“หลังยาว”เผาชีวิต หนักกว่าอ้วนอึ้ดทึ่ด

thairath150119-1อุตส่าห์ลงทุนศึกษาผู้คนจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 คน มาเป็นเวลานานตั้ง 12 ปี ถึงได้ทราบความลับว่าขาดการออกกำลังยิ่งร้ายกว่าการปล่อยตัวให้อ้วนใหญ่เสียอีก

ยังทำให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แห่งอังกฤษ รู้ด้วยว่าการทำตัวให้หลังยาว ไม่ออกกำลังเลย ทำให้ชาวเมืองน้ำชาต้องเสียชีวิตลงเปล่าๆปลี้ๆ ปีละประมาณ 676,000 คน เมื่อเทียบกับจำนวนคนตายเพราะความอ้วน มีปีละ 337,000 รายเท่านั้น ทั้งที่แค่เจียดเวลาออกกำลังเพียงแค่อย่างต่ำ วันละ 20 นาทีเท่านั้น ก็จะเป็นมงคลแก่ชีวิตเหลือหลาย ไม่ว่าคนเราจะอ้วนแค่ไหน จะได้ผลบุญจากการออกกำลังด้วยกันทั้งนั้น

ผู้ที่เกียจคร้านในการออกกำลังจะต้องเสี่ยงภัยจากโรคภัยต่างๆนับไม่ถ้วน คนอ้วนๆยังจะตายยากกว่ากัน

ผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสาร “โภชนศาสตร์คลินิก” ของสหรัฐฯ.

ที่มา : ไทยรัฐ  19 มกราคม 2558

อ้วนลงพุง

dailynew140614_1การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย และการไม่ออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงน้อย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ซึ่งไม่เฉพาะการมีน้ำหนักตัวมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

โรคอ้วนลงพุง เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป เกิดจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติ ไขมันหน้าท้องแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ซึ่งจะยับยั้งกระบวนการเผาผลาญกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ หรืออุดตัน แต่ถึงแม้ว่าไขมันจะเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไขมันก็ยังคงเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับ เพื่อให้ความอบอุ่นและเปรียบเสมือนตัวกันกระแทกให้กับร่างกาย แต่หากมีไขมันสะสมในร่างกายมากเกินไป กล่าวคือ ในผู้หญิงพบมากกว่า 30% และในผู้ชายพบมากกว่า 25% ถือว่าเป็นโรคอ้วน และถ้ารอบเอวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 เซนติเมตร จะยังเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้มากถึง 3-5 เท่า

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอ้วน วิธีการทำได้ง่าย ๆ โดยการวัดส่วนสูง น้ำหนักตัว และเส้นรอบเอวแล้วนำมาพิจารณาดังนี้

1) น้ำหนักตัวที่เหมาะสมเทียบกับส่วนสูง

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้หญิงเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 110

น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่เหมาะสมสำหรับผู้ชายเท่ากับ ส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบ 100

ตัวอย่างเช่น เปิ้ลสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนักที่เหมาะสมคือ 155-110 = 45 กิโลกรัม ดังนั้น ถ้าน้ำหนักปัจจุบันของเปิ้ล มากกว่า 45 กิโลกรัม แสดงว่าน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

2) ดัชนีมวลกาย

ดัชนีมวลกาย (กิโลกรัมต่อเมตร) เท่ากับ น้ำหนัก (กิโลกรัม) ต่อ ส่วนสูง (เมตร)

ดัชนีมวลกายที่เหมาะสมทั้งผู้หญิงและชาย คือ 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อเมตร

หากน้อยกว่า 18.5 หมายถึงผอม หากมากกว่า 22.9 ขึ้นไปถึง 24.9 หมายถึงน้ำหนักเกิน และหากมากกว่า 25 ขึ้นไป ถือว่าอ้วน

3) เส้นรอบเอว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้หญิง ไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร หรือ 32 นิ้ว

ค่าปกติของเส้นรอบเอวสำหรับผู้ชาย ไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร หรือ 36 นิ้ว

การวินิจฉัยว่าอ้วนลงพุง จะวัดจากเส้นรอบเอวร่วมกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพิ่มเติมดังนี้ ความดันโลหิต 130 ต่อ 85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป, น้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป, คอ เลสเตอรอลชนิดดี (เอชดีแอล) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิงหรือต่ำกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชาย และไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป

คำถามต่อมาก็คือ เราจะมีวิธีในการควบคุมน้ำหนัก เส้นรอบเอว ปริมาณไขมันได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ความไม่สมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการทานอาหารและพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย ทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับตัวเองดังคำกล่าวที่ว่า “สุขภาพของท่านเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ท่านกิน”

อีกทั้ง ในแต่ละวันร่างกายมีความต้องการพลังงานของแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ภาวะโภชนาการ และระดับกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกาย วิธีการประมาณความต้องการพลังงานสามารถคิดได้ดังนี้

ความต้องการพลังงาน (แคลอรี่ ต่อ วัน) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) อ 30

ถ้ามีน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ความต้องการพลังงานคือ 50 อ 30 =  1500 แคลอรี่ต่อวัน

นั่นคือต้องได้รับพลังงาน 1500 แคลอรี่ต่อวัน เพื่อรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ในกรณีที่มีดัชนีมวลกายปกติ โดยทั่วไป การทานอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 500 แคลอรี่ อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง อาจทานอาหารที่มีพลังงานค่อนข้างมากในมื้อใดมื้อหนึ่ง เช่น มื้อเช้า หรือมื้อเที่ยง และพลังงานน้อยลงในมื้อที่เหลือ

หลักสำคัญในการควบคุมสมดุลพลังงานหรือควบคุมปริมาณพลังงานทั้งวันให้เป็นไปตามที่ควรได้รับ หากได้รับพลังงานมากเกินไป จะต้องมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง หรือการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการเผาผลาญพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดสมดุลพลังงานได้ในที่สุด

โดยทั่วไป การออกกำลังกายควรทำให้ได้ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยอาจเป็นวันละประมาณ 1 ชั่วโมง วันเว้นวันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบให้ผลแตกต่างกัน เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือวิ่ง ช่วยฝึกความทนของปอดและหัวใจสำหรับการออกกำลังกายใช้แรงต้าน เช่นการยกน้ำหนัก หรือซิทอัพ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการเดินการทำงาน ทำอาชีพหรืองานอดิเรกที่ต้องออกแรง จัดเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวออกแรง ซึ่งควรทำให้ได้ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน หลักในการออกกำลังกายคือทำช้า ๆ มีช่วงพักและเมื่อเริ่มล้าให้หยุด.

