สมุนไพร vs ลิ่มเลือดอุดตัน โดย โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

Credit : wikipedia.org

Credit : wikipedia.org

ยาละลายลิ่มเลือด คือ ยาที่มีชื่อว่า วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจเต้นผิดปกติ หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียมเพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดไหลไปอุดตันเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงก็อาจทำให้เป็นอัมพาต, หัวใจ หากมีลิ่มเลือดไปอุดตันก็อาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายได้

ส่วนยาแอสไพริน (Aspirin) นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดอย่างที่หลายๆ ท่านอาจเข้าใจหรือเรียกผิดไป แต่แอสไพรินเป็นยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ซึ่งแพทย์มักสั่งใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคเรื้อรังอย่าง เบาหวาน ไขมัน ความดัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ หรือในรายที่เป็นโรคหลอดเลือดและหัวใจแล้ว ก็สามารถรับประทานยานี้เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคได้

สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน จะมีการติดตามการรักษาและมีการปฏิบัติตัวที่เคร่งครัดกว่าการรับประทานยาแอสไพริน เนื่องจากเป็นยาที่มีช่วงการรักษาแคบ หมายความว่า ถ้ารับประทานยาน้อยไปการรักษาก็จะได้ผลไม่ดี ทำให้ผู้ป่วยยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดที่เป็นอันตรายเหมือนกับไม่ได้รับประทานยา แต่ถ้ารับประทานยามากเกินไปก็จะเกิดปัญหาเลือดออกง่าย เนื่องจากเลือดไม่ยอมแข็งตัว โดยแพทย์จะนัดดูผลเลือด เรียกว่า ค่าไอเอ็นอาร์ (INR) ว่าผู้ป่วยได้รับยาในขนาดที่เหมาะสมตามค่าเลือดที่ต้องการหรือไม่

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งของการรับประทานยาวาร์ฟาริน คือ การรับประทานยาวาร์ฟาริน ร่วมกับยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิด ที่มักเกิดการตีกัน ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟารินในเลือดไม่คงที่หรือผิดปกติไป โดยสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ส่งผลต่อระดับยาวาร์ฟาริน และผู้ที่ใช้ยาควรระมัดระวัง มีดังนี้

สมุนไพรที่เพิ่มผลยาวาร์ฟารินและแอสไพริน ได้แก่ กระเทียม ขิง ขมิ้นชัน แปะก๊วย วิตามินอี น้ำมันปลา ตังกุย และโสม

สมุนไพรที่ลดผลของยาวาร์ฟาริน ได้แก่ ผักใบเขียว (ผักใบเขียวมีวิตามินเคสูง ซึ่งวิตามินเคช่วยทำให้เลือดแข็งตัว) ชาเขียว โคเอ็นไซม์คิวเทน และโสม

สำหรับโสมนั้น มีทั้งรายงานที่เพิ่มฤทธิ์ยาวาร์ฟารินและลดฤทธิ์ยาวาร์ฟาริน

แต่อย่างไรก็ตาม สมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่กล่าวถึงนั้น ให้ระมัดระวังในท่านที่รับประทานในรูปแบบสารสกัด หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนการรับประทานในรูปแบบผักหรือที่ไม่ใช่สารสกัดก็สามารถรับประทานได้ สำหรับท่านที่มีความต้องการรับประทานในรูปแบบสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ เพื่อติดตามค่าเลือดว่ายังอยู่ในช่วงการรักษาที่เหมาะสมหรือไม่

การรับประทานสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ในผู้ป่วยที่รับประทานยาแอสไพริน ไม่ได้มีข้อควรระวังเท่ากับผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน ยกเว้นในรายที่เสี่ยงจะเกิดเลือดออกง่าย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยสูงอายุ อาจมีการติดตาม หรือสังเกตว่ามีอาการอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ถ่ายดำ ปัสสาวะมีสีคล้ำ ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด เกิดจ้ำเลือดใต้ผิวหนังเป็นสีม่วงๆ ช้ำ โดยที่ไม่ได้ไปกระแทกหรือโดนอะไรมา หากมีอาการดังกล่าวนี้ ผู้ป่วยที่รับประทานยาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ หรือคนที่จะทำการผ่าตัด หรือถอนฟัน ควรมีการหยุดยายาวาร์ฟาริน หรือแอสไพรินก่อนตามคำแนะนำของแพทย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร
โทร 037-211-289

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ 26 เมษายน 2557

Advertisements

สมุนไพรไทย ‘ขมิ้นชัน’

dailynews140105_001ขมิ้นชัน เป็นชื่อค่อนข้างเป็นทางการของขมิ้นชนิดไทย ๆ ที่นิยมใช้กันอยู่ในบ้านเราแต่โบราณ ทั้งใช้ในการใส่ปรุงอาหาร ยกตัวอย่างเช่น อาหารหลายอย่างในภาคใต้ เช่น แกงเหลือง และใช้เป็นสมุนไพรไทย ใช้ถูทาและรับประทาน ช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ หลายอย่างหลายประการ อาทิขับลม ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย บรรเทาอาการจุกเสียด อาการปวดประจำเดือน แก้ท้องเสีย โดยเฉพาะในวัยเด็กและแก้ปวดข้อในช่วงสูงวัย ในหมู่ผู้สูงอายุไทยที่นิยมขมิ้นชันในต่างอำเภอ ต่างตำบล บางครั้งก็เรียกชื่อต่าง ๆ กันไป เช่น ขมิ้น ขมิ้นแกง ขมิ้นยวก ขี้มิ้น ตายอ สะยอ  หมิ้น เป็นต้น

ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. ชื่อพ้อง Curcuma domestica Valeton วงศ์ตระกูล ZINGIBERACEAE ส่วนที่ใช้ คือ เหง้าสด หรือแห้ง

กรรมวิธีการผลิต

เก็บเหง้าหลังจากการปลูก 9-10 เดือน (ใบส่วนล่าง เปลี่ยนเป็นสีเหลือง) การเตรียมขมิ้นชันแห้งในทางการค้าเตรียมได้โดยนำเหง้ามาต้มกับนํ้าเติมมูลโคลงไปเล็กน้อย ต้มนาน 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมงจนเหง้านิ่มและมีสีเข้มขึ้น นำมาผึ่งให้แห้งในที่ร่ม แล้วนำมาขัดเอาเปลือกออก หรือเก็บเหง้า แล้วทำความสะอาด แล้วฝานเป็นชิ้นหนา ตากแดดให้แห้ง

สารสำคัญของขมิ้นชันคือ สารกลุ่ม Curcuminoids: และ Curcumin, Cyclocurcumin, Flavonoid, Terpenoids นํ้ามันหอมระเหย ประมาณ 3-7.2% ประกอบด้วยสารกลุ่ม bisabolane, quaiane และ germacrane sesquiterpenes เป็นสารหลัก ส่วนสารอื่น ๆ มีบรรยายไว้ในตำรับ–ตำราต่าง ๆ กัน อาจไม่พบในขมิ้นชันไทยและอาจมีประโยชน์ไม่มากในการสร้างผลิตภัณฑ์

ข้อกำหนดในการผลิตสมุนไพรขมิ้นชันให้เกิดประโยชน์สูงสุดและปลอดภัยที่สุดนั้น แม้จะมีข้อกำหนดมากมายหลายประการ เช่น ข้อกำหนดทางกายภาพและเคมีของเภสัชตำรับไทย ตำรับอินเดีย ตำรับจีน ตำรับเยอรมัน และตำรับของ World Health Organization (WHO) ก็ตาม ขอแนะนำให้ใช้ตำรับไทยเพราะสามารถหาข้อและคำแนะนำจากผู้ชำนาญการหลายด้านของ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฯ เพราะสามารถทั้งตอบปัญหา ปรับปรุงวิธีการ ปรับแต่งวิธีการหรือหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรผสมใหม่ ๆ ที่แตกต่างและดีขึ้นได้ด้วย

