ฆาตกรฆ่าข่มขืน

dailynews140712_01ภายหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญกับ ด.ญ.วัย 13 ปี ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่า การที่คน ๆ หนึ่งจะลงมือฆ่าข่มขืนคนอื่นได้อย่างโหดเหี้ยม เขามีพื้นฐานชีวิต มีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร หรือเพียงแค่เป็นเพราะเสพยาบ้า และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เท่านั้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ปัจจัยที่มีการพูดถึงกันมาก คือ

1. ผู้ที่ก่อเหตุมีประสบการณ์ถูกกระทำมาก่อนหรือไม่ แล้วเรียนรู้จากผู้ถูกกระทำมาเป็นผู้กระทำคนอื่น เสียเอง คือ กรณีนี้ผู้ก่อเหตุอาจถูกกระทำ ถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน พอถึงจุดหนึ่งอารมณ์ด้านชาจะไม่รู้สึกเห็นใจคนอื่น พอทำคนอื่นจะรู้สึกเฉย ๆ ว่าสิ่งที่ทำเจ็บปวดรุนแรง ในขณะที่คนอื่นรู้สึกว่าทำไปได้อย่างไร

2. สภาพชีวิตของผู้ก่อเหตุไม่มีอะไรเป็นเป้าหมาย หรือมีความหมาย ทำอะไรลงไปก็ไม่รู้สึกว่าจะมีผลอะไรกับตัวเอง ทำให้ไม่รับผิดชอบต่อพฤติกรรมและชีวิตของตัวเอง คือ ถ้าคนที่รู้สึกว่ามีเป้าหมายในชีวิต มีเป้าหมายในการทำงาน จะเลือกทำพฤติกรรมอีกแบบหนึ่ง จะรู้ว่าทำอะไรลงไป และหยุดพฤติกรรมตัวเองหากคิดว่าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เขาจะเลือกทำเฉพาะพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อชีวิต แต่กลุ่มคนที่ไม่มีเป้าหมายในชีวิตเขาจะไม่รับรู้ คิดว่าชีวิตก็มีแค่นี้ ทำอะไรไปอีกก็ไม่มีอะไรดีขึ้นหรือแย่ลงในความรู้สึกของเขา

และ 3. มีสิ่งกระตุ้นจากยาเสพติดและแอลกอฮอล์ ซึ่งยาเสพติดและแอลกอฮอล์มีผลต่อสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้าในเรื่องการควบคุมและการตัดสินใจ ถ้ามีการเสพยาเสพติดอย่างต่อเนื่องจะมีการทำลายสมองส่วนควบคุมทำให้การตัดสินใจแย่ลงไปอีก สำหรับคดีในประเทศไทยถ้าไปดูย้อนหลังมักจะเชื่อมโยงกับยาเสพติดค่อนข้างมาก

ใน 2 กลุ่มแรกจะสังเกตค่อนข้างยาก ไม่เหมือนคนกินเหล้าเมา หรือเสพยาเสพติด คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ที่พบประวัติมักจะค่อนข้างเก็บตัวมีลักษณะเฉยเมย ซึ่งคงไม่สามารถไปตัดสินกรณีอื่น ๆ ได้ แต่ถ้าดูประวัติร่วมมักจะเห็นเสมอว่าเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร มีเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ เป็นคนไม่ค่อยปฏิสัมพันธ์กับผู้คน

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง แต่ในหลายประเทศ บุคคลที่มีความเสี่ยงไม่ควรไปอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสสูญเสียการควบคุมตัวเอง ดังนั้นต้องมีระบบควบคุม เช่น การปล่อยให้ดื่มสุราในพื้นที่ดังกล่าวได้ ทั้งที่ไม่ควรอนุญาตให้ดื่มขณะปฏิบัติงานในที่สาธารณะ กรณีเช่นนี้เหมือนระบบการควบคุมดูแลไม่มี หรือในคนที่มีประวัติมาก่อน จะต้องมีประวัติในระบบ ถ้าจะต้องให้ทำงานเขาต้องพิสูจน์ตัวเองก่อน

กรมสุขภาพจิตจะต้องเข้าไปดูแลครอบครัวผู้สูญเสียหรือไม่? พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในขณะนี้ทางครอบครัวคงอยากใช้เวลาร่วมกันเป็นการส่วนตัว คงต้องให้ครอบครัวมีโอกาสดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสำคัญมากที่จะผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ไปด้วยกัน แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน บางคนอาจจะมีความตึงเครียดไม่สบายใจอย่างมาก ดังนั้นอาจเป็นจังหวะที่เหมาะกว่าที่จะเข้าไปดูแล เพราะตอนนี้คิดว่าครอบครัวของผู้สูญเสียคงต้องการความสงบที่จะอยู่ด้วยกัน.

