็บป่วยที่ว่าอาจเกิดจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นานเกินไป โดยเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดโรคได้

ตา ในขณะที่จ้องดูจอคอมพิวเตอร์จะมีส่วนของนัยน์ตาอย่างน้อย 2 ส่วนที่ต้องทำงานส่วนแรกคือ กล้ามเนื้อตาที่จะต้องคอยหดเกร็งตัวเพื่อปรับเลนส์ตาให้มีความหนาเหมาะสมให้แสงจากจอไปตกบนฉากรับภาพด้านหลังตาหรือที่เรียกว่า เรตินา (retina) เพื่อให้ได้ภาพคมชัด ดังนั้น ถ้าดูจอคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันนานๆ กล้ามเนื้อตาจะต้องทำงานหนักจนกล้ามเนื้ออาจเกิดอาการล้าได้นานวันก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายตา เช่น สายตาสั้นหรือสายตายาว อีกส่วนที่ต้องทำงานหนักคือ จอรับภาพด้านหลังตาหรือเรตินา ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสง 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นแท่ง ทำหน้าที่รับแสงไม่สว่างมากเช่น ภาพดำขาว อีกชนิดหนึ่งเป็นรูปโคนรับแสงที่สว่าง เช่น ภาพสีต่างๆ แล้วส่งสัญญาณไปยังสมอง สองส่วนนี้ หากใช้งานหนักหรือจ้องจอนานเกิน 2 ชั่วโมงบ่อยๆ อาจทำให้การทำงานของเรตินาเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องจึงไม่ควรใช้สายตาดูหน้าจอนานเกินไป และควรมีการพักสายตา โดยการเปลี่ยนไปมองระยะไกลๆ บ้างสัก 10-15 นาที จึงค่อยกลับมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่

สมอง ผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์นานๆ อาจเกิดอาการมึนหรือปวดศีรษะได้ แต่บางครั้งอาจไม่รู้ตัวเนื่องจากทำงานเพลิน ทำให้อาการเตือนของสมองไม่ว่าจะเป็นอาการมึนหรือปวดศีรษะไม่ได้รับการรับรู้และอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสมองในภายหลัง ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น จึงไม่ควรใช้สมองทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเกินไป

คอ การใช้งานคอมพิวเตอร์โดยการนั่งมองจอต่อเนื่องกันนานๆ ศีรษะจะอยู่ในตำแหน่งและมุมเดิมเป็นเวลานาน คอซึ่งเป็นอวัยวะที่ตั้งของศีรษะก็จะอยู่นิ่งๆ กล้ามเนื้อของคอต้องเกร็งตัวเพื่อรักษาท่าและตำแหน่งของศีรษะเป็นเวลานานโดยที่เราไม่รู้ตัว และจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อมีอาการปวดเมื่อยคอ คอตึงจากอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอ หากมีการใช้งานลักษณะนี้หลายปีโดยไม่มีการบริหารคอที่เหมาะสม อาจทำให้กระดูกคอเสื่อมก่อนเวลาอันควร ดังนั้น จึงควรขยับศีรษะและคอไปมา ขยับกล้ามเนื้อคอหรือหมุนศีรษะไปมาขณะทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์จะช่วยให้อาการปวดเมื่อยคอหรือโอกาสเกิดกระดูกคอเสื่อมน้อยลง

ปวดไหล่ สำหรับท่านที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ชนิดพกพา โดยส่วนมากจะใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ในกระเป๋าที่สามารถถือหรือสะพายไหล่ได้ ซึ่งแต่ละเครื่องก็มีขนาดและน้ำหนักต่างกัน ตั้งแต่เครื่องเล็กน้ำหนักเบาประมาณ 1 กิโลกรัม จนถึงเครื่องค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมากถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งถ้าพกพาโดยการสะพายไหล่เป็นเวลานานอาจทำให้ปวดไหล่เพราะกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณไหล่อักเสบ รวมถึงกล้ามเนื้อหลังที่ต้องเกร็งตัวตลอดเวลาด้วย วิธีที่ช่วยได้คือการเปลี่ยนมาเป็นใส่ในกระเป๋าที่มีล้อลากหรือพยายามลดให้น้ำหนักเบาลงด้วยใช้เครื่องที่มีน้ำหนักเบาหรือนำของไปด้วยเท่าที่จำเป็นก็อาจช่วยหลีกเลี่ยงการอักเสบของไหล่ได้ระดับหนึ่ง

ปวดหลัง หลายท่านที่นั่งทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ จะรู้สึกปวดหลัง ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ทั้งนี้ เนื่องจากการนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานานโดยไม่ได้ขยับเปลี่ยนท่า กล้ามเนื้อหลังตั้งแต่บ่า สะบักและกล้ามเนื้อ 2 ข้างของกระดูกสันหลังจะมีการหดเกร็งตัวเพื่อรักษาร่างกายให้อยู่ท่าเดิมตลอดเวลา โดยปกติเวลาเรานั่งท่าเดิมระยะหนึ่งจะรู้สึกปวดเมื่อย แล้วเราก็มักจะขยับเปลี่ยนท่าเอง แต่ระหว่างการใช้คอมพิวเตอร์ เรามักจะให้ความสนใจหรือมีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ในจอจนละเลยความรู้สึกปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อหลังจนลืมเปลี่ยนอิริยาบถของร่างกาย กว่าจะรู้ตัว กล้ามเนื้อหลังซึ่งมีการเกร็งตัวเป็นเวลานานจะรู้สึกปวดมาก การแก้ไขคือพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ในระหว่างการทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าแม้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์สมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยหน้าจอจะมีประโยชน์มากและกำลังกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน แต่โทษของการใช้งานมากเกินไปโดยไม่ระมัดระวังก็อาจก่อให้เกิดโทษมหันต์ในสัปดาห์หน้าเราจะกลับมาว่ากันต่อว่ามีอวัยวะส่วนใดอีกที่จะได้รับผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สารพัดประโยชน์นี้นานๆ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ที่มา: ไทยรัฐ 31 มกราคม 2557

