นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย

นวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย  

ในระหว่างวันที่ 6-7 ก.ค.ที่ผ่านมามีการประชุมวิชาการไทย- เซี่ยงไฮ้ (ประเทศไทย) ครั้งที่ 5 และการประชุมวิชาการการแพทย์แผนจีน ครั้งที่ 2 เรื่องการแพทย์ไทย-จีน บังเอิญมีโอกาสพูดคุยกับ อ.ประสพสุข อิงคะวะระ ผู้เชี่ยวชาญแพทย์ทางเลือก  ซึ่งมาร่วมงานดังกล่าวเกี่ยวกับการนวดสัมผัสปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายแบบสืบสานภูมิปัญญาไทย หรือ “ปรับ จัด กระดูก แบบไทย” จึงนำมาถ่ายทอดให้ทุกท่านได้รับทราบกัน

อ.ประสพสุข บอกว่า การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แบบไทย เป็นศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดกันมานาน ศาสตร์นี้ ไม่ใช่การรักษาให้หายจากอาการที่เป็นอยู่ แต่เป็นการปรับสมดุลร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ หลังจากนั้นอวัยวะต่างๆ จะรักษาตัวเองตามธรรมชาติ  ซึ่งภูมิปัญญาไทยจะมีหลัก 3 อย่าง คือ “ตาดู หูฟัง มือสัมผัส”

เมื่อมีคนเดินเข้ามารับบริการจะเริ่มตรวจด้วยสายตาก่อน  ตั้งแต่ปลายเท้ายันศีรษะ ดูการไหว้ทักทาย การเดิน ปลายเท้าแบะหรือไม่ แบะซ้ายหรือขวา หัวเข่าโก่งหรือไม่ ตัวบิดหรือไม่ ตะโพกโย้ซ้ายหรือโย้ขวา สูงหรือต่ำ ดูบริเวณหลังไปจนถึงสะบัก สูงต่ำเท่ากันหรือไม่ คอคดเอียงซ้ายเอียงขวาหรือไม่  เมื่อดูโครงสร้างเรียบร้อยแล้วจากนั้นจะตรวจวัดความดันโลหิตด้วยการสัมผัสหน้ามือ ถ้ามือมีลักษณะเย็นชื้นแสดงว่าความดันโลหิตต่ำก่อนการนวดจะต้องให้ดื่มน้ำอุ่นก่อน ถ้าความดันโลหิตสูงมือจะร้อน ส่วนคนเป็นความดันโลหิตสูงแล้วกินยาคุมความดันเอาไว้มือจะเย็นแห้ง แต่ถ้าความดันโลหิตปกติมือจะอุ่นแห้ง

ก่อนเข้าสู่กระบวนการ ปรับ จัด กระดูก จะมีการนวดคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นก่อน เพราะกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะเป็นตัวยึดกระดูก ถ้าไม่คลาย แล้วมันเกร็ง รัด อยู่ การไปปรับ จัด กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายตามมาได้จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการปรับ จัด กระดูก บริเวณที่ปวด หรือผิดปกติ  โดยโครงกระดูกทั่วไปของร่างกายมีทั้งหมด 206 ท่อน  ภายหลังการนวดสัมผัส ปรับ จัด กระดูก ขา แขน หลัง คอ บ่า ศีรษะ แล้ว จะต้องให้ผู้มารับบริการเดินให้ดูอีกครั้ง ส่วนไหนยังไม่สมดุลก็มาปรับ จัด ให้สมดุล

การนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก จะช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกี่ยวกับกระดูกเคลื่อนทั้งหมด 206 ท่อน หลักการ คือ ทำให้ร่างกายไม่เกิดการบีบ เบียด กด ทับ โดยใช้นิ้ว มือ เท้า เข่า ศอก ร่างกายก็จะไม่ปวด โดยอาการเบื้องต้นที่เปิดสอนให้ลูกศิษย์เรียนรู้ คือ เจ็บหน้าแข้งร้อนหลังเท้า ข้อเท้าแพลง เจ็บตาตุ่มส้นเท้าด้านนอก ปวดหัวเข่า ขาไม่มีแรง แขนไม่มีแรง เจ็บขาด้านหลังร้าวขึ้นตะโพก  เจ็บน่องมัดนอก-มัดใน อาการเจ็บส้นเท้าหรือรอยช้ำ งอขาไม่ได้ พับขาไม่ได้ เจ็บหน้าเท้า เจ็บขาด้านใน ตะคริวน่องมัดใน เอี้ยวตัวไม่ได้ เสียดเสียวซี่โครงหายใจไม่ออก ยกแขนไม่ขึ้น ปวดศีรษะไมเกรน ก้มเงยไม่ได้ เส้นเลือดหัวใจตีบโตหายใจไม่เข้า เจ็บขาชามือ เจ็บแขนท่อนบน-ด้านหน้า-หลัง-กลาง เจ็บคอ-ไอ  เจ็บแขนด้านในชาลงนิ้วมือ เจ็บสันมือเจ็บไปถึงนิ้วก้อยด้านนอก และอัมพฤกษ์ใบหน้า

