เมื่อชอบกินเค็ม ทำอย่างไรให้ห่างไกลโรค

dailynews130605_001การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มนั้น ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวเป็นอย่างมาก รวมถึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งเสริมให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอีกด้วย เนื่องจากจะทำให้ยาลดความดันโลหิตมีประสิทธิภาพด้อยลง หรือผู้ป่วยมีอาการดื้อต่อการรักษานั่นเอง ทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต ทำให้ไตต้องทำงานมากขึ้นและเสื่อมเร็วขึ้น

ส่งผลให้องค์การอนามัยโลกรณรงค์ให้แต่ละประเทศดำเนินการเพื่อลดการรับประทานเค็มในประชากรของตนเอง โดยการให้คำแนะนำว่าคนทั่วไปไม่ควรบริโภคเกลือเกิน 6 กรัมต่อวัน เนื่องจากเกลือหรือที่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า “โซเดียมคลอไรด์” นั้นมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ร้อยละ 40

ดังนั้น จึงไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2.4 กรัม หรือ 2,400 มิลลิกรัมต่อวันนั่นเอง ทั้งนี้เราสามารถสังเกตปริมาณโซเดียมที่เราได้รับจากอาหารต่างๆ ได้จากฉลากโภชนาการ ยกตัวอย่างเช่น น้ำปลายี่ห้อหนี่งระบุว่ามีปริมาณโซเดียม 1,600 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค หรือ 15 มิลลิลิตร (1 ช้อนโต๊ะ) หมายความว่า เราไม่ควรกินน้ำปลายี่ห้อดังกล่าวมากกว่า 22.5 มิลลิลิตร (1.5 ช้อนโต๊ะ) ต่อวัน จึงจะได้รับเกลือโซเดียมไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน

อย่างไรก็ตามปริมาณโซเดียมที่เราได้รับมิได้มาจากน้ำปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงอาหารต่างๆที่เรารับประทานระหว่างวันด้วย ดังนั้นเราจึงควรบริโภคน้ำปลาในปริมาณที่น้อยกว่า 1.5 ช้อนโต๊ะต่อวัน เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมเกินจากคำแนะนำ

จากการสำรวจการรับประทานเกลือในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการที่ รพ. ศิริราช โดยการเก็บปัสสาวะของผู้ป่วยเป็นเวลา 1 วัน เพื่อนำไปวัดปริมาณโซเดียมในปัสสาวะ ซึ่งถือเป็นวิธีมาตรฐานในการประเมินการกินเกลือในประชากร ผู้เขียนได้ทำการสำรวจครั้งแรกในปี พ.ศ. 2547 ในผู้ป่วยจำนวน 214 ราย พบปริมาณโซเดียมที่ขับออกทางปัสสาวะเฉลี่ยมากถึง 9 กรัมต่อวัน และมีเพียงร้อยละ 29 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่รับประทานเกลือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวันตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก

ศ.นพ. พีระ บูรณะกิจเจริญ ได้ทำการสำรวจครั้งที่ 2 ด้วยวิธีเดียวกันในปี พ.ศ. 2553 ในผู้ป่วยจำนวน 320 ราย ก็พบว่าผู้ป่วยรับประทานเกลือเฉลี่ยประมาณ 9 กรัมต่อวันเช่นเดียวกัน บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว และได้รับคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาลให้ลดการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม ก็ยังคงรับประทานเค็มเกินถึงหนึ่งเท่าครึ่งของปริมาณที่ควรจะรับประทาน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เค็มน้อยลงไม่ยากอย่างที่คิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเราเองเป็นสำคัญ การปรับเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่รสชาดจืดลงในช่วงแรกอาจลำบาก แต่เมื่อลิ้นเกิดความเคยชินแล้วเราก็จะไม่ค่อยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ลองเลี่ยงอาหารที่มีรสชาดเค็มจัด เช่น กะปิ ไข่เค็ม ปลาเค็ม เป็นต้น และที่สำคัญคือ พวกขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่มีส่วนผสมของเกลือค่อนข้างมาก เช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ การหันไปเลือกผลิตภัณฑ์และเครื่องปรุงรสที่มีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าเดิมที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรักสุขภาพโดยเฉพาะนั่นเอง

รศ.พญ. วีรนุช รอบสันติสุข สาขาวิชาความดันโลหิตสูงภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและสมาชิกราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