นวพรรษ บุญชาญ : รายงาน

ที่มา : เดลินิวส์  12 กรกฎาคม 2557

19 ข้อ!! ป้องกันภัย ไม่พลาดท่าโดน ‘ข่มขืน’

thairath140406_001‘ข่มขืน’ เมื่อได้ยินคำนี้ทีไร ก็ต้องทำให้จิตใจหดหู่ขึ้นมาทันที ยิ่งในสังคมปัจจุบันด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลย เรียกได้ว่ามีคดีข่มขืนรายวันเลยทีเดียว ล่าสุดที่เป็นข่าวครึกโครม ในกรณี ดาราสาว ‘พรีม กัญณภัทร วรบวรภัทร์’ นางเอกละครจากค่ายเอ็กแซ็กท์ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล จากการต่อสู้กับโจรบุกปล้นบ้าน และหวังข่มขืน ซึ่งถือว่าโชคดีมากที่รอดมาได้

‘ไทยรัฐออนไลน์’ เห็นอย่างนี้แล้ว จึงสอบถามผู้มีความรู้ พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง เพื่อเป็นการป้องกันภัย เมื่ออยู่ในสถานการณ์นั้นผู้หญิงควรทำอย่างไร…

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ บอกว่า ปรัชญาแห่งความปลอดภัยคือ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ การป้องกันภัยสำหรับผู้หญิงคือ อย่าพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง 3 สถานการณ์ ได้แก่ 1.สถานที่เสี่ยง 2 เวลาเสี่ยง 3. บุคคลเสี่ยง ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ปลอดภัยไปแล้ว 95% แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้ว โอกาสปลอดภัยเหลือเพียง 5% ก็ต้องมีสติ, เตรียมอุปกรณ์ป้องกันตัว และใช้วิชาการต่อสู้ป้องกันตัวเท่าที่เคยฝึกมา`

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

พ.ต.ท.โชติวิเชียร วิเชียรโชติ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยผู้หญิง

ดังนั้นคำถามข้อแรกถือว่าตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงแล้ว โอกาสรอดปลอดภัยเหลือเพียง 5%  ก็ต้องทำดังนี้

1.ตั้งสติให้ดี สูดหายใจลึกๆ เพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองให้ตื่นตัว

2.หากยังไม่ถูกจู่โจมประชิดตัว ให้หาทางหลบหนีให้เร็ว

3.ประเมินสถานที่ เป็นที่โล่ง เช่น ทุ่งนา ป่ากล้วย หรือห้องแคบๆ ถ้าเป็นห้องแคบๆ โอกาสรอดน้อยมาก

4.ถ้าเป็นเวลากลางคืนให้วิ่งไปทางที่มีแสงสว่าง หากระยะทางไกลไม่ควรตะโกนร้องให้ใครช่วยเพราะจะเหนื่อยเปล่า และคนร้ายจะติดตามเราได้จากทิศทางเสียงที่เราตะโกน

5.ถ้าประเมินแล้วว่าวิ่งหนีไม่ทันแน่ ให้มองหาที่หลบซ่อน ที่คนร้ายไม่สามารถดีงตัวเราออกมาได้ เช่น มุดใต้ท้องรถยนต์ กอไผ่ หรือมองหาสิ่งที่พอทำเป็นอาวุธได้ เช่น ท่อนไม้ยาวๆ หรือปากกา ลูกกุญแจ ก้อนหิน กิ่งไม้เก็บซ่อนไว้กับตัว

6.ถ้าเป็นห้องแคบๆ ให้ร้องตะโกนให้คนช่วย เช่น ไฟไหม้ๆ

7.ถ้าหนีไม่ทันและถูกคนร้ายจับตัวได้แล้วโอกาสรอดเหลือ 1% อย่ายอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติ เพราะถ้าหมดสติไปแล้วโอกาสรอดเหลือ 0% และอาจถูกฆ่าตายได้

8.การไม่ยอมให้คนร้ายทำให้เราหมดสติคือ หากถูกล็อกคอหายใจไม่ออกแล้วเป็นนาทีชีวิต คนร้ายจะพยายามทำให้เราหยุดดิ้นหรือหยุดร้อง ซี่งเขาอาจบีบคอเราจนตายหรือทำร้ายเราจนหมดสติ ต้องหยุดดิ้น แล้วบอกว่ายอมแล้วๆ อย่าฆ่าฉัน ฉันมีลูกเล็ก มีแม่แก่ๆ ที่ต้องเลี้ยงดู เผื่อคนร้ายจะปล่อยมือ

