ล้วงกลเม็ด’กินเจ’ สบายกระเป๋า เช็กราคาผักก่อนเปิบ!

thairath140923_01“เทศกาลกินเจ”...ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบ 132 ปีที่พิเศษกว่าปีไหนๆ เพราะเดิมทีแล้ว การกินเจจะเริ่มตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ยาวต่อเนื่องไปถึง 9 วัน 9 คืน แต่ในปีนี้ตามปฏิทินจีนปรากฏว่า มีเดือน 9 ถึง 2 ครั้ง ฉะนั้น เท่ากับว่า กินเจถึงสองรอบ! 

ในช่วงเทศกาลกินเจนั้น หลายคนมักเลือกฝากท้องไว้กับร้านอาหารเจนอกบ้าน หรืออาหารเจสำเร็จรูป ดังนั้น จึงหนีไม่พ้นต้องพบเจอกับอาหารที่เน้นหนักไปที่ของมันๆ ทอดๆ แป้งและไขมันสูง และเมื่อทันที่ออกเจ แทนที่จะกินเจแล้วได้ประโยชน์ทางสุขภาพ แต่กลับทำให้สุขภาพแย่ลง มีไขมันในเลือดสูงขึ้นเป็นการทดแทน

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่กินเจอาจจะทำให้คุณกระเป๋ารั่ว เงินไหลออกมากกว่าปกติ เพราะด้วยวิถีชีวิตของการรับประทานอาหารที่แตกต่างออกไปจากทุกวัน แต่เดิมที่สามารถทำกินได้ที่บ้าน ก็จะต้องออกไปหาซื้อมารับประทาน หรือแม้กระทั่งซื้อหามารับประทานจำนวนมากกว่าปกติ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ช่วงเทศกาลกินเจ รายรับของคุณจะเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายพุ่งปรี๊ด จนคุณต้องกุมขมับ!

แนะกลเม็ด เปิดเคล็ดลับ…กินเจอย่างไรให้ให้เซฟมันนี่ ?
อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีธุรกิจการอาหารไทยและนานาชาติ (TIFTEC) แนะนำเทคนิคดีๆ ทำง่ายๆ ใครๆ ก็ทำได้ให้ “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ฟังเกี่ยวกับเคล็ด(ไม่)ลับกินเจอิ่มบุญ พร้อมๆ กันกับเซฟเงินในกระเป๋าให้คุณไปในตัวอีกด้วย

อ.ยิ่งศักดิ์ ชี้ชัดปัญหา 2 ประการสำคัญที่คนกินเจต้องเจอ มีดังต่อไปนี้ 1. อาหารมัน – หากเพราะอาหารเจมักจะเป็นของทอด แทนที่จะกินแล้วได้สุขภาพแต่กลับได้ไขมันเพิ่มขึ้นมาซะอย่างนั้น 2. ข้าวของแพง – ไม่ว่าจะเป็นพืชผักประเภทต่างๆ ก็ขยับขึ้นราคาขานรับเทศกาลกินเจกันอย่างไม่แคร์สื่อ…ดังนั้น เราต้องมีวิธีรับมือแบบรวยบุญ รวยเงินกันเสียก่อน!

ทว่า กลเม็ดเคล็ดลับกินเจ อิ่มบุญที่สามารถปกป้องเงินในกระเป๋าให้รั่วไหลออกไปให้น้อยที่สุด นั่นก็คือ อาหารเจไทย…อาทิ ผักไทยประเภทต่างๆ เช่น บวบผัด น้ำเต้าผัด ผักกระเฉดผัด หรือแม้กระทั่งนำกฐินริมรั้ว มะเขือหั่นหยาบๆ ไปย่าง เพื่อนำมารับประทานคู่กับน้ำพริกเจก็ยังได้ หรือแม้แต่นำบรรดาเห็ดไทยๆ มาย่าง ลวก ต้ม ก็อร่อยไปอีกแบบเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้จะถูกจะแพงก็ขึ้นอยู่กับวิธีการปรุง เช่นกัน หากเพราะอาหารเจไทยนั้น เป็นอาหารจำพวกที่ใช้น้ำมันเพียงน้อยนิดเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ต้องการกินเจควรเลือกรับประทานเป็นอาหารจานเดียวได้จะยิ่งประหยัด หากเพราะการกินเจนั้น 1 ปีจะรับประทานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ฉะนั้น เราอาจจะเกิดความรู้สึกที่ว่า เอ๊ะ! ต้มเปื่อยอันนี้น่ากิน ทอดอันนู้นน่ากิน แต่ผัดก็ยังน่ากินอีก…จากเดิมที่เคยรับประทานกับข้าวมื้อละ 3 อย่าง ก็กลายเป็น 5 อย่างในช่วงเทศกาลกินเจไปซะอย่างนั้น

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยประหยัดสตางค์ในกระเป๋าของคุณได้อีกหนึ่งวิธี คือ ก่อนกินเจ 1 สัปดาห์จะต้องเคลียร์ของในตู้เย็น งดซื้อเนื้อสัตว์เข้าบ้าน ไม่ทิ้งเครื่องปรุงหรือวัตถุดิบที่ไม่เจ แต่จะใช้วิธีเก็บรักษาเป็นสัดส่วน แยกของเจและไม่เจไว้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เผลอหยิบไปใช้ประกอบอาหาร

สิ่งสำคัญของการกินเจอีกประการ นั่นก็คือ ผู้กินเจจะต้องมีร่างกายที่พร้อมและแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่สุขภาพไม่เอื้ออำนวย แต่อยากจะรับประทานเจ สุดท้ายร่างกายกลับทรุดหนักลงกว่าเดิม และอีกหนึ่งประการที่จะหลงลืมไปเสียไม่ได้ คือ ผู้ที่รับประทานเจจะต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการกินเจด้วย

กินเจ! เงินสะพัดมากสุดในรอบ 7 ปี หนุนจีดีพีโตตามคาด
ขณะที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาประเมินถึงวงเงินสะพัดตลอดเทศกาลกินเจในปี 57 นี้ว่า เทศกาลกินเจปีนี้ ถือว่าทำเงินสูงที่สุดในรอบ 7 ปี เพราะมีการกินเจถึง 2 รอบ ซึ่งในการกินเจรอบแรก วงเงินค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลกินเจ จะสะพัดมากกว่า 3,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.6% หรือเฉลี่ยแล้วจะมีค่าใช้จ่ายตกวันละ 240 บาทต่อคน จากปีที่แล้วที่ 200 บาทต่อคน

กระนั้น เทศกาลกินเจในครั้งนี้ นับว่ากลายเป็นเรื่องที่ดีของเศรษฐกิจไทยไปโดยปริยาย เพราะได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญอีกแรงหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ที่ 2% ตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้

ส่องตลาด เช็กราคาผัก แสนแพงตามข่าวลือหรือไร?
ในช่วงเทศกาลกินเจ ราคาพืชผักที่ใช้ในการปรุงอาหารเจ มักปรับราคาขึ้นสูงกว่าปกติ ฉะนั้น ในวันที่ 22 ก.ย.57 “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” ได้ทำการสำรวจตลาดไท ตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งประเทศไทย พบว่า ราคาผักมีทั้งปรับตัวขึ้น ลดลง และคงที่อยู่หลายชนิด โดยเรารวบรวมราคาพืชผักที่ได้รับความนิยมในการนำมารับประทานอาหารเจไว้ ดังนี้

– ผักบุ้งจีน ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 16 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 2 บาท)
– มะเขือเปราะ ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ท่ี 16 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 4 บาท)
– กะหล่ำดอก ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 40-45 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– แตงกวากลาง ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ท 12 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 4 บาท)
– บวบงู ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– คะน้าต้น ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 6 บาท)
– ผักกาดขาว (ลุ้ย แต่งผล) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 25 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 1 บาท)
– กวางตุ้งดอก ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 20-24 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 8 บาท)
– พริกชี้ฟ้าแดง (สดแดง) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 35-40 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 1.5 บาท)
– หัวไชเท้า ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 3 บาท)
– เห็ดนางฟ้า ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50-60 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 5 บาท)
– เห็ดหูหนู ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับขึ้น 15 บาท)
– เห็ดนางรมหลวง (เห็ดเออริจิ) ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 70-110 บาทต่อกิโลกรัม (ราคาคงที่)
– มะนาว (ราคาไร่ – สวน) เบอร์ 400 ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 200-300 บาทต่อร้อยละ(ลูก) (ราคาคงที่)
– แครอทไทย ราคาขายส่งเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม (ปรับลดลง 3.5 บาท)

ผักแสนแพง ราคาอาหารพุ่งปรี๊ด วัตถุดิบพาเหรดขึ้นราคา…นี่คือโจทย์เล็กๆ แต่มีความสำคัญของผู้ที่จะก้าวเข้าสู่เทศกาลกินเจทั้งหลาย…หากคุณบริหารจัดการเงินในกระเป๋าได้โดยไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คุณย่อมกินเจอิ่มบุญ บรรลุทุกวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง!.