รศ.ดร.นพวรรณ เปียซื่อ
โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

ออกกำลัง vs ยา ต่างดีคนละอย่าง

thairath131007_001ผลการแข่งขันระหว่างการออกกำลังกับยารักษาโรค ปรากฏว่า การออก กำลังสามารถสู้กับยารักษาโรคอย่างพวกโรคหัวใจได้อย่างสบาย แต่บางโรคยาก็อาจมีภาษีเหนือกว่า

วารสารการแพทย์อังกฤษ เปิดเผยว่า จากการศึกษาวิเคราะห์ผลการทดสอบคุณประโยชน์ของการออกกำลัง เทียบกับการใช้ยาเพื่อสงวนชีวิต กับคนไข้ 340,000 ราย ที่ทำกันมาจำนวนหลายร้อยครั้ง ปรากฏผลว่า การออกกำลังสามารถให้คุณสูสีกับยาโรคหัวใจ และเก่งกว่ายารักษาโรคลมอัมพาต จนนักวิจัยออกปากว่า ต้องให้หมอสั่งให้คนไข้ออกกำลังในการรักษาโรคด้วยเสียแล้ว ผลการศึกษาได้ตั้งข้อยกเว้นไว้ว่า ถ้าเป็นโรคหัวใจล้มเหลวแล้ว ยาขับปัสสาวะ จะเป็นฝ่ายชนะอย่างชัดแจ้ง แต่กับโรคลมอัมพาต การออกกำลังจะกลับเป็นต่อเหนือกว่า ในแง่ของอายุคาดเฉลี่ย ดร.ปีเตอร์ โคลแมน แห่งแพทย์สมาคมโรคลมอัมพาต กล่าวว่า การออกกำลังขนาดปานกลาง อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคได้มากถึงร้อยละ 27.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

Exercise Works Just As Well As Medication In Preventing Death Among Heart Disease, Stroke Patients

By Anthony Rivas | Oct 2, 2013

The health benefits of exercise have been touted to no end, but their purported benefits have mostly been with regards to preventing people from developing heart disease or diabetes. But for people who already have these conditions, exercise can still benefit their health, and in some instances, it can work better than prescription medications at preventing death.

In a study of 305 randomized controlled trials, researchers at the London School of Economics, Harvard Pilgrim Health Care Institute, and Stanford University School of Medicine looked at data to compare the effects of exercise to prescription drugs among 339,274 patients who were undergoing secondary prevention for coronary heart disease, stroke, heart failure, and prediabetes, BBC reports.

Whether they exercised or took prescription drugs, there was no significant difference in preventing death among coronary heart disease patients and prediabetes patients. But when it came to stroke patients, the benefits of exercise outweighed prescription drugs. Conversely, heart failure patients were better off sticking to their prescriptions, particularly diuretics, than to exercise, the researchers found.

“Medicines are an extremely important part of the treatment for so many heart conditions and people on prescribed drugs should keep taking their vital meds,” Amy Thompson, senior cardiac nurse at the British Heart Foundation, told BBC.

The researchers emphasized the importance of prescription medications but said that patients who added exercise could further reduce their risk of more severe illness. According to the Centers for Disease Control and Prevention (CDC), less than 48 percent of U.S. adults meet the recommended guidelines for physical activity.

“By taking important steps, such as regular exercise, eating a balanced diet, and stopping smoking, people can significantly reduce their risk of stroke,” Dr. Peter Coleman, of the Stroke Association, told BBC. “Moderate physical activity, for example, can reduce the risk of stroke by up to 27 percent.”

Source: Naci H, Ioannidis J. Comparative effectiveness of exercise and drug interventions on mortality outcomes: metaepidemiological study. BMJ. 2013.

SOURCE: www.medicaldaily.com

ใช้โทรศัพท์มาก สุขภาพไม่แข็งแรง

image00005นักวิทยาศาสตร์คณะการศึกษาสาธารณสุขและบริการมนุษย์ ของมหาวิทยาลัยเคนส์ สเตทแห่งสหรัฐฯ พบว่าผู้ที่ตัวติดอยู่กับการใช้โทรศัพท์มือถือมาก จะด้อยความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกายลงไป

พวกเขาเห็นว่า โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีขนาดเล็กพกพาได้ น่าจะส่งเสริมการออกกำลังให้ง่ายขึ้น แต่จากการศึกษากับนักศึกษามหาวิทยาลัย 300 กว่าคน กลับได้ผลว่า ผู้ที่ใช้หนัก กลับไม่ค่อยได้ออกกำลัง ผู้ที่พูดโทรศัพท์มากถึงวันละ 14 ชม. จะแข็งแรงสู้ผู้ที่ใช้โดยเฉพาะวันละไม่เกิน 90 นาทีไม่ได้

นักวิจัยผู้หนึ่งกล่าวว่า อาจจะวัดจากการใช้โทรศัพท์ รู้ถึงความแข็งแรงสมบูรณ์ของเจ้าของได้ โดยเฉพาะการล่อแหลมกับโรค เนื่องจากการขาดการออกกำลัง.