ที่มา : เดลินิวส์ 5 มิถุนายน 2556

Advertisements

บทบาทของอาหารเค็มต่อการเกิดโรคไต – หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ

dailynews130427_001โรคความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของคนไทย จากการศึกษาความชุกของโรค พบว่ามีประชากรไทยที่เป็นความดันโลหิตสูงได้ถึง 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ หรือกว่า 10 ล้านคน และพบว่า มีประชากรไทยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยส่วนมากเป็นโรคไตระยะเริ่มต้น ซึ่งถ้าความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา เช่น หัวใจวาย อัมพาต และความเสื่อมจากการทำงานของไต นำไปสู่ภาวะไตวาย หลักสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเหล่านี้คือ ควบคุมความดันโลหิต รักษาเบาหวาน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด

อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ตามเป้าหมายคือ การบริโภคเกลือปริมาณมาก มีการเติมเกลือหรือน้ำปลาในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม โดยเฉพาะคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือสูงถึง 2 เท่าของปริมาณที่ร่างกายต้องการ และผลเสียที่ติดตามมากับอาหารเค็มก็คือ “โซเดียม”สูง ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง ส่งผลเสียทั้งทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังส่งผลเสียต่อไตโดยตรง

จากการศึกษาพบว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเป็นประจำ มีโอกาสเป็นโรคหัวใจและเสียชีวิตสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารที่มีโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสม ดังนั้น เราจึงควรมาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่าโซเดียม เพื่อให้ทราบถึงบทบาทต่อร่างกาย และวิธีการลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้อย่างถูกต้อง

โซเดียมเป็นหนึ่งในเกลือแร่ที่สำคัญในร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ การกระจายตัวของน้ำในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ควบคุมสมดุลของกรดด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร มีผลต่อความดันโลหิตและการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ร่างกายของเราได้รับโซเดียมจากอาหารซึ่งมักอยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ ทำให้มีรสชาติเค็ม มักใช้เพื่อปรุงรสหรือถนอมอาหาร เช่น น้ำปลา กะปิ นอกจากนี้โซเดียมยังแอบแฝงในอาหารรูปอื่นแต่ไม่มีรสชาติเค็ม เช่น ผงชูรส ผงฟู เป็นต้น

การรับประทานโซเดียมในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป ล้วนส่งผลเสียต่อร่างกาย จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่รับประทานโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ ซึ่งผลเสียของการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง มีดังนี้

1) เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ

แม้ว่าโซเดียมมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่หากมีโซเดียมมากเกินไปทำให้เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในร่างกาย ในผู้ที่สุขภาพแข็งแรงไตยังสามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินได้ทัน แต่ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ซึ่งมักจะไม่สามารถกำจัดเกลือและน้ำส่วนเกินในร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ผลคือทำให้แขนขาบวม เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้ ในผู้ป่วยโรคหัวใจน้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายมากขึ้น

2) ทำให้ความดันโลหิตสูง

การรับประทานโซเดียมมากเกินไป ทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง คนอ้วน และผู้ป่วยโรคเบาหวาน ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้เกิดผลเสียต่อหลอดเลือดในอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ และสมอง เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตามมา นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หากรับประทานโซเดียมในปริมาณที่เหมาะสมควบคู่กับยาลดความดันโลหิต สามารถลดความดันโลหิตได้ดีกว่าผู้ที่รับประทานยาลดความดันโลหิต แต่ได้รับโซเดียมเกินกำหนด

3) เกิดผลเสียต่อไต

จากการที่มีการคั่งของน้ำและความดันโลหิตสูง ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างเหล่านี้ ทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น

โซเดียมอยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง

อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง ส่วนใหญ่มักมีรสชาติเค็ม ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสชาติเค็ม นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีโซเดียมสูงแต่ไม่เค็ม ซึ่งเรียกว่ามีโซเดียมแฝง ทำให้เรารับโซเดียมโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น จึงควรทำความรู้จักอาหารประเภทนี้ไว้ด้วย จากการสำรวจพบว่าปริมาณโซเดียมที่ได้รับส่วนใหญ่มาจากขั้นตอนการปรุงอาหารมากกว่าการเติมน้ำปลาหรือเกลือเมื่ออาหารถูกปรุงเสร็จแล้ว เราสามารถแบ่งอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบได้ดังนี้

