อาหารว่างอาจเป็นที่มาของความอ้วน โดย ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล

manager140308_002ทำไมอาหารว่างจึงทำให้อ้วน

ในปัจจุบันนี้เรากินอาหารกันวันละหลายมื้อทั้งมื้อหลักและมื้อว่าง โดยที่มื้ออาหารว่างนั้นอาจมีทั้งช่วงสาย ช่วงบ่าย และช่วงดึก อาหารว่างส่วนใหญ่ที่คนนิยมกินกันล้วนแล้วแต่ให้พลังงานสูงในบางครั้งอาจให้พลังงานสูงกว่าอาหารมื้อหลัก เช่น อาหารว่างในกลุ่มของหวาน ซึ่งได้แก่ คุกกี้ เค้ก พาย ไอศกรีม ลูกอม ช็อกโกแลตชนิดแท่ง ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา มีส่วนประกอบของไขมันและน้ำตาลในปริมาณสูง พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 400-500 แคลอรี่ 100 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับ 1 ใน 4 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้ชาย หรือ 1 ใน 3 ของพลังงานที่ต้องการทั้งวันสำหรับผู้หญิง

อาหารว่างในกลุ่มทอด เช่น มันฝรั่งแผ่นทอด เต้าหู้ทอด เผือกทอด ขนมปังหน้าหมู เปาะเปี๊ยะทอด ขนมเบื้อง ให้พลังงานประมาณ 400-600 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของนึ่ง เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ช่อม่วง ปั้นสิบ ให้พลังงานประมาณ 300-450 แคลอรี่ 100 กรัม

อาหารว่างที่เป็นของต้ม เช่น เกี๊ยวกุ้ง กระเพาะปลา ให้พลังงานประมาณ 200-500 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของปิ้ง เช่น หมูสะเต๊ะ ข้าวเหนียวปิ้ง ไส้กรอก ให้พลังงานประมาณ 350-550 แคลอรี่ 100 กรัม อาหารว่างที่เป็นของคลุก เช่น ปลาแนม ข้าวเม่าหมี่ หมี่กรอบ หมี่กะทิ และอื่นๆ เช่น ข้าวตังหน้าตั้ง เมี่ยงลาว เมี่ยงคำ ให้พลังงานประมาณ 250-500 แคลอรี่ 100 กรัม

นอกจากนี้ ยังมีขนมไทยอีกหลากหลายประเภท ทั้งขนมประเภทนึ่ง เช่น ขนมสาลี่ ขนมน้ำดอกไม้ ขนมประเภทต้ม เช่น ขนมต้มขาว มันต้มน้ำตาล ขนมประเภทกวน เช่น ตะโก้ ซ่าหริ่ม ขนมประเภทเชื่อม เช่น กล้วยเชื่อม ขนมประเภทน้ำกะทิ เช่น ลอดช่องน้ำกะทิ ขนมประเภทน้ำเชื่อม ผลไม้ลอยแก้ว วุ้นน้ำเชื่อม   ขนมประเภทบวด เช่น กล้วยบวชชี แกงบวดเผือก ในบางครั้งในมื้อว่างยังมีเครื่องดื่มที่มีไขมันและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบที่มักจะนิยมดื่มร่วมกับอาหารว่าง เช่น ชา กาแฟ น้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มสมุนไพร เช่น น้ำมะตูม น้ำตะไคร้ น้ำใบเตย

ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารว่างที่เกินสะสมไปเรื่อยๆ นานวันเข้าพลังงานที่เกินกว่าที่ร่างกายต้องการก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่บริเวณใต้ผิวหนังและในอวัยวะภายในของร่างกาย ส่งผลให้เกิดความอ้วนและเกิดโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพตามมาได้ เช่น โรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นก่อนที่จะเลือกกินอาหารว่างควรดูถึงคุณค่าทางอาหาร พลังงานและปริมาณที่เหมาะสม

หลักการเลือกอาหารว่าง

เลือกกินอาหารที่เป็นแหล่งของใยอาหาร ได้แก่ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวโพดต้ม ลูกเดือย มันต้ม แครกเกอร์แบบโฮลวีต ขนมปังโฮลวีต

เลือกกินอาหารว่างที่มีการเติมน้ำตาล ไขมัน และเกลือในปริมาณน้อย (หลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด และมันจัด) หากเป็นขนมเค้กก็กินแต่เนื้อเค้กไม่กินครีมทั้งหมด ขนมหวาน เช่น กล้วยบวดชี แกงบวดต่างๆ ก็กินแต่เนื้อไม่กินน้ำทั้งหมด ผลไม้ก็งดการจิ้มพริกเกลือหรือน้ำตาล

เน้นการกินผักและผลไม้สด แทนการกินผักและผลไม้แปรรูป เช่นผลไม้แห้ง ผลไม้กระป๋อง ผัก/ผลไม้ดอง ผัก/ผลไม้แช่อิ่ม ผักและผลไม้เป็นที่มาของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร เป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานต่ำ แถมช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นาน

เลือกดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำหรือปราศจากไขมันและหวานน้อย เช่น นมเปรี้ยวไขมันต่ำ โยเกิร์ตไขมันต่ำ ไอศครีมไขมันต่ำ

เลือกอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง เนื้อหมูมันน้อย และถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว เลือกวิธีการทำให้สุกโดยการนึ่ง ย่าง ต้ม ตุ๋นแทนการทอด

ควบคุมปริมาณอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลูกอม เค้ก คุกกี้ พาย โดนัท ของหวาน ไอศกรีม น้ำผลไม้ สามารถกินได้แต่ในปริมาณเล็กน้อย

นอกจากที่จะเลือกอาหารว่างที่ดีแล้ว อาหารมื้อหลักก็ควรคำนึงถึงปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการเช่นกัน อย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้กินอาหารที่อยากกินได้มากขึ้น หรือหากเป็นคนชอบกินอาหารว่างก็ควรที่จะไปลดปริมาณอาหารมื้อหลักลง ก็จะช่วยให้สุขภาพดีและไม่อ้วน

ที่มา :ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มีนาคม 2557

Advertisements

กลิ่นกระตุ้นอยากของหวาน

dailynews140324_001ผลไม้ จัดเป็นอาหารที่มีแต่ประโยชน์กับร่างกายมนุษย์ ทว่าอาจต้องคิดทบทวนอีกที เพราะงานวิจัยชิ้นใหม่พบว่า กลิ่นของผลไม้ หรือกลิ่นฟรุ๊ตตี้ มีอิทธิพลต่อการเลือกอาหาร โดยเฉพาะการเลือกของหวานมารับประทานมากกว่าเดิม

นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยในเมืองดีจอง ประเทศฝรั่งเศส ค้นพบว่า กลิ่นมีอิทธิพลต่อการเลือกอาหารของมนุษย์ โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสารออนไลน์ เรื่องความอยากอาหาร เกิดจากกลิ่นมากกว่าภาพที่เห็น

ในการทำวิจัย มีการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง อายุระหว่าง 18-50 ปี จำนวน 115 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มแรกเข้าไปนั่งพักในห้องที่มีการพ่นกลิ่นลูกแพร์สด ส่วนอีกกลุ่มนั่งในห้องธรรมดา เมื่อผ่านไป 15 นาที ให้ทุกคนเข้าไปเลือกอาหารบุฟเฟ่ต์ที่จัดเตรียมไว้อีกห้อง พบว่า ผู้ที่อยู่ในห้องพ่นกลิ่นลูกแพร์เลือกเมนูแฮม ไส้กรอก ผัดปลาแซลมอนกับผักขม ส่วนของหวานมีทั้งบราวนี่ ช็อกโกแลต และแอปเปิ้ลเชื่อม

นักวิทยาศาสตร์ได้สรุปผลการวิจัยว่า ความอยากอาหารของมนุษย์สามารถกระตุ้นได้ด้วยสิ่งเร้าอย่างคาดไม่ถึง โดยผู้ได้สัมผัสกลิ่นลูกแพร์จะมีนัยสำคัญกับการเลือกทานของหวานมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สัมผัส

ใครกำลังลดน้ำหนัก เมื่อรู้เช่นนี้ คงต้องเลี่ยงกลิ่นลูกแพร์แล้วล่ะ.

 

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา : เดลินิวส์ 24 มีนาคม 2557

.

Related Article:

.

dailymail140319_001
Sniffing fruit ‘improves your diet’: Smells can trick brain into choosing the healthy option when also faced with a treat

  • Study put one group in normal room and another in one scented with pears
  • Scientists then recorded whether groups chose healthy or unhealthy food
  • Group who had smelled fruit much more likely to choose healthier option

By PAT HAGAN
PUBLISHED: 00:13 GMT, 19 March 2014

When diners have to choose either a healthy dish or a calorie-laden treat, it can be an all-out battle between willpower and temptation.
But now scientists have discovered a simple trick to make the choice much easier – sniffing some fruit.

New research suggests being exposed to fruity smells before making a food selection can make the brain more likely to take the healthy option, especially when it comes to dessert.

Psychologists at the University of Bourgogne, in Dijon, France, say their findings highlight the extent to which smells influence our food choices because volunteers in their experiment were unaware that they were deliberately being exposed to fruit odours.

Modern restaurant menus tend to cater for all needs and many chefs now place a greater emphasis on providing healthy, low-fat options for customers watching their weight.

But the latest research, published online in the journal Appetite, suggests the choices diners make may have more to do with what they can smell than what they can see.

For their research, they recruited 115 men and women aged from 18 to 50 and split them into two groups. They told them they were taking part in a study looking at how people communicate while they eat.

Half the volunteers were told to sit in a waiting room that had been sprayed with the smell of fresh pears just minutes before. The remainder sat in a room that had not been sprayed.

After 15 minutes, the volunteers were shown into another room and asked to pick three courses from a buffet-style presentation.
For each course, there was the option of a dish with fruit or vegetables and another with no fruit or vegetables.

Starters was either a plate of cold meats or grated carrots, the main course choice was between between cannelloni Bolognese and salmon with green vegetable risotto, while dessert was either chocolate brownie or apple compote.

Although the pear odour had little effect on starter or main choice selections, there was a big difference when it came to desserts.
Three out of four participants who did not smell fruit beforehand plumped for the unhealthy chocolate brownie, compared with less than half the ‘pear’ group.

Scientists say the results show how our appetites can be ‘primed’ by stimuli that we may not consciously be aware of.

In a report on their findings they said: ‘Participants exposed to a pear odour were significantly more numerous in choosing to eat a dessert containing fruit than non-exposed participants.

‘For the first time, this study provides scientific evidence that a non-consciously perceived fruity odour can influence actual food choices, guiding them toward more ‘fruity’ desserts.’

SOURCE: www.dailymail.co.uk