ที่มา : ไทยรัฐ 15 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

High Cell Phone Use Linked With Less Physical Activity

Posted: 07/11/2013

When it comes to exercise, smartphones can be used for good (check out these fitness apps, for instance). But a small new study shows that they could also have a negative effect on our physical fitness levels.

Researchers from Kent State University found that the more college students are glued to their smartphones, the less fit they tend to be.

The study, published in the International Journal of Behavioral Nutrition and Physical Activity, included more than 300 college students from the Midwest. Researchers surveyed them on their levels of physical activity, as well as on how much they used their cell phones. Then, they conducted fitness and body composition testing on 49 of the study participants.

The researchers found associations between less cell phone use and greater physical activity levels — specifically, college students tended to be less fit when they spent as much as 14 hours a day on their phones, compared with those who spent just an hour and a half a day on their phones.

“High frequency users were more likely than low frequency users to report forgoing opportunities for physical activity in order to use their cell phones for sedentary behaviors,” researchers wrote in the study, and “low frequency users were more likely to report being connected to active peer groups through their cell phones and to cite this as a motivation for physical activity.”

Researchers also found that the study participants who spent a lot of time on their cell phones were more likely to engage in other sedentary behaviors, like TV watching.

SOURCE : www.huffingtonpost.com

เดินหลังกินอิ่มทุกมื้อ หนีโรคเบาหวานพ้น

Credit : elizabethweintraub.com

Credit : elizabethweintraub.com

มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันของสหรัฐฯ แนะนำบรรดาผู้สูงอายุทั้งหลายว่าให้เดินออกกำลังหลังอิ่มข้าวทุกมื้อ ครั้งละ 15 นาที จะป้องกันไม่ให้เป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 ได้

นักวิจัยกล่าวว่า การเดินหลังอิ่มจะช่วยกดระดับน้ำตาลในเลือดเอาไว้ได้เท่ากับการเดินไกลๆ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น หลังกินอิ่มยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรค ดังนั้น จึงไม่ควรพักหลังอาหารเป็น อันขาด

การศึกษาครั้งนี้นับเป็นการทดสอบผลของการออกกำลังในช่วงความเสี่ยงสูงภายหลังการอิ่ม ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

หัวหน้านักวิจัยกล่าวชี้แจงว่า ความอิ่มทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น อันแสลงกับโรค ซึ่งในการศึกษาเรียกว่าภาวะเบาหวานแฝง ของโรคเบาหวานแบบที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด

การศึกษาทำให้รู้ว่าการเดินเพียง 15 นาที ก็ทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลง ในช่วงระยะเวลา 24 ชม. ไม่ต่างอะไรกับการเดินในจังหวะช้าถึงปานกลางนาน 45 นาที และช่วงที่เหมาะที่สุดกับการเดินคือหลังมื้อเย็น เพราะเป็นมื้อหนักที่สุดของวัน ซึ่งก่อระดับน้ำตาลขึ้นได้สูงที่สุด.

ที่มา : ไทยรัฐ 17 มิถุนายน 2556

.

Related Article :

.

nbcnews130612_001

After-meal walks may help control diabetes, study suggests

Brian Alexander
NBC News contributor

June 12, 2013 at 12:57 AM ET

Once upon a time, people routinely took a short walk after a meal. That old tradition should make a comeback according to a study released today in the journal Diabetes Care. It found that a 15-minute, moderate speed walk about 30 minutes after eating exerts significant control over the high blood sugar of older people.

That’s important because blood sugar spikes after meals. In young, fit, people, insulin helps drive that sugar, glucose, into muscle cells and the liver where it’s stored for energy. This system becomes less efficient as we age, explained the study’s leader, Loretta DiPietro of the Department of Exercise Science at The George Washington University School of Public Health and Health Services.

Leaving too much glucose in the blood can not only lead to type 2 diabetes, but cardiovascular damage.

That exercise helps prevent these effects is hardly news. That’s why experts recommend 45 minutes of exercise most days of the week.

But, DiPietro explained, many older people may not be able to, or motivated to, exercise for such sustained periods.

So in one of the first exquisitely-controlled experiments of its kind, DiPietro and her colleagues put 10 volunteers with an of average age of about 60, and with elevated, but not diabetic, levels of blood sugar, through three different two-day tests, each four weeks apart, in a special room designed for the purpose.

While their glucose levels were continuously monitored with an implanted meter, they exercised by walking on a treadmill for 45 minutes mid-morning, or for 45 minutes in the afternoon, or for 15 minutes half an hour after each tightly controlled meal by walking at a pace of about 3 miles per hour, what DiPeitro calls “the low end of moderate.” The first day of each two-day period, they did no exercise at all.

As expected, without exercise, post-meal blood sugar spikes were not well controlled. Both the mid-morning 45-minute treadmill session, and the three 15-minute sessions, controlled blood sugar over the 2-day period better than the afternoon 45-minute session.

But only the 15-minute walks managed to significantly reduce blood sugar spikes during the important three-hour post-meal window.

But only the 15-minute walks managed to significantly reduce blood sugar spikes during the important three-hour post-meal window. Walking could be one tool to help prevent diabetes in older people, the research suggests.

“This is not for weight loss, and it’s not going to increase your cardiovascular fitness very much,” DiPietro told NBCNews.com. “It’s very specifically for glycemic control with older age.”

But, she added, everyone can benefit because we all experience glucose spikes after eating.

“If you’re sitting at your desk all day, and you eat lunch, go for a short walk,” she advised. “More than likely you won’t get that food coma.”

It could also be useful for pregnant women at risk for gestational diabetes,” DiPietro said, since, especially in late stages of pregnancy, women may not be able to exercise for 45 straight minutes.

