วิธีทำให้สมองอ่อนเยาว์

dailynews141206_01คุณผู้อ่านอาจได้อ่านผ่านตาเกี่ยวกับการดูแลสมองในแง่ของการดูแลสุขภาพโดยรวมกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การเล่นเกมประเภทต่าง ๆ ที่มีงานวิจัยบอกว่าช่วยลับสมอง การเล่นดนตรีเป็นประจำ หรือแม้กระทั่งการรับประทานอาหารที่เหมาะสมใช่ไหมคะ?

เมื่อสัปดาห์ก่อนกระทรวงสาธารณสุขของประเทศอังกฤษได้ออกข่าวว่า สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ที่กระทรวงกำลังตั้งใจทำเพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมก็คือ การหาวิธีวัดอายุสมองที่แท้จริง เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า เมื่อคนเราอายุเลย 20 ปีไปแล้ว สมองเรามีแต่จะเสื่อมลงเรื่อย ๆ และยิ่งเราอายุมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะเริ่มแสดงอาการของโรคที่เรียกว่า Age Related Cognitive Decline (ARCD) ซึ่งเป็นกระบวนการตามธรรมชาติที่ส่งผลให้เริ่มหลงลืม วอกแวกง่าย รวมถึงมีปัญหาในเรื่องการตัดสินใจนั่นเองค่ะ

ก่อนที่จะไปไกลถึงขนาดนั้น เชื่อได้ว่า คุณผู้อ่านส่วนใหญ่น่าจะอายุยังไม่มากนัก และบางท่านอาจจะมีลูกเล็กอยู่ด้วย สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กมักจะให้ความสนใจเมื่อได้อ่านบทความลักษณะนี้ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะถนอมสมองของลูกน้อยได้บ้าง ด้วยเพราะสมองเองเป็นอวัยวะสำคัญแต่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา (เหมือนกับนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือผิวหนังที่ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะเห็นได้ทันที) ดังนั้น เรื่องการดูแลสมองนี้จึงเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ทำได้เป็นครั้งคราว คือเมื่อไหร่ก็ตามที่มีอาการบางอย่างเห็นได้ชัด เราจึงจะตระหนักและให้ความสำคัญ แต่เมื่อไหร่ที่ร่างกายยังไม่แสดงอาการอะไร ก็ยังคงวางใจนั่นเองค่ะ

ดร.แจ๊ค เลวิส นักประสาทวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสมองหลายต่อหลายเล่ม รวมถึงได้เขียนงานวิจัยเกี่ยวกับการชะลอความแก่ของสมองที่ได้ลงตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาศาสตร์ ได้นำเสนอวิธีการง่าย ๆ ในการดูแลสมองให้อ่อนเยาว์ไว้ 3 ข้อคือ

1. พยายามลดสารอนุมูลอิสระที่จะเข้าสู่ร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ ท่านผู้อ่านอาจเคยได้ยินเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ หรือแม้กระทั่งอนุมูลอิสระที่ทำให้หน้าแก่มาบ้าง จริง ๆ แล้วอนุมูลอิสระเกิดได้ 2 ทางคือ เกิดจากขบวนการเผาผลาญอาหารของร่างกาย กับเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น การติดเชื้อ การอักเสบ สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่การออกกำลังกายมากจนเกินไป แต่จากงานวิจัยอีกหลายฉบับพบด้วยว่า การที่ร่างกายได้รับสารอนุมูลอิสระมาก ๆ จะเข้าไปแทรกซึมในเนื้อสมอง ซึ่งคนที่ได้รับส่วนใหญ่มักผ่านทางการสูบบุหรี่ การสูดดมควันต่าง ๆ ทั้งไอเสียรถและเครื่องจักร รวมไปถึงการรับประทานอาหารไขมันเยอะ จำพวกเนื้อติดมัน เช่น คอหมูย่าง หมูติดมัน เป็นต้น วิธีที่ดีที่สุดคือลดการสูบบุหรี่ ลดการรับประทานเนื้อแดงแล้วให้รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้นอย่างน้อย 5 ส่วนต่อวันก็จะสามารถช่วยได้ค่ะ

