ความฉลาดมีหลายด้าน

dailynews140727_03เด็กแต่ละคนมีความถนัดต่างกัน พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้หลาย ๆ ด้าน และส่งเสริมให้เกิดเป็นความสามารถติดตัว ไม่ควรเน้นเรื่องผลสำเร็จมากกว่าความสุขและทักษะในการเรียนรู้ที่มากขึ้น

เด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกันไป โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีพหุปัญญา บอกว่า เชาวน์ปัญญาหรือความฉลาดของคนมีหลายด้าน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความฉลาดแคบ ๆ อย่างที่คิดและเชื่อกันมา 2 ด้าน คือ ความฉลาดทางด้านภาษา และความฉลาดทางด้านคณิตศาสตร์

ในปี ค.ศ.1983 เขาได้เขียนหนังสือชื่อ “Frames of Mind: The Theory of Multiple Intelligences” หรือทฤษฎีพหุปัญญา นำเสนอความคิดว่า แต่ละคนมีเชาวน์ปัญญา 8 ด้านติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด มาก-น้อยไม่เท่ากัน แต่ถ้าได้รับการเลี้ยงดูส่งเสริมอย่างถูกต้องและหลากหลายก็จะสามารถพัฒนาความฉลาดในแต่ละด้านได้ ทั้ง 8 ด้านประกอบด้วย

1.    เชาวน์ปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence) มีความสามารถในการใช้ภาษา ทั้งการอ่าน การเขียน การพูด

2.    เชาวน์ปัญญาด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical Mathematical Intelligence) มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ การคิด วิเคราะห์ เป็นเหตุเป็นผล

3.    สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์ (Spatial Intelligence) มีความสามารถด้านศิลปะ การคิดเป็นภาพ การเห็นรายละเอียด การใช้สี การสร้างสรรค์งานต่าง ๆ

4.    เชาวน์ปัญญาด้านดนตรี (Musical Intelligence) จะมีความสามารถด้านดนตรี เสียง จังหวะ การร้องเพลง

5.    เชาวน์ปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (Bodily-Kinesthetic Intelligence) มีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย การกีฬา การแสดง การเต้นรำ

6.    เชาวน์ปัญญาด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น (Interpersonal Intelligence) มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีศิลปะในการจัดการปัญหาและเข้าใจผู้อื่น

7.    เชาวน์ปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) เข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมตนเอง

8.    เชาวน์ปัญญาด้านความเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence) มีความสามารถด้านธรรมชาติ รักสิ่งแวดล้อมรอบตัว สนใจสัตว์ และชอบเลี้ยงสัตว์

แนวคิดของการ์ดเนอร์ช่วยเปิดให้เราเห็นและเข้าใจอัจฉริยภาพของมนุษย์ในมุมมองที่กว้างขวางมากขึ้นจากเดิม เด็กที่มีแววความถนัดด้านดนตรี ศิลปะ ธรรมชาติ กีฬา รู้จักและเข้าใจตนเอง และการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีก็เป็นความฉลาดที่ทัดเทียมกัน การจัดการศึกษาสำหรับเด็ก จึงควรให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานสมดุล ช่วยในการพัฒนาเชาวน์ปัญญาของเด็กอย่างรอบด้าน ส่งเสริมความสามารถเฉพาะตัวเด็ก จึงจะพัฒนาตนเองได้อย่างฉลาด มีความสุข มีความภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตนเอง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำ

–     พ่อแม่ควรยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน บางคนถนัดบางด้าน บางคนถนัดหลายด้าน บางคนไม่ถนัดอะไรเลยแต่ก็ยังเป็นเด็กดี ช่วยเหลือทำประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ พ่อแม่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ช่วยส่งเสริมความถนัดในเด็ก หรือการเรียนรู้ที่หลากหลายที่ช่วยส่งเสริมเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเด็กจะช่วยให้เด็กรู้สึกดีต่อตัวเองและมีความสุขในการเรียน

–    ความเก่งมีหลายด้าน เช่น การเรียน กีฬา สังคม ดนตรี ศิลปะ การเดินทาง การใช้ภาษา การแก้ปัญหา การดูแลต้นไม้ การเลี้ยงสัตว์ การทำอาหาร/ขนม การเย็บปักถักร้อย การใช้ความคิด ฯลฯ พ่อแม่ที่สายตากว้างไกล จึงไม่ควรส่งเสริมความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว

–    เมื่อมีคนได้ที่ 1 ก็ต้องมีคนได้ที่โหล่เช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่เด็กจะสอบได้อันดับดี ๆ ทุกครั้ง ควรฝึกเด็กให้เรียนรู้การทำใจกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และสามารถหาแนวทางในการพัฒนาตนเอง เพื่อป้องกันมิให้พบกับความผิดหวังแบบเดิม

–    เมื่อเผชิญกับความผิดหวัง ระยะแรกเด็กต้องการความรัก ความเข้าใจ คนช่วยเกื้อหนุน คนร่วมคิดเพื่อแก้ไขปัญหาและหาทางออก ฝึกฝนในลักษณะนี้บ่อย ๆ สุดท้ายเด็กก็สามารถเผชิญกับความผิดหวังและแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

–    การฝึกให้เด็กหัดคิดแนวทางการแก้ปัญหาหลาย ๆ แนวทาง หลาย ๆ รูปแบบ ฝึกหัดทำงานหลาย ๆ ประเภท จะช่วยให้เด็กสามารถเผชิญกับปัญหาในชีวิตได้ โดยใช้ทางออกที่เหมาะสม

–    การพูดคุยเพื่อถามความต้องการที่แท้จริงในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เวลาเสียใจ ผิดหวัง สอบตก ทำผิด ทำแก้วแตก ลืมทำงานที่พ่อแม่สั่ง เวลาที่ทำผิดกติกา เป็นต้น จะช่วยทำให้พ่อแม่เข้าใจความต้องการและตอบสนองได้ตรงและเหมาะสม

*    หัวใจการเลี้ยงดู-เด็กแต่ละคนมีความถนัดแตกต่างกัน

พ่อแม่จึงควรส่งเสริมให้ลูกได้พัฒนาความถนัดของตน *

(คัดย่อข้อมูลมาจากหนังสือคู่มือการใช้สื่อเสียง ชุด “พ่อแม่เลี้ยงบวก” เนื้อหาวิชาการโดย ศ.คลินิก(พิเศษ) พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ และ ผศ.นพ.พนม เกตุมาน ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข).