9.หากคนร้ายมีอาวุธร้ายแรง เช่น มีดหรือปืน ไม่ควรต่อสู้ ควรบอกว่ายอมแล้ว เพื่อหน่วงเวลาไว้

10.หากคนร้ายปล่อยมือให้รีบสูดหายใจเอาแรงกลับมา แล้วพยายามเจรจาต่อรองเช่นทำทีเป็นยอม บอกให้คนร้ายใจเย็นๆ

11.ต่อรองกับคนร้ายว่าอย่าข่มขืนเลย ถ้ามีทรัพย์สิน เช่น สร้อย แหวนให้ปลดออกมาแล้วบอกว่าให้ไปเลย ปล่อยฉันไป จะไม่ไปแจ้งตำรวจ เผื่อคนร้ายเปลี่ยนใจ

12.หากต่อรองไม่สำเร็จให้ทำทีเป็นยอม แล้วบอกว่าสถานที่ไม่อำนวยควรหาสถานที่ดีกว่านี้ เพื่อหน่วงเวลา

13.ระหว่างเจรจาควรบอกว่าเราเป็นกามโรค หรือมีประจำเดือน แล้วบอกว่าจะให้ทรัพย์สินแทน โดยเอาบัตร ATM ให้ไป และบอกรหัสลวงไป เผื่อคนร้ายจะไม่ข่มขืน

14.หากคนร้ายพยายามข่มขืนอีก ให้ทำทียอมจูบปาก และรอจังหวะกัดลิ้นคนร้ายให้เร็วและแรงที่สุดแล้วรีบดิ้นหลุดออกมา มิฉะนั้นอาจถูกทำร้ายเสียชีวิต

15.หากคนร้ายให้ช่วยสำเร็จความใคร่ ให้ฉวยโอกาสขณะคนร้ายถอดกางเกง แล้วเตะผ่าหมากคนร้ายให้เร็วและแรง แล้วรีบวิ่งหนี

16.หากถูกคนร้ายกดทับตัวอยู่ หากเป็นบริเวณป่า หรือพื้นดินให้เอากิ่งไม้ หรือปากกา ทีซ่อนไว้ทิ่มตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี หรือถ้าเป็นพื้นทรายให้กำทรายขว้างใส่ดวงตาคนร้ายระยะประชิดให้เข้าตาคนร้าย แล้วรีบวิ่งหนี

17.หากทำทุกอย่างแล้วยังถูกข่มขืนก็ขอให้รักษาชีวิตเอาไว้ เพื่อไปแจ้งความให้ตำรวจตามจับกุมคนร้ายมารับโทษภายหลัง

18.หากที่เกิดเหตุเป็นห้องพักเรา เราควรซ่อนอาวุธไว้ในจุดใกล้ตัวมือเอื้อมถึงสามารถหยิบมาใช้ได้ และใช้การเจรจาต่อรองหน่วงเวลาเพื่อให้คนร้ายตายใจ เช่น บอกว่าควรใส่ถุงยางอนามัยก่อน เดี๋ยวจะไปหยิบให้ แล้วหากมีโอกาสให้รีบวิ่งเข้าห้องน้ำล็อกประตูขังตัวเองไว้ แล้วตะโกนว่าไฟไหม้ๆ

19.อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์เลยครับ หากมีเวลาควรไปเข้าคอร์สเรียนการต่อสู้ป้องกันตัวเอาไว้บ้างเพื่อเอาตัวรอดยามคับขัน ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้

“ไทยรัฐออนไลน์” เชื่อว่าข้อมูลเหล่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้หญิงที่อยู่ในสถานการณ์นั้นได้ไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าพาตัวเองให้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจะดีที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐ 4 มีนาคม 2557

หลักป้องกันภัยจากเหตุร้าย โจรบุกบ้าน จี้ ข่มขืน

dailynews140227_001จากกรณีคนร้ายบุกเข้าบ้านพักของนักแสดงสาว พรีม-กัญณภัทร ไกรพีรพรรณ หมายชิงทรัพย์และข่มขืน แต่นักแสดงสาวก็ต่อสู้ดิ้นรน เอาตัวรอดมาได้อย่างสะบักสะบอม โดยเรื่องนี้เพิ่งปรากฏเป็นข่าวไปสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถือเป็นกรณีตัวอย่างเตือนภัย โดยเฉพาะผู้หญิงที่พักอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ต้องระวังให้ดี

“เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สอบถามผู้รู้เรื่องภัยหญิงอย่าง “หมอแอร์” พ.ต.ท.หญิง พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ทราบถึงวิธีการป้องกันภัยจากสถานการณ์ดังกล่าว

