“หลังยาว”เผาชีวิต หนักกว่าอ้วนอึ้ดทึ่ด

thairath150119-1อุตส่าห์ลงทุนศึกษาผู้คนจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คน มาเป็นเวลานานตั้ง 12 ปี ถึงได้ทราบความลับว่าขาดการออกกำลังยิ่งร้ายกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนใหญ่เสียอีก

ยังทำให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ รู้ด้วยว่าการทำตัวให้หลังยาว ไม่ออกกำลังเลย ทำให้ชาวเมืองน้ำชาต้องเสียชีวิตลงเปล่าๆปลี้ๆ ปีละประมาณ 676,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนคนตายเพราะความอ้วน มีปีละ 337,000 รายเท่านั้น ทั้งที่แค่เจียดเวลาออกกำลังเพียงแค่อย่างต่ำ วันละ 20 นาทีเท่านั้น ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่ว่าคนเราจะอ้วนแค่ไหน จะได้ผลบุญจากการออกกำลังด้วยกันทั้งนั้น

ผู้ที่เกียจคร้านในการออกกำลังจะต้องเสี่ยงภัยจากโรคภัยต่างๆนับไม่ถ้วน คนอ้วนๆยังจะตายยากกว่ากัน

ผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิก” ของสหรัฐฯ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

12 ท่ายาก สำหรับผู้สูงอายุ

dailynews141206_02การหกล้มไม่ใช่เรื่องธรรมดา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะถ้าเพียงแค่บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ฟกช้ำ แผลถลอก หรือแผลฉีกขาด คงไม่มีอะไรให้ต้องกังวล แต่การที่ผู้สูงอายุหกล้มส่วนใหญ่ค่อนข้างจะรุนแรง เช่นกระดูกตะโพกหรือกระดูกข้อมือหัก หรือเลือดออกในสมอง

ดร.พญ.ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปกติคนเราเมื่ออายุมากขึ้นมักจะเกิดภาวะกระดูกพรุน กระดูกบางกว่าคนหนุ่มสาว สมองก็หดตัวเล็กลง พอหกล้มแล้วโอกาสเกิดกระดูกตะโพกหักมากขึ้น ยิ่งถ้าหัวฟาดพื้นหรือบาดเจ็บทางศีรษะอาจจะทำให้เกิดเลือดออกในสมอง จนทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องอยู่ในสภาวะพึ่งพิงคนอื่น หนักสุดถึงขั้นเสียชีวิต

ทั้งนี้การป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุที่ดีที่สุดคือการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้สูงอายุทรงตัวได้ดี เดินได้คล่อง และลดอัตราการหกล้มได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่อุปสรรค คือ ความกังวลในเรื่องประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวร่างกายลดลงจะยิ่งซ้ำปัญหาให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มระว่างออกกำลังกายได้ง่ายกว่าเดิม

ดังนั้นจึงได้มีการศึกษาวิจัยโดยดัดแปลงมาจากการออกกำลังกายแบบ “โอตาโก้” ของชาวตะวันตก จนได้ 12 ท่าออกกำลังกายระดับยาก ที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องการเดินไปไหนมาไหน เรียกว่าเป็นท่าออกกำลังกายสำหรับป้องกันการหกล้มโดยแท้จริง ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

1. ท่าบริหารลำตัว ให้ยืนตัวตรงกางขาออกเล็กน้อย ตามองไปข้างหน้า มือเท้าเอว ค่อย ๆ บิดลำตัวช่วงบนไปด้านขวาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยไม่บิดตะโพก จากนั้นให้ทำแบบเดียวกันไปทางด้านซ้าย ทำซ้ำกัน 10 ครั้ง

2. ท่าบริหารข้อเท้า ตรงนี้ให้นั่งบนเก้าอี้ให้ยกขาทีละข้าง เริ่มจากขาขวาก่อน ยกขึ้นจากพื้นและกระดกปลายเท้าเข้าหาตัวจากนั้นกระดกปลายเท้าลง ทำซ้ำกัน 10 ครั้ง

3. ท่ายืนด้วยปลายเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืดแขนขาความกว้างเท่าช่วงไหล่ แล้วค่อย ๆ เขย่งปลายเท้าขึ้นจนสุด และค่อย ๆ วางส้นเท้าลง ท่านี้ให้ทำซ้ำ 20 ครั้ง

4. ท่ายืนด้วยส้นเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนแยกขาความกว้างเท่าวงไหล่ ค่อย ๆ ขยับปลายเท้าขึ้น และยืนด้วยส้นเท้า จากนั้นค่อย ๆ วางปลายเท้าลง ทำซ้ำ 20 ครั้ง

5. ท่าย่อเข่าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนแยกขาเท่าช่วงไหล่ ค่อย ๆ ย่อเข่าลง โดยให้หัวเข่าล้ำไปด้านหน้านิ้วหัวแม่เท้าจนกระทั่งส้นเท้าเริ่มยกจากพื้น ให้หยุดและค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

6. เดินต่อเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงมองไปข้างหน้า ค่อย ๆ เริ่มเดินโดยก้าวเท้าไปไว้ข้างหน้าในลักษณะปลายเท้าต่อส้นเท้า และเดินเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนครบ 10 ก้าว จากนั้นกลับหลังหันเดินต่อเท้าแบบเดียวกันกลับไปจุดเริ่มต้น ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

7. ยืนขาเดียวแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงมองไปข้างหน้า ยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้น และยืนด้วยขาข้างเดียวนาน 10 นาที จากนั้นเปลี่ยนอีกข้าง

8. เดินด้วยส้นเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ให้ยืนตรงมองไปข้างหน้า ค่อย ๆ ยกปลายเท้าขึ้นจนยืนด้วยส้นเท้าจากนั้นเดินด้วยส้นเท้าไป 10 ก้าว และค่อย ๆ ลดปลายเท้าลง จากนั้นกลับตัวและทำแบบเดิมซ้ำ ๆ กัน 10-20 ครั้ง

9. เดินด้วยปลายเท้าแบบไม่ใช้ราวจับ ยืนตรงไปข้างหน้า ค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้นจนยืนด้วยปลายเท้า จากนั้นเดินด้วยปลายเท้าไป 10 ก้าว และค่อย ๆ ลดส้นเท้าลง กลับตัวค่อย ๆ ยกส้นเท้าขึ้นจนยืนด้วยปลายเท้า เดินด้วยปลายเท้าไป 10 ก้าว ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

10. ท่าเดินเลข 8 ท่านี้แค่เดินตามปกติ แต่วนเป็นเลข 8 ทำซ้ำกัน 10-20 รอบ

11. ท่าเดินสไลด์ด้านข้าง ยืนตรงมองไปข้างหน้า มือเท้าเอว เดินไปทางด้านขวา 10 ก้าว จากนั้นเดินกลับไปทางซ้าย 10 ก้าว ทำซ้ำกัน 10-20 ครั้ง

12. ท่าลุกจากเก้าอี้ ไม่ใช้มือพยุง เริ่มจากนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงแข็งแรงไม่เคลื่อนไหว และไม่เตี้ยเกินไป วางเท้าหลังหัวเข่า ค่อย ๆ โน้มตัวไปด้านหน้าและลุกขึ้นยืนโดยไม่ใช้มือช่วยพยุง ทำซ้ำ 10-20 ครั้ง

ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่องไขข้อ เรื่องกระดูกแล้วก็อยากแนะนำให้ออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ที่แค่หมุนตัว หมุนไหล่ ยกขาขึ้นลงเท่านั้น นอกจากจะช่วยเรื่องการทรงตัวแล้วยังช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม ช่วยชะลอความเสื่อมของวัยได้ประมาณ 20-30% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ทำอะไรเลย.

อภิวรรณ เสาเวียง : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์  6 ธันวาคม 2557

ยาระบาย ไม่สบาย

dailynews141117_01ด้วยความเชื่อที่ว่าคนเราจะต้องมีการขับถ่ายเป็นประจำทุกวัน ทำให้ผู้ที่มีการขับถ่ายน้อยเลือกจะใช้ยาระบายเป็นทางเลือกในการขับถ่าย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายสุขภาพดี แต่รู้หรือไม่ว่าการรับประทานยาระบายเป็นประจำมีความเสี่ยง

เดลินิวส์ออนไลน์ รวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนคนที่รับประทานยาระบายช่วยในการขับถ่ายเป็นประจำมาให้รับทราบก่อนจะสาย จนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย

คนส่วนใหญ่คิดว่าแค่ยาระบายไม่มีอันตรายอะไร บางคนใช้ยาระบายเพื่อลดความอ้วน โดยรับประทานต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง นอกจากไม่ได้ผลในการลดความอ้วนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลเสียกับร่างกายตามมาอีกด้วย

ในทางการแพทย์พบว่า ความถี่ของการถ่ายอุจจาระขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคล ทุกคนไม่จำเป็นต้องถ่ายทุกวันเหมือนกันหมด นอกจากนี้การถ่ายอุจจาระยังขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่มีเส้นใย จะช่วยดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่ เป็นการเพิ่มปริมาณและเพิ่มความเหลวของอุจจาระได้ดีอีกด้วย ปริมาณน้ำที่ดื่มควรมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยให้อุจจาระอุ้มน้ำ ไม่พองตัว ถ่ายสะดวกและการออกกำลังกาย เป็นการเคลื่อนไหวเบา ๆ ตอนเช้า เช่น การเดิน เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น

โดยเว็บไซต์ของโรงพยาบาลเวชธานี ได้ระบุไว้ว่า ยาในกลุ่มยาระบายนั้นมีหลายประเภทตามกลไกการออกฤทธิ์ของยา ได้แก่ ยาเพิ่มปริมาณอุจจาระ (Bulk-producing agents) เช่น Mucillin powder, ยาทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม (Stool softeners / Surfactants) เช่น Docusate sodium, ยาประเภทหล่อลื่น (Lubricants/ Emollient) เช่น Mineral oil, ยาประเภทเพิ่มปริมาตรน้ำ (Hydrating agents (osmotics)) เช่น Milk of magnesia, ไฮเปอร์ออสโมติก เอเจนต์ (Hyperosmotic agents) เช่น ยาเหน็บ Glycerin และยาประเภทกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulant) เช่น Bisacodyl, มะขามแขก ซึ่งการพิจารณาเลือกใช้ยานั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นสภาพร่างกายของผู้ป่วย ภาวะโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือความรุนแรงของอาการท้องผูก ขนาดการใช้ยาระบายกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการท้องผูก และการตอบสนองของผู้ป่วย และควรใช้เท่าที่จำเป็นในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ในการลดความอ้วน หรือใช้บรรเทาอาการท้องผูกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะเมื่อใช้ยาในกลุ่มนี้ต่อเนื่องไปนาน ๆ จะทำให้เกิดภาวะลำไส้เคยชินต่อยาระบาย ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เอง และจะทนต่อยามากขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้นเรื่อย ๆ ลำไส้ทำงานไม่ปกติยากต่อการแก้ไข นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะปวดท้อง ระดับเกลือแร่เสียสมดุล ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เวียนศีรษะได้อีกด้วย