1) อาหารแปรรูปหรือการถนอมอาหาร ได้แก่ อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม อาหารตากแห้ง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักดอง และผลไม้ดอง เป็นต้น

2) เครื่องปรุงรสชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เกลือ (ทั้งเกลือเม็ดและเกลือป่น) น้ำปลา มีปริมาณโซเดียมสูง คนที่ต้องจำกัดโซเดียมไม่ควรทานซอสปรุงรสต่าง ๆ เช่น ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว น้ำบูดู กะปิ ปลาร้า ปลาเจ่า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มต่าง ๆ ที่มีรสเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ ซอสเหล่านี้แม้จะมีปริมาณโซเดียมไม่มากเท่ากับน้ำปลา แต่คนที่ต้องจำกัดโซเดียมก็ต้องระวังไม่ให้กินมากเกินไปด้วย

3) ผงชูรส แม้เป็นสารปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม แต่ก็มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยประมาณร้อยละ15 ของส่วนประกอบ

4) อาหารกระป๋องต่าง ๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง ปลากระป๋อง และอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีการเติมเกลือหรือสารกันบูด ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่สูงมาก

5) อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่ โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปต่าง ๆ ทั้งชนิดก้อนและชนิดซอง

6) ขนมต่าง ๆ ที่มีการเติมผงฟู (Baking Powder หรือ Baking Soda) เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง ซึ่งผงฟูที่ใช้ในการทำขนมเหล่านี้มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ (โซเดียมไบคาร์บอเนต) รวมถึงแป้งสำเร็จรูป ที่ใช้ทำขนมเองก็มีโซเดียมอยู่ด้วย เพราะได้ผสมผงฟูไว้แล้ว

7) น้ำและเครื่องดื่ม น้ำฝนเป็นน้ำที่ปราศจากโซเดียม แต่น้ำบาดาลและน้ำประปามีโซเดียมปนอยู่บ้างในจำนวนไม่มากนัก ส่วนเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อต่าง ๆ มีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย เพราะมีจุดประสงค์ให้เป็นเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมากไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักมีการเติมสารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอต) ลงไปด้วย ทำให้น้ำผลไม้เหล่านี้มีโซเดียมสูง ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำผลไม้ ควรดื่มน้ำผลไม้สดจะดีกว่า

ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในการบริโภคไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเครื่องปรุงรสต่าง ๆ ดังนี้ ในปริมาณ 1 ช้อนชา จะมีโซเดียมแตกต่างกัน อาทิ ผงปรุงรส มีโซเดียม 950 มิลลิกรัม ตอ 1 ช้อนชา ผงชูรส มีโซเดียม 600 มิลลิกรัม ตอ 1 ช้อนชา น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรส มีโซเดียม 400 มิลลิกรัมตอ 1 ช้อนชา เป็นต้น

หากรับประทานอาหารจานเดียวเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน จะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้หากเราเติมน้ำปลาเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมปริมาณสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้นหลักการที่สำคัญในการลดปริมาณโซเดียมที่รับประทานได้แก่ หลีกเลี่ยงการใช้เกลือในการปรุงอาหาร และเลือกเติมเครื่องปรุงให้โซเดียมไม่เกินปริมาณที่กำหนด การเลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ ให้รสหวาน เปรี้ยว หรือเผ็ด เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม ไม่เติมผงชูรส รับประทานน้ำซุปต่าง ๆ แต่น้อย ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสำเร็จรูป

อาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงถือเป็นมหันตภัยเงียบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัดของคนไทย นั้นปรับเปลี่ยนได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อเกิดความเคยชินแล้ว ลิ้นของเราก็จะไม่โหยหารสเค็มอีกต่อไป เราจึงมาสร้างนิสัยกินจืดอย่างถูกวิธีกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และเพื่อสุขภาพที่ดีตามมาด้วย.