SOURCE : www.nbcnews.com

การแพทย์แบบทางเลือกกดความดันโลหิตให้ลด

thairath130429_002แพทยสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกากล่าวแจ้งว่า การแพทย์แบบทางเลือกอย่างการออกกำลังแบบแอโรบิก และการออกกำลังโดยใช้น้ำหนัก ก็อาจจะทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ สมาคมได้กล่าวบอกในวารสารการแพทย์ “โรคความดันโลหิตสูง” ว่า ผู้ที่มีระดับความดันโลหิตสูงเกินกว่า 120/80 มม.ปรอท และผู้ที่อาศัยยาตามมาตรฐานการแพทย์ไม่ค่อยได้ผล อาจใช้การแพทย์แบบทางเลือกเข้าช่วยได้ เพียงแต่ว่ามันไม่อาจจะใช้แทนวิธีการรักษาอื่นๆ เช่น การออกกำลัง การลดน้ำหนัก ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มสุรามากเกินควร ไม่กินเค็ม และการกินยาตามแพทย์สั่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วได้ โรคความดันโลหิตเป็นชนวนของโรคหัวใจ และอัมพฤกษ์อัมพาต มีผู้มีอาการอยู่ทั่วโลกมากถึงร้อยละ 26 เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตก่อน วัยอันควรไม่น้อยกว่าร้อยละ 13

.

ที่มา :  ไทยรัฐ 29 เมษายน 2556

.

Related Article:

.

Blood pressure check. (Credit: Copyright American Heart Association)

Blood pressure check. (Credit: Copyright American Heart Association)

Alternative Therapies May Help Lower Blood Pressure

Apr. 22, 2013 — Alternative therapies such as aerobic exercise, resistance or strength training, and isometric hand grip exercises may help reduce your blood pressure, according to the American Heart Association.

In a new scientific statement published in its journal Hypertension, the association said alternative approaches could help people with blood pressure levels higher than 120/80 mm Hg and those who can’t tolerate or don’t respond well to standard medications.

However, alternative therapies shouldn’t replace proven methods to lower blood pressure — including physical activity, managing weight, not smoking or drinking excess alcohol, eating a low sodium balanced diet and taking medications when prescribed, the association said.

High blood pressure — a major risk factor for heart attack and stroke — affects more than 26 percent of the population worldwide and contributes to more than 13 percent of premature deaths.

An expert panel assessed three alternative remedy categories: exercise regimens; behavioral therapies such as meditation; and non-invasive procedures or devices including acupuncture and device-guided slow breathing. The panel did not review dietary and herbal treatments.

“There aren’t many large well-designed studies lasting longer than a few weeks looking at alternative therapies, yet patients have a lot of questions about their value,” said Robert D. Brook, M.D., Chair of the panel and an associate professor of medicine at the University of Michigan in Ann Arbor. “A common request from patients is, ‘I don’t like to take medications, what can I do to lower my blood pressure?’ We wanted to provide some direction.”

The alternative therapies rarely caused serious side effects and posed few health risks, but the analysis revealed some approaches were more beneficial than others and could be part of a comprehensive blood pressure-lowering treatment plan.

Brook and colleagues reviewed data published in 2006-11, including 1,000 studies on behavioral therapies, non-invasive procedures and devices, and three types of exercise (aerobic, resistance or weight training and isometric exercises, most commonly handgrip devices).

The studies also examined the effects of yoga, different styles of meditation, biofeedback methods, acupuncture, device-guided breathing, relaxation and stress reduction techniques.

The panel found:

  • All three types of exercise reduced blood pressure. Walking programs provided modest benefit while, somewhat surprisingly, four weeks of isometric hand grip exercises resulted in some of the most impressive improvements — a 10 percent drop in systolic and diastolic blood pressure. However, isometric exercise should be avoided among people with severely-uncontrolled high blood pressure (180/110 mm Hg or higher).
  • Behavioral therapies such as biofeedback and transcendental meditation may help lower blood pressure by a small amount. However, there’s not sufficient data to support using other types of meditation.
  • Strong clinical evidence is also lacking to recommend yoga and other relaxation techniques for reducing blood pressure.
  • There isn’t enough evidence to recommend acupuncture for lowering blood pressure, particularly given the complexities involved in employing this treatment. However, device-guided slow breathing did prove effective in lowering blood pressure when performed for 15-minute sessions three to four times a week.

“Most alternative approaches reduce systolic blood pressure by only 2-10 mm Hg; whereas standard doses of a blood pressure-lowering drug reduce systolic blood pressure by about 10-15 mm Hg,” Brook said. “So, alternative approaches can be added to a treatment regimen after patients discuss their goals with their doctors.”

Story Source:

The above story is reprinted from materials provided byAmerican Heart Association.

 

SOURCE : www.sciencedaily.com

 

เล่นโดดเชือก ลดความอ้วน

thairath130419_001คนเราอาจจะลดความอ้วนด้วยการกระโดดเชือกได้เร็วกว่าการออกกำลังวิธีอื่นหลายวิธี เพราะการทำเช่นนั้น จะช่วยลดความอยากกินอาหารมันๆ และทำให้หายหิวได้

นักวิจัยอเมริกันได้เกิดความคิดขึ้นมาว่าการออกกำลังด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายขึ้นๆลงๆ จะมีผลกับฮอร์โมนร่างกายอย่างฮอร์โมนกรีลิน ซึ่งถูกขับออกมาในกระเพาะ เมื่อตอนหิวหรือไม่ และได้ทดลองกับผู้ชาย 15 คน ให้แบ่งกันออกกำลังด้วยการกระโดดเชือก ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือพักผ่อนเฉยๆ คนละแบบ

พวกเขาได้รายงานว่า ผู้ที่กระโดดเชือกทำให้ตัวโดดขึ้น ๆ ลง ๆ จะรู้สึกหายหิวลงยิ่งกว่าผู้ที่ขี่จักรยาน.

ที่มา : ไทยรัฐ 19 เมษายน 2556

.

