รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้

รู้ทันยาแก้ปวด ใช้ถูกอาการ ลดยาเหลือใช้  

บางคนปวดหัว ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดประจำเดือน ก็นึกถึงแต่ยาแก้ปวด   “พาราเซตามอล” แต่รู้หรือไม่ว่ายาสามัญประจำบ้านนี้ไม่ใช่ยาสามัญประจำวันที่กินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่รักษาอาการปวดได้ทุกรูปแบบ

“พาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้าน ไม่ใช่ยาสามัญประจำวัน” ข้อความส่วนหนึ่งบนกระดานของนิทรรศการให้ความรู้เรื่องยาเนื่องในสัปดาห์เภสัช 53 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. 2553 ณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ยาอย่างถูกต้อง เหมาะสม และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา เพื่อความปลอดภัยของตัวคนไข้เอง และลดปริมาณยาเหลือใช้ให้น้อยลง

“ยาแก้ปวด เป็นยาที่ใช้กันแพร่หลายและคนไข้ส่วนมากมักจะได้รับยาชนิดนี้จากแพทย์และเภสัชกร ทำให้มียาแก้ปวดเหลือใช้มากที่สุดสำหรับประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบ 60 ล้านบาท หรือประมาณ 10% ของมูลค่ายาชนิดนี้ที่โรงพยาบาลต้องจ่ายไป จากที่ได้มีการสำรวจเมื่อปี 2549” ภก.อ.ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยในระหว่างการสัมมนาเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชนในเรื่อง “รู้ทันยาแก้ปวด ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย” ในงานสัปดาห์เภสัช 53

ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบายว่า อาการปวดแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งที่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดอาการปวด ซึ่งทุกประเภทสามารถเป็นได้ทั้งแบบปวดเฉียบพลันและปวดเรื้อรัง ได้แก่

1. ปวดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกายบาดเจ็บ เช่น ปวดจากการบาดเจ็บภายนอก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดศีรษะ
2. ปวดจากอวัยวะภายในบาดเจ็บ เช่น ปวดประจำเดือน ปวดไส้ติ่งอักเสบ เจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือด
3. ปวดจากระบบประสาทบาดเจ็บ เช่น ปวดหลังเนื่องจากการบาดเจ็บของกระดูกและไขสันหลัง งูสวัด ปวดแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาการปวดประเภทนี้ยังมีลักษณะอาการจำเพาะที่แยกย่อยได้อีก 5 แบบ ได้แก่ อาการปวดเหมือนถูกไฟจี้ (Burning), เหมือนมีแมลงไต่ (Crawling), เหมือนถูกเข็มทิ่ม (Stabbing), เหมือนถูกไฟช็อต (Shocking) และเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง (Freezing)

“ถ้าเรารู้สึกมีอาการปวด สิ่งแรกต้องเข้าใจก่อนว่าอาการปวดไม่เหมือนกันทั้งหมด และยาแก้ปวดชนิดเดียวก็ไม่ได้รักษาอาการปวดได้ทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นยาที่ใช้รักษาอาการปวดแต่ละประเภทก็จะไม่เหมือนกัน และต้องเข้าใจด้วยว่าแต่ละคนมีความปวดไม่เหมือนกัน และไม่เท่ากัน หรือแม้แต่ในคนคนเดียวกัน ปวดแต่ละครั้งก็ยังไม่เท่ากัน ดังนั้นไม่ควรนำยาแก้ปวดของผู้อื่นมากิน เพราะอาจไม่มีประสิทธิภาพในการรักษา และยังอาจก่อให้เกิดการแพ้ยาด้วย” ภก.อ.ธนรัตน์ ชี้แจง

อ.ธนรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดโดยทั่วไปแล้วจะไปออกฤทธิ์ที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ ที่ไขสันหลัง หรือที่สมอง โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยาแก้ปวดหลัก และยาแก้ปวดเสริม ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปวดโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้รักษาหรือควบคุมความปวดได้ เช่น ยากันชัก ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานอนหลับ และยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