thairath140207_001a

ภัยเงียบจากการใช้คอมพิวเตอร์ (2) 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้พูดถึงโรคที่มากับการใช้งานคอมพิวเตอร์กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เราจะมาว่ากันต่อเรื่องโทษของการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ว่าจะส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนไหนบ้าง โดยในวันนี้ จะลงลึกไปที่โรคต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการใช้งานหน้าจอหนักๆ

แต่ก่อนอื่นเรามาดูผลกระทบที่อาจเกิดกับมือของเราบ้าง หากใช้งานคอมพิวเตอร์นานๆ อย่างแรกคืออาการเมื่อยนิ้วเมื่อยมือจากการใช้พิมพ์งานมากเกินไป อีกลักษณะคือ การใช้ mouse มาก หรือใช้ติดต่อกันหลายชั่วโมง ซึ่งต้องขยับข้อมือมากจนอาจเกิดการอักเสบของพังผืดบริเวณข้อมือ ทําให้มีการบวมไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่านใต้พังผืดบริเวณข้อจนเกิดอาการชานิ้วหรือฝ่ามือ (Carpal Tunnel Syndrome) การรักษาภาวะนี้ เริ่มต้นด้วยการลดการใช้งานข้อมือลงเพื่อลดการอักเสบและยุบบวม หากไม่ดีขึ้นอาจต้องรักษาด้วยการฉีดยาหรือผ่าตัด นอกจากนี้ อาจมีอาการอีกอย่างจากการใช้งาน mouse มากเกินไป ได้แก่ การอักเสบของเส้นเอ็นนิ้วชี้ที่ใช้คลิก mouse การรักษาคือต้องพักหรือลดการใช้งาน ซึ่งอาการนี้อาจเกิดได้กับคนที่ใช้ Joystick สําหรับเล่นเกมด้วย

thairath140207_001b

โรคกระเพาะอาหาร ในปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันอย่างแพร่หลาย เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็วเสมือนกับการย่อโลกลงมาและประโยชน์ข้อนี้ก็อาจทําให้ผู้ใช้งานเพลิดเพลินกับหน้าจอจนเลยเวลารับประทานอาหารหรือรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ซึ่งอาจทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับผู้นั่งทํางานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานหลายชั่วโมงจนไม่ได้ไปปัสสาวะหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป โดยเฉพาะผู้หญิง การกลั้นปัสสาวะไว้นานอาจทําให้มีโอกาสที่เชื้อโรคบริเวณปากช่องคลอดจะเข้าไปในท่อปัสสาวะทําให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะทําให้ปัสสาวะบ่อย หรือเวลาปัสสาวะจะมีอาการแสบขัด บางรายถึงกับลุกลามเป็นกรวยไตอักเสบ มีอาการมีไข้หรือปวดหลังได้ ดังนั้น ในระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะควรไปห้องน้ําทันที ไม่ควรรอ

thairath140207_001c

โรคขาดอาหาร การเล่นเครื่องคอมพิวเตอร์นานๆ โดยเฉพาะในเด็กอาจถึงกับทําให้เกิดภาวะขาดอาหารได้ เนื่องจากไม่สนใจรับประทานอาหาร หรือทานอาหารที่หาง่ายทําง่าย เช่น บะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทําให้ร่างกายขาดสารอาหารจําเป็น ซึ่งจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกายได้

การอดนอน การเพลิดเพลินกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตหรือการเล่นเกมทําให้นอนดึก อดนอน ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ทําให้สมองไม่แจ่มใส หากทําติดต่อกันหลายวันอาจส่งผลให้การเรียนหรือการทํางานขาดประสิทธิภาพ เสียการเรียนหรือเสียการเสียงานได้

การขาดการออกกําลังกาย การติดการใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้เวลาแต่ละวันนั่งหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงจนบางครั้งไม่มีเวลา หรือไม่มีความคิดจะออกกําลังกาย ทําให้ร่างกายไม่แข็งแรงกล้ามเนื้อในร่างกายขาดการฝึกฝนใช้งาน ทําให้กล้ามเนื้อหดลีบขาดความคล่องตัว ภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอลงทําให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัด เจ็บคอบ่อยๆ จากการติดเชื้อทางเดินหายใจ เพราะนั่งใช้คอมพิวเตอร์อยู่แต่ในห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศเกือบตลอดเวลาไม่ค่อยออกไปสัมผัสกับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์

ที่กล่าวมาแล้วเป็นเพียงตัวอย่างของโรคหรืออันตรายที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์นานๆ ซึ่งมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นตามกระแสหรือความเจริญทางเทคโนโลยีที่ทําให้เราใช้เวลากับธุรกรรมต่างๆ หน้าจอมากขึ้น แต่เราทุกคนสามารถป้องกัน หลีกเลี่ยง หรือบรรเทาให้เบาลงได้เมื่อทราบวิธีและปฏิบัติตามอย่างสม่ําเสมอ

ผศ.นพ.กิตติ โตเต็มชัยการ
อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

 