ที่มา : ไทยรัฐ 23 กันยายน 2557

Advertisements

10 ความจริงเรื่องของ ‘เจ’ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

bangkokbiznews131012_001มีสิ่งที่เป็นเรื่องที่พูดกันมากในหมู่คนกินเจอยู่ก็คือ การกินเจจะทำให้โรคประจำตัวกำเริบขึ้น โดยเฉพาะเบาหวานกับโรคอ้วน เลยทำให้กินเจอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก็ขอย้ำอีกทีครับว่า การกินเจที่ถูกต้องเหมาะสมจะทำให้สุขภาพดีมากกว่าครับ

ความเชื่อที่เคยได้ยินมามีทั้งจริงและไม่จริง ยิ่งข้อที่ว่ากินเจแล้วจะอ้วนขึ้นนั้นขอบอกได้เลยครับว่า ถ้ากินผิดวิธีไม่เฉพาะเจหรอกครับ การรับประทานอาหารปกติทั่วไปก็ทำให้พุงยื่นได้เหมือนกัน

การกินเจอย่างมีสุขภาพดีเคยมีผู้เขียนไว้มากแล้ว รวมถึงตัวผมเองก็เคยเขียนไว้ แต่ในเรื่องของความเข้าใจและความเชื่อในแต่ละสำนักสังเกตยังไม่เคยมีใครเอามาพูดถึง ซึ่งผมเองเวลาไปบรรยายตามที่ต่างๆ มาบ้างพอได้เก็บคำถามเด่นๆ รวบรวมไว้ เลยขอลองหยิบมาเล่าฝากไว้ดังต่อไปนี้ครับ

1) กินเจแล้วอ้วน เป็นเรื่องที่พูดถึงกันเป็นอันดับต้นๆ อาหารเจก็มีส่วนที่ทำให้อ้วนและไม่อ้วนได้เหมือนอาหารทั่วไป ถ้าไม่อยากอ้วนขอให้กินผักให้ได้วันละ 5 สี ที่สำคัญให้เลี่ยงกลุ่มแป้ง อย่าง ข้าว บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยวหลอด ซาลาเปา หมี่กึง ซึ่งเป็นแป้งที่กินแล้วทำให้หิวเร็วขึ้นด้วย

2) กินเจแล้วไขมันสูง ดูเหมือนอาหารเจจะถูกสงสัยในเรื่อง “น้ำมัน” กับ “ไขมัน” โดยเฉพาะ “น้ำมันพืช” ซึ่งถ้าเลือกได้ขอให้เลี่ยงมันจะดีกว่าครับ อย่างจับฉ่ายก็ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำมันมาก หรือผักกะเพราเจและโปรตีนเกษตรนั้นก็ขอให้เลี่ยงการปรุงแบบผัดน้ำมันมาก หากทานแบบไม่ทอดได้จะดี เช่นเต้าหู้ทอดก็เปลี่ยนเป็นพะโล้เต้าหู้แทน

3) กินเจกินหอยนางรมได้ มีตำนานผสานความเชื่อถึงเรื่องหอยนางรม แต่ผู้รู้บางท่านก็บอกว่าถึงเวลาก็ไม่มีใครกินเพราะกินเจต้องศรัทธาในการไม่เบียดเบียนชีวิต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะหอยถ้าไม่สะอาดก็สามารถทำท้องเสียและปนเปื้อนโลหะหนักได้

4) กินเจห้ามกินไข่ ข้อนี้เป็นจริงครับ แต่สำหรับมังสวิรัติบางกลุ่มทานไข่ได้นะครับซึ่งทำให้ไม่ขาดโปรตีนจากสัตว์ การรับประทานเจต้องเลี่ยงไข่ในทุกประการ แต่กระนั้นก็มีวัคซีนบางชนิดที่มีส่วนประกอบของไข่ไก่อยู่ ถามคุณหมอดูได้ครับ

5) กินเจห้ามกินผัก (บางชนิด) นี่ก็จริงครับ โดยเฉพาะกับ 5 ผักต่อไปนี้คือ หัวหอม(รวมต้นหอม) กระเทียม กุยช่าย หลักเกียวและใบยาสูบ ถ้าสังเกตส่วนใหญ่เป็นผักกลิ่นแรง ซึ่งเชื่อว่าจะไปกระตุ้นอารมณ์เข้า ทำให้จิตใจไม่สงบเย็น

6) กินเจแล้วเหี่ยว บางท่านไม่กล้ากินเจหรือมังสวิรัติก็ด้วยข้อนี้ที่ว่าทำให้แก่เร็วบวกโทรม ซึ่งต้องขอบอกว่าไม่จริงเสมอไปถ้ากินแล้วไม่ขาดวิตามินบี 12 กับธาตุเหล็กก็จะไม่ทำให้ร่างกายดูซีดเซียวครับ

7) กินเจห้ามกินเหล้า ข้อนี้จริงและควรทำอย่างยิ่งแม้ไม่ได้กินเจ เรื่องของแอลกอฮอล์ไม่ให้ประโยชน์กับสุขภาพแต่อย่างใดเลยนอกจากทำให้เสื่อมเร็วขึ้น การกินเจเป็นการ “ล้างพิษ” ให้สุขภาพอยู่แล้ว ดังนั้น แม้ออกเจแล้วก็ไม่ควรกินเหล้าเติมพิษเข้าไปอีก

8) กินเจห้ามกินของดอง ข้อนี้ที่จริงแล้วห้ามนะครับ แต่กระนั้นการกินของหมักบางอย่างก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพและทางเจถือว่าให้ทานได้ นั่นคือเต้าหู้ยี้กับเต้าเจี้ยวที่ทำจากถั่วเหลืองหมัก ขอให้ทานครับเพราะจะได้วิตามินบี 12

9) ก่อนกินเจต้องล้างท้อง เป็นพิธีการที่ผู้กินเจแบบเคร่งครัดจัดให้มี ที่จริงดีครับเพราะเป็นการเตรียมลำไส้ก่อนที่จะเข้าสู่เมนูอาหารต่างออกไป ขอให้เทคนิคง่ายๆไว้คือ 1 วันก่อนกินเจให้เลี่ยงเนื้อสัตว์ทั้งหลาย ถ้าจำเป็นจริงขอให้เป็นปลาหรือไก่ครับ ส่วนหนังสัตว์ให้เลี่ยงเลยเพราะย่อยยากมาก

10) หลังกินเจไม่ควรกินเนื้อสัตว์มาก ข้อนี้ไม่เป็นข้อกำหนดแต่ก็ควรทำเพื่อสุขภาพครับ การกินเจทำให้ลำไส้เคยชินกับอาหารพืชผักมาถึง 10 วันการที่จู่ๆมารับประทานเนื้อสัตว์เลยอาจทำให้ท้องอืดรำคาญได้