สำหรับยาแก้ปวดหลักที่ใช้รักษาอาการปวดโดยตรง ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1) ยาที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน และ 2) ยาที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่น เช่น พาราเซตามอล และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ อาทิ เอ็นเซด (NSAID) และ ค็อกซิบ (Coxib) ซึ่งยาแก้ปวดกลุ่มหลังนี้ออกฤทธิ์ที่แผลหรือบริเวณที่ปวด

“การเลือกชนิดของยาแก้ปวดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ต้องดูว่ามีอาการปวดจัดอยู่ในประเภทใด สภาวะร่างกายของผู้ป่วย การทำงานของตับและไต ยาอื่นที่รับประทานร่วมด้วย การแพ้ยา รวมทั้งรูปแบบของยาที่ใช้และขนาดยา” ภก.อ.ธนรัตน์ อธิบาย

เภสัชกรให้ความรู้เพิ่มเติมว่า พาราเซตามอล เป็นยาแก้ปวดที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง และค่อนข้างมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้สูงกว่ายาแก้ปวดอื่นๆ โดยให้ผลดีในการรักษาอาการปวดประเภทที่ 1 และใช้รักษาอาการปวดประเภทที่ 2 ได้บ้าง แต่ใช้ไม่ได้ผลในการรักษาการปวดระบบประสาท แต่อย่างไรก็ตาม หากใช้ยานี้มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นพิษต่อตับและไตได้ ทำให้ตับหรือไตวายและเสียชีวิตได้ และควรระวังอย่างยิ่งเมื่อใช้ยานี้ในเด็กเล็ก เพราะหากเด็กได้รับยาเกินขนาดอาจเกิดอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

ส่วนยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้ได้ผลดีต่อการรักษาอาการปวดทั้งประเภทที่ 1 และ 2 และใช้ได้ผลบ้างในการปวดของระบบประสาท ซึ่งยาประเภทนี้มีหลายรูปแบบ และมักมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา โดยอาจก่อให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก และข้อควรระวังมากที่สุดในการใช้ยานี้คือ การแพ้ยา

ยาแก้ปวดที่เป็นอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น มอร์ฟีน ใช้รักษาอาการปวดได้ดีทุกประเภท เพราะออกฤทธิ์ที่สมอง มักใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง ใช้รักษาอาการปวดหลังหรือปวดเข่านานๆ ที่ยังผ่าตัดรักษาไม่ได้ ส่วนอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้คือ การกดการหายใจ แต่ยาประเภทนี้จะใช้ได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น และอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ตลอด ฉะนั้นคนไข้จึงไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะติดยาชนิดนี้

“ประชาชนควรมีความรู้เกี่ยวกับยาที่ใช้ในระดับหนึ่ง และหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้ยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อความแน่ใจ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง และช่วยลดปริมาณยาเหลือใช้ได้” ภก.อ.ธนรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการ วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553

Advertisements

ข้อปฏิบัติการใช้ยา โดย ภญ.สมทรง ศักดิ์ศรี

ข้อปฏิบัติการใช้ยา

ภญ.สมทรง ศักดิ์ศรี
ฝ่ายเภสัชกรรม   โรงพยาบาลศิริราช
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ถาม การใช้ยาที่ถูกต้องมีความจำเป็นอย่างไรบ้าง 
ตอบ
ยาถ้าใช้ให้ถูกต้องกับโรค ทั้งยากิน และฉีด หรือจะให้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ถูก ต้องก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้าใช้ยาผิดพลาดไปนอก จากจะไม่ได้ประโยชน์แล้วบางครั้งอาจจะเกิดอันตรายอีกด้วย

ถาม ข้อแนะนำในการใช้ยาที่ถูกต้อง 
ตอบ
หน้าซองที่จ่ายให้ผู้ป่วยจะมีกำหนดไว้ เมื่อผู้ป่วยได้รับยาไปควรจะอ่านวิธีใช้ ที่หน้าซองหรือขวดให้เข้าใจก่อนกลับบ้าน หรือให้ผู้ป่วยถามเภสัชกร หรือบุคลากร ทางการแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ห้องยาอ่านให้ฟังให้เข้าใจเสียก่อน เพราะว่าการที่กลับ บ้านไปแล้วอ่านไม่เข้าใจ ต้องกลับมาโรงพยาบาล หรือบางทีไปกินยาผิด ก็อาจจะ เป็นอันตรายได้