ที่มา: ไทยรัฐ 7 กุมภาพันธ์ 2557

เคล็ดของความงาม การนอนหลัับเต็มอิ่ม

thairath130905_001นักศึกษาปริญญาเอกมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ของสวีเดน ไขเคล็ดลับการบำรุงรักษาความงามของสุภาพสตรีทั้งหลายว่า ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่าการหลับนอนอย่างเต็มอิ่ม

นักศึกษาตินา ซุนเดลิน คณะจิตวิทยาผู้ศึกษาได้ยกเหตุผลให้ฟังว่า สตรีคนไหนก็ได้ ให้ลองส่องกระจกเพ่งพิศใบหน้าเนื้อตัวดูภายหลังจากการอดนอนมา ก็จะเห็นแต่เค้ารอยการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ดวงตาบวมแดงช้ำ ใต้ตาเหี่ยวย่น ดำคล้ำ ดวงหน้าก็จะดูเศร้าสร้อยยิ่งกว่าคนที่หลับนอนปกติ และท่าทางเศร้าสร้อยยังพลอยให้ดูเห็นเป็นคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอีกด้วย

ก่อนหน้านี้เมื่อตอนต้นปี ทางศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยฮอสปิตัล แคส ที่สหรัฐฯ เคยศึกษาพบว่าการนอนหลับไม่เต็มที่ จะทำให้ผิวหนังแสดงร่องรอยของความชราออกมาให้เห็นมากขึ้น และหายจากความเสียหาย จากแดดจากลมได้ช้ากว่า

แพทย์ของสถานพยาบาลเมโยชื่อดังของอเมริกาก็เคยแนะนำว่า ถ้าหากใช้การนอนหลับเพื่อบำรุงความงาม ก็ควรจะนอนตามกำหนดเวลาทุกวัน ไม่เว้นแต่เสาร์-อาทิตย์ กินอาหารให้ครบส่วน หลีกเลี่ยงคาเฟอีน ไม่ควรจะกินหนักก่อนนอน ออกกำลังตอนกลางวัน และทำให้สมองว่าง ไม่คิดกังวลอะไรมากตอนนอน.

ที่มา :  ไทยรัฐ 5 กันยายน 2556

.

Related Article:

.

nydailynews130903_001

Lack of sleep makes us look sad and old: study

AFP RELAXNEWS
TUESDAY, SEPTEMBER 3, 2013

People who stayed up for nearly a day and a half looked sadder and had more apparent wrinkles than when they were well-rested, a small Swedish study found.

A small new study now confirms that your best beauty trick is to get a good night’s sleep.

Findings revealed what you’ve probably seen in the mirror after a rough night: sleep-deprived people look more, shall we say, worn-out, with redder, more swollen eyes, darker under-eye circles, more wrinkles and droopier eyelids and mouths than their well-rested selves. People also looked sadder when sleep-deprived than after a normal sleep, and this apparent sadness was related to looking fatigued, the researchers said.

“Since faces contain a lot of information on which humans base their interactions with each other, how fatigued a person appears may affect how others behave toward them,” said Tina Sundelin, author and doctoral student in the department of psychology at Stockholm University in Stockholm, Sweden. “This is relevant not only for private social interactions, but also official ones such as with health care professionals and in public safety.”

To conduct their research, Sundelin and a team from Karolinska Institute in Stockholm recruited 10 subjects, who were photographed on two separate occasions: after eight hours of normal sleep and after 31 hours of sleep deprivation. The photographs were taken in the laboratory at 2:30 pm on both occasions. Forty participants rated the 20 facial photographs with respect to various facial cues, fatigue, and sadness.

In a separate study announced earlier this year, University Hospitals Case Medical Center in Cleveland, Ohio found that poor sleepers showed “increased signs of skin aging and slower recovery from a variety of environmental stressors,” such as ultraviolet radiation, the researchers said.

If you struggle with getting quality beauty sleep, WebMD and the Mayo Clinic offer the following tips to boost your slumber: Stick to a regular sleep schedule, even on weekends. Eat well, and avoid caffeine in the evenings or overeating before bedtime. Also try sleep accessories, such as a white noise machine or ear plugs, to block out distractions. Exercise during the day, which can aid sleep, and try to clear your mind from too much clutter before bedtime by writing in a journal beforehand, for example.
SOURCE: www.nydailynews.com

อดนอนร่างกายวิปริต ยีนต่าง ๆ ทำงานรวน

Studies have also shown a lack of sleep can lead to cognitive impairment Photo: Alamy

Studies have also shown a lack of sleep can lead to cognitive impairment Photo: Alamy

นักวิจัยอังกฤษค้นพบว่า การอดหลับอดนอนติดๆกันหลายวัน จะทำให้การทำงานในร่างกายมนุษย์เกิดการแปรปรวนขึ้น  ยีนเป็นร้อยๆ ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างระส่ำระสาย

พวกเขาได้เปิดเผยในวารสาร “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ของสหรัฐฯว่า การนอนไม่พอ ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม เหตุที่เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน โรคอ้วนและสมองทึบ ล้วนแต่เกี่ยวกับการอดนอนทั้งสิ้น

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเซอเรย์ได้ศึกษากับ กลุ่มคนที่ได้นอนอย่างเต็มอิ่มวันละ 10 ชม. ทั้งอาทิตย์ เปรียบเทียบกับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้หลับนอนวันละไม่ถึง 6 ชม. โดยตรวจเลือดดูด้วย ได้พบว่ามียีนที่มีหน้าที่สร้างโปรตีนไม่ต่ำกว่า 700 ตัวถูกกระทบ กระเทือน อีกทั้งนาฬิกาชีวภาพในตัว ก็พลอยสับสน

ศาสตราจารย์โคลิน สมิธ หัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า การนอนไม่พอ ทำให้การทำงานของยีนหลายประเภทเปลี่ยนแปร โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันโรค และการซ่อมแซมความสึกหรอของร่างกาย เห็นได้ชัดว่า การนอนหลับสนิท เป็นสิ่งจำเป็นกับการซ่อมแซม และคงภาวะการทำงานปกติของร่างกาย ความเสียหายที่ปรากฏ แสดงให้เห็นว่าจะเป็นเหตุให้สุขภาพเสื่อมโทรม.