จากการศึกษาอย่างมีระบบพบว่า มีประโยชน์ทางยาดังนี้

การใช้ที่มีข้อมูลการศึกษาทางคลินิกสนับสนุน ขับลม อาหารไม่ย่อย และลดกรด

การใช้ตามเภสัชตำรับและการแพทย์แผนเดิม บรรเทาอาการแน่น จุกเสียด ลดนํ้าหนัก ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมาไม่ปกติ อาการดีซ่าน ปวดไหล่และแขน บวมช้ำปวดบวม

การใช้ตามภูมิปัญญา ขมิ้นชันทั้งสดและแห้ง เป็นยาบำรุงธาตุ ฟอกเลือด แก้ท้องอืดเฟ้อ ขมิ้นสด ๆ แก้ท้องเสีย รักษาโรคทางเดินอาหาร แก้ปวดข้อ

 

การศึกษาทางเภสัชวิทยา

ฤทธิ์ขับลม นํ้ามันหอมระเหยมีฤทธิ์ขับลม

ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ สาร curcumin มีฤทธิ์ต้านการเกิดแผล โดยกระตุ้นการหลั่งสารเมือกมาเคลือบ และยับยั้งการหลั่งของนํ้าย่อยต่าง ๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของลำไส้ใหญ่โดยมีผลต่อกรดหลาย ๆ ชนิดทั้งในกระเพาะและในลำไส้ใหญ่ที่จะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ และเมื่อมีอาหารและนํ้าย่อยอาหารตามปกติก็อาจจะย่อยบริเวณที่อักเสบให้เกิดเป็นแผลได้ สารสำคัญของขมิ้นชันคือ curcumin ก็จะหลั่งมาเคลือบผิวกระเพาะทำให้บรรเทาไปได้ดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นสารสกัดขมิ้นชันยังมีผลต่อการหลั่งของกรด โดยยับยั้งที่ H2 histamine receptors และทำให้การหลั่งกรดบรรเทาลง ส่งผลให้ระคายกระเพาะหรือกัดกระเพาะได้น้อยลงเป็นแผลในกระเพาะได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ภายใต้ความเครียดหรือภายใต้ภูมิแพ้

ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดแอลกอฮอล์และสาร curcumin มีฤทธิ์ต้านเชื้อ Helicobacter pylori ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลที่กระเพาะอาหาร และก่อเกิดมะเร็ง

ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สารสกัดแอลกอฮอล์ สารสกัดนํ้า นํ้าคั้น สาร curcuminoids (โดยเฉพาะสาร demethoxycurcumin) และนํ้ามันหอมระเหยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันและเรื้อรังในสัตว์ทดลอง ซึ่งฤทธิ์ต้านการอักเสบช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะอาหารได้ สาร curcumin มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยมีกลไกต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดผ่านกลไกการยับยั้งสาร ประกอบของเกล็ดเลือดและกรด arachidonic acid และยับยั้งการสร้าง thromboxane และ Ca2 signaling และเปลี่ยนแปลงการเผาไหม้ของ eicosanoid สารอีกตัวหนึ่งในขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยมีกลไกต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดผ่านกลไกการยับยั้งกรด arachionic acid และตัวต้านการกระตุ้นเกล็ดเลือด

ฤทธิ์ขับนํ้าดี สารสำคัญที่มีฤทธิ์ขับนํ้าดีคือ สาร curcumin, sodium curcuminate และ cineolo

ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดขมิ้นชันมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ และมดลูก

ฤทธิ์ช่วยทำให้ไตพิการเนื่องจากโรคเบาหวานดีขึ้น การป้อนสาร curcumin ขนาด 15 และ 30 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ให้หนูที่ทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าจะช่วยทำให้ไตพิการเนื่องจากโรคเบาหวานดีขึ้น

ฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งและต้านมะเร็ง สาร curcumin มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็ง ต้านมะเร็งและป้องกันการลุกลาม โดยยับยั้งเซลล์มะเร็งและเอนไซม์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สาร curcumin และ ar-turmerone มีผลทำให้เซลล์มะเร็งของคนหลายชนิดตายแบบ apoptosis

ฤทธิ์ปกป้องตับ สารสกัดขมิ้นชัน 1% มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของตับหนูจากสาร D-gatactosamine สารกลุ่ม curcuminoids มีฤทธิ์ปกป้องตับในหลอดทดลองได้ดีเทียบเท่าสารมาตรฐาน silybin และ silychristin สาร curcumin มีฤทธิ์ปกป้องตับ โดยมีผลต่อสารที่ก่อเกิดมะเร็งที่ตับ (N-nitrosodiethylamin (DENA)

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น สารกลุ่ม curcuminoids มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น โดยสาร curcumin มีฤทธิ์ดีที่สุด และมีฤทธิ์ดีกว่าวิตามินซี และ resveratrol

ฤทธิ์ต้านการเกิดโรคความจำเสื่อม (Alzheimer disease) สาร calebin-A, curcumin, demethoxy-curcumin, bisdemethoxycurcumin และ 1.7-bis (4-hydroxyphenyl)–1-heptene-3.5-dione มีฤทธิ์ต้านการเกิดโรคความจำเสื่อม โดยมีผลป้องกันการถูกทำลายของเซลล์สมอง

ฤทธิ์ต้านความซึมเศร้า สารสกัดเอทานอลมีฤทธิ์ต้านความซึมเศร้าเรื้อรังอย่างอ่อนในหนูขาว เช่นเดียวกับสารสกัดนํ้า ซึ่งมีกลไกการต้านการซึมเศร้าโดยยับยั้งการทำงานของ monoamione oxidase A (MAO)

กลไกการนำส่งยา สารกลุ่ม curcuminoids มีผลต่อการนำส่งยาโดยมีผลยับยั้งเอนไซม์ P-glycoprotein

ฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ cytochrome P450s: สารสกัดเมทานอลมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 สาร curcumin มีผลต่อเอนไซม์ CYPIA2, CYP3A4, CYP2D6, CYP2C9 และ CYP2B6 ซึ่งจะมีผลต่อการเผาผลาญสารต่าง ๆ ในร่างกาย แต่สารมีสลายตัวแล้วของ curcumin จะไม่มีผลดังกล่าว

 

ขมิ้นชันนี้ไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศไทย แต่สามารถปลูกได้แพร่หลายในเอเชียตอนใต้ ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหพันธรัฐมาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แถบคาบสมุทรอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศผู้ส่งออกได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และสาธารณรัฐอินโดนีเชีย

กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้มีนโยบายสนับสนุนสมุนไพร 5 ประเภทเป็นผลิตภัณฑ์นำหน้า (Champion Product) สำหรับประเทศไทยให้สัมฤทธิผลภายในช่วง 2-3 ปีนี้ ได้แก่ ใบบัวบก ซึ่งคอลัมน์นี้ได้นำเสนอไปให้ผู้อ่านไปแล้ว 2 ตอน ตัวต่อมาก็คือ กวาวเครือ โดยเฉพาะกวาวเครือขาว ไพร สมุนไพรรวม ได้แก่ ลูกประคบและตัวสุดท้ายคือ ขมิ้นชัน ซึ่งนำเสนอให้กับท่านผู้อ่านวันนี้เพื่อเน้นคุณค่าของสมุนไพรไทย ซึ่งยังใช้ได้เป็นยาทาภาย นอกและการผลิตแบบเก่าซึ่งหลายวิธีใช้ดื่มกินได้เพื่อบรรเทาอาการ แต่ขอให้แน่ใจว่า ผลิตถูกต้องปราศจากสารพิษเจือปนหรือปราศจากเชื้อโดยขอคำแนะนำได้จาก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกฯ รวมทั้งศึกษาหาวิธีผลิตให้เหมาะสมแบบสมุนไพรเดี่ยวหรือสมุนไพรรวมหลายประเภท ทั้งการผลิตที่เป็นอาหารเสริม เครื่องสำอาง และเป็นยาแผนโบราณที่ผลิตโดยกรรมวิธีสมัยใหม่