ผศ.ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช
ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์
โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา : เดลินิวส์ 27 เมษายน 2556

เพิ่มโปแตสเซียม ลดเกลือหนีอัมพาต

thairath130410_001วารสาร “การแพทย์อังกฤษ” เรียกร้องให้ชาวโลกเลือกกินอาหารที่มีโปแตสเซียมบำรุงมากๆ และกินเค็มให้น้อยลง เพื่อจะได้ไม่เป็นเหยื่อของโรคอัมพาต

วารสารแจ้งว่า ได้ศึกษาพบว่าการกินผลไม้หรือผักซึ่งมีโปแตสเซียมสูง อย่างกล้วยหอม ผักขม ผักโหม และอินทผลัมให้มากขึ้นอีกวันละ 2-3 มื้อ จะเป็นประโยชน์แก่ร่างกาย และยิ่งลดเค็มลงไปด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์หนักขึ้น โดยเฉพาะแพทยสมาคมโรคอัมพฤกษ์อัมพาต บอกว่าการกินอาหารที่เป็นประโยชน์นับว่าเป็นหัวใจของการป้องกันโรคร้าย

โดยอธิบายให้ฟังว่า การกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูงจะทำให้ความดันโลหิตลด ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ควรได้โปแตสเซียมวันละ 4 กรัม หากกินได้ขนาดนี้ จะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ ป้องกันโรคอัมพฤกษ์อัมพาตได้ถึงร้อยละ 24

ขณะเดียวกัน นักวิจัยของสถาบันเวชศาสตร์ป้องกันวูลฟ์สัน มหาวิทยาลัยลอนดอน ได้ศึกษาวิเคราะห์ผลการศึกษาที่ทำกันมา 34 เรื่อง พบว่าผู้ที่ความดันโลหิตสูงและปกติ ที่ลดการกินเค็มลงได้ นาน 3-4 อาทิตย์ จะได้รับผลทันตาเห็น ความดันโลหิตจะลดลงอย่างเห็นได้ทั้งชายหญิง โดยไม่เลือกว่าเชื้อชาติหรือศาสนาใด.

ที่มา : ไทยรัฐ  10 เมษายน  2556

.

Related Article :

.

Fruit, such as bananas, and most vegetables and pulses are high in potassium

Fruit, such as bananas, and most vegetables and pulses are high in potassium

Increase potassium and cut salt to reduce stroke risk

5 April 2013

Increasing potassium in our diets as well as cutting down on salt will reduce blood pressure levels and the risk of stroke, research in the British Medical Journal suggests.

One study review found that eating an extra two to three servings of fruit or vegetables per day – which are high in potassium – was beneficial.

A lower salt intake would increase the benefits further, researchers said.

A stroke charity said a healthy diet was key to keeping stroke risk down.

While the increase of potassium in diets was found to have a positive effect on blood pressure, it was also discovered to have no adverse effects on kidney function or hormone levels, the research concluded.

As a result, the World Health Organisation has issued its first guidelines on potassium intake, recommending that adults should consume more than 4g of potassium (or 90 to 100mmol) per day.

The BMJ study on the effects of potassium intake, produced by scientists from the UN World Food Programme, Imperial College London and Warwick Medical School, among others, looked at 22 controlled trials and another 11 studies involving more than 128,000 healthy participants.

The results showed that increasing potassium in the diet to 3-4 g a day reduced blood pressure in adults.

This increased level of potassium intake was also linked to a 24% lower risk of stroke in those adults.

Researchers said potassium could have benefits for children’s blood pressure too, but more data was needed.

Salt solution

A separate study on salt intake, led by researchers at the Wolfson Institute of Preventive Medicine, Queen Mary, University of London, analysed the results of 34 previous trials involving more than 3,000 people.

It found that a modest reduction in salt intake for four or more weeks caused significant falls in blood pressure in people with both raised and normal blood pressure. This happened in both men and women, irrespective of ethnic group.

Lower blood pressure levels are known to reduce the risk of stroke and heart disease.

Graham MacGregor, professor of cardiovascular medicine at Queen Mary, who led the study, said that the “modest reduction” in salt intake was equivalent to halving the amount of salt we consume each day.

“In the UK on average our dietary salt intake is 9.5g, so we are talking about bringing this down to 6g, or if you’re very careful you can get it down to the recommended 5g – but it’s very difficult because of the amount of salt already in the food we buy.

“Bread is the biggest source of salt in our diet.”

Long-term target

He added that a further reduction in salt intake to 3 g per day would have a greater effect on blood pressure and should become the long-term target for population salt intake.

A combination of lower salt and higher potassium in our diets has a bigger effect than changing just one of those factors alone”

Graham Mac Gregor Professor of cardiovascular medicine, Queen Mary

Getting people to eat more fruit and vegetables containing potassium was equally important, he said.

“Salt and potassium work in opposing ways. So a combination of lower salt and higher potassium in our diets has a bigger effect than changing just one of those factors alone.”