ที่มา:  ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2556

.

Related Article :

.

Lack of sleep ‘switches off’ genes

One week of bad sleep can “switch off” hundreds of genes and raise the risk of a host of illnesses including obesity and heart disease, scientists claim.

By Nick Collins, Science Correspondent  25 Feb 2013

 

Getting fewer than six hours’ sleep per night deactivates genes which play a key role in the body’s constant process of self-repair and replenishment, according to a new study.

Our bodies depend on genes to produce a constant supply of proteins which are used to replace or repair damaged tissue, but after a week of sleep deprivation some of these stopped working.

The findings suggest that chronic lack of sleep could prevent the body from fully replenishing itself and raise the risk of a host of diseases, researchers said.

Scientists from Surrey University divided 26 volunteers into two groups, one of which slept for less than six hours per night for an entire week, and one which slept for ten hours per night.

At the end of the week each group was kept awake for 40 hours and donated blood samples, which were studied to examine the effects of their sleep regimes.

The week of sleep deprivation was found to have altered the function of 711 genes, including some involved in metabolism, inflammation, immunity and stress.

Inadequate sleep also interfered with genes which are designed to become more or less active at certain points in the day, by throwing off the body’s 24-hour internal clock.

Although a week’s normal sleep was enough to restore the affected genes to their normal pattern, researchers said that prolonged periods of sleeplessness could lead to serious health problems including obesity and heart disease.

Studies have also shown a lack of sleep can lead to cognitive impairment, for example limiting our ability to drive a car safely.

Prof Colin Smith, one of the authors of the new paper, which was published in the Proceedings of the National Academy of Sciencesjournal, said: “This is only a week of sleep restriction and it is only five and a half or six hours a night. Many people have that amount of sleep for weeks, months and maybe even years so we have no idea how much worse it might be.

“If these processes continue to be disrupted, you could see how you are going to get impairment of organs, tissues, heart disease, obesity, diabetes. If you are not able to replenish cells and tissues that are damaged then you are going to suffer permanent ill health.”

SOURCE : telegraph.co.uk

 

 

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอนบอกว่าการนอนหลับน้อยชั่วโมงกว่าที่ร่างกายต้องการส่งผลกระทบการทำงานและสุขภาพของคนเราได้อย่างมาก

voathai130130_001ศูนย์การควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐศึกษาและค้นพบว่า แรงงานอเมริกัน 40 ล้านหกแสนคน หรือราวๆ 30% ของแรงงานทั้งประเทศ ใช้เวลานอนไม่ถึง 6 ชั่วโมงในแต่ละคืน ซึ่งต่ำกว่าจำนวน 7 ถึง 9 ชั่วโมงที่มีการเสนอแนะไว้มาก

ผลการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Harvard ระบุว่า การพักผ่อนนอนหลับน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ซึ่งส่งผลให้เกิดความรู้สึกหน่อยอ่อนเป็นประจำ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสูญเสียผลิตภาพคิดเป็นมูลค่ามากถึง 63.2 พันล้านดอลล่าร์

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นายจ้างไม่ให้ความสนใจกับผลกระทบของการนอนไม่พอต่อสุขภาพและการทำงานของพนักงานลูกจ้างมานานแล้ว แม้ผลงานการวิจัยจะแสดงให้เห็นเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลาว่า การนอนไม่พอนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง แต่ยังเชื่อมโยงกับปัญหาทางสุขภาพ โดยมีอัตราของการเป็นโรคเศร้าซึม ความอ้วนเกินขนาด โรคหัวใจ และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นด้วย

แต่รายงานใน Wall Street Journal บอกว่า แนวโน้มในเรื่องนี้กำลังเปลี่ยนไปแล้ว บริษัทธุรกิจใหญ่ๆ ซึ่งรวมทั้ง Goldman Sachs Group, Proctor & Gamble และบริษัทเงินทุน D. E. Shaw จัดเงินอุดหนุนการทำ workshops ในเรื่องการนอน การให้คำปรึกษาแนะนำออนไลน์สำหรับผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ การจัดที่ให้งีบได้ แม้กระทั่งการติดตั้งไฟพิเศษในที่ทำงานเพื่อช่วยร่างกายควบคุมการผลิตฮอร์โมน Melatonin ซี่งควบคุมการพักผ่อนนอนหลับของคนเรา

คุณ Nancy Rothstein ผู้เชี่ยวชาญการนอน และเป็นที่ปรึกษาของบริษัทธุรกิจในเรื่องนี้ บอกว่า การนอนเป็นมุมหนึ่งของสามเหลี่ยมของความเป็นดีอยู่ดี อีกสองมุมคือ ร่างกายที่แข็งแรง และ โภชนาการ ผู้เชี่ยวชาญการนอนผู้นี้บอกต่อไปว่า เมื่อนอนไม่พอ ร่างกายเหนื่อยอ่อนก็จะไม่อยากออกกำลังกาย และไม่รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ คุณ Nancy ระบุความสำคัญของการนอนให้เพียงพอว่า ถ้าจัดที่ให้กับมุมทั้งสามแล้ว การนอนเป็นมุมอยู่ที่ยอดของสามเหลี่ยม