2. ออกกำลังกายให้มากขึ้น การออกกำลังกายมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดสารอนุมูลอิสระขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ออกกำลังกายเลยก็ใช่ว่าจะกำจัดสารอนุมูลอิสระได้นะคะ คุณผู้อ่านต้องไม่ลืมว่าในทุก ๆ นาที สมองจะมีเลือดที่ลำเอียงอาหารและออกซิเจนผ่านเข้าไปเพื่อที่จะทำให้สมองทำงานได้เป็นปกติ เมื่อไหร่ก็ตามที่สมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ อย่างดีก็ทำให้เกิด Silent Cerebral Infarct หรือถ้าแย่กว่านั้นคือเกิดการอุดตันของเส้นเลือดสมองได้ ดังนั้นขั้นแรกคือการดูแลหัวใจให้สูบฉีดเลือดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเสียก่อน ซึ่งต้องบอกว่า วิธีการที่จะช่วยได้ก็คือการออกกำลังกายเพราะช่วยให้หลอดเลือดลำเลียงออกซิเจนได้ดี รวมถึงส่งอาหารไปยังเซลล์สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายให้มากขึ้นหมายรวมไปถึงการเดินให้มากขึ้น ให้ร่างกายขยับเขยื้อนมากขึ้น โดยไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องเป็นการออกกำลังกายที่โรงยิมเพียงอย่างเดียว

3. มีงานอดิเรก คำถามหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสมองที่ไม่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์อัจฉริยะก็คือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเมื่อพบกับความท้าทายใหม่ ๆ ซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ นี้เป็นตัวช่วยให้สมองบังคับตัวเองในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ ซึ่งหมายรวมถึงการเปลี่ยนทิศทางการเชื่อมโยงของเซลล์สมองใหม่ รวมถึงการสร้างโครงข่ายของเซลล์สมองเพื่อรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วย ทาง Albert Einstein College of Medicine ในสหรัฐได้ทำการวิจัยแล้วพบว่า งานอดิเรก 4 อย่างที่จะช่วยทำให้สมองเสื่อมช้าลง และรวมไปถึง งานอดิเรกทั้ง 4 อย่างนี้ ถ้าได้ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ หรือถ้าได้เริ่มตั้งแต่ยังเยาว์วัย จะเป็นส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นนั่นก็คือ

การเล่นดนตรี (ที่ไม่ใช่แค่ฟังดนตรี) ได้รับการทำวิจัยมามากมายว่าช่วยเรื่องการพัฒนาสมอง สิ่งหนึ่งที่งานอดิเรกอย่างนี้ช่วยทำให้สมองทำงานได้ดีและเป็นระบบมากขึ้นก็เพราะการเล่นดนตรีต้องใช้ทักษะความสัมพันธ์หลายอย่าง เช่น การเป่าแซกโซโฟนก็จำเป็นต้องใช้อวัยวะไม่ว่าจะเป็น นิ้ว ปอด หรือแม้กระทั่งปาก เพื่อให้ได้เสียงดนตรีที่มีความไพเราะ การอ่านโน้ตเพลงไปพร้อม ๆ กับการแปลโน้ตนั้นบังคับให้สมองต้องเรียกข้อมูลกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า การเล่นดนตรีเปรียบเสมือนการเล่นยิมนาสติกของสมองนั่นเองค่ะ

การเล่นหมากรุก จะหมากฮอส หรือหมากล้อม ก็ได้ผลเท่ากันไม่ผิดกติกานะคะ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการเล่นหมากรุกนั้นไม่ใช่แค่เพียงอาศัยการคิด พิจารณาความเป็นไปได้ หรือการจินตนาการแค่นั้น แต่กลยุทธ์หรือวิธีการต่าง ๆ นั้นแน่นอนว่าต้องใช้สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับส่วนของสมองที่เรียกว่า working memory (ซึ่งเป็นส่วนที่เราใช้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน) งานวิจัยตีพิมพ์ด้วยว่า ยิ่ง working memory ได้รับการพัฒนาและฝึกฝนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้เกิดผลดีต่อพัฒนาการของสติปัญญามากขึ้นเท่านั้น