ทั้ง 10 ข้อเป็นทั้งความเชื่อและความจริงเป็นสิ่งที่หลายท่านถามกันมา พอว่ากันปากต่อปากมาเรื่อยเลยทำให้หลายคนเชื่อแล้วยอมทำตาม เช่น ไม่กล้ากินเจเพราะกลัวอ้วนกลัวโทรม เลยทำให้เสียโอกาสในการได้ “ล้างพิษ”ให้กับตับและร่างกาย

ต่อไปขอให้ท่านที่รักทานกันอย่างสบายใจนะครับ

นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ)
ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ
American Board of Anti-aging medicine
drkrisda@gmail.com

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 12 ตุลาคม 2556

ไขปริศนา ระวัง ‘เจแตก’

thairath131005_002_1เนื่องในเทศกาลกินเจ 2556 ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 5 – 13 ตุลาคมนี้ คู่มือคนเมืองไทยรัฐออนไลน์นำเรื่องราวดี ๆ มาฝาก พร้อมกับไขข้อสงสัยที่หลายคนข้องใจว่า เมนูอาหารเจไทย ๆ และที่ผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่ปล่อยอาหารเจออกมาอย่างมากมาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอยู่นี้กินได้หรือไม่ ถูกต้องตามประเพณีนี้ไหม กินแล้วเจจะแตกไหม

ด้านล่างนี้มีคำตอบ!

thairath131005_002_2

ประวัติ หลากตำนานการถือศีลกินเจ..!

เทศกาลกินเจ หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศีลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน เช่น

thairath131005_002_3

ตำนานที่ 1 กล่าวกันว่า การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของ ชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล ครั้นจีนพ่ายแพ้แมนจู ชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนึกในบุญคุณ

thairath131005_002_4

ตำนานที่ 2 เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศุกร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดขาว

thairath131005_002_6

ตำนานที่ 3 ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือพระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์ (หรือ “เก้าอ๊อง”) ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกันคือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ

thairath131005_002_7

ปัจจุบัน เทศกาลกินเจจัดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ตลอดจนหมู่เกาะรีออในอินโดนีเซียและอาจมีในบางประเทศเอเชีย เช่น ภูฏาน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง การกินเจในเดือน 9 นี้ เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2170 ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา

thairath131005_002_5

ข้อห้ามในการกินเจ…??

ช่วงเทศกาลกินเจนั้นก็มีข้อห้ามที่ยึดถือปฏิบัติกันมานานอยู่หลาย ข้อ เชื่อกันว่าถ้าปฏิบัติได้ครบทุกข้อจึงจะเข้าถึงการกินเจที่ถูกต้องและได้บุญอย่างแท้จริง

ข้อ 1 การงดกินผักฉุนหรือผักที่มีกลิ่นแรงด้วยพืชผัก 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (ลักษณะคล้าย หัวกระเทียม แต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมา) ผักเหล่านี้เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง เพราะเชื่อกันว่าจะทำลายพลังธาตุในร่างกายภายในทั้ง 5 ทำงานไม่ปกติ ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด โกรธง่าย

2. งดกินเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว หมู ปลา หรือสัตว์มีชีวิตที่ใช้เป็นอาหารได้ เพราะเชื่อว่าอาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย ข้อนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่มาถึงปัจจุบัน

3. ไม่ควรกินอาหารรสจัด ซึ่งไม่ใช่แค่เผ็ดอย่างเดียว รวมไปถึงรสเค็มมาก หวานมาก หรือ เปรี้ยวมาก ด้วยเพราะเชื่อว่าจะเข้าไปทำลายสุขภาพ อย่างกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลายกระเพาะ กินเค็มมากจะไปทำลายไตได้ (น้ำปลาก็ทำมาจากสัตว์)

4. ต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันปรุง ข้อนี้ถ้าปฏิบัติได้จะถือว่าบริสุทธิ์จริง ๆ

5. ถ้วยชามจะต้องไม่ปนกัน

6. ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

7. แต่งกายด้วยชุดขาว นอกจากงดอาหารต่าง ๆ ให้ร่างกายสะอาดแล้ว ภายนอกแม้จะเป็นเครื่องแต่งกายก็ต้องสะอาดด้วย

8. พูดจาไพเราะ คนที่ถือศีลกินเจไม่ใช่เพียงแต่กินของสะอาดเท่านั้น สิ่งไม่ดีทั้งหลายไมควรพูดหรือที่เรียกว่า “ปากเจ” ซึ่งประกอบไปด้วย ไม่พูดเท็จ ไม่พูดยุแหย่ ไม่เพ้อเจ้อ ถ้าปฏิบัติได้ก็ถือว่าสะอาดทั้งหมด

9. งดดื่มสุราและของมึนเมา

10. ห้ามดับตะเกียงทั้ง 9 ดวง คนที่จะไปกินเจมักจะไปชุมนุมกันที่แจตั๊วหรือสถานที่กินเจ ณ ที่นั้น เขาจะประดับดอกไม้ตั้ง โต๊ะบูชา วางกระถางธูปและตั้งเครื่องเจ ต่าง ๆ นอกจากนี้ ก็จุดโคม 9 ดวงเพื่อสมมติเป็น “เก๊าฮ้วงฮุดโจ้ว” นั่นเอง ซึ่งจะต้องจุดไว้ทั้งกลางวัน และ กลางคืนจนตลอดงานทีเดียว ถ้าดับโคมไฟดวงใดดวงหนึ่ง ก็จะถือว่าไม่เป็นสิริมงคลและไม่ครบถ้วนพิธีการกินเจ

ทั้งหมดนี้เป็นข้อปฏิบัติมาตั้งแต่โบราณของเทศกาลการกินเจ ประเด็นก็คือ ปัจจุบันเทศกาลกินเจเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอาหารเจที่ปรุงแต่งซึ่งกำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย เช่น กะเพรา ส้มตำเจ ปลาดุฟูเจ แกงส้มเจ เขียวหวานเจ ส้มตำเจ ลาบเจ ซึ่งรสชาติต่าง ๆ ก็ถูกปรุงขึ้นมาเพื่อให้มีรสชาติถูกปากคนไทย สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ หากยึดโยงกับข้อปฏิบัติในการกินเจทั้ง 10 ข้อข้างต้น อาหารดัดแปลงเหล่านี้ทำให้ ‘เจแตก’ หรือไม่… ?

thairath131005_002_8

เมนูเจไทยประยุกต์ ทำเจขาดหรือไม่ …?

เรื่องนี้ พระอธิการเย็นจุง เจ้าอาวาส วัดจีนประชาสโมสร กล่าวถึงการ กินเจมีอยู่ 2 ระดับ 1. กินเจแบบเคร่งครัดถือศีล เอาบุญ และ 2. กินเจแบบรักษาสุขภาพ

กลุ่มที่กินเจกลุ่มแรกนั้นเคร่งกว่าเยอะ เพราะต้องสวดมนต์ ทำวัดเช้าทำวัดเย็น รับศีล ถือศีล สวดมนต์ไหว้พระ แต่งกาย นุ่งขาว ห่มขาว งดเว้นอาหารปรุงแต่งทั้งหมดอย่างเคร่งครัดผักที่มีกลิ่นฉุนทั้ง 5 ชนิด อันประกอบไปด้วย กระเทียม (หัวกระเทียม, ต้นกระเทียม) หัวหอม (ต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาว, หอมหัวใหญ่) หลักเกียว (คล้าย ๆ หัวกระเทียมแต่เล็กกว่า) กุ้ยช่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า) ใบยาสูบ (บุหรี่, ยาเส้น, ของเสพติดมึนเมาต่างๆ) นอกจากนี้ยังให้โทษทำลายพลังธาตุในร่างกาย เป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทำงานไม่ปกติ ยิ่งผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานไม่ควรรับประทาน เพราะผักดังกล่าวมีฤทธิ์ กระตุ้นจิตใจและอารมณ์ให้เร่าร้อน ใจคอหงุดหงิด และยังมีผลทำให้พลังธาตุในร่าง กายรวมตัวไม่ติด จิตใจจะไม่บริสุทธิ์ ปฏิบัติตลอดระยะช่วงเวลาเทศกาลถือศีลกินเจเคร่งครัดเหมือนการปฏิบัติถือศีล 8 อาหารก็ต้องไม่ปรุงแต่ง”

