อยากเก่ง ง่ายนิดเดียว

dailynew140607_2เชื่อว่าจั่วหัวบทความมาอย่างนี้ คุณผู้อ่านหลายท่านที่มีลูกวัยต่าง ๆ อาจตั้งคำถามว่า

ง่ายนิดเดียว แต่ยากมากใช่ไหม? ตอบก่อนเลยว่าไม่ใช่ค่ะ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมาศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาทางพฤติกรรมจากมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนาในสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The New Science of Learning (เรื่องใหม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านการเรียนรู้) โดยสรุปหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองจากงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติมาแล้ว เป็นการแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่คิดว่า พรสวรรค์และการทุ่มเทเป็นเพียง 2 อย่างเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเก่งขึ้น แต่ความจริงแล้วมีสิ่งที่ง่ายกว่านั้นค่ะ

สอดคล้องกับเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนที่ได้มีโอกาสพูดคุยสอบถามเรื่องเดียวกันนี้กับ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  ในอดีตนั้นท่านเป็นผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศมองโกเลีย เคยได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดสำหรับผู้ทำประโยชน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขต่อมวลมนุษยชาติ จะว่าไปแล้วการได้รับตำแหน่งและรางวัลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และก็คงไม่ใช่เฉพาะการใช้ความเก่งแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในตอนจบท่านก็ให้คำแนะนำมาด้วย สามารถปรับเอาไปใช้ได้ง่ายมากเลยค่ะ

ในหนังสือได้กล่าวถึงเรื่องของการเชื่อมโยงกระบวนความคิดและการเรียนรู้ไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

1) งานวิจัยทางประสาทวิทยานั้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อเราเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ สมองจะเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น จากการสแกนสมองพบว่า เซลล์สมองจะพยายามหาตัวเชื่อมต่อไปยังเซลล์สมองอื่น ๆ เป็นการสร้างโครงข่ายของสมอง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า การเรียนรู้ใหม่ ๆ นั้นกำลังเกิดขึ้น

2) เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้หรือฝึกฝนสิ่งใหม่ ๆ ที่เราเพิ่งเรียนรู้มา โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างเซลล์สมองนั้นจะยิ่งแข็งแรงขึ้น รวมถึงความสามารถในการเรียกคืนข้อมูลที่เก็บไว้ ก็ทำได้เร็วมากขึ้น

3) สิ่งที่สำคัญมากก็คือ เพื่อให้ได้โครงข่ายที่เชื่อมระหว่างเซลล์สมองที่ดีและแข็งแรง เมื่อได้รับหรือเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการฝึกฝน และถ้าจะให้กลายเป็นความจำระยะยาว ข้อมูลใหม่ ๆ นั้นควรจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเก่าด้วย

4) งานวิจัยทางประสาทวิทยายังชี้ด้วยว่า เพื่อให้ความจำนั้นยังคงอยู่แม้ไม่ได้ใช้ (เช่น ลองคิดถึงกรณีการขี่จักรยาน ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เรากลับมาขี่ใหม่ก็ยังสามารถขี่ได้) จำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาของการฝึกฝนด้วยเช่นกัน

5) การเร่งเรียน หรือเร่งท่องจำ (คิดกรณีนักเรียนอ่านหนังสือก่อนสอบ 1 วัน หรือหลักสูตรอัดฉีดต่าง ๆ) ไม่ใช่การเรียนรู้ การเร่งเรียนนี้ไม่สามารถทำให้สมองสร้างความทรงจำถาวร ทำให้ไม่สามารถเรียกกลับมาใช้เมื่อระยะเวลาผ่านไปได้ ดังจะเห็นได้จากการที่เราลืมเรื่องที่เราเคยท่องได้หรือเรียนผ่านไปแล้ว

6) เราสามารถรู้ได้ว่า สิ่งที่เรียนอยู่เป็นการเรียนรู้จริงหรือไม่นั้น ดูได้จากความสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ที่ได้รับในสถานการณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากห้องเรียน หรือนอกเหนือจากสิ่งที่สอนไปแล้วได้หรือไม่ เช่น คนที่ว่ายน้ำได้ จะต้องว่ายได้ทั้งที่สระว่ายน้ำ บึง บ่อ หรือแม้แต่ทะเลได้

