สลายลิ่มเลือดหัวใจ..ป้องกันหัวใจวาย

ฉบับที่แล้วนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะไฟฟ้าหัวใจพลิ้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเกิดภาวะหัวใจวาย ฉบับนี้ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะหัวใจมาฝากกันอีก..ติดตามกันได้เลย

การสลายลิ่มเลือดหัวใจเพื่อป้องกันหัวใจวาย

การคลายหรือสลายการอุดตันในปัจจุบันเป็นการรักษาที่มีประโยชน์มาก โดยเมื่อมีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อีกครั้ง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อกลับมาบีบตัวได้ตามปกติ และโอกาสที่จะเสียชีวิตหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็ลดลง

การคลายหรือสลายการอุดตันนั้น แพทย์มีวิธีการหลายแบบตามความเหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน โดยที่มีการใช้ยาละลายลิ่มเลือด และการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยลูกโป่งเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยธรรมชาติแล้วภาวะอุดตันโดยลิ่มเลือดในหลอดเลือดโคโรนารีนั้น สามารถคลายตัวได้เองจากสารละลายลิ่มเลือดโดยธรรมชาติ แต่มักจะเกิดขึ้นได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง กล่าวคือยังมีการอุดตันซ้ำใหม่เป็น ๆ หาย ๆ ได้มาก และกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มทุกครั้งที่มีการอุดตันซ้ำใหม่ และโอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น การใช้ยาเพื่อละลายลิ่มเลือดจึงนับว่าเป็นการรักษาที่สำคัญ โดยที่ยาละลายลิ่มเลือดจะทำให้หลอดเลือดโคโรนารีคลายการอุดตันได้เร็วขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น (เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก) หัวใจสามารถกลับมาบีบตัวได้ดีขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น เมื่อเทียบกับการไม่ใช้ยา

ยาละลายลิ่มเลือดจะให้ผลการรักษาดีมากที่สุดในผู้ป่วย ซึ่งทำให้มีอาการดีขึ้นและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น หากสามารถให้ยาได้ในช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจยังไม่ตายหมดก็คือในช่วง 6 ชั่วโมงแรก (โดยเฉพาะช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกจะเป็นช่วงที่ได้ประโยชน์มากที่สุด) เพราะเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้นได้เร็ว โดยสามารถลดอัตราการตายได้มากกว่าร้อยละ 50 ในช่วงแรก ๆ หลังจากที่มีอาการของภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตัน และผลการลดอัตราการตายก็จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และประโยชน์จะได้น้อยมากเมื่อเวลาผ่านมากเกินกว่า 12 ชั่วโมง ดังนั้นในทุกชั่วโมงที่ผ่านไปมีค่า ไม่ใช่ว่าสามารถรอได้ถึง 6 หรือ 12 ชั่วโมงถึงจะให้รักษาก็ได้ ควรให้การรักษาให้เร็วที่สุดที่จะทำได้ เพื่อผลที่ดีที่สุด

ผู้ป่วยบางรายที่มีข้อจำกัดหรือข้อห้ามในการใช้ยาละลายลิ่มเลือด ก็ไม่สามารถใช้ยาดังกล่าวได้ แต่ถ้าอยู่ในโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการสวนหัวใจหรือห้องแคทแล็บ ก็มีทางเลือกอีกทางคือการขยายหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีด้วยลูกโป่ง ซึ่งก็มีผลการรักษาได้ดีไม่ด้อยไปกว่าการใช้ยาละลายลิ่มเลือด โดยที่อัตราการตายและอัตราการเจ็บป่วยซ้ำใหม่จะลดลงไปในทางเดียวกัน รวมไปถึงอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวก็จะลดลงด้วย

จะเห็นได้ว่า 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีการอุดตันหรือจากที่ผู้ป่วยมีอาการมีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงและเป็นช่วงที่จะได้รับประโยชน์จากการรักษา แพทย์จะต้องดูแลเฝ้าระวังจังหวะการเต้นและการทำงานของหัวใจ ภายในสถานที่สามารถแก้ไขภาวะวิกฤติทางหัวใจได้คือ ห้องซีซียู หรือ ไอซียู ความเสี่ยงหรืออันตรายที่พบได้ในช่วงนี้และน่ากลัวมากที่สุดคือการเกิดภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วและหัวใจหยุดนิ่งจนผู้ป่วยเสียชีวิต และประโยชน์ที่จะได้นอกเหนือไปจากการรักษาภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นช่วงโอกาสทองที่จะลดอัตราการตายของกล้ามเนื้อหัวใจด้วยการรักษาคลายการอุดตันของหลอดเลือดโคโรนารี

ข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสสูงที่จะป่วยเป็นโรคนี้คือ ความจำเป็นที่จะต้องมาพบแพทย์เมื่อมีอาการอันสงสัยได้ว่าจะมีภาวะหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีอุดตัน อาการดังกล่าวก็คืออาการเจ็บแน่นหน้าอกเมื่อขณะไม่ได้มีการออกกำลังหรืออยู่เฉย ๆ ที่เป็นเวลานานกว่า 30 นาที ในคนที่รู้ว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีตีบตันมาก่อนก็คือการที่อาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นหลังจากที่อมยาไนโตรกลีเซอลีนไปแล้ว 2-3 ครั้งแล้ว ก็ควรระลึกว่าหลอดเลือดหัวใจที่เคยตีบอยู่อาจจะอุดตันเพิ่มขึ้น และ ผู้ที่เป็นโรคหรือผู้ที่ยังไม่ได้เป็นโรคแต่มีปัจจัยเสี่ยงเมื่อมีอาการดังกล่าวจะต้องรีบไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการดูแลต่อเนื่องที่เหมาะสม

ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นที่คาดกันว่าจะมีผู้ป่วยหัวใจวายเพิ่มมากขึ้น ด้วยเพราะประชากรไทยที่มีจำนวนมากขึ้น เสียชีวิตจากโรคอื่นน้อยลง มีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ดี ความชุกของปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมีมากขึ้น อันได้แก่ ระดับน้ำตาล (โรคเบาหวาน) ระดับไขมันในเลือด และระดับความดันโลหิต ที่สูงขึ้นตามลำดับ บวกกับจำนวนประชากรที่สูบบุหรี่ยังคงมีอยู่สูงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ที่มีโอกาสเกิดโรค และเมื่อโรคเกิดสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

จึงขอสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะหัวใจวายได้ว่า คือการหยุดทำงานของหัวใจและผู้ป่วยเสียชีวิต สาเหตุหลักของหัวใจวายในปัจจุบันคือการมีลิ่มเลือดอุดตันฉับพลันในหลอดเลือดโคโรนารี ทำให้เกิดภาวะหัวใจไฟฟ้าพลิ้วเสียชีวิตฉับพลันได้ หรือเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจอย่างต่อเนื่องจนไม่มีประสิทธิภาพในการบีบตัว และผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวในเวลาต่อมา ระยะ 6 ชั่วโมงแรกหลังจากที่มีอาการแน่นหน้าอกเป็นระยะเวลาที่สำคัญ เพราะเป็นช่วงที่จะมีอันตรายจากภาวะหัวใจพลิ้วได้บ่อย และเป็นช่วงที่มีอัตราการตายของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นได้เร็ว เป็นช่วงที่ผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์จากการดูแลรักษาในห้องซีซียู และจากการรักษาเพื่อสลายการอุดตันซึ่งมีการใช้ยาและการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งเป็นหลัก.

รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
หน่วยหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ที่มา: เดลินิวส์ 7 เมษายน 2555