สำหรับอาการปวดที่เป็นกันเยอะ คือ ปวดหลัง ปวดบ่า ปวดเข่า โดยเฉพาะอาการปวดหลัง มีทั้งที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น หมอนรองกระดูกอักเสบ กระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกผิดรูป ข้อตะโพกเคลื่อน โดยต้นเหตุของอาการปวดเกิดจากอิริยาบถการลุกนั่งลุกนอนไม่เหมาะสม เช่น ลุกนั่งจากเก้าอี้ปลายเท้าไม่ตรง ปลายเท้าแบะ ทำให้ปวดเข่าด้านใน ถ้าปวดข้อเท้าจะปวดใต้ตาตุ่มด้านนอกลามมาถึงข้อตะโพก เพราะกระดูก 30 ท่อนส่วนนี้จะสัมพันธ์กัน ลองขยับปลายเท้าดูจะมาถึงข้อตะโพก

ภายหลังการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูกแล้ว สิ่งสำคัญ คือ จะต้องปรับอิริยาบถ พฤติกรรมต่างๆ ที่ทำให้เกิดอาการปวดด้วย โดยเวลาลุกนั่งลุกนอนจะต้องไม่ตะแคง เพราะถ้าตะแคง ด้านใดด้านหนึ่งด้านที่อยู่ข้างล่างกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะนูน ด้านไหนอยู่ด้านบนจะเล็ก ร่างกายจะไม่เท่ากัน ทั้งนี้ในการนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก บางคนอาจนวดสัมผัสปรับ จัด กระดูก แค่ครั้งเดียว แต่บางคนอาจนวดประมาณ 3-5 ครั้ง

ท้ายนี้แนะนำว่าท่านั่งที่ดี คือ นั่งขัดสมาธิท่าเทพบุตร ท่าเทพธิดา ไม่ควรนั่งพับเพียบ เพราะการนั่งพับเพียบจะทำให้ข้อตะโพกมีปัญหา ถ้านั่งบนเก้าอี้ปลายเท้าต้องตรงก่อนลุก สำหรับพนักงานออฟฟิศที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ควรจะมีการลุกจากเก้าอี้เพื่อปรับเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ส่วนการนอนนั้น ก่อนจะลุกต้องหันให้ตัวตรงก่อน ถ้านอนหงายควรลุกแบบกุ้งดีดหรือตุ๊กตาล้มลุก ไม่ควรลุกท่าตะแคง.

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554

 

Related Link:

ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

          ทำไมเราถึงปวดหลัง ? แล้วมันอันตรายแค่ไหน ? จะระวังและป้องกันอย่างไร ?

 

       นั่นทำให้ต้องไปนั่งคุยกับทีมแพทย์โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ศ.น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ น.พ.อนุกูล ธารางกูรวงศ์

       ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ผศ.น.พ.วิศาล คันธารัตนกุล แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมด้วย พ.ญ.ณิฎชธร มติพัฒน์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู

       ปัจจุบัน โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ได้รับมาตรฐาน CCPC (Clinical Care Program Certification) ด้านโรคปวดหลังจาก JCI (Joint Commission International) สถาบันที่ให้การรับรององค์กรที่ให้บริการสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา

       หากถามว่าอาการปวดหลังเกิดกับใคร ?

       คำตอบคือ มักจะเป็นกับวัยทำงาน นั่นคือคนที่มีอายุ ต่ำกว่า 50 ปี มักมีสาเหตุจากการพลัดตก นั่งผิดท่า นั่งนาน อยู่หน้าคอมพิวเตอร์นาน ๆ ยกของหนักโดยไม่ระมัดระวัง การทำงานเกี่ยวกับดึงรั้งผลักดันสิ่งของหนัก ๆ เหล่านี้ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้

       ส่วนผู้ที่สูงอายุ 50-60 ปี มักเกิดจากความเสื่อมของข้อต่อ หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน กระดูกสันหลังคดงอ กระดูกยุบ หรือหักพรุน

       นอกจากนั้นยังเกิดจากการติดเชื้อ บาดเจ็บรุนแรงุ เนื้องอกในกระดูก สันหลัง เนื้องอกของเนื้อเยื่อประสาท เป็นมะเร็งที่ปอด ตับ ต่อมไทรอยด์ หรือต่อมลูกหมากแล้วกระจายมาที่กระดูกสันหลัง เช่นเดียวกับคนอ้วน น้ำหนักเยอะ ก็ปวดหลังได้

        และสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ “บุหรี่” เพราะสารพิษจะทำให้หมอน รองกระดูกสันหลังและข้อต่อเสื่อมค่อนข้างเร็ว และทำให้กระดูกบางและพรุน

        ตามปกติผู้ที่มาหาหมอมักจะมีอาการปวดที่ข้อเข่า ไหล่ คอ และหลัง โดยการปวดหลังจะเป็นประมาณ 30% ของอาการปวดทั้งหมด

        อาการปวดหลังจะมีสองแบบ คือปวดที่หลัง และปวดร้าวลงขา อาการปวดที่หลังจะปวดตื้อ ๆ ตึง ๆ หรือหลังแข็ง ก้มไม่ค่อยลง  ส่วนการปวดร้าวลงขา เกิดจากโพรงหรือช่องกระดูกสันหลังตีบจะปวดชา ถ้าเคลื่อนมากจะกดทับรากประสาททำให้ขาชาไม่มีแรง

        การวินิจฉัยนั้นจะดูจากประวัติ การตรวจร่างกาย หากปวดร้าวลงขาอาจต้องตรวจด้วยเครื่อง CT. MRI เพื่อการวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้น

         สำหรับการรักษาจะมีทั้งการให้ความรู้ ให้ยาแก้ปวด แก้อักเสบ คลายกล้ามเนื้อ และการผ่าตัด

         หากมีข้อบ่งชี้เช่น ปวดหลังมากและร้าวลงขา ขาไม่มีแรง ชา มีไข้ มีสิทธิที่จะต้องผ่าตัด

        หลังจากนั้นจะมีการฟื้นฟู โดยแนะนำให้เคลื่อนไหวร่างกายเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรนอนพักนานเกินจะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง และต้องปรับ ท่านอน ท่านั่ง ท่ายกของ การขับรถให้ ถูกต้อง หากรักษาอย่างถูกวิธี ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล้ามเนื้อจะกลับมาใกล้เคียงกับปกติ

         แล้วจะทำอย่างไรที่จะทำให้กระดูกสันหลังคงสภาพดี ไม่สึกหรอง่าย ?

        คุณหมอแนะนำให้นั่งหลังตรง มีพนักพิง ไม่นั่งผิดท่านานเกินไป เวลายืนให้หย่อนขา อย่าเอื้อมแขนยกของสูง ดันดีกว่า ดึง ย่อตัวยกอย่าก้มยกของ หิ้วของหนักพอประมาณด้วยแขนทั้งสองข้าง นอนให้ถูกท่า อย่าปล่อยตัวให้อ้วน ไม่ควรสูบบุหรี่ ออกกำลังกายให้เหมาะสมเป็นประจำ และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อเริ่มปวดหลัง

        การปวดหลังไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์ มิฉะนั้นอาจลุกลามรุนแรงถึงขั้นผ่าตัด ฉะนั้นจึงพึงระวังไว้

        ปวดหลังแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์
 
1. อาการปวดหลังต่อเนื่องเกิน 4 สัปดาห์ ซึ่งมีสาเหตุจากหมอนรองกระดูกสันหลังเลื่อน ข้อต่อกระดูกสันหลังเลื่อน หมอนรองกระดูกสันหลัง เคลื่อนกดทับรากประสาทสัมผัส ช่องไขสันหลัง ตีบแคบ มีอาการปวดหลัง ชาลงขาเวลาเดิน เมื่อหยุดพักอาการดีขึ้น กระดูกสันหลังเคลื่อน ปวดร้าวลงขา โดยเฉพาะเวลายืนหรือเดิน และกระดูกสันหลังคด

2. อาการปวดหลัง ภายหลังก้มยกของ เกิดจากกระดูกสันหลังพรุนหักยุบ

3. อาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ชาขา

4. อาการปวดหลังและปวดขา เป็นมากขึ้นเมื่อเหยียดเข่า ยกขาสูง หรือก้มหลัง

5. อาการปวดหลังมากเมื่อล้ม ก้นกระแทกพื้น

6. เคยมีประวัติเป็นเนื้องอก มะเร็ง แล้วมีอาการปวดหลัง ประกอบกับมีน้ำหนักตัวลด

7. ปวดหลังและมักมีไข้ตอนกลางคืน น้ำหนักลด

8. มีอาการผิดปกติในระบบขับถ่าย กลั้นปัสสาวะไม่ได้ มีอาการชารอบ ๆ ทวารหนัก

 
 
ข้อมูลจาก : ประชาชาติ วันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2553