การเต้นรำ ในที่นี้หมายถึงการเต้นรำที่มีแบบแผนชัดเจน เช่น การเต้นบอลรูม เพราะการเต้นลักษณะนี้จะต้องใช้ความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆร่างกายให้ตรงกับท่วงทำนองเพลง ในขณะเดียวกันสมองจะหลั่งสารออกซิโทซิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ความสบายใจ ทำให้สมองมีความผ่อนคลายด้วยค่ะ

การอ่าน การอ่านเป็นการฝึกสมองในรูปแบบหนึ่ง ในการที่จะผูกตัวพยัญชนะหลายตัวรวมกันกลายเป็นคำ จากคำกลายเป็นประโยค และเพื่อที่จะให้ประโยคมีความหมาย หลังจากนั้นเราจะจินตนาการภาพของความหมายจากการอ่านนั้นขึ้นในสมอง ลองคิดดูถึงหนังสือที่เพิ่งอ่านจบไป เหตุการณ์ที่ยังจำได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เซลล์สมองจัดเรียงรูปแบบใหม่ไปเรื่อย ๆ

ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเลือกงานอดิเรกแบบไหน ทั้งการเล่นดนตรี การเล่นหมากรุก การเต้นรำ การอ่าน สิ่งสำคัญที่จะทำให้สมองอ่อนเยาว์ลงได้คือการทำให้บ่อย ๆ เป็นนิสัย และใช้เวลาให้มาก เพราะการที่จะทำในระยะเวลาอันสั้นก็คงไม่เห็นความแตกต่างเช่นเดียวกับการไม่ได้ทำนั่นเองค่ะ.

อาจารย์ ดร.ปรียาสิริ วิฑูรชาติ
ศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์  6 ธันวาคม 2557

Advertisements

อ่าน-เขียนหนังสือ เป็นสลักยึดความจำ

thairath130712_001วารสารของแพทยสมาคมประสาทวิทยาอเมริกัน รายงานว่า งานวิจัยใหม่พบว่า การอ่านและเขียนหนังสือ รวมทั้งกิจกรรมที่เป็นการกระตุ้นสมองของคนทุกวัย จะช่วยตราตรึงความจำเอาไว้ได้

นักวิจัยของศูนย์แพทย์มหาวิทยาลัยรัชเปิดเผยว่า “เราได้พบจากการศึกษาว่า การใช้สมองมาตลอดอายุ ตั้งแต่วัยเด็กมาจนแก่ เป็นของสำคัญสำหรับสมองในวัยทอง

คณะนักวิจัยได้ติดตามศึกษาชายหญิงเกือบ 300 คน คอยทดสอบความจำและความคิดเป็นประจำปี ติดต่อกัน 6 ปี ก่อนที่พวกเขาจะถึงแก่กรรมเมื่ออายุเฉลี่ย 89 ปี พวกเขาได้บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้อ่านและเขียนหนังสือ และทำสิ่งที่เป็นการกระตุ้นสมอง อยู่ตลอดตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน มาจนถึงอายุปัจจุบัน”

นักวิจัยยังได้ผ่าสมองตรวจดูหาร่องรอยของโรคสมองเสื่อม อย่างเช่น รอยโรค คราบจับ และอื่นๆ

พวกเขาได้สรุปความเห็นว่า ผู้ที่ได้ทำสิ่งที่กระตุ้นสมองมาตั้งแต่ต้นและปลายชีวิต ความจำจะเสื่อมช้า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ “จากข้อมูลเหล่านี้ เราสามารถกล่าวได้ว่า การอ่านและเขียนหนังสือประจำ เป็นสิ่งสำคัญทั้งของลูกหลาน ของตัวเราเอง ตลอดจนพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเราด้วย”.

ที่มา : เดลินิวส์ 12 กรกฎาคม 2556

.

Related Article :

.

Reading now may protect your memory later in life, a new study suggests. (Photo: Leigh Taylor, The Cincinnati Enquirer, via AP)

Reading now may protect your memory later in life, a new study suggests.
(Photo: Leigh Taylor, The Cincinnati Enquirer, via AP)

Brain stimulation at any age may slow memory decline

Cathy Payne, USA TODAY 4:57 p.m. EDT July 3, 2013
It’s never too early to start protecting your brain power, a new study suggests.