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา  : เดลินิวส์ 27 กรกฎาคม 2557

Advertisements

ต้นแบบชีวิตคิดบวก โดย บุษกร ภู่แส

bangkokbiznews140316_001เด็กสาววัย 14 ประสบอุบัติเหตุสูญเสียทั้งสองขา ผ่านไป 4 ปี ดีกรีความสุขของเธอกลับพุ่งสูงขึ้น ด้วยมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

เพราะความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับมุมมองของการใช้ชีวิต หากมัวแต่มองชีวิตเฉพาะในส่วนที่ล้มเหลว พลาดหวัง ชีวิตก็คงไร้ซึ่งความสุข แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากคนเรามองชีวิตในด้านบวก และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน แล้วเลือกที่จะมองข้ามส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลว หรืออุปสรรคไป ชีวิตของคุณจะมีคุณค่า และมีความสุขมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนอย่างสาวน้อยผู้นี้

หลายคนคงจะทราบข่าวชีวิตพลิกผันของ “ธัญย์” ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ กันมาบ้างแล้ว จากเด็กสาววัย 14 ที่เผชิญมรสุมชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุถูกรถไฟฟ้าสิงคโปร์ทับเมื่อ 4ปีที่ผ่านมาทำให้เธอสูญเสียขาทั้งสองข้าง แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้ความสุขของเธอลดลง ตรงกันข้าม ดีกรีความสุขกับพุ่งสูงขึ้นมาพร้อมกับมุมมองการใช้ชีวิตแบบคิดบวก

ปัจจุบัน น้องธัญย์ กลายเป็นวิทยากรอิสระ ซึ่งถูกรับเชิญไปบรรยายให้กำลังใจแก่กลุ่มคนต่างๆที่ต้องการแรงบันดาลใจจากเธอ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ตามโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือภาคเอกชน ในศูนย์การค้าต่างๆ ล่าสุด ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกาย ในรูปแบบการเป็นพรีเซ็นเตอร์ สปอร์ตโฆษณาชุด วิ่ง สู่ชีวิตใหม่ โดยเป็นตัวแทนของผู้ที่สูญเสียขาแต่ยังให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย

“ครั้งแรกที่มีคนติดต่อมา คิดว่าคงทำไม่ได้หรอก เพราะคอนเซ็ปต์ ต้องวิ่ง เป็นเรื่องยากสำหรับเรา เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการวิ่ง นอกฟิตเนส ไม่ได้เป็นทางเรียบเหมือนกับลู่วิ่งบนเครื่องที่เป็นทางเรียบตลอดเวลา สถานที่จริงมีทั้งทางราบ สเตปเยอะมาก การรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ครั้งนี้จึงเท่ากับว่า เราชนะใจตนเอง รู้สึกดีใจ ที่สามารถทำ ต้องยอมรับว่าเหนื่อยมาก จนบางครั้งร้องไห้ แต่ด้วยกำลังจากทุกคนในครอบครัว และคนรอบข้าง ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้”

เติมชีวิตให้คิดบวก

เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ถึงมุมมอง แนวคิดที่ทำให้ ณิชชารีย์ สามารถลุกขึ้นมามีพลังในการดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เธอ มองว่า สิ่งสำคัญเกิดจากการปลูกฝังแนวคิดเชิงบวกของคุณพ่อกิตติ์ธเนศ บวกกับเป็นคนที่มีอุปนิสัยร่าเริงอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยเครียดกับปัญหาที่เข้ามา แม้ว่าจะรู้สึกแย่ แต่ก็สามารถจะปรับตัวได้เร็ว จากการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์ความคิดบวก ส่งผลให้ เธอมีสุขภาพกายใจเต็ม 100 เพราะออกกำลังสม่ำเสมอ ส่วนสุขภาพใจเรียกได้ว่าเกิน 100 เนื่องจากทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มพูนกำลังใจอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างการเป็นวิทยากรรับเชิญในการนำเสนอวิธีคิดเชิงคิดบวกในการสร้างกำลังใจแก่บุคคลกรต่างๆ ไม่ว่าเป็นนักเรียน นักศึกษา รวมถึง ระดับผู้บริหาร

เธอ เล่าว่า ทุกครั้งที่ไปคุณพ่อจะไปด้วยเสมอเสมือนเป็นโค้ช คอยแนะวิธีการพูดให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ฟังว่าควรจะพูดในลักษณะไหน ตรงนี้ถือเป็นทางลัดในการเรียนรู้ที่ดีเพราะไม่มีประสบการณ์ตรงนี้มาก่อน แต่จากประสบการณ์จริงและการสั่งสมข้อมูลจากการอ่านหนังสือเชิงจิตวิทยา ส่งผลให้เธอได้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตเชิงบวกเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการให้กำลังใจตนเองซึ่งถือเป็นผลพลอยได้ที่คุ้มค่า ส่งผลให้กลายเป็นคนกระตือรือร้นมากขึ้น

สำหรับแรงบันดาลใจในการมองโลกในแง่บวกส่วนหนึ่งมาจาก “พันโทหญิง ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นหญิงเหล็ก เชื้อสายไทยที่เคยเป็นนักบินหญิงในกองทัพอากาศสหรัฐ ผ่านสงครามอิรัก ถูกยิงเครื่องบินตก กลายเป็นคนพิการที่ต้องใช้แขนและขาเทียม แต่ได้รับการยอมรับ เป็นไอดอลในดวงใจของน้องธัญย์ ฝันไว้ว่าอยากจะได้รับการยอมรับเหมือนกับหญิงเหล็กคนนี้