7) เซลล์สมองจะพยายามเรียกหาตัวเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งก่อนที่จะเกิดการเรียนรู้ ซึ่งตัวเชื่อมต่อนี้จะเชื่อมระหว่างข้อมูลเก่ากับข้อมูลใหม่ ทำให้เราเข้าใจข้อมูลใหม่ได้ง่ายขึ้น ในทางเดียวกัน ถ้าสมองไม่เคยมีข้อมูลเรื่องนี้มาก่อนเลย เซลล์สมองไม่สามารถหาเซลล์สมองอื่นมาเชื่อมได้ สมองจะเก็บข้อมูลใหม่ไว้ในส่วนที่ตื้นที่สุด ทำให้สามารถลืมได้ทุกเมื่อ

8) การเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่ฝึกฝน ไม่ว่าจะเป็น การฝึกซ้ำ การอ่าน การเขียน การคิด การพูด การมีส่วนร่วม ถ้าไม่เลือกทำสักอย่างหนึ่งนี้ ไม่มีทางที่จะเกิดการเรียนรู้ขึ้น

ในหนังสือนั้นได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของปัจจัย 4 อย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อสมอง และแน่นอนเป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือ สารอาหาร น้ำ การนอน และการออกกำลังกาย ซึ่งหลายท่านทราบดีอยู่แล้ว แต่น้อยคนที่จะให้ความสำคัญกับทั้ง 4 อย่างผสมผสานกัน

ในหนังสือกล่าวไว้ว่า สมองคนเราใช้พลังงาน 25-30% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายมี นั่นหมายความว่า ถ้าร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมแล้ว สมองก็จะไม่ได้รับพลังงานไปด้วย และเมื่อสมองไม่ได้รับพลังงานก็ทำให้การทำงานของสมองแย่ลง นอกเหนือจากอาหารแล้ว น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากในการเรียนรู้ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แบบบูรณาการประจำมหาวิทยาลัยชิคาโกของสหรัฐ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ในเซลล์สมองนั้น จะเก็บกักน้ำไว้เหมือนกับลูกบอลลูนเล็ก ๆ เพื่อให้เซลล์สมองมีสภาพสดใหม่เต็มอิ่ม เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้ จำเป็นที่จะต้องมีน้ำเป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นแล้วน้ำยังช่วยให้สมองผลิตฮอร์โมนและให้สารสื่อประสาทในสมองทำงานได้ดีขึ้นด้วย

ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐ ยังเน้นด้วยว่าการนอนหลับส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจำ คนที่นอนน้อยจะทำให้ความสามารถในการเรียกข้อมูลต่ำลง 19% คนที่ไม่ได้นอนเลยจะมีความสามารถในการจดจำแค่ 50% เท่านั้น รวมถึง 2 ชั่วโมงสุดท้ายในการนอนถือว่าสำคัญที่สุดที่ข้อมูลต่าง ๆ จะถูกเคลื่อนย้ายไปยังสมองส่วนที่จดจำที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้วการนอนยังมีความสำคัญมาก เพราะเป็นการเคลียร์พื้นที่สมองให้มีที่ว่างสำหรับจดจำข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป

ในตอนท้ายนั้น หนังสือเล่มนี้ยังย้ำงานวิจัยที่กล่าวว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมทำให้ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราออกกำลังกาย สมองจะหลั่งสารสารเคมีและโปรตีนออกมาจำนวนมาก ซึ่งโปรตีนและสารสื่อเคมีนี้เป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มศักยภาพของสมองในการรับข้อมูล ประมวลผลข้อมูล รวมถึงการจดจำที่ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ

สุดท้ายแล้ว นายแพทย์วิวัฒน์ได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้ที่ดีและมีความหมายที่สุดคือการเรียนรู้อย่างเข้าใจ อย่าเรียนเพื่อให้แค่รู้ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามันเกิดมาจากอะไร การทำความเข้าใจไม่ใช่จะเกิดได้เอง แต่ต้องใช้ทักษะหลายอย่างประกอบกันทั้งทำซ้ำ คิดซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใดความเก่งคือการบังคับตัวเองให้ได้ ซึ่งก็ทำได้ง่ายนิดเดียวถ้าตั้งใจทำ.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา : เดลินิวส์ 7 มิถุนายน 2557