การรักษาอาการท้องผูกที่ถูกวิธีคือการรักษาที่สาเหตุ เช่น บางคนดื่มน้ำน้อยเกินไป รับประทานอาหารประเภทกากใยน้อยเกินไป มีภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางประเภทที่ทำให้ท้องผูก เช่น ยาแก้ท้องเสียบางชนิด รับประทานมากเกินไปอาจทำให้ท้องผูก (Immodium, Lomotil เป็นต้น) ส่วนการลดความอ้วนที่ถูกวิธีนั้น ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ ส่วนการรับประทานยาระบายเป็นเพียงการระบายมวลอุจจาระออกจากร่างกายไม่ได้มีผลต่อการลดการดูดซึมไขมัน หรือลดไขมันที่สะสมอยู่ออกจากร่างกายแต่อย่างใด

ชนัดดา บุญครอง

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บไซต์โรงพยาบาลเวชธานี http://www.vejthani.com

ที่มา: เดลินิวส์ 17 พฤศจิกายน 2557

โรคต่อมลูกหมากกับชายสูงวัย

dailynews141011_02โรคของต่อมลูกหมากมักพบได้บ่อยในชายที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะที่อยู่ใต้ต่อมกระเพาะปัสสาวะและต่อมนี้โอบล้อมรอบท่อปัสสาวะไว้ ในวัยหนุ่ม ต่อมลูกหมากจะมีขนาดประมาณเท่าผลวอลนัท และจะขยายขนาดมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้าส่วนที่ขยายใหญ่นั้นไปกดเบียดบริเวณท่อปัสสาวะ ก็จะส่งผลทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่พุ่งตามมาได้

โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จากการศึกษาพบว่าในผู้ชายที่มีอายุประมาณ 60 ปี จะมีโอกาสตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโตได้ประมาณ 50-60% และอุบัติการณ์จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจสูงถึง 80% ในผู้ชายที่อายุ 80 ปีขึ้นไป แต่ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยแต่ละคนอาจมากน้อยต่างกัน และอาการของคนไข้บางคนก็ไม่ขึ้นอยู่กับขนาดของต่อมลูกหมากที่โตด้วย เพราะบางคนต่อมลูกหมากโตไม่มาก แต่โตในตำแหน่งที่กดเบียดท่อปัสสาวะพอดี ก็จะมีอาการมากได้ การรักษาโรคต่อมลูกหมากโตนั้นมีหลายวิธี โดยมักจะเริ่มด้วยการรับประทานยาก่อน ในปัจจุบันมียาหลากหลายชนิด ได้ผลการรักษาค่อนข้างดีและผลข้างเคียงไม่มาก แต่หากรักษาด้วยการรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะพิจารณารักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเพื่อนำเนื้อต่อมลูกหมากส่วนที่ปิดกั้นท่อปัสสาวะออก ทำให้ผู้ป่วยปัสสาวะได้คล่องมากขึ้น

สิ่งที่ผู้ชายหลายคนกังวลคือ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโตแล้วจะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากหรือไม่ ปกติต่อมลูกหมากโตจะไม่กลายเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่มีโอกาสพบร่วมกันได้ บางคนอาจเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากโดยไม่แสดงอาการใด ๆ ได้เช่นกัน จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ในผู้ชายทั่วไปจะมีโอกาสเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ 16.72% ซึ่งในประเทศไทยเองยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากของคนไทยเป็นเท่าใด แต่โดยทั่วไปความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันใช้การตรวจร่างกายทางทวารหนัก ร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า PSA ซึ่งย่อมาจาก Prostate Specific Antigen ในคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะมีโอกาสตรวจพบค่า PSA สูงกว่าปกติ แต่ยังมีภาวะอื่น ๆ ที่สามารถทำให้ค่า PSA สูงขึ้นกว่าปกติได้ เช่น ภาวะต่อมลูกหมากอักเสบ การใส่สายสวนปัสสาวะ การส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตธรรมดาบางคนก็อาจมีค่า PSA ที่สูงกว่าค่าปกติโดยที่ตรวจไม่พบมะเร็งแต่อย่างใด ซึ่งโดยธรรมชาติค่า PSA มักจะสูงขึ้นช้า ๆ ตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น ในทางตรงข้าม ยังมีปัจจัยบางอย่างที่อาจทำให้ค่า PSA ต่ำกว่าความเป็นจริงได้เช่นกัน เช่น ยารักษาต่อมลูกหมากโตบางชนิด เป็นต้น ดังนั้นในการแปลผล แพทย์จำเป็นต้องทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึงอาจมีการส่งตรวจอื่น ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อหาสาเหตุของค่า PSA ที่ขึ้นสูงขึ้น และอาจรวมถึงการตรวจชิ้นเนื้อต่อมลูกหมาก เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุต่อไป