“ เพราะเรามีความพิการในระดับเดียวกัน สูญเสียขาเหมือนกัน แต่เขามีกำลังใจดีมากจนสามารถกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา รัฐอิลลินอยส์ อนาคต ธัญย์ อยากเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำต่างๆเพราะเป็นสิ่งที่ชอบและถนัด จากเดิมที่คิดว่าจะเป็นหมอ ที่สามารถรักษาคนได้โดยตรง แต่พอคิดได้ว่า ศาสตร์วิชาอื่นก็สามารถที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้เช่นกัน เพียงแค่เราเลือกที่จะใช้แบบไหนที่เราถนัดมากกว่า”

หลังจากตั้งเป้าหมาย ที่อยากจะเป็นแล้ว ขั้นตอนแรกเธอจึงเริ่มต้นจากการตั้งใจเรียนก่อนเพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า หากมีโอกาส น้องธัญย์ อยากไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ มุมมองจากเพื่อนต่างชาติ แลกเปลี่ยนทัศนคติ ฯลฯ เพื่อนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เพราะจากประสบการณ์ไปเที่ยวต่างประเทศทำให้เธอได้มุมมองที่แปลกใหม่ทุกครั้ง

แต่สิ่งที่เธอ อยากให้เกิดในประเทศไทย ก็คือ การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้วิลแชร์ เหมือนในต่างประเทศในทุกๆที่ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สถานที่ท่องเที่ยว ระบบคมมนาคมขนส่ง จะช่วยให้ผู้พิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้อยากให้สังคมไทยเปิดโอกาสให้คนพิการได้ใช้ชีวิตได้ทัดเทียมกับคนทั่วไปจะทำให้เขาไม่รู้สึกความแปลกแยก

“ ทุกวันนี้ไม่ได้นั่งวิลแชร์บ่อยเพราะใส่ขาเทียมแล้ว แต่ด้วยความที่ออกกำลังกายหนัก เพราะเข้าฟิตเนสทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง ทั้งเดินบนลู่วิ่ง ซิทอัพ วิดพื้น ยกเวท ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เวลาเดินจะสามารถ เดินได้ตามปกติไม่เอียงไปมา ตรงนี้ถูกฝึกมาตั้งแต่อยู่โรงพยาบาลให้ยกเวท 2-3 กิโล วิดพื้น หนักมาก ตอนแรกไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ แต่พอทำแล้วรู้ว่ามันดีต่อกล้ามเนื้อมาก”

พลิกมุมคิดชีวิตเปลี่ยน

แม้ว่าณิชชารีย์ จะมีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิตจากร่างกาย แต่เธอพยายามเอาชนะข้อจำกัดเหล่านั้น เช่น การเล่นแบดมินตัน แสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดด้านร่างกายไม่ได้มีผลต่อการใช้ชีวิตของเธอ

“ อยากบอกกับทุกคนว่า ให้กล้าลงมือทำในสิ่งที่ฝันไว้ให้ดีที่สุดเพราะว่า ในช่วงชีวิตของคนเรา ไม่มีใครรู้หรอกว่า อะไรจะเกิดขึ้นสานความให้เป็นจริงอย่างธัญย์แม้ว่าจะสูญเสียขา แต่ก็ยังมุ่งมั่นที่จะสานความฝันให้เป็นจริง เพราะเชื่อว่าได้ผ่านบททดสอบที่หนักมาแล้ว”

ความฝันที่จะก้าวมาเป็นผู้ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกเหมือนกับ นิค วูจิซิค ชาวออสเตรเลียที่เกิดมาไม่มีแขน มีเพียงขาสั้นๆ และนิ้วโป้งที่โผล่มาเพียงสองนิ้วจบในระดับปริญญาตรี ด้านการค้า เอกการวางแผนด้านการเงินและบัญชีกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง ที่ยอดขายถล่มทลาย

“จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยคิดว่า ตนเองจะสามารถถ่ายทอดความรู้สึกได้ แต่เหมือนประสบการณ์สอนให้สามารถที่จะมีเรื่องเล่าที่สามารถช่วยสร้างกำลังใจคนอื่นได้ ถือเป็นสิ่งที่เราอยากต่อยอด และในอนาคต ถ้าเราได้มีโอกาสจะทำให้ถึงระดับประเทศ เพราะทุกครั้งที่พูดออกไปแล้วรู้สึกมีความสุข ที่คนที่ฟังสามารถสัมผัสและรับรู้ได้ โดยเฉพาะคนที่กำลังต้องการกำลังใจ สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะจากครอบครัว และกำลังใจจากใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่เราสร้างได้ด้วยตนเอง”

ส่วนความทุกข์ ในมุมมองของเธอ แนะว่า ให้กันไปมองอีกด้านหนึ่งของความทุกข์ เพราะทุกเรื่องล้วนมีสองด้านถ้ามองให้ดีมันก็ดี ถ้ามองไม่มีดีมันก็ไม่ดี ดังนั้นพยายามกลับเหรียญให้เป็นอีกด้านหนึ่ง เพราะการมองโลกเชิงบวกจะทำให้ชีวิตบวกตามไปด้วย ทว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้น้องธัญย์ ก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณพ่อ กิตติ์ธเนศ ที่มีสไตล์การเลี้ยงลูกที่แตกต่างจากพ่อคนอื่น กล่าวคือ จะไม่ขีดกรอบ หรือมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตของลูกๆ จะปล่อยลูกฝึกที่จะตัดสินใจและลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง

“ไม่ว่าเป็นที่เรียน การซื้อหนังสือ ธัญย์ต้องเดินไปเลือกซื้อด้วยตนเอง ยิ่งเมื่อใส่ขาเทียมก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงคุณค่าในการทำกิจกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ การเดินไปเรียน เพราะทุกครั้งที่เดินจะเจ็บขา ตรงนี้ ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของการที่จะได้มาในแต่ละสิ่งและอย่าง เกิดความมุ่งมั่นในการลงมือทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ แทนที่จะรอให้คนอื่นมาช่วย”