Related Article :

.

Craving? Then grab your skipping rope

Craving? Then grab your skipping rope

How skipping is better than cycling at helping you keep hunger pangs at bay

  • Skipping rope is better than cycling for repressing hunger

By PAT HAGAN

PUBLISHED: 01:38 GMT, 21 February 2013

If you fancy yet another slice of cake, start skipping. And if you can’t stop craving that biscuit or packet of crisps, keep it going.

Grabbing a skipping rope is one of the best ways to curb your appetite if you are trying to slim down, a study has found.

Scientists – and most dieters too – already knew that physical activity of any kind can act as an appetite suppressant.

They decided to compare skipping and cycling to see  which was best at keeping hunger at bay.

They found those who skipped for a few minutes were much less likely to snack than those who had ridden a bike.

This is thought to be the first time scientists have demonstrated skipping’s powerful effect on hunger.

During the study, 15 men in their mid-twenties were asked to fast for 12 hours.

They then took part in three separate trials.

One involved skipping with a rope for ten minutes, followed by a five-minute rest. After doing this three times they rested for two hours.

They repeated the exercise, this time using a static bicycle and, in the third test, did nothing but rest.

Throughout the experiments, the volunteers were asked how hungry they felt and had  blood tests to assess levels of hormones known to help control appetite.

The results, published in the journal Appetite, showed the men were less hungry after skipping than cycling.

The researchers, from the Faculty of Sport Sciences at Waseda University in Japan, believe skipping works best because it is a weight-bearing exercise, in which the muscles and joints bear repeated impact from hitting  the ground.

The theory is that the rapid ‘up and down’ movement disturbs the gut and possibly interferes with the release of hormones that govern appetite.

Cycling, on the other hand, is not weight-bearing and although it is also an excellent way of getting fit, is less likely to stop us from getting peckish.

Jump for joy: If you are feeling peckish but try to keep your hands off the cake, then skipping is better than cycling to curb young hunger

Jump for joy: If you are feeling peckish but try to keep your hands off the cake, then skipping is better than cycling to curb young hunger

As expected, skipping did lower levels of certain hunger hormones, such as ghrelin, which stimulates appetite.

But there was little difference in hormone levels between the two activities, scientists said. This suggests skipping does not necessarily work by causing a bigger drop in hunger hormones than riding but by some other mechanism.

Now they are calling for more research to establish exactly why weight-bearing exercise is better at curbing appetite.

In a report on their findings the researchers said: ‘The suppression of hunger during rope skipping was greater than that during the bicycle exercise, despite the similar energy expenditure between them.

‘This suggests weight-bearing exercise may induce greater suppression of appetite than non-weight bearing.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ออกกำลังแบบเล่น ๆ ได้ผลไม่แพ้ทำจริงจัง

The study shows that going to the gym does not have the same benefits as a long leisurely walk (stock photo)

The study shows that going to the gym does not have the same benefits as a long leisurely walk (stock photo)

ผู้เชี่ยวชาญการออกกำลังแบบเล่น ๆ ของอเมริกา ออกปากแนะนำว่า ไม่จำเป็นจะต้องคิดไปออกกำลังอย่างจริงจังอะไรนัก ชั่วออกกำลังแบบทำเล่น ๆ อย่างเช่น ขึ้นลงบันได และเล่นการบริหารท่าวิดน้ำ ตอนช่วงทีวีกำลังโฆษณาบ้าง ครั้งหนึ่ง ๆ สักนาทีสองนาทีก็พอแล้ว ข้อสำคัญให้รวมเวลาได้วันละประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

ผู้เชี่ยวชาญซึ่งได้ศึกษา “การออกกำลังแบบเล่น ๆ” เป็นเวลานานหลายปี กล่าวว่า การออกกำลังแบบเล่น ๆ ครั้งละไม่กี่อึดใจ แต่ทำบ่อย ๆ ให้ได้เวลารวมกันสักวันละครึ่งชั่วโมง ก็ให้คุณประโยชน์ไม่แพ้การออกกำลังที่ต้องใช้เวลานานกว่า ได้มีการศึกษาพบว่า คนอเมริกันที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ออกกำลังอย่างจริงจังมีไม่ถึงร้อยละ 10 ด้วยซ้ำ แต่พวกเขาไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 พากันปฏิบัติตัว ตามคำแนะนำของการออกกำลัง ด้วยการเคลื่อนไหวให้เป็นวิถีชีวิต

เขาอธิบายว่า การออกกำลังแบบนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการออกกำลังแบบเล่น ๆ “แต่ก็เป็นแบบธรรมชาติ อย่างเช่น เดินให้มากขึ้น แทนที่จะขับรถไปทำงานก็เดินสัก 1-2 กม. หรือไม่ก็ขี่จักรยาน ในเส้นทางเดียวกัน แทนที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ตอนทีวีโฆษณา ก็หันมาเล่นกายบริหาร ทำท่าวิดน้ำ หรือแทนที่จะนั่งเล่นเกมเหมือนกับเด็ก ก็ออกลุกขึ้นเดินไปเดินมาเสีย”.

ที่มา : ไทยรัฐ 13 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article :

.

A long walk can significantly improves insulin sensitivity and blood lipid levels (stock photo)

A long walk can significantly improves insulin sensitivity and blood lipid levels (stock photo)

Walking ‘is better than the gym’: Long periods of gentle exercise are more beneficial than a high-intensity workout

  • Low intensity exercise improves insulin sensitivity and blood lipid levels, which are indicators of diabetes and obesity

By JAYMI MCCANN

PUBLISHED: 21:57 GMT, 13 February 2013 |

If you have just been to the gym, don’t sit down, not for too long anyway.

Scientists have found that long periods of walking could actually be better for you than high intensity exercise.

Low intensity exercise improves insulin sensitivity and blood lipid levels at a better rate than an hour long high octane workout, according to a study published in journal PLOS ONE.