คำถามต่อมาคือ ควรจะเริ่มตรวจ PSA เมื่ออายุเท่าใด สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า สำหรับผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ยังไม่มีความจำเป็นต้องตรวจ PSA เพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการตรวจนั้นมีน้อยมาก สำหรับผู้ที่อายุระหว่าง 40-54 ปี แนะนำให้ตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 55-69 ปี สามารถตรวจ PSA ได้ โดยจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า การตรวจ PSA ในประชากร 1,000 คน จะป้องกันการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 1 คน ส่วนคนที่อายุมากกว่า 70 ปี การจะตรวจ PSA หรือไม่นั้นควรพิจารณาเป็นคน ๆ ไป ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดตายตัวสำหรับช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการตรวจ PSA และข้อแนะนำนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ข้อมูลในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า กลุ่มประชากรที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด คือ กลุ่มอายุ 55-69 ปี ดังนั้นก่อนทำการตรวจผู้ป่วยควรพบแพทย์ เพื่อให้ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการตรวจ PSA ที่จะได้รับ เพื่อตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยต่อไป

สำหรับการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากโดยทั่วไปนั้น มีการศึกษาพบว่าโรคของต่อมลูกหมากมีความเกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุง ดังนั้น จึงมีการแนะนำให้ดูแลสุขภาพโดยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดสูบบุหรี่ ลดการทานอาหารประเภทเนื้อแดง และสารอาหารที่อาจจะสามารถป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ คือสารไลโคปีน ซึ่งพบมากในมะเขือเทศ และพบว่าหากนำมะเขือเทศไปปรุงสุกในน้ำมันเล็กน้อยก่อนการรับประทาน สารไลโคปีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าการดูแลสุขภาพของต่อมลูกหมากนั้นก็คือการดูแลสุขภาพทั่วไปนั่นเอง ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

ยังมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคของต่อมลูกหมากอีกมาก และในโอกาสอันใกล้นี้ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดงานสัปดาห์แห่งการแก้ไขและให้คำปรึกษาปัญหาต่อมลูกหมากเพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2557 จึงขอเชิญผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 09-3859-5401 โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติม.

นพ.เปรมสันติ์ สังฆ์คุ้ม
ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 11 ตุลาคม 2557

เดินสั้นๆ แก้ลำนั่งนานๆได้

thairath140912_02เป็นที่รู้กันหมดทั่วไปแล้ว การนั่งอยู่กับโต๊ะทั้งวัน ทำลายสุขภาพ เพราะการนั่งนานๆ ทำให้ไขมันในเลือดสูง และพุงป่อง ซึ่งอาจกลายเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคพุงโตได้

แต่บัดนี้ นักวิจัยมหาวิทยาลัยอินเดียนาของสหรัฐฯ พบวิธีแก้ลำ ได้แล้ว โดยให้ลุกขึ้นเดินนานสัก 5 นาที สลับกับที่ต้องนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ นาน 1 ชม. ซึ่งอาจทำให้เส้นเลือดขาเสียหาย และเสี่ยงอันตรายกับโรคหัวใจสูงขึ้น

พวกเขาได้ทราบจากการศึกษากับกลุ่มชายฉกรรจ์วัยระหว่าง 20-35 ปี ร่างกายสันทัด โดยขอให้นั่งอยู่โดยไม่เคลื่อนไหวขาเลยนาน 3 ชม. โดยคอยใช้เครื่องมือวัดความดันเลือดและเทคโนโลยีอัลตราซาวนด์ คอยตรวจวัดการทำงานของเส้นเลือดโคนขาตั้งแต่ต้นจนจบ

นักวิจัยจับได้ว่า เส้นเลือดโคนขาชักเริ่มทำงานตกลงเป็นลำดับตั้งแต่ชั่วโมงแรก ตกลงถึง ร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นออกไปเดินเล่นได้นาน 15 นาที ทุกเวลาของการนั่งนาน 1 ชม. กลับไม่เกิดเสียหายแต่อย่างใด

นักศึกษาปริญญาเอกผู้เป็นหัวหน้านักวิจัย กล่าวว่า “เรา ได้พบว่า การนั่งนานทำให้การทำงานของเส้นเลือดเสียหาย อัน เป็นอาการขั้นต้นๆของโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ยังดีที่พบว่า แค่การออกกำลังกายนิดหน่อย ก็อาจป้องกันความเสียหายนี้ได้”.

ที่มา: ไทยรัฐ 12 กันยายน 2557

โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis

ramachannel140715_01โรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติด หรือ Ankylosing Spondylitis มีการค้นพบตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ แต่มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว หรืออาจเรียกว่า โรค Bekhterev หรือ โรค Marie – Strümpell เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกี่ยวกับยีน HLA – B27 พบได้ทั้งชาวเอเชียและยุโรปแต่ชาวเอเชียพบได้น้อยกว่า

ปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้ ผลของโรคทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตัวข้อต่อกระดูกสันหลัง และข้อต่ออื่น(ข้อเข่า, ข้อตะโพก, ข้อไหล่, ซี่โครง) และมีการอักเสบของเยื่อหุ้มข้อ, เอ็นยึดกระดูก ผลจากการอักเสบทำให้ร่างกายสร้างกระดูกมาแทนที่ส่วนที่อักเสบเกิดการเชื่อมติดกันของกระดูก หากมองจากภาพ X – ray จะเห็นกระดูกสันหลังเชื่อมติดกันเป็นปล้องไม้ไผ่ นอกจากนี้แล้วตัวโรคอาจทำให้เกิดการอักเสบของตา, หัวใจ, ปอด, ไต และทางเดินอาหารร่วมด้วย ส่วนใหญ่การอักเสบมักเริ่มต้นที่ข้อต่อเชื่อมกระดูกสันหลังกับเชิงกรานกระจายขึ้นไปตลอดแนวกลางกระดูกสันหลัง