เจ้าอาวาส วัดจีนประชาสโมสร กล่าวต่อว่า กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่กินเจเพื่อสุขภาพ ซึ่งก็ไม่ได้เคร่งครัดขนาดกลุ่มแรก กลุ่มนี้จะกินเพื่อสุขภาพ งดเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ เพื่อลดภาระอวัยวะภายในในการย่อยสลายเนื้อสัตว์ แป้ง และสิ่งหนัก ๆ เป็นต้น

“หากมองแบบเข้าใจโลกอาหารเจที่เราประยุกต์ขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยทำขึ้นมาเพื่อให้อื้อให้กับคนที่ปฏิบัติไม่ถึง ได้รักษาสุขภาพด้วยการงดเว้นซึ่งเนื้อสัตว์ พร้อมกับทำจิตใจให้สงบ ซึ่งอาหารเจประยุกต์ต่างๆ กลุ่มแรกที่เคร่งครัดกินเอาบุญห้ามกิน ที่สุดแล้วจึงอยู่ที่ว่าคุณเป็นคนกินเจเพื่ออะไร” เจ้าอาวาสชื่อดังระบุ

thairath131005_002_9

กินเจเพื่อสวย ไม่ใช่เพื่อศีล…!

ด้าน จิตรา ก่อนันทเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน กล่าวว่า ตำนานการกินเจมีหลายตำนาน คนที่คิดสูตล้างท้องล้างพิษ กินเพื่อสุขภาพเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ อย่าง ‘นักพฤตเต๋า’ อยากเป็นเซียน เป็นอมตะ พวกนี้เขาจะถือศีล 6 คือทวารทั้ง 6 ต้องบริสุทธิ์ เรื่องการกินก็ต้องเคร่งครัด ห้ามกินอาหารมีรสจัด แต่ทั้งนี้ต้องถามว่าคุณอยากกินเจแบบไหน จะกินเอาสวย หรือ กินเอาศีล ซึ่งการแพทย์ฝั่งตะวันตกระบุชัดว่าการกินผักไปลดอาการอักเสบของร่างกาย ขณะที่กินเนื้อสัตว์ กินแป้ง มันจะมีอาการบอดี้ฮีต เหมือนกับการอักเสบอย่างหนึ่ง

“ปัจจุบันต้องยอมรับว่า วิวัฒนาการของอาหารเจในประเทศไทยมันเกิดขึ้นมา ซึ่งในความคิดของเรา มีอยู่ 3 ตัวที่ต้องคำถามว่าใช้หรือไม่ 1. ส้มตำ ยำ เจ พูดง่าย ๆ อาหารเจประยุกต์สไตล์เมนูไทย เช่น ส้มตำ ผัดกะเพรา แกงส้ม น้ำตก แกงเขียวหวาน เป็นต้น 2. กลุ่มของโปรตีนเกษตร กับ หมี่กึง และ 3.กาแฟเจ ทั้ง 3 หมวดที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ในอดีตไม่มี แต่อย่างไรก็ดี คุณต้องตั้งโจทย์สำหรับตัวเองก่อนว่า จะกินเอาสวยหรือว่าเอาศีล ถ้ากินเอาศีล สิ่งเหล่าก็ควรตั้งคำถาม แต่ส่วนตัวกินเอาสวย พยายามกินให้ได้อาทิตย์ละ 2 วัน กินผักให้มาก ๆ เพราะร่างกายเราออกแบบมาให้ผัก ไม่ใช่กินเนื้อสัตว์ กินแป้ง และสิ่งเลือกตามที่ตัวเองสะดวกที่สุดและเลือกกินอะไรที่ไม่เป็นภาระของร่างกายดีที่สุด” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมจีน กล่าวสรุป.

และทั้งหมดนี้ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ไม่ว่าคุณจะเลือกกินเจ ‘เอาสวย’ หรือ กินเจ ‘เอาศีล’ ขอให้เลือกบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะกับร่างกายละกัน…!

ที่มา: ไทยรัฐ 5 ตุลาคม 2556

thairath131005_002_10

กินเจอย่างไร ไม่บั่นทอนสุขภาพ

dailynews131006_001ใครที่กินเจเป็นประจำทุกปี คงไม่ต้องแนะนำอะไรกันมาก แต่คนที่เพิ่งกินเป็นครั้งแรกหรือแห่ตามกระแสอาจจะไม่รู้ว่าต้องกินอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในช่วงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 5-13 ต.ค.นี้

รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลกินเจต้องงดเนื้อสัตว์ แต่สามารถหาแหล่งโปรตีนจากพืชทดแทนได้ เช่น พืชตระกูลถั่ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเปลือกแข็ง เต้าหู้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาการขาดโปรตีน ส่วนผัก ผลไม้ ถือเป็นโอกาสดีเพราะหลายคนไม่ได้ให้ความสนใจผักและผลไม้กัน ในช่วงนี้ควรเน้นผัก ผลไม้สีต่าง ๆ ซึ่งมีสารสารต้านอนุมูลอิสระ

สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงผลไม้รสหวานจัด อาหารประเภท ผัด ของทอด

ถ้าทำอาหารเจกินเองได้จะดีมาก เนื่องจากอาหารเจที่ทำขายกันส่วนใหญ่มันมาก เช่น ผัดหมี่ ผัดผัก แกงกะทิ บางทีใช้น้ำมันปาล์ม ซึ่งเหมาะสำหรับทอด แต่นำมาผัด ทำให้ได้ไขมันอิ่มตัวจากผัดผัก แต่ถ้าทำเองก็ใส่น้ำมันถั่วเหลืองน้อย ๆ ดังนั้นคนที่ไม่ได้ทำเองก็พยายามเลือกอาหารที่มีไขมันไม่เยอะ ส่วนข้าวควรเน้นข้าวกล้อง มื้อละประมาณ 2 ทัพพี ผักประมาณ 2 ทัพพี และกินโปรตีนจากพืชที่กล่าวมาข้างต้น

สำหรับน้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารเจ ควรเน้นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด เพราะไขมันอิ่มตัวน้อย ลองสังเกตง่าย ๆ ถ้าเอาน้ำมันแช่ตู้เย็นแล้วเป็นไข แสดงว่า ไขมันอิ่มตัวเยอะ

ด้าน ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิ่งที่มักพบในช่วงกินเจ คือ การกินอาหารไม่ถูกต้อง ไม่ถูกสัดส่วนตามหลักโภชนาการ ส่วนประกอบของอาหารเจ มักจะทำมาจากแป้ง และ น้ำมัน หากได้รับในปริมาณมากเกินกว่าร่างกายต้องการจะทำให้สะสมเป็นไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว หรือ พุง

แม้จะงดเนื้อสัตว์ แต่จำเป็นต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในทุกมื้อ โดยเลือก

กลุ่มข้าวแป้งที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง

กลุ่มโปรตีนจากถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วขาว หรือถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ วอลนัท ถั่วลิสง เต้าหู้ โปรตีนเกษตร สำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆไม่ได้ออกแรงอะไรมาก ควรกินโปรตีน 2-4 ช้อนกินข้าว แต่ถ้าเป็นผู้ชายตัวใหญ่ อาจกินโปรตีน 4 ช้อน หรือ 6 ช้อนสำหรับคนออกกำลังกายมาก ๆ

กลุ่มผักและผลไม้ให้ได้หลากสีสัน ทั้งสีแดง ขาว เขียว ส้ม เหลือง ม่วง

กลุ่มไขมันที่ไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง

ขณะเดียวกันควรเลือกกินอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะเมื่อกินผักมาก ๆ ร่างกายจะต้องการน้ำในปริมาณเพิ่มขึ้น หากดื่มน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ท้องผูก จึงควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และควรเป็นน้ำเปล่าไม่ใช่น้ำอัดลม ชา กาแฟ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ

อาหารแปรรูป พยายามเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เช่น อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง อาหารดอง มักจะมีการใส่เกลือหรือโซเดียมในปริมาณสูง ทำให้ร่างกายทำงานหนัก และจะเร่งกลไกการเปลี่ยนแปลงน้ำตาลไปเป็นไขมันมากขึ้น จะทำให้อ้วนลงพุงได้ง่าย

ไขมันอิ่มตัว เช่น เนยขาว น้ำมันปาล์ม

เครื่องปรุงประเภทซอสปรุงรส มีส่วนผสมทั้งน้ำตาล น้ำมัน เกลือ ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการบวมน้ำ และเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้

อาหารเจส่วนใหญ่จะมีแร่ธาตุแคลเซียมน้อย มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า หากได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจส่งผลต่อความอ้วนได้ โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ผักสีเขียวเข้ม งาดำ งาขาว สาหร่าย เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ

ระหว่างกินเจอาจมีความรู้สึกว่าหิวง่ายเนื่องจากร่างกายอาจได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ จึงต้องกินอาหารว่างที่มีประโยชน์ เช่น ผลไม้สด เมล็ดธัญพืชอบกรอบ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน นมถั่วเหลืองผสมธัญพืช เต้าฮวยน้ำขิง ขนมปังไม่ขัดสี ข้าวโพดคลุก

ถ้ากินเจให้ถูกต้องตามสัดส่วนโภชนา การสามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย ที่มักจะขาด คือ โปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 แคลเซียม ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ การเจริญเติบโตไม่ดี ดังนั้นจำเป็นต้องเลือกแหล่งที่มาของอาหารอื่นทดแทน

สำหรับเมนูเจในแต่ละมื้อ ถ้าให้พูดชื่อเมนูคงยาก เพราะความชอบของแต่ละคนแตกต่างกัน ดังนั้นอยากให้ยึดหลักว่า แต่ละมื้อควรเน้นความหลากหลาย เช่น มื้อเช้า ข้าวต้มใส่ธัญพืช ใส่เต้าหู้ กลางวัน ผัดผัก แกงจืด ไม่ใช่ว่า เช้าเต้าหู้ทอด กลางวันผัดหมี่เจ เย็นผัดผัก คือ กินแต่อาหารเจผัด ๆ ทอด ๆ ทุกมื้อ ที่สำคัญคือ ในแต่ละมื้อควรทานผลไม้หลากสีสันด้วย.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา: เดลินิวส์ 6 ตุลาคม 2556

‘กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ’

dailynews130929_001เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำเดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี ถือเป็นวันเริ่มเทศกาลแห่งการถือศีลกินเจ ช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ตลอด 9 วัน ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 โดยในปี 2556 นี้ ตรงกับวันที่ 5-13 ตุลาคม เวียนมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลถือศีลกินเจในปีนี้

การกินเจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการกินเจในอดีต โดยอาหารเจในปัจจุบันจะเน้นหนักอาหารเจที่มัน ๆ ทอด ๆ ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม และอาหารเจปรุงสำเร็จที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่ากินเจแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว หากเรากินเจอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ใช้โปรตีนจากถั่ว และอาหารธรรมชาติชนิดต่าง ๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ นอกจากนี้ อาหารเจ ซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืช และอาหารจากธรรมชาติ ล้วนให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุลมีคุณค่าทั้งเสริมสร้าง ส่งเสริม และซ่อมแซมสุขภาพ

กินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

– ระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ เพราะถ้าเผลอรับประทานอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ ๆ ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร

-ไม่ควรรับประทานอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป เพราะอาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

– อาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ก็ไม่ควรรับประทานเยอะ ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกรับประทานอาหารเจประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารทอด ๆ ที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

กินเจอย่างไรให้ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

 -ถั่ว เป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ซึ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และไม่มีคอเลสเตอรอล

-เห็ด ปัจจุบันเห็ดเป็นเมนูฮิตของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูและมีรสชาติอร่อยถูก ปากแล้ว เห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และถั่ว แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น และที่สำคัญเห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย  ซึ่งเห็ดที่นิยมนำมาปรุงอาหาร เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และสารพัดเห็ดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น โดยเมนูเห็ดยอดนิยม ได้แก่ ยำเห็ดญี่ปุ่น เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม สเต๊กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ หรือ สปาเกตตีซอสเห็ด เป็นต้น

นอกจากเห็ดที่นำมาปรุงอาหารแล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายหรือเสื่อมง่ายนอกจากนี้ยังมีสารบางตัวที่เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันจึงถูกนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปเห็ดสกัดเข้มข้นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเห็ดแห้งมาบริโภคในรูปชาหรือซุป หรือในรูปแคปซูล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักสุขภาพ สามารถเลือกนำมาบริโภคได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในช่วงถือศีลกินเจ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดมาเน็นตาเกะ เห็ดเรอิชิ (เห็ดหลินจือ) และเห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) เป็นต้น

– ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศ พริกสุก แครอท ช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง ช่วยในการบำรุงไต สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงตับ และ สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ช่วยในการบำรุงปอด ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

-ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งผลไม้ที่สารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน นอกจากนี้มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ป้องกันท้องผูก ส่วนบิลเบอรี่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

เทศกาลถือศีลกินเจ ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ฉะนั้น อย่าให้ช่วงเวลาดี ๆ นี้ ทำให้คุณเสียสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารเจที่ได้จากอาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ และเห็ดต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการล้างพิษในร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก็จะช่วยให้คุณอิ่มบุญ และอร่อยกับเมนูอาหารเจได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์ 29 กันยายน 2556

กินเจปั๊มหัวใจแข็งแรงมากกว่าคนทั่วไป 1 ใน 3

Credit: m.nydailynews.com

Credit: m.nydailynews.com

ผู้ที่ทิ้งเนื้อและปลา หันมากินผักผลไม้อย่างเดียว จะปั้นให้หัวใจมีสุขภาพแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด ดังจะเห็นได้จากนักมังสวิรัติจะไม่ค่อยเสียชีวิต หรือต้องนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 32%

วารสาร “โภชนาการคลินิก” รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้ศึกษากับผู้เป็นมังสวิรัติทั้งในอังกฤษและสกอตแลนด์จำนวน 44,500 คน เปรียบเทียบกับผู้ที่กินอาหารปกติธรรมดา อยู่เป็นเวลานาน 11 ปี

ดร.ฟานเซสกา โครว์ หัวหน้านักวิจัยแจ้งว่า “ผลการศึกษาได้บอกให้รู้ว่า อาหารเป็นตัวชี้สุขภาพหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง และอาหารก็ให้ผลต่างกัน การกินผักผลไม้เป็นหลัก ช่วยลดการบริโภคไขมันให้น้อยลง เป็นเหตุให้ลดโอกาสเสี่ยงกับโรคหัวใจลงได้ นอกจากนั้น มันยังช่วยให้ความดันเลือดและไขมันในเลือดต่ำ และทำให้น้ำหนักตัวปกติด้วย

ขณะเดียวกัน โฆษกของมูลนิธิโรคหัวใจอังกฤษ ก็ให้ความเห็นว่า “ผลการวิจัยเท่ากับเตือนเราว่า เราควรจะกินอาหารให้ถูกส่วน และต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะรวมเนื้อสัตว์ด้วยหรือไม่ และควรรู้ว่าการกินมังสวิรัติ ไม่ใช่เป็นทางลัดไปสู่การมีหัวใจแข็งแรงทางเดียว”.

ที่มา :  ไทยรัฐ 15 กุมภาพันธ์ 2556

.

Related Article:

.

Vegetarians ‘cut heart risk by 32%’

By James Gallagher Health and science reporter, BBC News
Ditching meat and fish in favour of a vegetarian diet can have a dramatic effect on the health of your heart, research suggests.