คำถามก็คือ ทำอย่างไรจึงจะช่วยให้เราพักผ่อนนอนหลับได้อย่างเพียงพอ ผู้เชี่ยวชาญคนนี้แนะนำว่า ขั้นแรกที่สำคัญที่สุด คือปิดอุปกรณ์ทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสื่อสารติดต่อและการทำงาน เช่น มือถือ โดยเฉพาะ smartphones, iPads, และคอมพิวเตอร์ laptops แสงหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้ขัดขวางก่อกวนการผลิต Melatonin แสงสว่างหลอกร่างกายให้คิดว่าเป็นเวลากลางวัน เลยไม่ผลิตฮอร์โมนนี้ออกมา ก็เลยไม่รู้สึกง่วงนอน

อีกวิธีหนึ่งคือยืดเวลาอยู่ในแสงสว่างตามธรรมชาติ เช่นออกไปเดินนอกที่ทำงานเป็นเวลาสั้นๆในช่วงอาหารกลางวัน แก้ง่วงหลังอาหารและกีดกันไม่ให้ร่างกายผลิต Melatonin ได้ด้วย

ทีนี้เมื่อกลับบ้าน ก่อนจะเข้านอน National Sleep Foundation หรือมูลนิธิการนอนแห่งชาติ แนะนำว่า ควรพักผ่อนคลายความเครียด และไม่ควรรับประทานอาหารมื้อใหญ่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแคฟฟีนหรือแอลกอฮอลก่อนเข้านอน

ห้องนอนควรปิดไฟมืด แต่ถ้าลงนอนและไม่สามารถหลับได้หลังจาก 20 นาที ควรลุกขึ้นมาและหาอะไรทำที่ช่วยให้คลายเครียดในแสงสว่างสลัวๆ เพื่อช่วยให้รู้สึกง่วงนอนได้

ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่งคือลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เพราะจะทำให้นอนไม่หลับมากขึ้นไปอีก

ที่มา :  voathai.com

.

Related Article :

.

wsj130131_001

Weary Workers Learn to Count Sheep Using Special Lighting, Office Nap Pods

By LAUREN WEBER

Turns out a good night’s rest is good for business.

One-third of American workers aren’t sleeping enough to function at peak levels, and that chronic exhaustion is costing billions of dollars in lost productivity, according to researchers from Harvard Medical School.
Sleep-deprived American workers ultimately cost their employers $63 billion in lost productivity, according to a 2011 Harvard Medical School study. Lauren Weber joins The News Hub with a look at some companies making a business case for a better-rested workforce. Photo: Reuters.

Managers at a growing number of companies, among them Procter & Gamble Co., PG +0.71%and Goldman Sachs Group Inc., GS -0.21%are waking up to the problem, investing in programs from sleep-hygiene courses to melatonin-regulating lighting to help employees improve their slumber.

The Centers for Disease Control and Prevention estimates 40.6 million American workers, or 30% of the civilian workforce, don’t get enough rest. And the Harvard scientists estimated in 2011 that sleep deprivation costs U.S. companies $63.2 billion in lost productivity per year, mainly because of “presenteeism,” people showing up for work but operating at subpar levels. One example, from a separate team at Singapore Management University: Workers waste an extra 8.4 minutes online—checking email, refreshing the TMZ.com home page, and so on—for every hour of interrupted sleep the previous night.

Managers struggle to motivate exhausted workers. During busy holiday periods at the Park Hyatt Beaver Creek resort in Avon, Colo., long hours sometimes lead to short fuses among staff. “You have to try to figure out who’s feeling frustrated and help them cut loose to get some rest,” said Scott Gubrud, director of sales and marketing at the hotel, which last week began a series of better-sleep initiatives for both employees and guests.

“If we treated machinery like we treat the human body, there would be breakdowns all the time,” said James Maas, a former Cornell University psychologist and author of “Sleep for Success.”

Companies have been slow to grasp the effects of sleep deprivation on productivity, but it is now a hot topic even in hard-driving industries, such as finance, where pulling all-nighters is often viewed as crucial to getting ahead.

Sleep Working

  • 43% of Americans between 13 and 64 say they rarely or never get a good night’s sleep on weeknights
  • 60% of Americans say they experience a sleep problem every night or almost every night, such as waking in the night, waking up too early, or feeling un-refreshed when they get up in the morning
  • 61% of Americans say they use a computer at least a few nights a week within an hour of going to bed
  • Americans drink, on average, three 12-ounce caffeinated beverages on a weekday
  • 74% of workers over 30 who report not getting adequate sleep say that sleepiness affects their work
  • 9% of Americans say they are likely to fall asleep at an inappropriate moment, such as during a meeting or while driving
  • 71% of Americans say they have a television in their bedrooms
  • 11% of those with televisions in the bedroom say they keep the TV on all night
  • 39% of Americans say they have a computer in their bedrooms
  • 40.6 million American workers – 30% of the civilian workforce – sleep less than 6 hours per night (“short sleep duration”)
  • The problem is particularly acute for night-shift workers: 44% of them sleep less than 6 hours per night, compared with 28.8% of people who work typical daytime hours
  • Workers between the ages of 30 and 64 were more likely to report short sleep duration; workers over 65 were least likely to report short sleep duration
  • Workers with college degrees or more education were least likely to report short sleep duration
  • Segmenting the data industry by industry, workers reported anywhere from 24.1% (other services, except public administration) to 41.6% (mining) incidence of short sleep duration. Some industries relevant to our readership: finance and insurance industry (27.4%); professional, scientific,and technical services (28.2%); and information (28.3%)
  • 23.2% of American workers suffer from insomnia
  • People with insomnia did not report higher levels of absenteeism compared to non-sufferers, but reported significantly higher levels of presenteeism (lower productivity while at work)
  • Workers with insomnia lost an average of 7.8 days of work performance per year due to presenteeism related directly to sleep problems
  • Generalizing to the total U.S. workforce, insomnia costs American companies $63.2 billion