กายคิดจิตกำหนด

ขณะเดียวกันคุณพ่อกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ เล่าว่า หลังจากอุบัติเหตุจะสอนลูกสาวเสมอว่า อย่าคิดว่าตนเองพิการ ถ้าเราอยู่กับสภาพสังคมได้ตามปกติ เราไม่ใช่ผู้พิการ อีกอย่างหนึ่งอวัยวะที่เราสูญเสียไปก็คือขา มันไม่ใช่ส่วนที่สำคัญที่สุดของชีวิต เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เข้ามาทดแทนได้ ถือเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของลูกค้าให้คิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะต้องลุกขึ้นมาเดินได้ตามปกติ หลังจากที่ฟื้นตัวธัญย์ ก็เริ่มทำกายภาพทันที ทำไมจะเดินไม่ได้ ในเมื่อฝึกเดินทุกวัน แต่ไม่จำเป็นต้องหักโหม สุดท้ายจะสามารถเดินได้ดีหรือดีกว่าคนที่ขาปกติ

“คนเราทุกคนเหมือนกันหมด พอคลอดออกมาก็ตั้งฝึกเดิน ไม่ใช่ เกิดมาปุ๊ปเดินได้ทันที ฉันใดก็ฉันนั้น ธัญย์จะต้องฝึกที่เดินใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่สำคัญไม่ได้อยู่กับอุปกรณ์ที่จะมาช่วยให้เดินได้ เพราะต่อให้วิเศษขนาดไหน แต่ถ้าตัวเรายอมแพ้ซะแล้วก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ”

สมัยที่ลูกยังเล็ก คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะพาไปเรียนรู้ธรรมชาติเสมอๆ เพราะมีความเชื่อว่าการที่เด็กๆเรียนรู้จากธรรมชาติ จะทำให้เด็กมีอีคิว ส่วนไอคิวให้ไปเรียนในห้องเรียน ทุกครั้งที่ปิดเทอมจะตะล่อนพาลูกไปเที่ยวต่างจังหวัด ทั้งภาคเหนือ อีสาน กรุงเทพฯ เพื่อเรียนรู้และสัมผัสสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง

“ เวลาที่ครูถาม เขาสามารถยกมือออกไปพรีเซ็นหน้าชั้นเรียนได้ สมัยก่อนธัญย์เรียนไม่เก่ง เขาก็ถามพ่อว่าทำอย่างไรถึงเรียนเก่ง ผมก็บอกเขาว่า ให้อ่านหนังสือเรียนที่มีไปก่อนที่จะเรียน พอครูสอน ถ้าไม่เข้าใจให้ยกมือถาม จากที่สอบได้ที่ 38 ขยับมาที่ 11 ขยับมาที่ 2 และเป็นที่ 1 ในที่สุด ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า เรียนเก่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับทุกคน ถ้าทำทุกวันมันจะเกิดความชำนาญ พอทำต่อไปเรื่อยๆจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ เหมือนนักวิทยาศาสตร์เก่ง เพราะเขาทดลองแล้วทดลองอีก”

สไตล์การเลี้ยงลูก ตามแบบฉบับของ คุณพ่อกิตติ์ธเนศ จะฝึกให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะล้มลุกคลุกคลานตามธรรมชาติแทนที่ไปช่วยเหลือ จะทำให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตนเอง พร้อมกันนั้นก็เปิดกว้างด้านความคิด ซึ่งจะแตกต่างจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายส่วนใหญ่ ที่ชอบไปลิขิตชีวตลูกหลาน เช่น เห็นลูกเรียนเก่งก็ผลักดันให้ลูกเรียนหมอ หรือบังคับให้ทำโน่นทำนี่ แทนที่ปล่อยให้คิดตัดสินใจเอง

“ปรัญญาชีวิตของผมมีอยู่ 2 ข้อ ข้อที่หนึ่งใครทำมาหากินเก่งกว่ากัน ข้อที่สองอยู่ในสังคมได้ โดยที่เพื่อนไม่รังเกียจ เพราะไม่เอาเปรียบสังคม รู้จักการให้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในสังคม ผมสอนลูกเสมอว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งแต่เรียนจบมาสามารถมาหากินหาเงินได้ อยู่ในสังคมได้ก็พอแล้ว” คุณพ่อกิตติ์ธเนศ กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 16 มีนาคม 2557

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นเด็กขี้อิจฉา

dailynews140111_002คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะว่า ถ้าเรามีลูก 2 คนหรือมากกว่านี้ เราควรทุ่มเทเวลาให้ลูกคนไหนกันแน่? ยิ่งโดยเฉพาะบ้านที่มีลูกคนโตและน้องคนเล็กอายุห่างกันมาก ๆ ด้วยแล้ว เรื่องนี้ดูจะเป็นปัญหาสำคัญทีเดียวค่ะ

คุณพ่อคุณแม่มักจะคิดว่า ควรจะทุ่มเทเวลาดูแลน้องหรือให้พี่ที่อายุมากกว่าเป็นคนดูแลน้องน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสม แต่แท้จริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องยอมรับว่า เด็กแต่ละช่วงอายุจะมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป เช่น เด็กอายุ 3 ขวบ จะเริ่มรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจน ส่วนเด็กอายุ 4 ขวบจะเริ่มแสดงอารมณ์อิจฉาโดยไม่รู้ตัว เด็กอายุ 5 ขวบ เริ่มพัฒนาความคิดเกี่ยวกับพวกฉันพวกเธอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจ แล้วจึงแสดงออกมาทางพฤติกรรมค่ะ ดังนั้น การที่จะสรุปไปว่า คำว่า “พี่” คือต้องดูแลน้อง เป็นผู้เสียสละให้น้องตลอดเวลา หรือว่าเป็นคุณพ่อคุณแม่คนที่ 2 ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเท่าไหร่นัก เพราะพี่อาจจะมีความสนใจในเรื่องอื่น ๆ ตามช่วงอายุวัยของเขา เพียงแต่พี่อาจจะช่วยดูแลน้องได้เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของช่วงเวลาเท่านั้นค่ะ