ถาม ยกตัวอย่างข้อความที่ผู้ป่วยมักจะใช้สับสนเสมอๆ 
ตอบ
ที่พบเสมอ เช่น 1 เม็ด ก่อนนอนหมายความว่าใช้ก่อนนอนกลางวันก็รับ ประทานด้วย จะทำให้ได้รับยามากเกินไปอาจจะเป็น   อันตรายได้ต้องจำไว้ว่า 1 เม็ด ก่อนนอน หมายถึง 1 เม็ดก่อนนอนช่วงกลางคืนเท่านั้น หรือการรับประทานยา แก้ปวด แก้ไข้จะ  เขียนไว้หน้าซองว่า รับประทานทุก 4 ชั่วโมง เวลา 4 ชั่วโมง ถึงจะ รับประทานซ้ำอีกหนึ่งครั้ง และรับประทานเวลาปวดเมื่อหาย   ปวดแล้วไม่ต้อง หรือว่า เวลามีไข้ถึงจะรับประทาน เวลาไม่มีไข้ไม่ต้องรับประทาน ถ้าเป็นยาปฏิชีวนะจะ ต้อง รับประทานยาให้  หมด ถ้ามีหน้าซองเขียนไว้ว่า 1 เม็ด 3 เวลา หลังอาหาร และ ก่อนนอนมี 20 เม็ด ก็ต้องรับประทานให้ครบ 20 เม็ด เพราะถ้าเรารับประทาน ไม่หมดพอรู้สึกค่อยยังชั่วก็หยุดยา ไม่รับประทานให้ครบตามที่แพทย์สั่ง อาจทำให้ เกิดอาการดื้อยาได้ในภายหลัง

ถาม ในกรณีที่เป็นหวัด ได้รับประทานยาปฏิชีวนะแล้วหาย พอเป็นหวัดอีกจะ ไปซื้อยาอย่างเดิมมารับประทานได้หรือไม่ 
ตอบ
ไม่สมควร เพราะเราไปซื้อมาอาจซื้อได้ไม่ครบตามจำนวนที่ต้องการ ไม่เพียง พอที่จะทำให้โรคหายขาดคือ การรักษาโรคนี้ไม่ใช่รับประทานยาพอค่อยยังชั่วแล้ว ก็เลิก ต้องรับประทานยาจนครบตามจำนวนที่สามารถรักษาโรคได้ มิฉะนั้นจะเกิด การดื้อยาขึ้นภายหลัง

ถาม มียาบางอย่างเขียนไว้ว่าให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ เพราะเหตุใด 
ตอบ
ยาที่ดื่มน้ำตามมาก ๆ คือ ยาประเภทซัลฟา โดยทั่ว ๆ ไปเพราะว่ามันจะทำให้ เกิดการตกตะกอนของยาในไต การที่ดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็จะเป็นการช่วยให้การ ขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ไม่เกิดการตกตะกอนในไต

ถาม ยาที่เป็นผงมีวิธีการใช้อย่างไร 
ตอบ
ยาผงมีอยู่หลายชนิด ถ้าเผื่อใช้ภายนอกอย่างจำพวกผงโรยแผล หรืออาจจะมี ยาที่บรรจุอยู่ในขวดเล็ก ๆ มีผงอยู่ก้นขวด และก็มีน้ำคู่กันมา จะเป็นพวกยาฉีดเวลา ที่จะฉีดก็ต้องเอาผงและน้ำผสมกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของพยาบาลที่จะเป็นคนทำอีก แบบหนึ่งเป็นผงที่  ใช้เป็นยารับประทานคือ ในบางครั้งเราไม่สามารถที่จะละลายผง ยาให้ไปเลยได ้ เพราะว่าบางที่ผู้ป่วยจะต้องรับประทานจนติดต่อกันนาน ๆ ถ้า ละลายทิ้งไว้นานเกินกำหนดก็อาจทำให้ยานั้นเสื่อมได้ สมมุติว่าคนไข้ต้องรับ ประทานยาติดต่อกันไปนาน ๆ ต้องเอายาไปถึง 2 ขวด เราก็จะละลายให้เพียงขวด เดียวก่อน อีกขวดหนึ่งให้ผู้ป่วยไปละลายเอง