These levels are indicators of diabetes and obesity.

Researchers from Maastricht University in Holland, split 18 youngsters aged 19 to 24 into three groups – one sat for 14 hours doing no exercise, the second sat for 13 hours but did an hour of vigorous exercise, and the final group sat for six hours, walked for four and stood for two.

It was found that when energy expended was the same, cholesterol and lipid levels were significantly improved in the group that exercised over a longer period, far more than in the other two groups.

Dr Hans Savelberg, from Maastricht University in Holland, who led the study, said: ‘One hour of daily physical exercise cannot compensate for the negative effects of inactivity on insulin sensitivity and plasma lipids if the rest of the day is spent sitting.

‘Reducing inactivity by low intensity activities such as walking at a leisurely pace and standing is more effective than physical exercise in improving these parameters in sedentary subjects.

‘Our study suggests that in addition to health interventions that stress the importance of spending enough energy to maintain a neutral energy balance, a minimal daily amount of non-sitting time should also be promoted.’

SOURCE: dailymail.co.uk

เดินช่วยยืดอายุผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ให้ยืนนานมากกว่าคนเอาแต่นอนเกือบครึ่งเท่าตัว

thairath130206_001สมาคมต่อต้านโรคมะเร็งของสหรัฐฯแจ้งว่า  ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ หากพยายามเดินให้บ่อยกว่าการนอนบนที่นอน จะไม่ค่อยเสียชีวิต แม้ว่าจะถูกวินิจฉัยโรคมานานตั้ง 7 ปีแล้ว

หัวหน้านักวิจัยปีเตอร์ แคมป์เบลล์ กล่าวอธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่จะอวดว่าการออกกำลังจะช่วยยืดอายุการอยู่รอดออกไปได้ แต่การออกกำลังจะให้คุณมากกว่าการไม่ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืดเส้นยืดสายและการทำสวน แค่ครั้งละ 5-10 นาที ก็พอ โดยไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยาก ถึงกับไปวิ่งมาราธอนหรือไปไต่เขา

เขากับคณะได้วิเคราะห์กรณีของผู้ป่วยชาวอเมริกัน ได้พบว่า ผู้ป่วยที่ออกกำลังมากที่สุด โดยเดินได้นานอาทิตย์ละ 2-2.30 ชม. หรือมากกว่านั้น ต่างจะพากันยืดอายุการอยู่รอดออกไปได้มากกว่าผู้ที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติ ระหว่างร้อยละ 28-42

อย่างไรก็ดี นักวิจัยได้เตือนว่า การออกกำลังไม่ใช่ถึงขนาดจะใช้แทนการรักษาตามมาตรฐานอย่าง เช่น การผ่าตัด และในบางราย อาจเป็นเคมีบำบัดกันได้.

ที่มา : ไทยรัฐ 6 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Exercise tied to better colon cancer survival odds

By Genevra Pittman | Reuters – Thu, Jan 24, 2013

NEW YORK (Reuters Health) – People with colon cancer who spend more time walking and fewer hours on the couch are less likely to die over the seven to eight years after being diagnosed, a new study suggests.

The findings don’t prove exercise itself boosts a person’s survival chances, researchers said. But the pattern held even after the study team took into account how advanced patients’ cancers were, their age and other aspects of their diet, lifestyle and health.

“Any activity is better than none,” including walking, stretching and gardening, said Peter Campbell, the lead researcher on the study from the American Cancer Society.

“Five to ten minutes at a time is fine, and the type of activity we’re talking about here, this isn’t marathon running or climbing the Alps.”

Campbell’s analysis included about 2,300 people who developed colon cancer out of an initial pool of 184,000 volunteers in a cancer prevention and nutrition study launched in 1992.

Over an average of eight years after their diagnosis, 846 people with colon cancer died – including 379 from cancer.

The researchers found that study participants who exercised the most – equal to two and half hours of walking per week or more – both before and after being diagnosed were 28 to 42 percent less likely to die during the follow-up period than those who barely exercised at all.

Spending six or more hours of leisure time on the couch daily before diagnosis, compared to less than three hours, was tied to a 36 percent higher chance of dying. Being sedentary after a cancer diagnosis was linked to a 27 percent increased risk of death – although that particular finding could have been due to chance, the researchers noted this week in the Journal of Clinical Oncology.

To account for the fact that very sick people can’t exercise, Campbell and his colleagues excluded anyone who died within two years of their last survey, and found similar results.

Researchers have known for a while that obesity and exercise affect a person’s risk of getting colon cancer in the first place, said Dr. Jeffrey Meyerhardt from the Dana-Farber Cancer Institute in Boston, who has also studied exercise and colon cancer survival.

“The question when you’re a patient with colorectal cancer is, ‘Do those things matter once I get the disease? Are there things I can do in addition to standard treatment to reduce my risk of recurrence?'” he told Reuters Health.
Researchers said there are a couple of possible explanations for why exercise, both pre- and post-diagnosis, might benefit people with cancer.

“What we think is at least part of what is happening is, people are going into surgery and adjuvant treatment in a more fit state,” Campbell told Reuters Health.

In addition, he said, “If you’re active both before and after diagnosis, there are a lot of changes that occur in your blood,” such as in levels of insulin and other hormones.

“There are a lot of systemic changes that occur that probably decrease your chance of recurrence and ultimately dying.”

People in the study who exercised regularly were less likely to die in general and of cardiovascular disease – such as heart attacks and lung disease – in particular. For those patients, exercise likely has the same benefit as for cancer-free people, Campbell said.

“Patients that have colon cancer, about two-thirds of them survive after five years and what they end up dying of is what all older people end up dying of, and that’s usually cardiovascular disease.”

He said people with colon cancer should discuss with their doctors when they can get back to physical activity. Some patients with anemia, for example, might want to hold off on exercise, and others who are immune compromised should probably avoid public gyms.