ผลจากการเชื่อมติดกันของกระดูกและเนื้อเยื่อรอบข้อ มีผลให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ลดลง จะเห็นท่าทางการเดินที่แข็งไม่เป็นธรรมชาติ, เวลามองด้านข้างต้องหันทั้งตัว, ยืนไหล่ห่องอตัว, หน้ายื่นคอยื่น, ยืนก้มแตะปลายเท้าได้น้อย เป็นต้น หากกระทบกับข้อต่อซี่โครงทำให้ปอดขยายตัวได้ลดลง ส่งผลต่อการหายใจ ทำให้มีอาการหอบเหนื่อย นอกจากการเคลื่อนไหวที่ลดลงแล้ว อาการที่สำคัญคือปวดบริเวณหลังและก้น หรือตามข้อที่มีปัญหาโดยไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน อาการค่อยเป็นค่อยไป อาการจะแย่ลงหากอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน แต่อาการจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ซึ่งต่างจากอาการปวดหลังธรรมดา ซึ่งมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวผิดท่า เช่น เอี้ยวบิดตัว, ก้มหลังเป็นเวลานาน เป็นต้น และอาการจะดีขึ้นหากได้พัก แต่จะแย่ลงหากมีการเคลื่อนไหวซ้ำ 

ramachannel140715_02

ผู้มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้

1. พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อัตราส่วน 3 : 1
2. อายุน้อยกว่า 45 ปี
3. อาการหลังฝืดแข็งในตอนเช้าเป็นเวลามากกว่า 30 นาที
4. ต้องตื่นขึ้นมาหลังจากนอนนานมากกว่า 30 นาที เพราะอาการปวด แต่จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเปลี่ยนท่า
5. อาการปวดและฝืดแข็งจะดีขึ้นเมื่อมีการขยับเคลื่อนไหว ออกกำลังกาย แต่จะแย่ลงหากอยู่นิ่ง
6. มีอาการปวดหลังเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน และจะต้องมีอาการก่อนอายุ 45 ปี มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคนี้

ramachannel140715_03
การรักษาในปัจจุบันไม่สามารถรักษาตัวโรคให้หายขาดได้เพียงแต่ระงับการกระตุ้นของโรคซึ่งการรักษาแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การรักษาทางยา และการรักษาทางกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นการรักษาควบคู่กันไป

1. การรักษาทางยา แบ่งยาเป็น 3 ชนิด คือ

– ยาในกลุ่ม NSAIDs เพื่อลดอาการปวด และการอักเสบ
– ยาในกลุ่ม Steroids เพื่อลดการตอบสนองต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น Corticosteroids, sulfasalazine เป็นต้น
– TNFα blocker มีประสิทธิภาพในการกดภูมิคุ้มกันสูง แต่มีราคาแพง

2. การรักษาทางกายภาพบำบัด เป็นส่วนสำคัญในการรักษาระยะยาวซึ่งมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อลด อาการปวด คงสภาพ และเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆ (ข้อต่อกระดูกสันหลัง, ซี่โครง, ข้อเข่า, ข้อตะโพก และข้อไหล่) และป้องกันการผิดรูปของข้อต่อที่มีปัญหาให้น้อยที่สุด เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตสูงสุดที่พึงมี การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ชนิด คือ

2.1 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อในการแอ่นหลังและเหยียดตะโพกเนื่องจากการทรงท่ามักอยู่ในท่างอจำเป็นต้องเพิ่มกำลังด้านหลังต้านการงอ

2.2 การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อยืดและคงสภาพการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อรอบข้อป้องกันการหดรั้งและการผิดรูปของข้อต่อ ยืดค้างนาน 10 วินาที ข้างละ 5 – 10 ครั้งต่อเซต ระหว่างออกกำลังกายจะรู้สึกตึงแต่ต้องไม่เจ็บ

2.3 การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหายใจของทรวงอกให้มีการขยายตัวอยู่เสมอ

(ดูภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่http://www.pt.mahidol.ac.th/ptclinic/index.php?option=com_content&view=article&id=300%3Amyelitis&catid=52%3A2009-03-13-03-22-32&Itemid=108&limitstart=4)

ข้อแนะนำบางประการ

1. หากคุณมีความเสี่ยงหรืออาการดังที่กล่าวมาควรรีบปรึกษาแพทย์ด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและนักกายภาพบำบัด เพื่อวินิจฉัยตรวจคัดกรองและให้การรักษาเพราะหากตรวจพบได้เร็วจะเป็นผลดีกับท่านเพื่อชะลอการดำเนินโรคและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น
2. การรักษาทางยาจะต้องรักษาควบคู่กับการทำกายภาพบำบัดเสมอ
3. ผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะต้องออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตรประจำวัน
4. ควรเปลี่ยนท่าทุก 30 นาที ไม่ควรอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป
5. พยายามหนุนหมอนอย่าเกิน 1 ใบเท่าที่พอทำได้ และหมอนห้ามหนุนมาที่ไหล่เพราะจะทำให้ไหล่ยิ่งงุ้มมากขึ้น
6. ท่าทางในการนั่ง, ยืน, เดิน ไม่ควรนั่งในท่าหลังค่อมไหล่ห่องอตัว แต่จะต้องยืดตัวให้ตรง เพราะหากอยู่ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานมีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงทำให้ไม่สามารถตั้งตัวตรงอย่างถาวร
7. หากจำเป็นต้องขับรถยนต์ควรหาอุปกรณ์เสริมกระจกมองข้างเพื่อเห็นภาพด้านหลังชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องหันมองสุดตัว เพราะผู้ที่เป็นโรคกระดูกสันหลังอักเสบยึดติดจะมีปัญหาการเคลื่อนไหวคอที่จำกัดร่วมด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก กภ.พิทยุตม์ โตขำ ศูนย์กายภาพ คณะกายภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : https://www.facebook.com/Ramachannel

.