Sources: National Sleep Foundation, Centers for Disease Control and Prevention, and “Insomnia and the Performance of U.S. Workers,” Sleep, 2011

Mr. Maas, who says he coined the phrase “power nap” 36 years ago, gave a talk about sleep hygiene at Goldman Sachs in 2011 that was so oversubscribed it had to be broadcast via conference call to accommodate the 1,000 or so people who wanted to attend. He spoke last year at hedge-fund firm D.E. Shaw & Co., which has nap pods sprinkled around its offices.

Yet perceptions linger that sleep is for sissies and loafers, and neither Goldman nor Shaw would comment directly about why they’re addressing employees’ sleep habits. A 2012 University of Southern California study of young investment bankers suggests that punishing hours, and resulting sleep deprivation, contributed to physical and emotional ailments within four years on the job.

“People in investment banking have been my main clients for the last few years because they’re so exhausted and under so much pressure,” said Mr. Maas, adding that bankers usually don’t want to hear about how to get more sleep. Instead, they want tips for performing well on five or six hours’ rest.

The risks of fatigue are especially acute in professions like health care and manufacturing, which involve overnight shifts and where a single careless error can put lives in danger.

At Aurora Health Care, the largest hospital system in Wisconsin, more than 2,600 employees in 2012 took a six-week online course for insomnia sufferers after managers surmised that sleep deprivation was likely a problem among its workforce. The course, one of several health-coaching sessions offered at Aurora and developed by Johnson & Johnson’s JNJ -0.41%Wellness & Prevention unit, requires participants to keep a sleep diary, and then makes recommendations based on individual sleep patterns.

Barb Stollenwork, age 53 and a wellness program coordinator at Aurora, kicked her nightly Tylenol PM habit after finishing the program at the end of 2011. For years, she said, she woke at 4 a.m., then lay in bed worrying about how she’d function that day. By changing her behavior—for instance, going to bed later—she began sleeping until her alarm rang at 5:30 a.m.

Based on follow-up surveys that asked about both sleep and work habits, Aurora sees an average of $672 in productivity savings per participant in the insomnia module, said Dr. David Smith, an Aurora vice president.

Procter & Gamble is talking with sleep expert Nancy Rothstein about creating a multiweek pilot program for two of its plants, one in Belleville, Ontario, that makes Always feminine-hygiene products, and the other in Lima, Ohio, that makes liquid laundry detergents. Paul DeLuca, North American learning and development manager, said he hopes to have both courses running by June, starting with a group of 15 to 20 workers in Lima and up to 300 in Belleville.

The plants operate day and night, so many employees work unconventional hours, a known risk for poor sleep and overall bad health. If the program helps workers get better rest, with resulting gains in productivity and concentration, Mr. DeLuca will argue for a broader rollout of the initiative.

P&G brought Ms. Rothstein to its headquarters in Cincinnati last year to give a 50-minute presentation emphasizing, among other things, the importance of shutting off screen devices an hour before bed because the blue light emitted by the screens interferes with production of the sleep hormone melatonin.

That’s no easy order in the age of smartphones, laptops and late-night conference calls with the Beijing or London office. “The line between work and what’s outside of work is graying,” Mr. DeLuca said.

At the more extreme end of the intervention scale, some are calling upon Litebook Company Ltd., a Canadian maker of lights that help regulate the body’s melatonin levels. The company, which supplies devices to the Philadelphia Flyers and Ottawa Senators to help athletes cope with jet lag and game schedules, said it is getting calls from corporations interested in making the lights available at workstations and desks.

A version of this article appeared January 23, 2013, on page B1 in the U.S. edition of The Wall Street Journal, with the headline: Go Ahead, Hit the Snooze Button.

ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย โดย อ.พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

manager121121_001หลายคนมีปัญหาเรื่องผิวหน้า และมักมีคำถามเกี่ยวกับการดูแลผิวหน้ามาปรึกษาหมอบ่อยๆ ดังนั้นจะขอรวบรวมเคล็ดลับมาแนะนำกันค่ะ

โดยทั่วไปขั้นตอนการดูแลผิวพื้นฐานที่สำคัญและควรปฏิบัติในแต่ละวันเป็นประจำ มีเพียง 3 ขั้นตอน คือ
1.ทำความสะอาดผิวหน้า
2.ทาสารกันแดด และ
3.ทาสารให้ความชุ่มชื้น 

การทำความสะอาดใบหน้า มีความสำคัญมาก เนื่องจากในแต่ละวันจะมีสิ่งสกปรกมากมายที่ติดค้างอยู่บนใบหน้า ตั้งแต่ เหงื่อ ไขมันที่ถูกผลิตจากต่อมไขมัน ขี้ไคล ไปจนถึงบรรดาครีมเครื่องสำอางต่างๆ ที่ทา รวมถึงสิ่งสกปรกจากมลพิษภายนอกที่มาจากน้ำมัน