A study of 44,500 people in England and Scotland showed vegetarians were 32% less likely to die or need hospital treatment as a result of heart disease.

Differences in cholesterol levels, blood pressure and body weight are thought to be behind the health boost.

The findings were published in the American Journal of Clinical Nutrition.

Heart disease is a major blight in Western countries. It kills 94,000 people in the UK each year, more than any other disease, and 2.6 million people live with the condition.

The heart’s own blood supply becomes blocked up by fatty deposits in the arteries that nourish the heart muscle. It can cause angina or even lead to a heart attack if the blood vessels become completely blocked.

Scientists at the University of Oxford analysed data from 15,100 vegetarians and 29,400 people who ate meat and fish.

Over the course of 11 years, 169 people in the study died from heart disease and 1,066 needed hospital treatment – and they were more likely to have been meat and fish eaters than vegetarians.

“Choosing the veggie option on the menu is not a shortcut to a healthy heart”

Tracy Parker British Heart Foundation

Dr Francesca Crowe said: “The main message is that diet is an important determinant of heart health.

“I’m not advocating that everyone eats a vegetarian diet. The diets are quite different. Vegetarians probably have a lower intake of saturated fat so it makes senses there is a lower risk of heart disease.”

The results showed the vegetarians had lower blood pressure, lower levels of “bad” cholesterol and were more likely to have a healthy weight.

Tracy Parker, from the British Heart Foundation, said: “This research reminds us that we should try to eat a balanced and varied diet – whether this includes meat or not.

“But remember, choosing the veggie option on the menu is not a shortcut to a healthy heart. After all, there are still plenty of foods suitable for vegetarians that are high in saturated fat and salt.

“If you’re thinking of switching to a vegetarian diet, make sure you plan your meals carefully so that you replace any lost vitamins and minerals, such as iron, that you would normally get from meat.”

SOURCE : bbc.co.uk

เตือนผู้ป่วยไตกิน “มะเขือเทศ-แครอท” มาก เสี่ยงหัวใจวายตาย

นักกำหนดอาหารเตือน ผู้ป่วยโรคไตกินเจให้ระวังรสเค็ม เผย กินผักผลไม้ที่มีโพแทสเซียมไม่มากช่วยปรับสมดุลร่างกายได้ เว้นผักสีสันสดใส อาทิ มะเขือเทศ แครอท คะน้า กินมากเสี่ยงหัวใจวายตาย

วันนี้ (16 ต.ค.) น.ส.จุฑามาส อ่อนน้อม นักกำหนดอาหาร คลินิกโรคไต โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่า ช่วงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 15-23 ต.ค.นี้ เมนูอาหารเจหลายอย่างได้เปลี่ยนการปรุงรสอาหารจากน้ำปลามาเป็นเกลือ หรือซีอิ๊วขาว ที่ทำจากถั่วเหลือง ซึ่งมีความเค็มและปริมาณโซเดียมใกล้เคียงกัน หากบริโภคอาหารเจที่มีโซเดียมมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือประมาณ 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน อาจเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ และ อัมพาต ได้ โดยเฉพาะอาหารเจที่มีการอุ่นตลอดเวลาหรือบ่อยครั้ง จะทำให้น้ำระเหยเหลือแต่ความเค็ม

“ผู้ที่ซื้ออาหารเจมาจากตลาด ซึ่งผู้ค้ามีการอุ่นกับข้าวตลอดเวลา ควรรับประทานแต่ส่วนที่เป็นเนื้อเท่านั้น ส่วนกลุ่มที่นิยมซื้ออาหารเจสำเร็จรูปมารับประทาน ควรที่จะอ่านฉลากโภชนาการก่อนทุกครั้งว่ามีปริมาณโซเดียมมากน้อยเท่าใด ซึ่งปริมาณโซเดียมในอาหารสำเร็จรูปเจที่เหมาะสมคือประมาณ 1,000 มิลลิกรัม โดยแต่ละยี่ห้อจะมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบแตกต่างกันไป” น.ส.จุฑามาส กล่าว

น.ส.จุฑามาส กล่าวอีกว่า ช่วงเทศกาลกินเจขอแนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากมีแร่ธาตุโพแทสเซียม ซึ่งสามารถช่วยปรับสมดุลความเค็มในร่างกายได้ อาทิ แอปเปิลลูกเล็ก ๆ หรือสับปะรด ยกเว้นกลุ่มคนที่ป่วยเป็นโรคไต ช่วงเทศกาลกินเจไม่ควรรับประทานผักและผลไม้ที่ให้โพแทสเซียมปริมาณมาก อาทิ แก้วมังกร ลองกอง ทุเรียน มะละกอ และ กล้วย หรือผักที่มีสีสันสดใส เช่น มะเขือเทศ ฟักทอง แครอท ใบคะน้า หรือ บรอกโคลี นอกจากนี้ ยังต้องระวังกลุ่มผลไม้แห้ง เช่น ลูกเกด ลูกพรุน กล้วยตาก เนื่องจากจะส่งผลระบบกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตได้

ที่มา:ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 ตุลาคม 2555

กินเจอย่างไร ไม่ให้เสียสุขภาพ

“ทานเจอย่างไรไม่ให้น้ำหนักขึ้นดี ?” “ช่วงกินเจหิวบ่อยจังเลย ทำอย่างไรดี?” “อยากกินเจนะ แต่อาหารเจมีแต่มัน ๆ เลี่ยน ๆ ทั้งนั้นเลย เลือกกินแบบไหนดี ?”

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ ดังนั้นก่อนจะเข้าสู่เทศกาลถือศีลกินเจ ซึ่งในปี พ.ศ.2555 นี้ตรงกับวันที่ 15 – 23 ตุลาคม ผู้เขียนเลยขอชวนทุกท่านมาอินเทรนด์บุญกับบทความแห่งเทศกาลกินเจกันค่ะ

แต่ละท่านอาจมีจุดประสงค์ของการกินเจที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะกินด้วยความเชื่อเรื่องเว้นกรรม งดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ หรือเพื่อเสริมจิตที่เมตตา ผลพลอยได้อย่างหนึ่งที่ผู้กินเจทุกคนน่าจะคาดหวัง ก็คือผลในเรื่องสุขภาพที่ดีใช่ไหมคะ?

คำว่ากินเจ บางคนแปลง่ายๆว่าการไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ เพราะหลักการกินเจที่ถูกต้องคือ การงดทั้งเนื้อสัตว์ ไข่ของสัตว์ รวมทั้งผักฉุนทั้ง 5 นั่นก็คือ กระเทียม(ทั้งหัวและต้น) หัวหอม (รวมถึงต้นหอม, ใบหอม, หอมแดง, หอมขาวและหอมหัวใหญ่) หลักเกียว (อันนี้คือกระเทียมโทนจีน หน้าตาคล้ายหัวกระเทียมนั่นแหละ) กุยช่าย และใบยาสูบ บุหรี่ รวมทั้งของมึนเมาต่าง ๆ เพราะเชื่อกันว่าผักทั้ง 5 ชนิด มีกลิ่นรุนแรงมีพิษเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ ทำงานผิดปกติ

ส่วนที่ถามกันมามากมายว่า การกินเจอย่างไรให้ได้ประโยชน์นั้น ความจริงสามารถทำได้ง่าย หากผู้กินเจทุกท่าน มีเวลาเลือกสรรวัตถุดิบที่ดี มีประโยชน์ นำมาประกอบอาหารเจทานกันเอง แต่ด้วยวิถีการใช้ชีวิตในปัจจุบันย่อมเป็นไปได้ยาก ทำให้การซื้ออาหารเจมาทานเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและสะดวกกว่า

ปัญหาร้อยทั้งร้อยที่ประสบพบเจอกันก็คือ อาหารเจที่ขายล้วนมีแต่มัน ๆ เลี่ยน ๆ อุดมไปด้วยแป้ง แทนที่จะได้ทานเจเพื่อสุขภาพ กลับกลายเป็นเพิ่มปัญหาให้กับสุขภาพกันไป