นอนกลางวัันจำเป็น กับสมองของเด็กเล็ก

thairath131007_002นักวิจัยมหาวิทยาลัยแมสซาชูเสตต์ แอมเฮิร์สท์ ที่อเมริกาแนะว่า ควร จะให้เด็กเล็กวัย 3–5 ขวบ นอนหลับกลางวันหลังกินอาหาร นานสัก 1 ชม. จะช่วยใน การเรียนรู้ของเขา ทำให้มีความจำติดแน่นขึ้น สามารถจำบทเรียนในชั้นอนุบาลดีขึ้น

คณะนักวิจัยได้รายงานผลการศึกษาในวารสารของ “สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” ว่า เราจะเห็นผลของการให้นอนได้ ตั้งแต่เด็กตื่นนอนขึ้นไปจนกระทั่งวันใหม่ รายงานอ้างว่า การนอนเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะขาดได้ของการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและจิตใจ ซึ่งเกิด ขึ้นมาจากการที่สมองเป็นผู้รวบรวม เรียบเรียง และเป็นการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่ โดยความจำระยะสั้น จะถูกตกผลึก กลายเป็นส่วนของความจำระยะยาวหรือความจำถาวร ซึ่งการ นอนหลับจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเปลี่ยนความจำระยะสั้นให้เป็นความจำระยะยาว

เด็กที่ได้นอน จะทำงานที่เกี่ยวกับภาพและพื้นที่ ตั้งแต่เวลานั้นไป จนถึงวันรุ่งขึ้นได้เก่งขึ้น เมื่อเทียบกับเพื่อนคนที่ไม่ได้นอนอย่างเห็นได้ชัด คุณหนูเหล่านั้นจะจำความรู้ใหม่ในวันต่อมาได้เพิ่มมากขึ้นอีกร้อยละ 10 ถ้าได้นอนกลางวัน

ดร.โรเบิร์ต สกอตต์ จัปป์ แห่งราชวิทยาลัยแพทย์กุมารเวชศาสตร์ และอนามัยเด็กของอังกฤษให้ความเห็นว่า “ในแต่ละวันเด็กเล็กๆ เหมือนกับจมอยู่ในบ่อแห่งความรู้

ยิ่งโตขึ้นก็อยากรู้อยากเห็นโลกรอบๆตัวเอง และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขาจะตื่นตัวเต็มที่ได้ก็ต่อเมื่อได้นอนระหว่างวันนานประมาณวันละ 11-13 ชม. เพื่อที่สมองจะได้พักและพร้อมที่จะเติมความรู้เข้าไปใหม่สำหรับวันหน้า บัดนี้เรารู้แล้วว่า การนอนตอนกลางวันก็สำคัญไม่แพ้ตอนกลางคืน หากว่าพวกเขาไม่ได้นอนก็จะหัวเสีย ขี้ลืมและไม่มีสมาธิ”.

ที่มา: ไทยรัฐ 7 ตุลาคม 2556

.

Related Article:

.

bbc130924_001

‘Afternoon naps’ aid children’s learning

24 September 2013

Getting young children to take an hour-long nap after lunch could help them with their learning by boosting brain power, a small study suggests.

A nap appeared to help three-to-five-year-olds better remember pre-school lessons, US researchers said.

University of Massachusetts Amherst researchers studied 40 youngsters and report their findings in Proceedings of the National Academy of Sciences.

The benefit persisted in the afternoon after a nap and into the next day.

The study authors say their results suggest naps are critical for memory consolidation and early learning.


This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap”

Paediatrician Dr Robert Scott-Jupp

When the children were allowed a siesta after lunch they performed significantly better on a visual-spatial tasks in the afternoon and the next day than when they were denied a midday snooze.

Following a nap, children recalled 10% more of the information they were being tested on than they did when they had been kept awake.

Close monitoring of 14 additional youngsters who came to the researchers’ sleep lab revealed the processes at work in the brain during asleep.

As the children napped, they experienced increased activity in brain regions linked with learning and integrating new information.

Memory aid

Lead investigator Rebecca Spencer said: “Essentially we are the first to report evidence that naps are important for preschool children.

“Our study shows that naps help the kids better remember what they are learning in preschool.”

She said while older children would naturally drop their daytime sleep, younger children should be encouraged to nap.