หมอแอร์ กล่าวถึงวิธีการป้องกันจากเหตุร้ายขั้นต้นว่า ต้องเริ่มต้นจากการทำตัวเองให้ปลอดภัย ตั้งแต่การเลือกที่อยู่อาศัย ควรอยู่ในละแวกปลอดภัย ไม่อยู่ในซอยเปลี่ยว ควรมีระบบรักษาความปลอดภัย สำหรับผู้ที่อยู่หอพัก ควรเลือกหอพักที่มีระบบคีย์การ์ด มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราคนเข้า-ออก หรือถ้าอาศัยอยู่บ้าน ควรติดกล้องวงจรปิด หรือสัญญาณกันขโมย ตัวบ้านควรมีรั้วรอบขอบชิด หมั่นตรวจรอบบ้านอย่าให้มีต้นไม้รกทึบ ในแต่ละวัน ก่อนจะเข้านอน ควรตรวจสอบว่าล็อคประตูหน้าต่างเรียบร้อยแล้วหรือไม่

หมอแอร์ กล่าวอีกว่า ส่วนหนึ่งที่สำคัญ แต่ผู้เสียหายส่วนใหญ่มักมองข้าม คือเรื่องไฟฟ้า ควรเปิดไฟหน้าบ้าน รั้วบ้าน หรือในบ้านทิ้งไว้สักหนึ่งดวงตลอดช่วงกลางคืน แม้จะมีไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้านก็ตาม เพราะจากสถิติการก่อเหตุ คนร้ายมักเลือกก่อเหตุกับบ้านหลังที่ปิดไฟมืดทึบ นอกจากนี้เพื่อนบ้าน หรือผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงเองก็เป็นส่วนสำคัญที่สามารถช่วยสอดส่องดูแลกันและกัน ดังนั้นควรทำความรู้จักหรือมีสัมพันธไมตรีต่อกันไว้

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้รอดพ้นจากสถานการณ์อันตรายได้ คือการสังเกตความผิดปกติ โดยหมอแอร์ได้กล่าวถึงวิธีการสังเกตความผิดปกติเพื่อป้องกันตัวว่า เหตุผิดปกติมักจะเริ่มต้นจากเสียง เช่น เสียงสุนัขเห่า เสียงทุบ เสียงงัด เสียงสัญญาณกันขโมยดัง ล้วนแต่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องเริ่มสงสัยเพื่อนำไปสู่การสังเกตว่าเกิดความผิดปกติขึ้นหรือไม่

เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น การเอาตัวรอดจากภัยที่เข้ามาประชิดตัว หมอแอร์กล่าวถึงกรณีที่อยู่คนเดียว และผู้บุกรุกยังไม่พบเห็นตัวเรา อันดับแรกต้องตั้งสติให้ดี อยู่เงียบ ๆ และค่อย ๆ หลบหนีออกจากสถานที่นั้น ๆ ไม่ต้องห่วงทรัพย์สิน ต้องคำนึงถึงชีวิตมาเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อออกมาในระยะที่ปลอดภัยแล้ว ให้ส่งเสียงตะโกน ร้องขอให้คนช่วย หรือรีบแจ้ง 191 สายเหตุด่วนเหตุร้าย แต่ในกรณีที่หลับอยู่แล้วคนร้ายเข้าประชิดตัวหวังลวนลามหรือจี้นั้น ให้ใช้วิธีเจราจาต่อรอง เสนอทรัพย์สิน ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำทียินยอม รอจังหวะคนร้ายเผลอตัวแล้วเตะผ่าหมาก หรือมองหาวัตถุที่ใช้ป้องกันตัวได้ จากนั้นให้รีบหนีออกมา

สุดท้าย หมอแอร์ ฝากข้อควรระวังสำหรับผู้หญิงที่พักอาศัยคนเดียวหรือเดินทางคนเดียวว่า การระมัดระวังตัวเป็นสิ่งสำคัญ จากสถิติการก่อเหตุอาชญากรรม ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มักจะสังเกตพฤติกรรมของเหยื่อก่อนลงมือ เช่น เดินทางคนเดียวเป็นประจำ ใช้เส้นทางเดิม ๆ อยู่ในที่เปลี่ยว หรือมีพฤติกรรม แต่งกายนุ่งสั้น ผมยาว หรือแม้แต่การเดินก้มหน้ากดเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา มักตกเป็นเป้าหมายที่ถูกคนร้ายจู่โจมได้ง่าย เนื่องจากไม่ทันระวังตัว

จากคำแนะนำของหมอแอร์ จะเห็นว่า การมีสติตั้งมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้หญิงผ่านสถานการณ์เลวร้ายไปได้.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

ที่มา: เดลินิวส์ 27 กุมภาพันธ์ 2557