ข้อมูลจาก หนังสือ “คุณภาพเครื่องยาไทย งานวิจัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ภญ.รศ.ดร.นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และ ภญ.ผศ.ดร.นงลักษณ์ เรืองวิเศษ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  5 มกราคม 2557

.

dailynews140112_001

สมุนไพรไทย ‘สมุนไพร’ ตอนที่ 2

ไม่เพียงฤทธิ์ต่าง ๆ ของสมุนไพรขมิ้นชันซึ่งดูวิเศษดังที่เสนอความรู้ไว้ในตอนที่ 1 เท่านั้น แต่ก็มีการศึกษาทางด้านพิษวิทยาด้วยพบว่า

ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ ขมิ้นชันและสาร  curcumin ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลัน ขนาดของสารสกัดเอทานอล 50% ที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD) มีค่ามากกว่า 15 กรัม/กิโลกรัม โดยการป้อนทางปาก ฉีดใต้ผิวหนัง และทางช่องท้อง

การศึกษาความเป็นพิษเรื้อรัง การให้สาร curcuminoids ในขนาดที่ใช้ในคน 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 เดือน ไม่ทำให้เกิดพิษในหนูขาว แต่สาร curcuminoids ในขนาดสูงอาจมีผลต่อการทำงานและโครงสร้างตับได้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับเป็นปกติได้เมื่อหยุดใช้

 

การศึกษาทางคลินิก

ประสิทธิผลในการรักษาอาการท้องเสีย รายงานจากอินโดนีเซียพบว่าขมิ้นชันใช้รักษาอาการท้องเสียได้

ประสิทธิผลในการรักษาอาการแน่นจุกเสียด การรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน นาน 7 วัน มีผลการรักษาดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยาและที่ได้รับประทานยา flatulence

ประสิทธิผลในการรักษาแผลในทางเดินอาหาร  การรับประทานขมิ้นชัน ครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง ก่อนอาหารและก่อนนอน จะบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลได้ และการให้ขมิ้นชัน (300 มิลลิกรัม/แคปซูล) ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ แผลหายในผู้ป่วย 19 ราย ใน 25 ราย (คิดเป็น 76%) อีกการทดลองในผู้ป่วย 45 คน รับประทานขมิ้นชัน (300 มิลลิกรัม/แคปซูล) ครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 5 ครั้ง พบว่าผู้ป่วยแผลหายภายใน 4 สัปดาห์ จำนวน 12 ราย หายภายใน 8 สัปดาห์ จำนวน 18 ราย หายภายใน 12 สัปดาห์ จำนวน 19 ราย  การศึกษาผลของสาร curcumin ในการยับยั้งเชื้อ Helicobacter pylori ในผู้ป่วย 25 คน พบว่าสาร curcumin ขนาด 30 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 2 เวลา ไม่มีผลในการยับยั้งเชื้อ แต่อาการโรคกระเพาะดีขึ้น

ประสิทธิผลลดการบีบตัวของลำไส้  การรับประทานขมิ้นชัน วันละ 162 มิลลิกรัม พบว่ามีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ได้

ประสิทธิผลในการรักษา Irritable bowel syndrome (IBS) ในการทดลองแบบ partially blinded randomized trial ในอาสาสมัครจำนวน 500 คน รับประทานสารสกัดมาตรฐานขมิ้นชัน ขนาด 1 และ 2 เม็ด เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าสามารถลดอาการดังกล่าวได้