Dr Robert Scott-Jupp, of the Royal College of Paediatrics and Child Health, said: “It’s been known for years that having a short sleep can improve the mental performance of adults, for example doctors working night shifts. Up until now, no-one has looked at the same thing in toddlers. This is important, because pre-school nurseries are divided on whether they should allow their children a nap.

“Toddlers soak up a huge amount of information everyday as they become increasingly inquisitive about the world around them and begin to gain independence.

“To be at their most alert toddlers need about 11-13 hours of sleep a day, giving their active minds a chance to wind down and re-charge, ready for the day ahead. We now know that a daytime sleep could be as important as a nighttime one. Without it, they would be tired, grumpy, forgetful and would struggle to concentrate.”

SOURCE : www.bbc.co.uk

พบสารตะกั่วในลิปสติกจำนวนครึ่งหนึ่ง เป็นพิษกับเชาวน์ปัญญาและการเรียนรู้

Toxic kiss? A study involving 22 lipstick brands found that 55per cent contained trace amounts of lead

Toxic kiss? A study involving 22 lipstick brands found that 55per cent contained trace amounts of lead

นักวิจัยโครงงานป้องกันพิษจากตะกั่วของอเมริกาพบว่าลิปสติกตัวอย่าง 12 ชิ้น ต่างมีร่องรอยพิษของสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ร้อยละ 22 ซึ่งพิษของมัน แม้จะมีขนาดต่ำ อาจกระทบกระเทือนระดับเชาวน์ พฤติกรรม และความสามารถในการเรียนรู้ของเราได้

ปัจจุบันองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตั้งมาตรฐานปริมาณของระดับสำหรับลิปสติกเอาไว้ แล้วแต่บริษัทผู้ผลิตจะตัดสินใจ จากผลของการทดสอบความปลอดภัยเอาเอง “ความจริงผู้ผลิตก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้มีตะกั่วไปปนเปื้อนในสินค้า แต่อาจจะมีอยู่ในสารสีที่ทำมาจากแร่ธาตุ”

นักวิจัยเปิดเผยว่า จากการศึกษาพบว่าลิปสติกที่มีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ในขณะที่อีกครึ่งไม่มี ซึ่งแสดงให้เห็นว่า จะผลิตลิปสติกที่ปลอดจากสารตะกั่วก็ได้.

 

ที่มา: ไทยรัฐ  12 ธันวาคม 2555

.

Related Article :

.

Can your make-up harm your IQ? How 55per cent of lipstick contains traces of lead – and it could affect mental health

By SADIE WHITELOCKS

PUBLISHED: 16:06 GMT, 3 December 2012

A study involving 22 brands of lipstick found that 55per cent contained trace amounts of lead.

Underwriters Laboratories revealed that 12 of the lip products sampled tested positive for the toxic substance with the highest levels at 3.22 parts per million.

Commenting on the findings Dr Sean Palfrey, medical director for the Boston Lead Poisoning Prevention Program, warned that even low-level lead exposure poses a serious health risk and could affect mental health.

He told GMA, which commissioned the study: ‘What we know now is that even the lowest levels of lead can harm your IQ, your behavior, your ability to learn.’

Many anti-lead activists also stress the need to shield children and pregnant women.

Dr Halyna Breslawec, chief scientist for the Personal Care Products Council, added: ‘If you were serious about the public health aspects of lead poisoning you would not be looking at lipstick.

‘You would be looking at locations where children live. Do they live near hazardous waste dumps – are they chewing lead-containing paint fragments?’

Currently there are no standards set by the Food and Drug Administration limiting levels in lipstick and it is up to manufacturers to decide on the safety tests performed.

GMA declined to comment on which lipstick brands had been tested, but said that it had selected a range of colours from department stores and drugstores in the U.S.

Lead is not intentionally put in lipstick but many color additives are mineral-based and contain trace levels of lead naturally found in soil, water and air.

Janet Nudelman of the Campaign for Safe Cosmetics, highlighted: ‘Clearly the concerning part is that more than half of the lipsticks do contain lead, but half of them don’t, proving that it’s possible to manufacture a lipstick without lead.’

However the recent findings demonstrate that progress is being made.

A 2010 study by the FDA found the highest lead level in lipstick was 7 parts per million.

And another conducted earlier this year revealed that 400 shades of popular lipstick contained trace amounts of lead.