สิ่งที่เป็นหัวใจของการดูแลลูกที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปคือ เรื่องของการสร้างความรักและความเอื้ออาทรในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง รวมถึงไม่สามารถเกิดขึ้นเพราะคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่ แต่จะเกิดจากพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เองที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สามารถสอนทั้งพี่และน้องได้ว่า คำว่า “รัก” สำหรับพี่น้องคืออะไร และควรเป็นอย่างไร วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือการให้พี่น้องได้ทำกิจกรรมด้วยกัน เพราะนอกจากจะช่วยทำให้ทั้งพี่และน้องรู้สึกถึงการถ้อยทีถ้อยอาศัยแล้ว ยังช่วยให้พี่รู้สึกว่าตัวเองเป็นบุคคลสำคัญอีกด้วยค่ะ

เรื่องการรู้สึกว่าอยากให้ตัวเองเป็นบุคคลสำคัญนั้น เชื่อได้ว่าเกิดขึ้นได้ในทุกครอบครัว สำหรับครอบครัวลูกคนเดียวอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ด้วยเพราะทุกคนเห็นว่าลูกเป็นศูนย์รวมความรักอยู่แล้ว แต่สำหรับบ้านที่มีลูกหลายคน คำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักได้ยินจากลูกคนใดคนหนึ่งเสมอคือ “พ่อหรือแม่รักใครมากกว่ากัน?” ซึ่งถึงแม้ว่า คุณพ่อคุณแม่จะแสดงความรักที่เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตามในสายตาของลูกแล้วมันก็ไม่เท่าเทียมกันอยู่ดี

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า แล้วเมื่อลูกคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “แม่บอกมาเลยว่ารักใครมากกว่ากัน?” การตอบแค่ว่าเท่ากันนั้น ก็จะเหมือนยิ่งตอกย้ำความรู้สึกของลูกคนที่ถามว่า แม่เขารักลูกอีกคนหนึ่งมากกว่า นักประสาทจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์-เออบาน่าแชมเปญได้กล่าวไว้ว่า คำตอบของคำถามเหล่านี้คือ การแนะนำให้เปรียบเทียบกับแสงอาทิตย์ เช่น บอกว่า “ลูกลองคิดว่า ถ้าลูกกับพี่ออกไปยืนกลางแดด ลูกคิดว่าใครจะได้รับแสงแดดมากกว่ากัน การยืนกลางแดดไม่ได้แปลว่า ลูกได้รับแสงแดดน้อยกว่าพี่ หรือพี่ได้รับแสงแดดมากกว่าลูกเลย ความรักของพ่อกับแม่ก็เหมือนกัน พ่อกับแม่มีความรักให้ลูกกับพี่เท่า ๆ กันนะครับ” หรือว่า “แม่มีลูกคนโตอยู่คนเดียว คนนั้นก็คือคนที่พิเศษ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้แหละครับ”

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของการเปรียบเทียบ ซึ่งจะเห็นได้ว่า เกิดขึ้นแทบจะทุกส่วนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเปรียบเทียบน้องกับพี่ เปรียบเทียบลูกกับลูกเพื่อน หรือแม้แต่ยกตัวอย่างในสิ่งที่ไม่มีวันเกิดขึ้น เช่น “ถ้าแม่เป็นลูกนะ แม่ทำข้อสอบได้เต็มร้อยอยู่แล้ว” เพราะคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลืมว่า ลูกแต่ละคนเกิดมาพร้อมกับความพิเศษในตัวเองและไม่เหมือนกัน เราไม่สามารถกะเกณฑ์ว่าพี่คนโตเก่งคำนวณแล้วน้องคนเล็กจะต้องเก่งเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่พี่คนโตเรียบร้อย ก็ไม่ได้หมายความว่า น้องคนเล็กจะต้องเรียบร้อยด้วย

ดังนั้นการเปรียบเทียบจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในการทำร้ายจิตใจเด็กคนหนึ่งเป็นอย่างมาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่เป็นการค้นหาศักยภาพในตัวลูกแต่ละคน และเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านั้นได้แสดงออกต่างหาก เรื่องนี้จิตแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยจอร์เจียได้กล่าวไว้ว่า หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่การผลักดันให้ลูกเป็นอย่างใจตัว แต่ต้องพยายามช่วยลูกให้ค้นพบความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ เพราะมันยุติธรรมแล้วหรือที่จะกดความสามารถด้านอื่นๆ ของลูกเรา เพียงเพราะความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ที่อยากจะให้ลูกเหมือนคนอื่นแค่นั้น

เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง และนักพฤติกรรมศาสตร์มักให้ความสำคัญเพราะเกี่ยวเนื่องถึงอารมณ์อิจฉา ปมเด่น ปมด้อย รวมถึงความเชื่อมั่นในตัวเองโดยตรง นั่นก็คือ การเอาพฤติกรรมของพี่หรือน้องมาเล่าเป็นเรื่องตลกขบขันในครอบครัว อย่าลืมว่า ในการทำอะไรเป็นกลุ่มนั้นไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน หรือหุ้นส่วนในธุรกิจ จะประสบผลสำเร็จด้วยดีได้ ก็เพราะทุกคนมีโอกาสที่จะเติบโต มีโอกาสในการแสดงออก รวมถึงการไม่เป็นเหยื่อของคนในกลุ่มโดยเฉพาะคำพูดที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยหรือโดนดูถูก การที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะพ่อแม่ เอาเรื่องที่ตัวเองคิดว่าตลกของลูก ๆ ไปพูดให้คนอื่นฟัง เท่ากับเปิดโอกาสให้ลูกตัวเองถูกตำหนิจากลักษณะท่าทางและคำพูดที่โดนล้อเลียนและขบขัน

ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียได้กล่าวไว้ว่า คำพูดไม่กี่คำของคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะคำพูดประเภทที่ว่า “ลูกทำตัวแย่มาก” “แม่ไม่รักลูกแล้วนะ” “ลูกบ้านโน้นเก่งจัง เก่งกว่าลูกอีก” สามารถสร้างปมด้อยในใจของลูกได้อย่างไม่มีวันลบเลือน ยิ่งโดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกหลายคน การที่ลูกคนใดคนหนึ่งทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วลูกคนอื่น ๆ กลับไปว่าทับถมหรือล้อเลียน จะยิ่งทำให้ลูกคนที่ทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมยิ่งเกิดอาการต่อต้าน บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวเอง รวมไปถึง การรู้สึกเก็บกดและแปลกแยกได้อีกด้วย