Clare Walton, research communications officer at the Stroke Association, said high blood pressure was the single biggest risk factor for stroke.

“We know that making changes to your diet can go a long way to keeping your blood pressure under control.

“This research suggests that reducing your salt intake and eating more potassium-rich foods such as bananas, dates and spinach could reduce blood pressure and keep your risk of stroke down.”

The World Health Organisation recommends that adults should not consume more than 5g of salt a day (about one teaspoon).

The UK National Institute for Health and Care Excellence (NICE) recommends that salt intake should be reduced to 3g a day in the UK adult population by 2025.

SOURCE : bbc.co.uk

ตะลึง! คนไทยส่อป่วยไต 10 ล้าน..มีเคล็ดลับป้องกันได้?

dailynews130311_001-1เพราะสาเหตุของการป่วย ‘โรคไต’ อาจเกิดขึ้นเนื่องจากป่วยโรคเบาหวาน เป็นนิ่ว มีพฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวดหรือการกินยาชุดอย่างไม่เหมาะสมมาเป็นเวลานาน บ้างก็อาจป่วยไตอย่างไม่รู้ต้นตอ แต่ที่น่าวิตกแน่ๆ คือ เป็นโรคไตเพราะความดันโลหิตสูง เนื่องจากภาวะความดันโลหิตที่ผิดปกตินี้ แท้จริงแล้วทุกคนสามารถป้องกันได้ ทว่าผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร!

dailynews130311_001-2

 

นาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์, ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า, และ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ

เหตุใดจึงต้องกังวลเรื่องโรคไตที่เกิดจากความดันโลหิตสูง? ‘ศ.นพ.เกรียง ตั้งสง่า’ ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย บอกว่า ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นตัวเร่งให้ไตเสื่อมเร็ว ปัจจุบันคนไทยเป็นความดันโลหิตสูงถึง 11.5 ล้านคน หรือร้อยละ 21.4 ของประชากร ดังนั้นในอนาคตคนกลุ่มนี้ย่อมมีโอกาสป่วยโรคไต ซึ่งขณะนี้คนป่วยโรคไตในระยะต่างๆ ก็มีอยู่จำนวนไม่น้อย โดยมีถึง 7.6 ล้านคน หรือราวร้อยละ 17.5 อย่างไรก็ตาม ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังมิใช่เป็นชนวนโรคไตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังทำให้เส้นเลือดเสื่อมสภาพ นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์และอัมพาตอีกด้วย

แล้วความดันโลหิตสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร? ‘ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ’ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ แจงว่า ส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมกินเค็มมากเกินไป โดยปกติคนเราต้องการโซเดียม (ความเค็ม/รสเค็ม) ไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน แต่คนไทยกินเกินไปกว่า 2 เท่าต่อวัน หรือ 10.8 กรัม

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ บอกอีกว่า ที่คนไทยกินเค็มเพราะลิ้นติดรสเค็ม เห็นได้จากการไม่ตระหนักว่า วัตถุดิบที่นำมาทำอาหารล้วนมีโซเดียมอยู่แล้วส่วนหนึ่ง เมื่อนำไปประกอบอาหาร พ่อครัวแม่ครัวก็ปรุงรสชาติเพิ่มเติมด้วยซีอิ้ว ซอสปรุงรส น้ำปลา หรือเกลือแล้ว แต่ก่อนจะกิน หลายคนก็ยังปรุงรสเพิ่มเข้าไปอีก เช่น ปรุงก๋วยเตี๋ยวให้ออกรสเข้มข้นจัดจ้าน หรือราดน้ำปลาพริกลงในข้าวสวย แม้กระทั่งอาหารว่างที่เด็กและผู้ใหญ่นิยมกิน อาทิ มันฝรั่งทอดกรอบ ถั่วอบ ที่ผลิตออกมาจำหน่าย ล้วนทำมาออกแล้วมีรสเค็ม โซเดียมสูง เหตุเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคชอบกินรสเค็ม

ถ้ากินเค็มไปนานๆ ความดันโลหิตก็จะสูงอย่างต่อเนื่อง จึงเสี่ยงป่วยเป็นโรคไต ซึ่งถ้ามีปัญหาสุขภาพนี้เกิดขึ้นแล้ว ถ้าโชคร้ายไตเสื่อมเร็ว จนทำงานได้ต่ำกว่าร้อยละ 60 จะเข้าข่ายโรคไตเรื้อรัง บั่นทอนคุณภาพชีวิต เพราะผู้ป่วยระยะนี้ต้องเข้ารับการล้างช่องท้อง บ้างก็ต้องฟอกเลือด หรืออาจต้องเปลี่ยนไต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายโดยรวมสูง

เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูงซึ่งจะนำไปสู่โรคไต และโรคอื่นๆ ผศ.นพ.สุรศักดิ์ แนะลดการบริโภคเค็ม เลือกใช้เครื่องปรุงที่ปรับลดปริมาณโซเดียมให้น้อยลง ลดการกินอาหารที่ต้องเข้าไมโครเวฟก่อนกิน เนื่องจากมักใช้ความเค็มในการถนอมอาหาร ตลอดจนเบามือเมื่อจะปรุงเพิ่ม โดยเฉพาะคนสูงวัย ผู้ป่วยโรคหัวใจ สภาพร่างกายจะไวต่อเกลือ หากกินเค็ม ความดันโลหิตก็จะเพิ่มขึ้นได้ง่าย

ด้าน ศ.นพ.เกรียง เผยเพิ่มเติมว่า ถ้าเราลดเค็มได้ 1 กรัม ค่าความดันโลหิตตัวบนจะลดลง 1-3 มม.ปรอท หรือถ้าลดเค็มลง 2 กรัม จะช่วยลดค่าความดันโลหิตตัวบนได้ถึง 6-10 มม.ปรอท ดังนั้นการลดกินเค็มลงจึงมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตลงได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งหวังลดการกินเค็มมิได้มีแค่ในบ้านเรา แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยตั้งเป้าลดกินเค็มไว้ที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้นมาเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการกินเค็มตั้งแต่วันนี้ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ดี เพราะ 11-17 มีนาคม 2556 เป็นช่วงที่สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยร่วมกับราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกาศให้เป็น ‘สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง’

‘นาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์’ นายกสมาคมโรคไตฯ ชวนผู้ที่สนใจร่วมงานวันไตโลก ซึ่งแต่เดิมต้องเป็นวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือนมีนาคม ทว่าเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าร่วมในช่วงวันหยุด ปีนี้จึงเลือกจัดงานในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ระหว่าง 10.00-21.00 น. บริเวณโซนอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กิจกรรมภายในงานมีทั้งนิทรรศการให้ความรู้เรื่องโรคไต การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโภชนการอาหารลดเค็ม การตรวจคัดกรองโรคไต การเสวนาทางการแพทย์ และการสาธิตปรุงอาหารอ่อนเค็มแต่ยังอร่อย ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ เชฟชื่อดังพร้อมการแสดงดนตรีจากศิลปินดารา รายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมดูได้ที่ www.nephrothai.org และ www.lowsaltthailand.org

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

 

ที่มา:  เดลินิวส์ 11 มีนาคม 2556

Related Article :

ลดเค็มครึ่งหนึ่ง

dailynews130310_001ใครที่กินอาหารรสชาติเค็มจัด อาจเสี่ยงเป็น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต และอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยเหตุนี้กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันไตโลก ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 มี.ค. โดยจัด “สัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง” ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11-17 มี.ค.นี้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในการถนอมไตไม่ให้เสียเร็ว ลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็มในอาหารให้น้อยลงกว่าที่เคยใช้

นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนไทยมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคไตเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญของโรคไตเกิดจากเบาหวานและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้อาจมีสาเหตุจากโรคนิ่วในไต ติดเชื้อที่ไต การกินยาแก้ปวดเป็นเวลานาน ๆ จากข้อมูลล่าสุดพบคนไทยป่วยเป็นโรคไตประมาณ 8 ล้านคน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิต ต้องฟอกไตยืดชีวิต รอการเปลี่ยนไตใหม่

หน้าที่สำคัญของไตคือ ควบคุมระดับโซเดียมในร่างกาย โซเดียมจะช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ทำให้การทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเป็นปกติ โซเดียมที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากอาหารที่บริโภค เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส ผงปรุงรส  ใน  1 วัน ร่างกายต้องการไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา แต่จากข้อมูลพบว่า คนไทยบริโภคเกลือหรือโซเดียมเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดถึง 2 เท่า