Lipsticks made by L’Oreal, Maybelline,Cover Girl, NARS and Stargazer landed in the top ten, prompting the FDA to evaluate whether it should recommend an upper limit.

SOURCE: dailymail.co.uk

 

ฝึกลูกเป็นไอน์สไตน์

ธรรมชาติของเด็กมักจะมีความอยากรู้ อยากเห็น สังเกตได้จากคำถาม “ทำไม” และ “อย่างไร” ตลอดเวลา พ่อแม่ จะช่วยลูกพัฒนาทักษะการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ให้สนุกไม่น่าเบื่อ

ชนม์ณธรรม ทองประเสริฐ อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์ บอกว่า การสอนวิทยาศาสตร์ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่า ต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้นถึงเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ พ่อแม่ ผู้ปกครองสามารถดัดแปลงบ้านให้เป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างในห้องครัว สามารถสอนเด็กเกี่ยวกับ “พลังงาน”

ห้องทดลองวิทย์

เริ่มต้นจากให้เด็กสังเกตเวลาที่แม่ใช้เตาแก๊ส ว่า เมื่อเกิดการเผาไหม้แก๊ส เชื้อเพลิงจากถังแก๊สจะมีการเปลี่ยนรูปพลังงานเคมีในแก๊สเชื้อเพลิง เป็นพลังงานความร้อน เป็นพลังงานแสง พลังงานเสียง โดยเฉพาะพลังงานความร้อนที่นำไปใช้ในการทำอาหารให้สุก ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น ทอด ผัด ต้ม ตุ๋น

ระหว่างที่จุดแก๊ส นั้นถามลูกว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ? เพื่อฝึกให้รู้จักสังเกต เพราะระหว่างที่จุดแก๊สจะเกิดเสียง แสง เปลวไฟขึ้น พร้อมกันนั้นคอยป้อนคำถามให้เด็กคิด เช่น หนูรู้ไหมว่าพลังงานงานความร้อนทำให้อาหารสุกได้อย่างไร จากนั้นรอให้เด็กตอบคำถาม

ถ้าเด็กตอบไม่ได้หาวิธีทดลองให้เขาเห็นภาพ ด้วยการทดลองต้มไข่ หรือทอดไข่ เพื่อให้เขาเข้าใจถึงกระบวนการที่ทำให้อาหารสุกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือ การถ่ายโอนความร้อน โดยผ่านอากาศ ภาชนะ ผ่านน้ำ (ต้ม) หรือน้ำมัน (ทอด) จากนั้นอธิบายเพิ่มว่า การถ่ายโอนความร้อน โดยผ่านอากาศ น้ำ หรือน้ำมัน เรียกว่า การพาความร้อนโดยผ่านภาชนะ โลหะต่างๆ เรียกว่า การนำความร้อน ตรงนี้เด็กจะได้มีความรู้เกี่ยวพลังงานและการถ่ายโอนความร้อน

“ การใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวที่อยู่ในชีวิตประจำวันจะทำให้เด็กเข้าใจดีกว่าการใช้อุปกรณ์ในห้องเรียนเสียอีก เพราะจริงๆ แล้ว วิทยาศาสตร์คือธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา”

อาจารย์ ชนม์ณธรรม ยกตัวอย่างการสอนเรื่อง “เสียง” ว่า ลองถามลูกว่า รู้ไหมว่าเสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร เชื่อว่าคำถามนี้เด็กยังตอบไม่ได้ให้ลองถามต่อไปว่า ในแต่ละวันหนูได้ยินเสียงอะไรบ้าง เด็กตอบว่า ได้ยินเสียงรถยนต์ เสียงสับหมู เสียงร้องสุนัข ฯลฯให้ถามต่อว่า เสียงแต่ละอย่างเหมือนกันไหม เด็กตอบว่าไม่เหมือนกัน

ถามย้อนกลับไปว่า ทำไมไม่เหมือนกัน คำตอบที่ได้คือ แหล่งกำเนิดเสียงต่างกัน แล้วแหล่งกำเนิดเสียงทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร มาถึงตรงนี้ ถ้าเด็กตอบไม่ได้ให้เขาจับที่คอแล้วส่งเสียงพูดออกมา เขาจะรู้ได้ทันทีว่าเสียงจะเกิดขึ้นได้ต้องมีการสั่นสะเทือนของแหล่งกำเนิดเสียงเหมือนกับสายเสียงในกล่องเสียง ถ้าสั่นสะเทือนมากเสียงก็จะดังไปไกล ถ้าสั่นสะเทือนน้อยเสียงก็จะเบาไปไม่ไกล