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะถือโอกาสที่ลูกคนหนึ่งทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น สอนลูกคนอื่น ๆ ถึงเรื่องของความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ และการให้อภัยผู้อื่น เช่น เมื่อเห็นว่าน้องกำลังขว้างปาข้าวของ และเห็นว่าพี่กำลังจะเดินไปต่อว่า คุณแม่อาจบอกว่า “น้องหนูกำลังโกรธ ซึ่งแม่ก็เข้าใจว่าน้องโกรธ น้องโกรธแล้วน้องปาของอย่างนี้ไม่น่ารักใช่ไหมคะ เดี๋ยวแม่จะไปคุยกับน้องว่าน้องโกรธเรื่องอะไร หนูอย่าโกรธน้องนะคะลูก” หรือในกรณีที่ลูกคนโตได้รับข่าวร้ายจากที่โรงเรียน คุณแม่ก็ควรถือโอกาสนี้คุยกับน้องว่า “พี่เค้ากำลังเศร้าเพราะว่าไปคัดตัวนักกีฬาไม่ผ่าน ถ้าหนูไปล้อพี่เรื่องนี้ เค้าก็ต้องยิ่งเสียใจมากขึ้นไปอีก แล้วเราจะช่วยให้พี่เค้ารู้สึกดีขึ้นได้ยังไงคะ” ซึ่งการร่วมมือกันของคนในครอบครัวจะช่วยให้ลูกคนที่กำลังประสบปัญหาก้าวข้ามผ่านความรู้สึกดีไปได้อย่างเข้าใจ

เนื่องในวันเด็กปีนี้ ทางทีมงานหมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพก็ขอให้น้อง ๆ เป็นเด็กที่มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี เพื่อที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีมีคุณภาพในอนาคต ดังคำขวัญวันเด็กปีนี้ที่ว่า กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทยให้มั่นคง.

อ.ดร.ปรียาสิริ มานะสันต์
โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา: เดลินิวส์ 11 มกราคม 2557

เลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีสุข

ปัญหาเด็กและเยาวชนที่เราพบเห็นในข่าว ผ่านทางคลิปนักเรียนตบกัน ทำร้ายร่างกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุสำคัญจากการเลี้ยงดูภายในครอบครัว ปัญหาความรัก ความเข้าใจกันในครอบครัว ทำให้เด็กเกิดปัญหาและต้องการหาที่พึ่งและระบายออก ซึ่งภายในงานเสวนาคิดใหม่ มองมุมใหม่ ใสบริสุทธิ์ เสวนาถึงแนวทางและความรู้สำหรับใครที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ จะได้เตรียมตัวเลี้ยงลูกๆ ให้เหมาะกับยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งก็ได้รับเกียรติจากอาจารย์หมอและครอบครัวต่างๆ มาร่วมแชร์แนวทางปฏิบัติและข้อคิดในการเลี้ยงลูกให้เก่ง ดี มีสุขกับยุคสมัยนี้

ศาสตราจารย์เกียรติคุณแพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา ประธานโรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ คุณหมอชี้ให้เห็นปัญหาที่ว่า ปัจจุบันลักษณะครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะเลี้ยงลูกด้วยวัตถุ เลี้ยงลูกด้วยเงิน สิ่งของ หรือพ่อแม่บางรายก็ให้ความสำคัญกับการทำงานหาเงิน ไม่มีเวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในครอบครัว ครอบครัวขาดความอบอุ่น โดยเฉพาะประเด็นหลักจะเป็นเรื่องขาดความรักความอบอุ่นและคนให้คำปรึกษา ซึ่งผลที่ตามมาเป็นห่วงโซ่ ทำให้เด็กต้องออกไปหาสิ่งที่ขาดหายเพื่อเติมเต็มสิ่งเหล่านั้น ถูกบ้าง ผิดบ้าง และนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากมาย อย่างเช่น การใช้ความรุนแรง

เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัว และพ่อแม่ เพราะถือเป็นโรงเรียนและต้นแบบที่สำคัญที่สุด ลูกจะดูและนำไปปฏิบัติเป็นแบบอย่าง ยิ่งโดยเฉพาะช่วงปฐมวัยถึง 10 ปีเป็นช่วงที่เหมาะที่จะปูพื้นฐานให้มากที่สุด หากเราดูแลเอาใจใส่ ให้ความรัก ความเข้าใจกับเด็ก อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี และควรให้เวลาเอาใจใส่ลูก การให้ประสบการณ์กับเขาได้ใช้ความคิดและเหตุผลเพื่อเพิ่มพูนปัญญา เช่น อ่านหนังสือ ทำกิจกรรม เล่นดนตรี หรือสนใจเรื่องของธรรมะ จะทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ก้าวหน้า เด็กชอบอะไรเราจะต้องส่งเสริม หรือหากเรามีเวลาน้อยจริงๆ เราต้องใช้เวลาในแต่ละวันแบ่งมาสนใจลูก เมื่อถึงบ้านเราต้องเอาคราบผู้บริหารหรือการทำงานตัดออกไป กลับมาให้ความสำคัญกับลูก หรือในบางครั้งเราควรจะต้องรู้จักเพื่อนของลูก เพื่อสร้างความใกล้ชิดและความคุ้นเคยกับลูกให้มากที่สุด

ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมการเล่นของเล่นของเด็ก ปัจจุบันพบว่าเด็กมีของเล่นน้อยลงแต่มีแนวโน้มซื้อของเล่นอุปกรณ์เทคโนโลยีมากขึ้น ที่เราได้พบเห็นคือ พ่อแม่สมัยนี้จะซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยี เช่น iPhone iPad ให้ลูกเล่น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด และหากให้เด็กเล่นบ่อยๆ เข้าจะทำให้จินตนาการของเด็กลดน้อยลง ทำให้เด็กไม่มีความคิด จะทำอะไรอยู่ในกรอบเดิมๆ โดยปัญหาใหญ่ของคนไทยที่พบในตอนนี้คือ ขาดการสื่อสารซึ่งกันและกัน (Lost communication) ไม่มีการพูดคุยภายในครอบครัว ทุกคนจะเข้าไปในโลกของเทคโนโลยี สมัยนี้ครอบครัวไม่มีการพูดคุยกัน มีโทรศัพท์คนละเครื่อง ต่างคนต่างกด  หากเกิดการเถียงกันทุกคนก็จะขึ้นเสียง เพราะไม่เคยมีการพูดคุยกันมาก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในครอบครัวคือ การสื่อสาร.