การกินเค็มจัดทำให้ไตทำงานหนักในการขับโซเดียมส่วนเกินออกทางปัสสาวะ เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย หากขับออกได้ไม่หมดโซเดียมก็จะคั่งและเป็นตัวดึงน้ำไว้ในร่างกาย ทำให้มีปริมาณของเหลวไหลเวียนในร่างกายมากผิดปกติ เพิ่มแรงดันในหลอดเลือดให้สูงขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เกิดปัญหาหลอดเลือดทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่ไปเลี้ยงทั่วร่างกายปรับตัวหนาและแข็งตามมา โดยเฉพาะที่ไตมีผลกระทบมาก เนื่องจากมีเส้นเลือดฝอยเล็ก ๆ จำนวนมากทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด ไม่สามารถขับของเสียออกได้หมด เกิดการอักเสบของเส้นเลือด เร่งให้เกิดการเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าปกติ หากยังกินเค็มต่อเนื่อง ภายใน 5–10 ปี หลอดเลือดในไตจะเสื่อมสภาพอย่างถาวรทำให้เป็นไตวายเรื้อรัง รักษาให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไตใหม่ จึงต้องเร่งรณรงค์ให้ประชาชนลดการกินเค็มลงกว่าเดิมครึ่งหนึ่ง เป็นการถนอมไต ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับไตในระยะยาว

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม  กล่าวว่า การกินอาหารเค็มเป็นครั้งคราวคงไม่เป็นอะไร แต่การกินอาหารเค็มจัด ทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือ ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อกรองเกลือและน้ำส่วนเกิน ผลที่ตามมาคือ ทำให้เป็นโรคไตวายเรื้อรัง การกินอาหารเค็มจัดทำให้ความดันโลหิตสูงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย เสียชีวิต เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

หลายคนติดรสชาติเค็ม และไม่รู้ว่าตัวเองกินเค็ม ดังนั้นควรลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง เคยปรุงรสอาหารด้วยน้ำปลา 2 ช้อน ก็ลดลงเหลือ 1 ช้อน ใน 1 วันไม่ควรกินน้ำปลาเกิน 3 ช้อนชา หรือมื้อละ 1 ช้อนชา  กินเหลือไม่เกินวันละ 5 กรัม ควรเปลี่ยนนิสัยในการกินด้วยการชิมก่อนปรุง ไม่ใช่ว่าปรุงก่อนชิม หลีกเลี่ยงอาหารรสชาติเค็มจัด เช่น อาหารหมักดอง อาหารที่ใช้เกลือในการถนอมอาหาร เช่น ปลาเค็ม ปลาร้า  กะปิ

จากข้อมูลของสหรัฐพบว่า หากลดบริโภคเกลือลง 30% ต่อวันจะลดความดันโลหิตได้ 5-10 มิลลิเมตรปรอท เท่ากับลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ และถ้าประชากรทั้งประเทศลดการบริโภคเกลือลง 30% จะลดจำนวนผู้ป่วยได้มาก เช่น ลดจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเหลือ 60,000-100,000 คนต่อปี ลดจำนวนผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตเหลือ 30,000-60,000 คนต่อปี  และลดอัตราการตาย 40,000-90,000 คนต่อปี และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี  ดังนั้นคนไทยควรลดการบริโภคอาหารเค็มจัด โดยเฉพาะซีอิ๊ว น้ำปลา กะปิ ผงชูรส

นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย แนะนำวิธีป้องกันโรคไต คือ
1. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
2. พยายามควบคุมเบาหวานและความดันให้ดี
3. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสชาติเค็มจัด โดยลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง
4. หลีกเลี่ยงการกินยาแก้ปวดโดยไม่จำเป็น ไม่ควรซื้อยากินเอง ไม่ว่ายาชุด ยาหม้อ การกินยาติดต่อกันเป็นเวลานานมีผลต่อไตโดยตรง และ
5. คนที่เป็นโรคอ้วน มีโอกาสเป็นโรคไตมากขึ้น ดังนั้นควรควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ด้าน ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.บังคับให้อาหารกรุบกรอบ 5 ชนิด คือ มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบ แครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้  ต้องแสดงฉลากโภชนาการแบบจีดีเอด้านหน้าซองมองเห็นได้ชัดเจน  โดยแสดงค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม  หลังจากบังคับใช้มา 1 ปี ตอนนี้ขยายไปยังขนมกรุบกรอบทุกชนิด รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซุปต่าง ๆ จากเดิมมีผู้ประกอบการอยู่ในข่ายกว่า 1,000 ราย ตอนนี้คาดว่าจะกระทบผู้ประกอบการประมาณ 4,000-5,000 ราย อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการปรับสูตรอาหารทางเลือก เช่น อาหารเค็มน้อย หวานน้อย สำหรับผู้บริโภคด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา:  เดลินิวส์ 10 มีนาคม 2556