Reading, writing and participating in other brain-stimulating activities at any age may protect your memory later in life, according to the research. The study, which tracked 294 individuals, is published online in the July 3 issue of Neurology.

“Our study suggests that exercising your brain by taking part in activities such as these across a person’s lifetime, from childhood through old age, is important for brain health in old age,” said the study’s lead author, Robert Wilson.

After adjusting for signs of brain disease, higher levels of cognitive activity across the life span were associated with slower cognitive decline, the study found. Mental activity explained about 14% of the differences between people in how much their memory and thinking skills declined.

The finding supports the hypothesis of cognitive reserve, which describes the brain’s ability to cope with disease or damage. According to the hypothesis, mental activity helps delay the cognitive consequences of disease.

Neuroimaging research suggests that cognitive activity can lead to changes in brain structure and function that may enhance cognitive reserve.

“An intellectually stimulating lifestyle helps to contribute to cognitive reserve and allows you to tolerate these age-related brain pathologies better than someone who has had a less cognitively active lifestyle,” says Wilson, a neuropsychologist at Rush University Medical Center in Chicago.

He recommends that people have cognitively stimulating hobbies that they enjoy, such as photography and quilting.

Intellectually stimulating activities involve processing and using information. Examples are reading a book and then predicting what will happen next, as well as watching a movie and then comparing it with other films, says Judy Willis, a neurologist based in Santa Barbara, Calif.

Willis says doing a variety of cognitive activities appears to be more protective of the cognitive reserve than focusing on one thing, even something like playing chess. “More research is needed to look at how much time should be devoted to an activity or learning a skill and how often it should be revisited,” she adds.

Willis, who was not involved in the study, agrees that the activities should be motivated by pleasure. “Forcing yourself to do something takes a lot of mental effort,” she adds. “If you try something and don’t like it, try something else.”
SOURCE : www.usatoday.com

เทคนิคเสริมทักษะ“อ่านจำ-อ่านเข้าใจ”ช่วยสอบได้

การสอบให้ได้ผลตามเป้าหมาย สิ่งสำคัญคือ ทักษะการจำ-การทำความเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างเรียน และทบทวน ซึ่งปัจจัยข้างต้นสามารถฝึกฝนได้ ช่วยสร้างความมั่นใจทุกสนามสอบ

เริ่มจากพิจารณาส่วนประกอบของเนื้อหาคร่าว ๆ โดยอ่านคำนำ สารบัญ คำชี้แจง คำนิยม ภาคผนวก เพื่อรู้ถึงประเด็นหลัก ๆ ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร หนังสือกำลังจะบอกอะไร อ่านแล้วจะรู้อะไร เป็นการกำหนดขอบเขต หรือ โฟกัสแนวทางสร้างความเข้าใจได้ถูกจุด

จากนั้น จับประเด็น พร้อมทำความเข้าใจเป็นระยะ โดยหมั่นตั้งคำถาม เช่น หากอ่านจบบทย่อย หรือ บทใหญ่ ให้ถามตัวเองว่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด ส่งผลอย่างไร เมื่อตรวจสอบความเข้าใจถูกต้องแน่นอนแล้ว อาจบันทึกเป็นข้อความสั้นในกระดาษ หรือ ทำเป็นมายแมปปิ้ง เพื่อสะดวกในการจำ และทบทวนได้ตรงประเด็นภายหลัง

หรือ จินตนาการ วาดภาพเนื้อหาขึ้นในใจ ดำเนินเป็นเรื่องราว โดยผูกโยงประเด็นสำคัญแต่ละบทต่อเนื่อง จะช่วยจำได้ดีขึ้น นอกจากนั้น การคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน สามารถเพิ่มความเข้าใจได้ดีเช่นกัน

เตรียมพร้อมสะสมความรู้ทุกวัน เมื่อใกล้สอบสมองก็จะปลอดโปร่ง เพราะไม่ต้องหักโหมอ่านมากเกินไป มั่นใจพร้อมลุย.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา: เดลินิวส์ 8 มีนาคม 2555

 

Related Link:

เตรียมพร้อมอ่านอย่างไรให้จำแม่น?