Related Article:

 

จริงดิ ?! อาหาร “โปรตีนสูง” อาจไม่ได้ลด “ความอ้วน” อย่างที่เข้าใจ !

matichon140703_01แนวคิดของการกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ เพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งมักเรียกกันว่า อาหาร “Low Carb” เป็นแนวคิดที่มาจาก ดร.โรเบิร์ต แอตกินส์ ที่เน้นให้กินอาหารประเภทโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ ไข่ มากขึ้นโดยไม่จำกัด แต่ให้ลดการกินข้าว แป้ง น้ำตาล รวมทั้งคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในผัก ผลไม้ และนมลงด้วย
 
แนวคิดการกินอาหารโปรตีนสูงนี้ มาจากความคิดที่ว่าการจำกัดคาร์โบไฮเดรต ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง ร่างกายจึงต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน การสลายไขมันที่มากขึ้นทำให้กรดไขมันในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และมีการสร้างสารที่เรียกว่า “คีโทน” ออกมามากขึ้นด้วย
 
สารคีโทนนี้จะยับยั้งความรู้สึกอยากอาหาร จึงทำให้กินอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้ค่อนข้างเร็วในระยะแรก เมื่อเทียบกับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการที่กล่าวมาข้างต้น
 
แม้ว่าการกินอาหารโปรตีนสูงนี้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้จริงแต่ก็มีผลข้างเคียงของการมีสารคีโทนมากๆ คือ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และลมหายใจมีกลิ่นคล้ายสารระเหยออกมา
 
การกินอาหารแบบนี้ในระยะยาวจะเพิ่มภาระการทำงานแก่ตับและไต และยังทำให้ได้รับไขมันประเภทอิ่มตัวที่มากับเนื้อสัตว์สูงขึ้นด้วย จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากขึ้น และการไม่ได้รับผักผลไม้มากเพียงพอ ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นด้วย
 
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ในระยะสั้นการลดน้ำหนักด้วยวิธีกินอาหารโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตต่ำ จะได้ผลดีกว่าการลดน้ำหนักด้วยวิธีควบคุมทั้งคาร์โบไฮเดรตและไขมัน เพราะน้ำหนักลดลงได้มากกว่าและเร็วกว่า 
 
แต่หากเทียบผลในระยะยาวแล้ว การลดน้ำหนักในระหว่าง 2 วิธี นั้น ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันมากนัก
 
นอกจากนี้ ยังพบว่าการกินอาหารที่เน้นโปรตีนมาก จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่นาน เพราะน้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วนั้นมาจากการสูญเสียน้ำร่วมด้วย การสูญเสียไขมันจะเกิดขึ้นทีหลังเมื่อเกิดการเบื่ออาหารและกินอาหารได้น้อยลงจึงมีการดึงไขมันส่วนเกินมาใช้ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่ใช่วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืน
 
ผลการวิจัยจากต่างประเทศก็ยังยืนยันว่า ผู้ที่ลดน้ำหนักได้มาก และสามารถป้องกันน้ำหนักกลับคืนในระยะยาวนั้น ส่วนใหญ่คือผู้ที่กินอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง พร้อมกับมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย
 
จะเห็นได้ว่า การรู้จักกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักไม่ยากเลย คือการกินอาหารให้สมดุล ครบหมวดหมู่ ต้องจำกัดปริมาณอาหารบางอย่างลงให้พอเหมาะกับความต้องการของตนเอง ซึ่งประเด็นนี้อาจจะรู้สึกว่ายากกับหลายๆ คน แต่ที่จริงแล้วคงไม่มีใครช่วยคุณได้ ถ้าคุณไม่ช่วยตัวคุณเองก่อน โดยการตั้งใจจริงและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ที่มา : มติชน 3 กรกฎาคม 2557

อ้วนลงพุง

dailynew140614_1การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย และการไม่ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงน้อย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ซึ่งไม่เฉพาะการมีน้ำหนักตัวมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

โรคอ้วนลงพุง เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป เกิดจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติ ไขมันหน้าท้องแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งจะยับยั้งกระบวนการเผาผลาญกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ หรืออุดตัน แต่ถึงแม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไขมันก็ยังคงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ เพื่อให้ความอบอุ่นและเปรียบเสมือนตัวกันกระแทกให้กับร่างกาย แต่หากมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป กล่าวคือ ในผู้หญิงพบมากกว่า 30% และในผู้ชายพบมากกว่า 25% ถือว่าเป็นโรคอ้วน และถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะยังเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้มากถึง 3-5 เท่า

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วน วิธีการทำได้ง่าย ๆ โดยการวัดส่วนสูง น้ำหนักตัว และเส้นรอบเอวแล้วนำมาพิจารณาดังนี้