มาดูกันได้แล้วคะว่าเทคนิคในการทานเจให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ ควรพิจารณาถึงสิ่งใดกันบ้าง

1.เลือกกินให้ครบ 5 หมู่ในทุกๆ มื้อ หลักนี้สำคัญมากและขาดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะทานอาหารปกติ หรือทานอาหารเจ เราควรคำนึงถึงสัดส่วนอาหารในแต่ละหมู่ให้ครบในทุกๆมื้อ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป หากใครกลัวว่าทานเจแล้วไม่ละเว้นการทานเนื้อสัตว์จะได้โปรตีนไม่เพียงพอ ไม่ต้องกังวลนะคะ ให้เน้นทานพืชตระกูลถั่ว เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนกันค่ะ

2.เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย ธัญพืชต่าง ๆ ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยออกมาเป็นแป้งที่พร้อมดูดซึม ซึ่งน้ำตาลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณที่เท่ากันของแป้งขัดขาว

3.เลือกกินของนึ่ง, ต้ม, ตุ๋น และเลี่ยงของทอดและผัด เพราะช่วยให้เลี่ยงการกินน้ำมัน ซึ่งมีไขมันอยู่สูง ข้อนี้สำคัญมากๆสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และไม่อยากได้ไขมันส่วนเกินแถมมาในช่วงเทศกาลกินเจ

4.เลือกกินผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีคาร์โบไฮเดรตที่น้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้น การกินผักใบจะทำให้เราได้พลังงาน และปริมาณแป้งน้อยกว่าจึงไม่ทำให้อ้วน

5.กินหวานให้น้อยลง ไม่ใช่ว่าเมื่อคุณกินเจแล้ว จะสามารถกินขนมหวานได้เต็มที่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารเจหรือไม่เจ ถ้ามีความหวานและผสมน้ำตาลอยู่มากก็อ้วนได้ไม่ต่างกัน

6.ควรกินผลไม้หลายๆ สี ทั้งแดง, เขียว, ขาว, เหลือง, ดำ เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่หลากหลายและเพียงพอ รวมไปถึงมีไฟเบอร์ที่จะช่วยระบบขับถ่าย ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียและสารพิษตกค้างออกมา ส่วนใครที่มักมีปัญหา กินเจแล้วหิวบ่อย ให้หาแอปเปิ้ลเขียว หรือผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยติดตัวไว้นะคะ ได้รองท้องแล้ว ยังได้ประโยชน์อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

7.ควรกินพืชตระกูลถั่วด้วย เพราะเป็นแหล่งโปรตีน มีธาตุเหล็กสูง ช่วยสลายคอเลสเตอรอล ปัจจุบันถั่วถูกแปลงโฉมให้อยู่ในรูปของโปรตีนเกษตร ที่มีความคล้ายคลึงกับอาหารจริง ๆ แล้วแถมยังไม่มีไขมันด้วย แต่แนะนำให้เลี่ยงพวกถั่วทอดไว้นะคะ เดี๋ยวจะได้ไขมัน และคอเลสเตอรอลเพิ่มได้โดยไม่รู้ตัว

8.ควรกินให้หลายหลาย หลักการเดิมๆที่ผู้เขียนเองมักเตือนทุกๆ ท่านอยู่บ่อยๆ ว่าไม่ควรทานอะไรซ้ำๆ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการสะสมของอันตราย โดยเฉพาะอันตรายทางเคมีที่เรามองไม่เห็น และสะสมในร่างกายจนเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยเฉพาะอาหารเจที่มีไขมันสูง บรรจุในกล่องโฟม อาหารปิ้ง ย่าง หรือทอด

หลายข้อหน่อย แต่มีประโยชน์มากนะคะสำหรับสุขภาพของเรา และคนที่เรารักในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจนี้ ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ก็เพื่อสุขภาพที่ดีตามคอนเซ็ปต์ You are what you eat กันค่ะ ท้ายนี้ผู้เขียนขออนุโมทนาในทุกๆ บุญกุศล ของผู้ที่ “ถือศีล กินเจ” กันด้วยนะคะ สาธุ.

“PrincessFangy”
twitter.com/PrincessFangy

ที่มา: เดลินิวส์ 12 ตุลาคม 2555

‘เจ’อิ่มบุญ ‘ล้างพิษ’ กินเห็ด..สร้างภูมิคุ้มกัน

อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาล “กินเจ” ซึ่งตามปฏิทินจีนกำหนดไว้ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนและชาวไทยเชื้อสายจีนได้มีโอกาส “ถือศีล กินเจ” งดเว้นเนื้อสัตว์และอบายมุขต่างๆ ตลอดจนทำจิตใจให้สงบ ในช่วงระยะเวลา 9 วัน ซึ่งนอกจากจะได้บุญตามความเชื่อของแต่ละบุคคลแล้ว  ในทางวิทยาศาสตร์ มีรายงานยืนยันว่า การงดเว้นการกินเนื้อสัตว์แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 9 วัน แต่ก็มีส่วนทำให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น เพราะมีการขับพิษและของเสียต่างๆออกจากร่างกายเพื่อปรับความสมดุล

อ.ศัลยา คงสมบูรณ์เวช  นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพจากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณ การกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้ง แล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว หรือกระเทียมโทนจีน กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ  ส่วนการงดเนื้อสัตว์จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่

“เห็ดและถั่วเป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป เป็นอีกช่วงเวลาที่คนที่กินเจได้รับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามินนำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆด้วย”

เห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วนเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย

สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ขณะที่ สมาคมโรคหัวใจของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้เลือกกินอาหารให้สมดุลโดยเน้นอาหารประเภทผักผลไม้และธัญพืช

อย่างไรก็ตาม อ.ศัลยา บอกว่า เห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีมากถึง 38,000 สายพันธุ์ แต่มีเห็ดเพียงไม่กี่ชนิดที่รับประทานได้และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและบางชนิดไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย ที่เรียกว่า Medicinal Mushrooms โดยสามารถนำไปใช้ เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ป้องกันไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ลดการอักเสบ ต้านการแพ้ ควบคุมสมดุลของระดับน้ำตาล ส่งเสริมระบบการขับพิษจากร่างกาย

เห็ดทางการแพทย์ ที่มีการนำมาใช้เพิ่มภูมิคุ้มกัน มีหลายชนิด ชื่ออาจจะดูแปลกๆไม่คุ้นหู เช่น เห็ดปุยฝ้าย หรือ เห็ดยามาบูชิตาเกะ ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น พบว่าให้ผลต่อการเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และผิวหนัง เห็ดหลินจือ อันนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นเห็ดสมุนไพรที่ใช้เป็นยาทั้งในประเทศจีนและญี่ปุ่น สารสำคัญที่พบคือ Triterpenoids และโพลีแซ็กคาไรด์ สารเหล่านี้มีส่วนช่วยเสริมความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน ลดระดับคอเลสเทอรอล ไปจนถึงการยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่ผิดปกติ นอกจากนี้ ยังมีหญ้าหนอน หรือ ถั่งเฉ้า ที่มีการนำมาใช้เป็นยาอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้มากมาย เช่น เสริมภูมิต้านทาน ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง รักษาภูมิแพ้ แก้เครียด ชาวจีนจึงขนานนามว่า “เห็ดอายุวัฒนะ

เห็ดไมตาเกะ ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดชนิดนี้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด และมีหลายการศึกษาบ่งชี้ว่าสารสกัดเห็ดไมตาเกะช่วยให้การได้รับเคมีบำบัดขนาดน้อยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ปกป้องเซลล์ที่แข็งแรงไม่ให้ถูกทำลาย เห็ดหอม หรือ เห็ดชิตาเกะ เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
มีคำถามว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น อ.ศัลยา  บอกว่า จริง ๆ แล้วอาหารเจเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอร์รี่ ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ ใยอาหารที่ละลายน้ำ จะช่วยลดคอเลสเทอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ขณะที่ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูก

ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้ง  2 ชนิด โดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำก็มีมาก เช่น พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ ที่ผู้บริโภคต้องรู้จักเลือก และผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล

เทศกาลกินเจปีนี้ เตรียมตัวให้พร้อมกับการปฏิวัติชีวิต บอกลาเนื้อสัตว์ 9 วัน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อย ๆ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย.