Meyerhardt recommended that people who exercised before their diagnosis return to that level of activity. Those who are new to exercise should take small steps toward increasing their activity, he added, such as walking and physical therapy.

However, Meyerhardt emphasized, exercise isn’t a substitute for standard colon cancer treatments like surgery, and in some cases, chemotherapy.

SOURCE: http://bit.ly/WhX6oU Journal of Clinical Oncology, online January 22, 2013.
SOURCE: news.yahoo.com

โรคไขมันเกาะตับ

dailynews130127_001ปัจจุบันสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตประจำวันไปเป็นแบบสังคมคนเมืองสมัยใหม่ ที่มีพฤติกรรมการกิน เปลี่ยนแปลงไปโดยบริโภคอาหารปรุงสำเร็จมากขึ้น บริโภคอาหาร ขนมหวาน มันเพิ่มขึ้น กินผักผลไม้น้อยลง ทำงานในตึกหรือ ออฟฟิศมากขึ้น และไม่มีเวลาออกกำลังกาย ลักษณะดังกล่าว ทำให้มีปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของโครงการคนไทยไร้พุง ที่สนับสนุนโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยอายุ 20-29 ปี ภาวะโรคอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 2.9 เป็นร้อยละ 21.7 หรือเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า และในกลุ่มอายุ 40-49 ปี เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลผลการสำรวจของกรมอนามัย ในประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศของปี พ.ศ. 2550 พบว่ามีภาวะอ้วนลงพุงในเพศชายร้อยละ 24 และเพศหญิงร้อยละ 61.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ภาวะโรคอ้วนและโรคไขมันตับยังมีความเชื่อมโยงกันอย่างมาก โดยพบว่าความชุกของโรคอ้วนในปี ค.ศ.2006 ของสหรัฐอเมริกา มีสูงถึงร้อยละ 20-30 และกลุ่มนี้จะพบความชุกของโรคไขมันตับได้สูงถึงร้อยละ 70-80

ดังนั้นการแนะนำให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงหลักการรักษาที่สำคัญและทำได้ด้วยตนเองก็คือ การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย จะเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่สำคัญที่ช่วยลดทั้งปัญหาโรคอ้วนและไขมันตับได้

โดย ในบทความในตอนที่ 1 จะแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักไขมันตับในเบื้องต้น รวมถึงหลักการคุมอาหาร ลดน้ำหนักอย่างไร ให้ได้ผลโรคไขมันเกาะตับคืออะไร

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

ภาวะไขมันเกาะตับพบบ่อยแค่ไหน

มีความชุกของโรคไขมันเกาะตับ (NAFLD) สูงถึงร้อยละ 40 ของประชากรทั่วไป

ไขมันเกาะตับพบได้บ่อยขึ้นในคนบางกลุ่ม เช่น
-คนอ้วนพบถึงร้อยละ 37-90
-ผู้ป่วยเบาหวานพบร้อยละ 50-62

ภาวะไขมันเกาะตับมักมีโรคที่พบร่วมด้วย

  • โดยเฉพาะภาวะอ้วนลงพุงหรือเมตาโบลิค ซินโดรม (Metabolic syndrome)
  • เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินพบได้ 1 ใน 3
  • ไขมันในเลือดสูงพบได้ 2 ใน 3
  • โรคอ้วนใช้เกณฑ์ดัชนีมวลกาย มากกว่า 28 กก./เมตร2 คำนวณโดยดัชนีมวลกาย       = น้ำหนักตัว (กก.) /  ส่วนสูง (เมตร)2
  • หรือใช้เส้นรอบเอว ก็ช่วยบ่งชี้โรคอ้วนได้โดยดูจากเส้นรอบเอวมากกว่า 36 นิ้ว ในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้ว ในผู้หญิง

การวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับ

  • มีความผิดปกติของค่าทำงานตับ
  • มีประวัติดื่มแอลกอฮอล์น้อยมากคือ น้อยกว่า 20 กรัม/วัน หรือไม่ดื่มเลย และไม่พบสาเหตุอื่น ๆ ของตับอักเสบ เช่น ยา สมุนไพร  โรคตับจากไวรัส เป็นต้น
  • ผลการเจาะตับมีลักษณะพยาธิวิทยาที่พบไขมันแทรกอยู่เกินร้อยละ 5 และ/หรือมีการอักเสบร่วมด้วย
  • ผลตรวจอัลตราซาวด์พบว่ามีไขมันเกาะตับ
  • หมายเหตุ แอลกอฮอล์ 10 กรัม/วัน = เบียร์ 350 มล. หรือ ไวน์ 120 มล. หรือบรั่นดี 45 มล. ซึ่งเรียกว่า 1 ดริ๊งค์ (drink)

สามารถวินิจฉัยภาวะไขมันเกาะตับได้อย่างไรบ้าง?

1.การเจาะตับ
2.การตรวจเลือดเพื่อแยกสาเหตุอื่น
3.ตรวจอัลตราซาวด์ตับ

เนื้อตับที่แพทย์เจาะมาช่วยบอกอะไรบ้าง?

  • ช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคไขมันเกาะตับ
  • ช่วยบอกความรุนแรงของโรคว่าเนื้อตับมีการอักเสบ มีพังผืดมากน้อยเพียงใดตับแข็งหรือไม่
  • ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยเชื่อว่ามีโรคที่รุนแรงจริงและลงมือปฏิบัติปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน

ถ้ากังวลและไม่ต้องการเจาะตับจะวินิจฉัยโรคนี้ได้หรือไม่…..? อย่างไร…..?

ปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจหาพังผืดในตับโดยไม่ต้องเจาะตับซึ่งก็มีหลายวิธีที่มีข้อมูลวิจัยสนับสนุนอยู่ เช่น การตรวจเลือด Fibrosis test ที่ช่วยจำแนกความรุนแรงของพยาธิวิทยาของตับได้ว่ามีพังผืดมากน้อยเพียงใด ปัญหาคือราคาแพงอยู่มาก นอกจากนี้ยังมีเครื่องวัดความยืดหยุ่นของตับหรือ Transient Elastrography (Fibro-scanR) ที่มีหลักการของเครื่องมือโดยใช้อุปกรณ์ส่งคลื่นความถี่ระดับ 50 Hz ผ่านบริเวณตำแหน่งที่ใช้ในการเจาะตับคือ บริเวณด้านสีข้างตัดกับแนวลิ้นปี่โดยให้ผู้ป่วยนอนหงาย คลื่นดังกล่าวจะวัดความยืดหยุ่นของตับในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังลงไปประมาณ 1-2.5 นิ้ว ส่วนขนาดของเนื้อตับที่ตรวจวัดก็มีขนาด 1 x 4 ซม. ซึ่งมีปริมาตรที่มากกว่าชิ้นเนื้อจากการเจาะตับถึง 100 เท่า ปัจจุบันสามารถตรวจได้ในโรงเรียนแพทย์หลายแห่ง รวมทั้งที่คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯด้วย แต่ข้อจำกัดคือยังไม่มีใช้อย่างแพร่หลายและค่าที่วัดได้อาจมีความคลาดเคลื่อนได้โดยเฉพาะในคนที่อ้วนมาก ๆ

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา :  เดลินิวส์  27 มกราคม 2556

================================================

dailynews130203_001a

โรคไขมันเกาะตับ’ ตอน 2

 

ไขมันเกาะตับ (Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มในปริมาณที่น้อยมาก โดยที่ไขมันจะทำให้เกิดการอักเสบของตับและเกิดพังผืด ซึ่งถ้าเป็นไปในระยะยาวก็กลายเป็นโรคตับแข็งได้

เมื่อเป็นโรคไขมันเกาะตับ จะมีการดำเนินโรคอย่างไร?

1. ผู้ป่วยไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วย พบว่าร้อยละ 20 หรือ 1 ใน 5 กลายเป็นตับแข็งและร้อยละ 37 เริ่มมีพังผืดในตับ

2. มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 10 เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคมานาน 10 ปี

ผู้ป่วยกลุ่มใดที่จะมีการดำเนินโรคไปเป็นตับแข็ง……?

โดยทั่วไปใช้เวลา 10-20 ปี กว่าจะเกิดตับแข็งและพบได้ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีภาวะต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • โรคอ้วน (BMI ยิ่งสูง ยิ่งไม่ดี โดยเฉพาะค่า BMI ที่มากกว่า 35 กก./ม2)
  • เบาหวาน
  • อายุมากกว่า 45 ปี
  • ค่าการทำงานตับมีอัตราส่วน AST/ALT มากกว่า 1

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพบว่าเป็นโรคตับแข็งได้เร็วขึ้นจุดมุ่งหมายของการรักษามีดังนี้คือ

  • ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน
  • ป้องกันการเกิดภาวะตับแข็งด้วยการลดการอักเสบของตับ
  • ป้องกันการเกิดมะเร็งที่อาจพบแทรกซ้อนได้

dailynews130203_001b

โรคไขมันเกาะตับที่มีภาวะอักเสบหรือมีพังผืดร่วมด้วยจะรักษาได้หรือไม่? อย่างไร?

1. มุ่งลดปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูงที่พบร่วมด้วยให้ดี

2. ต้องลงมือปฏิบัติโดยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน จึงจะได้ผลในการรักษา ดังนี้

– งดดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลงจนเลิกดื่ม
– ควบคุมอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

3. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่า มีผลต่อการลดภาวะอักเสบของตับได้อย่างชัดเจน ซึ่งยืนยันได้จากทั้งผลตรวจเลือดค่าทำงานตับหรือผลการเจาะตับ

– เดินรอบสวนลุมพินี 2.5 กม. ใช้เวลา 20-30 นาที ได้ 3,100 ก้าว (150-280 กิโลแคลอรี ขึ้นกับ ความเร็วที่ใช้เดิน)

– เดินให้ได้ 10,000 ก้าว/วัน จะได้ 450-800 กิโลแคลอรี หรือดูกิจกรรมที่ทำได้ดังในตารางที่ 1

– ควรวางเป้าหมายไว้ที่ 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ (ไม่ควรเกิน 1.6 กิโลกรัมต่อสัปดาห์) โดยเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายที่เป็นการออกกำลังกายระดับปานกลาง

– การออกกำลังกายในระดับสูง (High intensity physical activity) จะช่วยเผาผลาญไขมันคิดเป็นพลังงานได้ประมาณ 2 เท่า ของการออกกำลังกายในระดับปานกลางแต่อาจจะมีผลเสียต่อข้อและกระดูก

การขี่จักรยานมักต้องใช้ระยะเวลานานกว่าการเดินเร่งหรือวิ่ง เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ลงน้ำหนัก (Non-Weight-Bearing)

ส่วนวิธีประเมินผลว่าเป็นการออกกำลังกายในระดับ moderate intensity physical activity หรือไม่ทำได้ดังนี้

ให้ใช้อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งคำนวณจากค่า (220 ลบ อายุ) คูณ (ร้อยละ 50-70) เช่น ผู้ป่วยอายุ 40 ปี เมื่อออกกำลังกายในระดับปานกลางแล้วควรมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ (220–40) x 0.5 = 90 หรือ (220–40) x 0.7 = 126 หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจระหว่าง 90-126 ครั้ง/นาที

ข้อมูลจาก นายแพทย์สมบัติ  ตรีประเสริฐสุข ศูนย์โรคตับและปลูกถ่ายตับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

 

ที่มา :  เดลินิวส์  3 กุมภาพันธ์ 2556