 

ที่มา: ไทยโพสต์ 26 เมษายน 2555

คุณเป็นแม่ที่ทำร้ายลูกด้วยความรักหรือเปล่า

            ไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูก แต่..ก็ไม่สามารถวัดได้ว่าแม่คนไหนรักลูกมากน้อยกว่ากัน เพราะความรักไม่สามารถใช้มาตรวัดใด ๆ ได้ว่ารักแค่ไหนมาก แค่ไหนน้อย แล้วแค่ไหนจะพอดี

               จะมีก็เพียงรักลูกถูกวิธีหรือไม่ถูกวิธีเท่านั้น ที่พอจะมองเห็นผลลัพธ์จากตัวลูก เพราะถ้าใช้ความรักไม่ถูกวิธี สุดท้ายก็อาจนำไปสู่การเลี้ยงดูที่ผิดพลาดได้

ฉะนั้น เรื่องความรัก นอกจากต้องใช้สัญชาตญาณของความเป็นแม่ในการเลี้ยงดู ที่สำคัญต้องมีความรู้ควบคู่ด้วย เพราะต้องเป็นความรักที่ถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าแม่ทำร้ายลูก

แม่แบบไหนบ้างที่ทำร้ายลูก

แม่ประเภทแรก ทำทุกอย่างให้ลูก แม่ประเภทนี้กลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ กลัวไปซะทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยปล่อยให้ลูกไปเผชิญสิ่งต่างๆ โดยลำพัง ถ้าเป็นลูกเล็กแม่ก็จะคอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยอมปล่อยให้ไปคลุกดินคลุกทราย หรือเดินโดยลำพัง จะมีคนคอยเดินตาม และเมื่อเด็กพลาดล้มก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที ถ้าเป็นเด็กโตก็จะคอยห้ามโน่นนี่นั่นไปซะทุกอย่าง เพราะกลัวลูกไม่ปลอดภัย

แม่ประเภทที่สอง ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ หรือเมื่อวัยเด็กแม่อาจมีฐานะไม่ดี มีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน ฉะนั้นเมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอดเวลา

แม่ประเภทที่สาม ขีดเส้นทางขีวิตให้ลูกเดิน เพราะเชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูกคือเส้นทางที่ดีที่สุด เช่น อยากให้ลูกเป็นหมอ ก็วางเส้นทางเพื่อให้ลูกเป็นหมอ โดยไม่ได้ดูความถนัดหรือความชอบของลูก แต่เชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูก

แม่ประเภทที่สี่ แม่ประเภทนี้จะไม่ค่อยทันลูก พร้อมจะเชื่อลูกทุกอย่าง ลูกบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่ได้สนใจหรือตรวจสอบเลยว่าลูกทำอะไร หรือเหมาะสมหรือเปล่า แม่ประเภทนี้มักขาดความรู้ เช่น ลูกขอซื้อคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาใช้หาความรู้ แต่ในความเป็นจริงลูกอาจนำมาเล่นเกมหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยที่แม่ไม่รู้หรือไม่ตรวจสอบ หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป

แม่ประเภทที่ห้า ลูกไม่เคยผิด เป็นแม่ที่ปกป้องลูกตลอด ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือกับพ่อแม่เอง ลูกฉันก็ไม่เคยผิด แม้ลูกจะทำผิดก็โทษผู้อื่นเสมอ เวลาลูกมีปัญหากับใครแม่ก็มักออกโรงปกป้องเต็มที่ ซึ่งหารู้ไม่ว่าลูกประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อเขาเติบโตขึ้นเสมอ

แม่ทั้งห้าประเภทนี้ ล้วนแล้วต่างก็รักลูกทั้งสิ้น และก็ไม่ใช่เพราะรักลูกมากเกินไปด้วย แต่เป็นเพราะรักลูกไม่ถูกวิธี

ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากความรักที่ต้องคู่กับความรู้แล้ว การเลี้ยงดู การสร้างสภาพแวดล้อม สภาพสังคม ล้วนแล้วมีผลต่อลูกของเราทั้งสิ้น

ในอดีตรุ่นปู่ย่าตายายต่างก็มีสภาพสังคมโดยรวม ที่ทำให้เมื่อสมัยวัยเด็กต้องช่วยเหลือตัวเองซะส่วนใหญ่ เมื่อเผชิญปัญหาแต่ละครั้ง ก็ย่อมทำให้ต้องเผชิญปัญหาโดยปริยาย และจากการประสบพบปัญหาบ่อยครั้ง ก็ทำให้สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ได้ดี และนั่นจึงเป็นที่มาและทำให้เด็กในยุคก่อนมีวัคซีนใจ หรือภูมิต้านทานชีวิตสูงกว่าเด็กยุคนี้

ในขณะที่เด็กรุ่นใหม่ มักได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี โดยเฉพาะครอบครัวที่มีฐานะดี ที่ไม่อยากให้ลูกลำบากตรากตรำ ก็คอยพัดวีให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย หรือมีปัญหาถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวแบบทั้งห้าประเภทที่กล่าวมา ก็ย่อมทำให้ลูกขาดภูมิต้านทานชีวิต หรือมีภูมิต้านทานชีวิตต่ำไปโดยปริยายเช่นกัน