ที่มา: ไทยรัฐ 6 ตุลาคม 2555

ชาวพุทธที่แท้เป็นอย่างไร?

ถ้าจะถามว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธหรือไม่ หากเรายึดตามหลักฐานทางราชการ คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะคนไทยส่วนใหญ่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่านับถือศาสนาพุทธ

แต่ถ้าเรายึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลัก แล้วนำมาใช้เป็นสิ่งประกอบการพิจารณาว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และมีพฤติกรรมแบบไหน เหมาะสมกับการเป็นชาวพุทธหรือไม่ คำตอบอาจเปลี่ยนไป และอาจทำให้หลาย ๆ คนเริ่มไม่แน่ใจว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธจริงหรือไม่

เพราะในปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากเชื่อถือในหลาย ๆ เรื่องที่ขัดแย้งกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาทิ ฤกษ์ยาม ปีชง ฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง กินเจ ดูดวง ไหว้พระขอพร 9 วัด บูชาวัตถุมงคล ของขลัง ตัดกรรม แก้กรรม สะเดาะเคราะห์ เป็นต้น

ณัฐพบธรรม ผู้เขียนหนังสือ นี่หรือเมืองพุทธ กล่าวว่า “เดิมทีผมก็มีชีวิตที่อุดมไปด้วยความเชื่อผิด ๆ เช่นกัน แต่เมื่อได้ลิ้มรสธรรมของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมเข้าใจความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้ผมจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่ยึดเหนี่ยวอย่างไม่มีวันสั่นคลอน เชื่อมั่นในกฎแห่งกรรม ทำบุญตามหลักกิริยาวัตถุ 10 อย่างสม่ำเสมอ รักษาศีล พยายามละบาปให้มากที่สุด และหาโอกาสทำบุญอยู่เป็นประจำ ทุกวันนี้ผมเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าเราจะต้องการอะไร หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี เช่น ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต มีการงานที่ดี ฐานะมั่นคง คู่รักดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีมิตรที่จริงใจ มีสุขภาพที่ดี หรืออะไรก็ตาม หากเราทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ชีวิตของเราก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขอย่างที่เราต้องการอย่างแท้จริง”

ยกตัวอย่างความเชื่อ อย่างเรื่องปีชง ให้ลองคิดดูว่าในแต่ละปีจะมีปีชงทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ประมาณ 4 นักษัตร ตามหลักตรรกะจะเห็นได้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่คนเกิดปีชงจะประสบเหตุร้าย แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดปีชงจะประสบเหตุร้ายไปหมด บางคนก็ไม่มีอะไรเลย บางคนกลับดีด้วยซ้ำ ถ้าตรงจริงคนเกิดปีชงก็ต้องแย่เหมือนกันหมด แต่นี่ไม่ใช่ คนรวยก็ยังคงรวยเหมือนเดิมแม้จะเกิดปีชง สรุปได้ว่า ชีวิตเราไม่ได้เป็นไปตามปีชง แต่เป็นไปตามกรรมที่เราได้ทำ

พูดถึงเรื่องกรรม บางคนโทษว่าเหตุร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเพราะกรรมเก่า บางคนก็เชื่อว่าจะสามารถแก้กรรม ตัดกรรม ทำให้เรื่องร้าย กลายเป็นเรื่องดีได้ แต่จริง ๆ แล้วกรรมก็คือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้ว เราย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ทุกการกระทำมีผลเกิดขึ้นตามมา ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกคนลองหันกลับมามองดูตัวเองว่าทำอะไรไม่เหมาะสม ทำให้เกิดสิ่งไม่ดี แล้วให้แก้ไขที่ต้นเหตุ

ถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำบุญไหว้เจ้า ไหว้พระขอพร 9 วัด กิจกรรมหลักก็คือการจุดธูปเทียน ไหว้อธิษฐาน อ้อนวอนขอกับพระพุทธรูป ที่ทำมาจากอิฐ หิน ปูน ทราย บางคนนิยมทำบุญไหว้พระกับวัดที่มีชื่อเป็นมงคล ให้ลองคิดดูว่า พระ เด็กวัด คนที่อาศัยอยู่รอบวัด คนเหล่านี้อยู่ในวัดตลอด 24 ชั่วโมง ได้ดีทุกคนหรือไม่ พระไตรปิฎกบอกการอ้อนวอนขอ ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการ ถ้าจะไหว้ให้ได้บุญจริง ต้องไหว้ด้วยความนอบน้อม ทำด้วยจิตที่เป็นกุศล ไม่ใช่จิตอ้อนวอนขออยากได้ หลายคนเวลามีเรื่องทุกข์ใจหรือหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้ มักหันไปพึ่งพาคำแนะนำจากหมอดู และวิธียอดนิยมที่หมอดูใช้ในการดูดวงก็คือการทำนายจากวันเกิด ซึ่งในพระไตรปิฎกมีตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นแล้วว่า เราไม่สามารถทำนายอนาคตจากเวลาเกิดได้ เพราะมีผู้ที่เกิดในวันเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะถึง 4 คน คือ พระนางยโสธรา พระอานนท์ พระกาฬุทายี และพระฉันนะ กับม้ากัณฐกะ แต่ทั้งห้าก็มีฐานะที่ไม่เท่ากัน และมีความเป็นอยู่ที่ไม่เหมือนกัน

ครูลิลลี่ พูดถึงเรื่องความเชื่อกับการปฏิบัติว่า “คนส่วนใหญ่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของภาษา ทำบุญต้อง 9 วัด เพราะเลข 9 เป็นเลขมงคล หมายถึงก้าวหน้า หรือความเชื่อที่ว่าไม่ให้เอามังคุด กับมะไฟไปทำบุญก็เพราะชื่อไม่เป็นมงคลเหมือนกัน เมื่อก่อนก็เคยดู ดวง ฤกษ์ยามเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ดูแล้ว ดูไปก็เท่านั้น เราต้องดูตัวเอง ครูสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ผลเกิดจากเหตุ อยากได้เกรดต้องเกิดจากการกระทำไม่มีใครช่วยได้นอกจากตัวเราเอง คนไทยส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทำบุญเพียงแค่การตักบาตร ถวายสังฆทาน แต่จริง ๆ แล้วต้องให้ทาน ศีล ภาวนา ละชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์ ศรัทธาต้องคู่กับปัญญา ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดทำบุญ แต่ขอให้มีสติอยู่ตลอดเวลา อยู่กับลมหายใจและสติ”

ความเป็นชาวพุทธแท้ ไม่ได้วัดกันที่ว่าเราไปวัดบ่อยแค่ไหน สวดมนต์นานแค่ไหน กราบพระบ่อยแค่ไหน นุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ แต่วัดกันที่ เราปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากแค่ไหนต่างหาก

ถึงแม้เราจะไม่ได้ไปวัดบ่อยนัก สวดมนต์พอประมาณ ใส่เสื้อผ้าสีขาวตามวาระโอกาส ไหว้พระพุทธรูปตามโอกาสอันควร แต่ถ้าเราสามารถรักษาศีล 5 ได้อย่างเคร่งครัด ทำบุญกิริยาวัตถุ 10 สม่ำเสมอ ไม่ทำอกุศลกรรมบถ 10 และมีจิตใจที่ยึดมั่นถือมั่นในพระรัตนตรัยอย่างไม่มีวันสั่นคลอนโดยไม่สนใจความเชื่อผิด ๆ

แบบนี้ต่างหากสามารถพูดได้ว่าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง.

ที่มา: เดลินิวส์ 25 เมษายน 2555