การล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า จะสามารถล้างเพียงเหงื่อและฝุ่นผงต่างๆ ที่ละลายน้ำได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถชำระล้างไขมันและน้ำมัน (ที่เป็นส่วนประกอบของครีมเครื่องสำอางต่างๆ ออกได้หมด) ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการอุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวอุดตันหรือสิวอักเสบตามมาได้ ดังนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาสำหรับผิวหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีส่วนผสมของสารชะล้างที่อ่อนโยนและคุณภาพดีกว่า เช่น โฟม เจลล้างหน้า มากกว่าสบู่ก้อน เนื่องจากสบู่ส่วนใหญ่จะมีค่าเป็นด่างสูงกว่าค่าปกติของผิวหนังคนเราซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ เมื่อล้างด้วยสบู่ที่เป็นด่าง จะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นมากจนเกินไป เกิดผิวแห้งเป็นขุยได้

ผิวแห้ง ผิวหน้ามักมีการผลิตไขมันได้น้อย ผิวจึงดูละเอียด มองไม่ค่อยเห็นรูขุมขน แต่ข้อเสียคือ ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวก็ลดตามไปด้วย ในระยะยาวจะเสียความยืดหยุ่นและเกิดเป็นริ้วรอยได้เร็วกว่าคนที่หน้ามัน ดังนั้นคนผิวแห้งไม่ควรใช้สบู่ หรือผลิตภัณฑ์สำหรับคนหน้ามันหรือคนเป็นสิว เนื่องจากจะมีส่วนผสมของสารชะล้างในปริมาณที่มากกว่า และมักผสมกรดซึ่งมีคุณสมบัติในการกำจัดไขมันส่วนเกินในรูขุมขนและบนผิวหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ในคนที่ผิวแห้งอยู่แล้ว กรณีที่ผิวแห้งมากๆ ในตอนเช้าอาจล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าธรรมดาก็เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อนล้างหน้าเพราะจะทำให้ผิวยิ่งแห้งมากขึ้น

ผิวมัน จะมีการผลิตไขมันออกมาปริมาณมากและมักเกิดเป็นสิวได้ง่าย ลักษณะผิวหน้าจะค่อน ข้างหยาบ รูขุมขนใหญ่เห็นได้ชัดเจน แต่ข้อดี ความชุ่มชื้นของผิวจะดีและเมื่ออายุมากขึ้นจะเกิดริ้วรอยช้ากว่าคนผิวแห้งค่ะ สำหรับการล้างหน้านั้นมีงานวิจัยออกมาว่า ในคนที่เป็นสิว การล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้าและเย็น จะให้ผลการรักษาสิวดีที่สุด และไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้ง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวและยิ่งทำให้สิวอักเสบรุนแรงมากขึ้น แต่ถ้าหน้ามันมากๆ เหนอะหนะจนทำให้รำคาญอยากล้างหน้าในระหว่างวัน แนะนำให้ล้างด้วยน้ำเปล่าค่ะ และถ้ายังรู้สึกว่าความมันยังไม่หมด ก่อนนอนอาจใช้โทนเนอร์ช่วยปรับสภาพผิวกำจัดความมันที่เหลือได้

ผิวผสม มีการผลิตไขมันมากบริเวณทีโซน คือ หน้าผาก จมูก และคาง ส่วนบริเวณยูโซน แก้มกลับมีลักษณะผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ทั้งผิวมันและผิวแห้ง โดยแยกใช้ตามบริเวณลักษณะผิวที่แตกต่างกัน

สำหรับผู้ที่แต่งหน้าเป็นประจำ ครีมรองพื้นทั่วไปจะมีส่วนผสมของน้ำมัน (เพื่อให้เม็ดสีของเครื่องสำอางสามารถติดทนนาน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องสำอางชนิดกันน้ำ การล้างหน้าด้วยสารชะล้างในผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถล้างน้ำมันเหล่านี้ออกได้หมด ซึ่งอาจก่อให้เกิดสิว จึงควรใช้น้ำมันหรือโลชั่นเช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางออกก่อนล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตามปกติค่ะ

นอกจากนี้ ควรดูแลตัวเองด้วยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ

 

.
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 พฤศจิกายน 2555

.

manager121128_001ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย (ตอนที่ 2)

 

นอกจากการทำความสะอาดผิวหน้า ซึ่งเป็นการดูแลผิวขั้นพื้นฐานที่สำคัญ และควรปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน ยังมีเรื่องการทายากันแดดด้วยค่ะ

  ยากันแดด
ยากันแดดมีความสำคัญต่อการดูแลใบหน้า เนื่องจากแสงแดด (รังสี UVA และ UVB) เป็นสาเหตุภายนอกที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยและความชรา ผลิตภัณฑ์ยากันแดดทั่วไป มีหลายรูปแบบทั้งโลชั่น ครีม ฟลูอิด เจล แนะนำเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา โดยดูตามปริมาณน้ำมันที่ผสมในยากันแดดนั้นๆ ซึ่งปริมาณน้ำมันที่ผสมในครีมจะมากที่สุด ตามด้วยโลชั่น ฟลูอิด และเจล ตามลำดับ ยิ่งคนที่มีผิวแห้งยิ่งเหมาะกับเนื้อผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณน้ำมันผสมอยู่มากกว่า

สำหรับการทายากันแดดที่ถูกต้องนั้น หลังล้างหน้าควรทายากันแดดก่อนแต่งหน้า และถึงแม้ว่าจะใช้เครื่องสำอางที่ผสมสารกันแดดอยู่แล้ว แต่ก็ควรใช้ยากันแดดอยู่ดี เนื่องจากสารกันแดดที่ผสมในเครื่องสำอางอาจไม่สามารถกันได้ทั้งรังสี UVA, UVB และอาจไม่สามารถกันได้ตาม SPF ที่เพียงพอ 