อย่าให้ ‘ความเค็ม’ เรียกพี่

bangkokbiznews130226_001คนไทยกินเกลือมากกว่าที่ร่างกายควรได้รับถึง 2 เท่า จากสารพัดเมนูแฝงโจ๊กซอง อาหารถุง อาหารไมโครเวฟและขนมกรุบกรอบ
จากการสำรวจของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า คนไทยบริโภคเกลือและโซเดียมสูงเกินกว่าที่แนะนำ 2 เท่า หรือ 10.8 กรัม (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) สูงเป็น 2 เท่าของที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน หรือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,400 มิลลิกรัม) โดย 71 % มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร ที่นิยมใช้มาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ๊วขาว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม

เมื่อเปรียบเทียบจะพบว่าเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม ซีอิ๊ว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1,420 มิลลิกรัม ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะมีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม ซอสหอยนางรม1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังพบว่าอาหารถุงปรุงสำเร็จ มีปริมาณโซเดียมเฉลี่ยต่อถุง 815 – 3,527 มิลลิกรัม เช่น ไข่พะโล้ แกงไตปลา คั่วกลิ้ง ส่วนอาหารจานเดียว มีปริมาณโซเดียม 1,000-2,000 มิลลิกรัมต่อ 1จาน อาทิ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู และข้าวคลุกกะปิ เป็นต้น

“อาหารรสเค็มจัดจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง ทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาต จึงควรสร้างนิสัยการรับประทานอาหารอ่อนเค็ม เริ่มจากการการลดเค็มลงครึ่งหนึ่ง จะช่วยคนไทยห่างไกลโรค” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าว

การลดปริมาณเกลือโซเดียมทำได้โดย หลีกเลี่ยงการใช้เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆ และผงชูรส (แม้ไม่เค็มแต่มีโซเดียมสูง) ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุง เช่น ปรุงรสเพิ่มในก๋วยเตี๋ยว เติมพริกน้ำปลาในข้าวแกง หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม อาหารแปรรูป เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาแดดเดียว ปลาส้มแหนม ไส้กรอก กุนเชียง หมูหยอง เป็นต้น

เลือกรับประทานอาหารที่มีหลายรสชาติ เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อทดแทนรสชาติเค็ม,น้ำซุปต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวมักมีปริมาณโซเดียมสูง ควรรับประทานแต่น้อยหรือเทน้ำซุปออกบางส่วนแล้วเติมน้ำเพื่อเจือจาง และตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของซอสปรุงรส อาหารสำเร็จรูป และขนมถุง เพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง

ด้านนาวาอากาศเอก นพ.อนุตตร จิตตินันทน์ นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือนมีนาคมของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมวันไตโลก ซึ่งการจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่ง ปี 2556 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-17 มีนาคมนี้ ส่วนภูมิภาคจัดที่โรงพยาบาลภาครัฐทุกแห่งทั่วประเทศ และส่วนกลางจัดงานวันไตโลก ในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่างๆ และการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม

กิจกรรมภายในงาน อาทิ การให้ความรู้เรื่องโรคทั่วไป การสาธิตโภชนาการและผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารลดเค็มเพื่อผู้บริโภค การเปิดรับบริจาคไต การตรวจสุขภาพ การเสวนาทางการแพทย์ และการแสดงบนเวที โดยกลุ่มศิลปินนักแสดงมากมาย สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.nephrothai.org หรือเว็บไซต์ www.lowsaltthailand.org ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การจัดงานสัปดาห์วันไตโลก ลดเค็มครึ่งหนึ่งและงานวันไตโลก ถือเป็นความสำคัญที่ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยให้การสนับสนุนในเรื่องการรณรงค์ลดเค็มอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้คนไทยเป็นโรคต่างๆ สูงขึ้น โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ที่มีผู้ป่วยถึง 11.5 ล้านคน โรคไต 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือด 7.5 แสนคน และโรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 5 แสนคน โรคกลุ่มนี้เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งชื่นชอบอาหารรสชาติเค็ม ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง

 

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2556