ฉะนั้น ถ้าไม่อยากให้ความรักของแม่ทำร้ายลูก ต้องเริ่มจากการปรับทัศนคติของตัวเองกันก่อนว่า ชีวิตของลูกเป็นของเขาเอง วันหนึ่งเมื่อเขาหรือเธอเติบโตขึ้นไปก็ต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง พ่อแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกไปได้ตลอดชีวิต แล้วเราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เขาสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ แม้ไม่มีพ่อแม่

คำตอบก็คือการสร้างภูมิต้านทานชีวิตที่ดีให้กับลูก

ความรักของแม่แบบผิดๆ ที่ทำร้ายลูกก็มีให้เห็นมากมาย แล้วไยเราจะเดินซ้ำรอยอุทาหรณ์เหล่านั้นทำไมล่ะ

สิ่งที่ต้องเริ่มต้นคือการใช้ความรักของแม่ที่ถูกวิธี

เพราะเราคงไม่อยากเป็นแม่ที่ใช้ความรักทำร้ายลูกมิใช่หรือ…!!

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม 2554

‘พ่อ’ เลี้ยง ‘ลูกสาว’ ไม่ให้ห่างเหิน

ปัจจุบันสังคมเราก้าวหน้าไปมาก แต่วัฒนธรรมการแสดงออกระหว่าง  “ชาย” กับ “หญิง” เป็นเรื่องที่ยังฝังรากลึกอยู่ในใจคนไทย ถึงแม้ว่าจะเป็นพ่อเป็นลูกกันก็ตาม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.รัตโนทัย พลับรู้การ  กลุ่มงานจิตเวชเด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี บอกว่า จากเหตุผลข้างต้น อาจทำให้คุณพ่อส่วนใหญ่ เมื่อลูกสาวโตขึ้น จะค่อย ๆ ห่างจากลูกสาว เพราะวางตัวไม่ถูก ไม่เข้าใจ หรือคิดว่าลูกสาวกับแม่น่าจะคุยกันได้ง่ายกว่า

แต่คุณพ่อลืมไปว่า คุณสมบัติบาง อย่างที่แม่ไม่มี ลูกก็จะเรียนรู้จากพ่อได้ ซึ่งจะทำให้ลูกเจริญเติบโตอย่างสมบรูณ์ทั้งกายและใจยิ่งขึ้น ถ้าคุณพ่อไม่อยากให้ความใกล้ชิดสนิทสนมของลูกสาวตัวน้อยในวันนี้ อาจเกิดช่องว่างระหว่างพ่อลูกมากขึ้น เช่น  ลูกสาวอาจมองพ่อเหมือนคนแปลกหน้า เพราะ ไม่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน แต่ถ้าพ่อให้ความใกล้ชิดกับลูก เวลามีปัญหาลูกสาวก็สามารถปรึกษาได้ทั้งพ่อและแม่

ขณะเดียวกันหากพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ก็จะทำให้ลูกสาวได้เรียนรู้ว่าผู้ชายที่ดีเป็นอย่างไร ในอนาคตเมื่อลูกโตขึ้นก็จะมีผู้ชายในอุดมคติ  มีวิจารณญานในการเลือกคบเพื่อนชายหรือคู่ครองที่ดี

ในการแสดงความรักระหว่างพ่อกับลูกสาวนั้น  อาจไม่ถึงกับต้องแสดงความรักโอบ กอดกันแนบชิดเหมือนที่เห็นในหนัง เพราะเพียงแค่การสัมผัสด้วยโอบไหล่ ลูบศีรษะลูกด้วยความเอ็นดู ก็จะทำให้ลูกซึมซับความรักและความห่วงใยได้

นอกไปจากนี้การให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกบอกเล่า การถามถึงสารทุกข์สุกดิบของลูกเรื่องที่โรงเรียน  ก็ทำให้ลูกสัมผัสได้ถึงความรักความใส่ใจที่คุณพ่อมีให้ และลูกก็จะไว้ใจที่จะปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับคุณพ่อหากมีปัญหาได้

คุณแม่เองก็มีบทบาทมากที่จะช่วยเสริมให้พ่อได้ใกล้ชิดลูกมากขึ้น ด้วยการเปิดโอกาสให้พ่อได้มีบทบาทในการเลี้ยงลูกตั้งแต่ยังเป็นทารก โดยไม่รำคาญหากคุณพ่อมีทีท่าเงอะ ๆ งะ ๆ ซึ่งคุณแม่ก็ควรให้การแนะนำในการช่วยดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการอุ้มหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม

ถ้าลูกโตพอคุณแม่ก็ควรสนับสนุนให้พ่อพาลูกออกไปทำกิจกรรมอื่น ๆ นอกบ้าน อย่างการชวนลูกปั่นจักรยาน เล่นกีฬาบ้าง  ที่สำคัญคุณแม่ควรให้เกียรติพ่อของลูก ไม่ติ ไม่บ่นคุณพ่อให้ลูกได้ยิน รวมถึงเมื่อลูกสาวขอคำปรึกษาเรื่องใด ๆ แล้ว คุณแม่อาจลองแนะนำให้ลูกไปถามคุณพ่อเพื่อฟังความเห็นที่หลากหลาย เพราะการเลี้ยงลูกในสมัยนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่เพียงอย่างเดียว 

แน่นอนว่ามุมมองของพ่อจะต้องต่างจากของแม่ ก็จะเป็นการเปิดโลกแห่งความคิดของลูกให้กว้างขวางมากขึ้น  ขณะที่คุณแม่อาจจะชื่นชอบการสอนลูกทำกับข้าว คุณพ่อก็อาจสนุกสนานกับการชวนลูกไปปั่นจักรยานเล่น หรือสอนเรื่องเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่งการที่ลูกได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายนี่เอง  จะเป็นประโยชน์ต่อลูกสาวที่พ่อรักในอนาคต ทั้งในเรื่องความคิด การเรียน และการใช้ชีวิตต่อไป.

นวพรรษ  บุญชาญ : รายงาน

 

ที่มา: เดลินิวส์  5 ธันวาคม 2552