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีผู้มักเข้าใจผิดว่า ยากันแดดที่มี SPF (sun protecting factor) สูงๆ เท่านั้น จึงจะสามารถป้องกันรังสีได้ดีเสมอ ซึ่งความเชื่อนี้ถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นค่ะ เพราะ SPF นั้นแสดงถึงความสามารถในการป้องกันรังสี UVB เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเสื่อมชราเกิดริ้วรอยของผิวมีสาเหตุมาจากทั้งรังสี UVA และ UVB ดังนั้น ยากันแดดที่ดีจะต้องป้องกันรังสีทั้งได้ UVA และ UVB สำหรับผู้ที่ต้องทำกิจวัตรกลางแดดเป็นประจำ ควรเลือกยากันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 และ ค่า PA (ความสามารถในการป้องกันรังสี UVA) อย่างน้อย +++ ค่ะ อย่างไรก็ดี การยากันแดดมี SPF สูงๆ มักต้องมีการผสมสารกันแดดหลายชนิดที่มากกว่า เท่ากับยิ่งเพิ่มโอกาสแพ้ยากันแดดให้สูงขึ้นด้วย

นอกจากที่กล่าวมา ยังมีผู้ที่ทายากันแดดเป็นประจำ แต่หน้ายังดำเวลาออกแดด อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากการทาในปริมาณที่ไม่เพียงพอ เพราะกลัวความเหนอะหนะ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ผลตาม SPF, PA ที่ระบุอยู่ข้างกล่อง โดยเฉพาะที่ใบหน้า หากเป็นยากันแดดชนิดครีมต้องใช้ปริมาณเนื้อครีม 1 กรัม (เท่ากับบีบครีมให้มีความยาวเท่ากับ 2 ข้อนิ้วชี้ ) และชนิดเหลวเท่ากับเหรียญ 10 บาท 2 เหรียญ และควรทายากันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 20 นาทีค่ะ

ถ้าจะให้ดีต้องทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้ผิวใส สมวัยค่ะ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 พฤศจิกายน 2555

.

manager121205_001

ดูแลผิวหน้าให้ใส สมวัย (จบ)

 

หากยังจำกันได้ ขั้นตอนการดูแลผิวหน้าให้สวยใส สมวัยในชีวิตประจำวันนั้น นอกจากการทำความสะอาดผิวหน้าและทาสารกันแดดแล้ว ยังมีการทาสารให้ความชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญอีกด้วย 

น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นต่อเซลล์ที่มีชีวิตทุกเซลล์ของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง หากปริมาณน้ำในผิวหนังลดลง จะทำให้การลอกหลุดของผิวหนังชั้นบนผิดปกติ เกิดผิวแห้งเป็นขุยและเกิดการอักเสบตามมาได้ง่าย การรักษาระดับน้ำในผิวให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอจึงมีความสำคัญมาก

วิธีดูแลผิวง่ายๆ คือ ทาสารให้ความชุ่มชื้น (moisturizer) แก่ผิวหนังให้เหมาะกับสภาพผิวของเรา ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและเรียบเนียน ไม่เป็นขุย โดย moisturizer จะทำหน้าที่เสมือนแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบบนผิวไม่ให้น้ำในผิวระเหยออกไป รวมถึงดูดซับน้ำจากผิวหนังชั้นล่างๆ ขึ้นมาสะสมและ เพิ่มปริมาณน้ำในผิวหนังชั้นบน

 ผิวแห้ง 
ผู้มีผิวแห้ง เหมาะกับ moisturizer ที่เข้มข้นมีปริมาณน้ำมันผสมมาก (ค่าความเข้มข้นของ moisturizer จากมากไปหาน้อย ครีม? โลชั่น? เจล? ซีรั่ม) โดยปัจจุบัน moisturizer ส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักผสมสารต่างๆ ที่มีฤทธิ์ฟื้นฟูผิวเป็นจุดขาย เช่น สารลดการสร้างเม็ดสีที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น (whitening) สารต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) สารลดริ้วรอย (antiwrinkle) เป็นต้น

แต่จะเลือกใช้แบบใด แนะนำให้เลือกตามวัตถุประสงค์ค่ะ เพียงแต่ต้องระวังในผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย หากเปลี่ยน moisturizer ชนิดใหม่ อย่าเพิ่งเริ่มทาบนใบหน้าทันที ให้ทดลองทาหลังใบหูวันละ 2 ครั้งเช้าเย็น ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน ถ้าไม่มีอาการแพ้จึงมาใช้กับผิวหน้า นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงครีมที่ผสมน้ำหอม ซึ่งมักก่อให้เกิดอาการผื่นแพ้ได้ง่าย

ผิวมัน 
ปกติแล้วผู้มีผิวมัน ต่อมไขมันจะผลิตไขมัน (sebum) ออกมาในปริมาณมาก ซึ่ง sebum จะทำหน้าที่เป็นสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวหนังอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทา moisturizer เพิ่มอีก สำหรับผู้ที่มีผิวผสม อาจทา moisturizer เฉพาะบริเวณแก้ม (U-zone) ที่มีผิวแห้ง และในผู้ที่ผิวเป็นสิวง่าย พยายามเลือก moisturizer ที่ไม่ก่อให้เกิดสิว โดยสังเกตที่ข้างกล่อง จะมีคำว่า non-comedogenic หรือ non-acnegenic

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดอันตรายแก่ผิวทั้งปัจจัยภายนอก เช่น การสูบบุหรี่ ความเครียด การอดนอน รวมถึงการรักษาสุขภาพ โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดื่มน้ำมากๆ รับประทานผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ก็จะช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้ 
       
เพียงเท่านี้คุณก็มีผิวสวย สุขภาพดีไปอีกนานค่ะ

 

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ธันวาคม 2555