ความเป็นพิษในคน  การศึกษา clinical trial Phase I พบว่าการรับประทานสาร curcumin ในปริมาณ 10 กรัมต่อวัน ไม่ก่อเกิดพิษ และการรับประทานน้ำมันหอมระเหยขมิ้นชันในปริมาณ 0.6 มิลลิลิตร วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 1 เดือน และ 3 เดือน ในอาสาสมัครจำนวน 9 คน พบว่ามีความปลอดภัย

 

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีท่อน้ำดีอุดตัน ผู้ที่ไวต่อขมิ้นชัน และผู้ป่วยโรคนิ่วควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

 

ข้อควรระวัง

ควรระมัดระวังการใช้ในหญิงมีครรภ์และเด็ก ยกเว้นภายใต้การดูแลของแพทย์  ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิต้านทาน

 

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยากลุ่มต้านการอักเสบ (NSAIDs),antiplatelet agent (เนื่องจากขมิ้นมีผลทำให้เกล็ดเลือดไม่เกาะกลุ่ม) ยาที่มีผลต่อ cyto-chrome P450 (ขมิ้นมีผลยับยั้ง cytochrome P450, CYP1A1/1A2) ยาลดไขมันในเลือด (ขมิ้นมีผลในการลดระดับคอเลสเตอรอลชนิด LDL)

 

อาการไม่พึงประสงค์

ผิวหนังอักเสบจากการแพ้ ขมิ้นขนาดยาที่สูงจะทำให้เกิดการระคายเคืองทางเดินอาหาร

 

รูปแบบยาและขนาดการใช้

ยาแคปซูลที่มีผงเหง้าขมิ้นชันแห้ง 250 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 4 กรัม หลังอาหารและก่อนนอน หรือยาผง ขนาด 3-9 กรัมต่อวัน หรือยาชง ขนาดผงยา 0.5-1 กรัม วันละ 3 เวลา หรือยาทิงเจอร์ ขนาด 0.5-1 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง

ผลจากงานวิจัยสรุปว่าเครื่องยาขมิ้นชันจากงานวิจัย  มีคุณภาพทางกายภาพและทางเคมีตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับเยอรมัน แต่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของเภสัชตำรับไทย อินเดีย จีน และองค์การอนามัยโลก เนื่องจากมีปริมาณเถ้าไม่ละลายในกรดมากกว่า 1% และมีปริมาณสารเคอร์คิวมินอยด์น้อยกว่า 5-8% เครื่องยาขมิ้นชันมีปริมาณสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยคือ ar-turmerone 38% curlone 16% และ tumerone 13% รวมทั้งหมดเท่ากับ 67% ซึ่งมากกว่าข้อมูลที่ได้สืบค้น (60%)

 

จะเห็นได้ว่าจากบทความและข้อมูลที่ผมนำมาเสนอนี้ ได้มีการสกัด ตรวจค้น ค้นหา และค้นคว้ามามากพอสมควร กระนั้นก็ตามยังไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปผลิตอะไรได้จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเฉพาะในความรู้ที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ เพื่อนำไปผลิตเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ยาประเภทสมุนไพรประเภทเครื่องดื่มบำรุง เครื่องดื่มเสริมสุขภาพ หรือยาก็ตาม ขั้นตอนการผลิตที่เหมาะสมยังเป็นอีกช่วงหนึ่ง แต่ขออย่าท้อถอยครับ ทุกอย่างไม่ยากเท่าที่คิด และเมื่อเป็นผลผลิต ผลิตภัณฑ์แล้ว ผลตอบแทนคุ้มค่า เพราะขมิ้นชันเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก หนังสือ “คุณภาพเครื่องยาไทย งานวิจัยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดย ภญ.รศ.ดร.นพมาศ  สุนทรเจริญนนท์ และ ภญ.ผศ.ดร.นงลักษณ์  เรืองวิเศษ

 

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

ที่มา: เดลินิวส์  12 มกราคม 2557