1) น้ำหนักตัวที่เหมาะสมเทียบกับส่วนสูง

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 110

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 100

ตัวอย่างเช่น เปิ้ลสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนักที่เหมาะสมคือ 155-110 = 45 กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าน้ำหนักปัจจุบันของเปิ้ล มากกว่า 45 กิโลกรัม แสดงว่าน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

2) ดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัมต่อเมตร) เท่ากับ น้ำหนัก (กิโลกรัม) ต่อ ส่วนสูง (เมตร)

ดัชนีมวลกายที่เหมาะสมทั้งผู้หญิงและชาย คือ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อเมตร

หากน้อยกว่า 18.5 หมายถึงผอม หากมากกว่า 22.9 ขึ้นไปถึง 24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และหากมากกว่า 25 ขึ้นไป ถือว่าอ้วน

3) เส้นรอบเอว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้ชาย ไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว

การวินิจฉัยว่าอ้วนลงพุง จะวัดจากเส้นรอบเอวร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มเติมดังนี้ ความดันโลหิต 130 ต่อ 85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป, น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป, คอ เลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิงหรือต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

คำถามต่อมาก็คือ เราจะมีวิธีในการควบคุมน้ำหนัก เส้นรอบเอว ปริมาณไขมันได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความไม่สมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการทานอาหารและพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเองดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพของท่านเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านกิน”

อีกทั้ง ในแต่ละวันร่างกายมีความต้องการพลังงานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ภาวะโภชนาการ และระดับกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกาย วิธีการประมาณความต้องการพลังงานสามารถคิดได้ดังนี้

ความต้องการพลังงาน (แคลอรี่ ต่อ วัน) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) อ 30

ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ความต้องการพลังงานคือ 50 อ 30 =  1500 แคลอรี่ต่อวัน

นั่นคือต้องได้รับพลังงาน 1500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในกรณีที่มีดัชนีมวลกายปกติ โดยทั่วไป การทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 500 แคลอรี่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง อาจทานอาหารที่มีพลังงานค่อนข้างมากในมื้อใดมื้อหนึ่ง เช่น มื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง และพลังงานน้อยลงในมื้อที่เหลือ

หลักสำคัญในการควบคุมสมดุลพลังงานหรือควบคุมปริมาณพลังงานทั้งวันให้เป็นไปตามที่ควรได้รับ หากได้รับพลังงานมากเกินไป จะต้องมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดสมดุลพลังงานได้ในที่สุด

โดยทั่วไป การออกกำลังกายควรทำให้ได้ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยอาจเป็นวันละประมาณ 1 ชั่วโมง วันเว้นวันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบให้ผลแตกต่างกัน เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือวิ่ง ช่วยฝึกความทนของปอดและหัวใจสำหรับการออกกำลังกายใช้แรงต้าน เช่นการยกน้ำหนัก หรือซิทอัพ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการเดินการทำงาน ทำอาชีพหรืองานอดิเรกที่ต้องออกแรง จัดเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง ซึ่งควรทำให้ได้ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน หลักในการออกกำลังกายคือทำช้า ๆ มีช่วงพักและเมื่อเริ่มล้าให้หยุด.

รศ.ดร.นพวรรณ เปียซื่อ
โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ไขมันพอกตับ…โรคที่มากับความอ้วน

dailynew140504_03ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจการตรวจสุขภาพด้วยวิธีต่าง ๆ มากขึ้น บางคนก็ตรวจพบมีการทำงานของตับผิดปกติโดยที่ไม่รู้ตัว แต่เมื่อมาปรึกษาแพทย์ก็พบว่าเป็นไขมันพอกตับหรือโรคตับคั่งไขมัน

โรคตับคั่งไขมัน (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก มักพบในผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง (metabolic syndrome) โดยเป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกันได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับนํ้าตาลในเลือดสูงและระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากความอ้วน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยเชื่อว่าโรคตับคั่งไขมันเป็นอาการแสดงทางตับของภาวะอ้วนลงพุงด้วย ผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันมักพบร่วมกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูงทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรัง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มาตรวจเรื่องตับอักเสบเรื้อรัง

โรคตับคั่งไขมันอาจดูเหมือนเป็นโรคที่ไม่รุนแรงเนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติที่ชัดเจน แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งได้โดยจากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคตับคั่งไขมันร้อยละ 2 มีการดำเนินโรคไปสู่ภาวะตับแข็งภายใน 15-20 ปีแต่ถ้ามีตับอักเสบด้วยโรคก็จะดำเนินเร็วขึ้น และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับเช่นเดียวกับโรคตับจากการดื่มสุราปัจจัยเสี่ยง

อ้วนลงพุง (เส้นรอบเอวมากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้วในผู้ชาย หรือ มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้วในผู้หญิง), มีไขมันในเลือดสูง โดยตรวจพบมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด > 150 มก./ดล.หรือระดับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล < 40 มก./ดล.ในผู้ชาย หรือ < 50 มก./ดล.ในผู้หญิง, เป็นโรคเบาหวาน, ความดันโลหิต > 130/85 มม.ปรอท หรือรับประทานยาลดความดันโลหิตอยู่ และใช้ยาบางชนิด เช่น amioderone, tamoxifen, ยาสเตียรอยด์การรักษา

ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริง การรักษาที่ดีที่สุด คือ การควบคุมนํ้าหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ ถ้านํ้าหนักเกินควรลดนํ้าหนัก ให้ลดลงประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัวปัจจุบันในอัตรา 0.5–1 กก. ใน 1-2 สัปดาห์ (ไม่ควรลดนํ้าหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้น)

หลักการรักษาโรคอ้วนหรือนํ้าหนักเกินทำได้โดยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการออกกำลังโดยให้ลดพลังงานจากอาหารที่รับประทานและเพิ่มการออกกำลังกาย การลดอาหารที่ได้ผลมากที่สุดในระยะยาวคือการลดพลังงานจากอาหารที่ควรได้รับประมาณวันละ 500-1,000 แคลอรี่โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน เป้าหมายที่เหมาะสมในการลดนํ้าหนักคือการลดนํ้าหนักให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 5-10 ในช่วง 6-12 เดือน การลดนํ้าหนักในระยะยาว  ที่จะได้ผลดีนั้นจำเป็น   ที่จะต้องมีการออกกำลังกายร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้นํ้าหนักลดลงอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของนํ้าหนักตัวเริ่มต้น พบว่าทำให้ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แก่ระดับนํ้าตาลในเลือด ความดันโลหิต ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง

การออกกำลังกายควรจะทำทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีด้วยความแรงของการออกกำลังกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายในระยะเวลาสั้น ๆ ครั้งละ 10-15 นาที เช่น การเดินเร็ว ๆ การทำงานบ้าน แต่ทำบ่อย ๆ วันละหลายครั้งก็พบว่ามีประโยชน์เช่นกัน

นอกจากนี้ยังต้องรักษาระดับนํ้าตาล และไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง รวมทั้งอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่ไม่ผ่านการรับรอง.

ผศ.พญ.อภิญญา ลีรพันธ์
หน่วยระบบทางเดินอาหาร ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ที่มา : เดลินิวส์  4 พฤษภาคม 2557

เปลี่ยนความคิดผิดๆ ของการออกกำลังกาย

dailynews140326_001สมัยนี้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจการออกกำลังกายกันมากขึ้น เพื่อให้ได้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์และรูปร่างที่ดี ในขณะที่บางคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะเหตุผลที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชมรมนักเพาะกาย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเตือนว่าหลายคนมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับการออกกำลังกาย

หนึ่งในความเข้าใจผิด คือ ความเชื่อที่ว่าการออกกำลังกายจะทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น เนื่องจากการออกกำลังกายมากก็จะเหนื่อยมาก จึงมีผลให้รับประทานอาหารได้มากขึ้น คนอ้วนจึงไม่ค่อยกล้าออกกำลังกายทว่านักสรีรวิทยา ชมรมนักเพาะกาย ช่วยไขความข้องใจเสียใหม่ว่ากลุ่มคนที่ต้องใช้แรงมาก ทำงานหนักหรือออกกำลังกายหนักมากติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง จะต้องรับประทานอาหารมากกว่าปกติแต่ไม่อ้วนเพราะไม่มีไขมันสะสมในร่างกาย ส่วนกลุ่มที่ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพโดยทั่วไปนั้น การใช้พลังงานอยู่ในระดับปานกลาง จึงไม่ส่งผลให้รับประทานอาหารมากเกินความต้องการจนเกิดไขมันสะสมในร่างกาย

ในขณะที่หลายคนคิดว่าเมื่อเหนื่อยจากการทำงานแล้วไม่ต้องออกกำลังกายอีก โดยเชื่อว่าทำงานนั่งโต๊ะทั้งวันถ้าไปออกกำลังกายอีกจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมเร็วขึ้น เพราะแม้ร่างกายไม่เหนื่อยแต่สมองก็ล้าจากการงาน จึงไม่ไปออกกำลังกาย เรื่องนี้ถือเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการออกกำลังกายสามารถช่วยลดความตึงเครียดได้

เช่นเดียวกับความคิดที่ว่าการออกกำลังกายทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและปวดเมื่อย ความจริงแล้วอาการอ่อนเพลียหรือปวดเมื่อยตามร่างกายหลังการออกกำลังกาย มักจะเกิดกับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ ซึ่งเป็นช่วงระยะที่ร่างกายมีการปรับตัว แต่ถ้าผ่านไปสักระยะหนึ่งอาการดังกล่าวจะค่อยๆ หายไปและมีอาการสดชื่นกระฉับกระเฉงหลังการออกกำลังกาย แต่ก็ต้องจัดระยะเวลาและความหนักของการออกกำลังกายให้พอเหมาะกับความสามารถของร่างกาย

อีกหนึ่งพฤติกรรมผิดๆ ของคนทั่วไป เมื่อร่างกายมีอาการเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกายมาค่อนข้างหนัก การหายใจทางจมูกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ส่วนใหญ่จึงใช้การหายใจทางปากช่วย ซึ่งอาจทำให้อากาศเข้าสู่ปอดโดยไม่ได้ผ่านการกรองเหมือนทางจมูก จึงทำให้รู้สึกคอแห้งและระคายเคืองที่คอ รวมถึงเสี่ยงติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ดังนั้นหากต้องการหายใจทางปาก ควรทำในขณะหายใจไม่ออกเท่านั้น

หากเข้าใจเรื่องการออกกำลังกายอย่างนี้แล้ว จะมัวช้าอยู่ทำไม ไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงกันดีกว่า.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 26 มีนาคม 2557