จากประสบการณ์ในฐานะครูวิทยาศาสตร์ ชนม์ณธรรม เล่าให้ฟังว่า การสอนวิทยาศาสตร์สามารถสอนเด็กได้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไม่ต้องรอให้เข้าโรงเรียน แต่เด็กจะสามารถเรียนรู้ได้ขึ้นอยู่กับคนสอนด้วยว่า มีวิธีการสอนให้เด็กรู้จักที่จะตั้งคำถาม ค้นหาวิธีการหาคำตอบด้วยตนเอง และฝึกกระบวนการคิดหลากหลายวิธีได้หรือไม่
“ตรงนี้พ่อแม่อาจต้องทำการบ้านด้วยการทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาประยุกต์ใช้กับลูก และใช้วิธีการอธิบายที่เด็กเข้าได้ง่าย ๆ ไม่จำเป็นต้องรู้ทฤษฎี” นอกจากจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์แล้วยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกได้เป็นอย่างดี

เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง

Mr.Kosuke Ide ผู้เชี่ยวชาญจากกักเคน ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยกิจกรรม ไม่ใช่แค่อ่านหนังสืออย่างเดียว ไม่ใช่แค่จดตามที่ครูสอนอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือเรียกว่า ‘เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง’ (learning by doing) นั้นจะทำให้เด็กสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตของเขาได้และสามารถจดจำได้นาน

เหมือนอย่างที่ทฤษฎีสามเหลี่ยมประสบการณ์ ระบุไว้ว่า ถ้าเวลาผ่านไป 2 สัปดาห์เราจะจำได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของที่เราอ่าน จำได้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ของที่เราได้ยิน และ 30 เปอร์เซ็นต์ของที่เราได้เห็น แต่เราสามารถจำได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของที่เราทำจริง

นั่นหมายความว่า ถ้าเด็กมีประสบการณ์ในการทำจริงก็จะจำได้อย่างแน่นอน สะท้อนให้เห็นว่าการ เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง จะทำให้เด็กได้ความรู้มากที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญจากกักเคน ยกตัวอย่างว่า มีกระดาษหนึ่งแผ่น ให้ลองจินตนาการดูว่าเป็นครั้งแรกที่เด็กเคยเห็นกระดาษ สีขาว ลองคิดดูว่า ถ้าครูสอนว่ากระดาษคืออะไรผ่านจากแบบเรียนอย่างเดียวแล้วให้ท่องว่า สมบัติของกระดาษคือ… อย่างเดียวจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเด็กไม่เคยจับกระดาษ หรือทำอะไรกับกระดาษเลย

แต่ถ้าเด็กได้สัมผัสจริง ลองพับ ลองฉีก ไม่แน่เด็กอาจเข้าใจว่า กระดาษคืออะไร นี่คือตัวอย่างในการเรียนรู้ เพราะเมื่อเด็กเข้าใจคอนเซปต์และหลักการของวิทยาศาสตร์ จะสามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น สามารถพับ กระดาษเป็น เครื่องบินได้ นี่คือข้อดีของการ เลิร์นนิ่งบายดูอิ้ง

Mr.Kosuke บอกว่า องค์ประกอบห้องเรียนทดลองวิทย์ มีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ส่วน คือ 1. สังเกต (Observe) 2. สำรวจ (Explore) 3. สะท้อน (Reflect)

“บางครั้งคุณอาจทำให้เด็กดู เด็กก็อาจได้ความรู้บ้างในฐานะคนดู แล้วเด็กก็จะตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไม อย่างไรถึงเป็นเช่นนั้น แล้วบอกให้เด็กลองทำดู จากนั้นให้เด็กสะท้อนความคิดเห็น เป็นเหมือนวัฏจักรการเรียนรู้ของห้องทดลองวิทย์”

การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การนำสิ่งที่ใกล้ตัวมาทดลอง เด็กจะได้เรียนรู้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 มีนาคม 2555