ถาม ยาที่ละลายแล้วควรเก็บรักษาอย่างไร 
ตอบ
ควรเก็บไว้ในตู้เย็น 7 วัน วิธีการละลายยาก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะในบางครั้งยา ที่เป็นผงบรรจุมาจากโรงงานทิ้งไว้นาน ๆ อาจเกาะกันอยู่ก้นขวด ก่อนที่ละลายยา ควรเขย่าขวดให้ผงยากระจายตัวเสียก่อนแล้วก็เติมน้ำ อย่าเติมทีเดียวหมด ให้เติม เศษสามส่วนสี่ก่อนแล้วเขย่า สังเกตดูว่าฟองที่เกิดยุบตัวหมดค่อยเติมน้ำอีกครั้งให้ ถึงระดับที่ต้องการ เขย่าอีกครั้งให้ยาละลาย

ถาม ยาที่เกิดตกตะกอน แยกตัวเป็นชั้นยังใช้ได้หรือไม่ 
ตอบ
ยาที่ตกตะกอน ถ้าเราเขย่าแล้วยากระจายตัวไม่แข็งนอนอยู่ที่ก้นขวดก็ใช้ได้ แต่จะมียาผสมบางชนิดซึ่งตกตะกอนเร็วมากก่อนใช้ยาจะต้องเขย่าขวดก่อนที่ ฉลากเปิดขวดจะมีคำว่าเข่าขวดก่อนใช้ยา

ถาม คำแนะนำในการรับประทานยาแขวนตะกอน 
ตอบ
เขย่าขวดก่อนรับประทานเสมอ ถ้าเป็นยาที่มีตะกอน หรือแขวนตะกอน ถ้า เป็นยาที่บ่งไว้ว่าให้รับประทานก่อนอาหาร หมายความว่าให้รับประทานยาก่อนรับ ประทานอาหารครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แต่ยาจำพวกยาย่อยเราต้องรับประทานพร้อม อาหาร หรือหลังอาหารทันที หรือยาบางพวกที่รบกวนกระเพาะได้แก่ยาแก้ปวดต่าง ๆ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เราต้องรับประทานในขณะที่ท้องไม่ว่าง เช่น หลังอาหาร แต่บางครั้งผู้ป่วยรับประทานอาหารไม่ได้ ก็ให้ดื่มน้ำตามยาไปมาก ๆ หรืออาจจะ ใช้ดื่มน้ำข้าวต้ม หรือนมก่อนรับประทานยาพวกนี้ เพื่อป้องกันการระคายเคืองที่ กระเพาะอาหาร เพราะว่าการระคายเคืองอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง การที่เราดื่มนม หรือน้ำข้าวต้ม จะช่วยลดอาการระคายเคืองของกระเพาะได้

ถาม ยาแก้หวัด หรือแก้แพ้ มีข้อควรระวังในการรับประทานอย่างไร 
ตอบ
ยาแก้หวัด แก้แพ้ มีฤทธิ์ข้างเคียง คือทำให้ง่วง ไม่ควรขับรถ หรือทำงานที่ เกี่ยวกับเครื่องจักรจะทำให้เป็นอันตราย

ถาม นอกจากยาแก้หวัด แก้แพ้ มียาใดที่ต้องระวังในการรับประทานอีกหรือ ไม่ 
ตอบ
มียาจำพวกระงับประสาท หรือยานอนหลับ ซึ่งก็มีข้อควรระวังเช่นเดียวกัน เพราะว่าในบางครั้งผู้ป่วยรับประทานยานี้ดึกมากเกินไปบางทีตื่นขึ้นมาฤทธิ์ยายัง ไม่หมดทำให้เกิดอาการมึนงง อาจจะมีความง่วงเหลืออยู่ เวลาที่ขับรถหรือทำงาน เกี่ยวกับ เครื่องจักรจึงต้องระวัง มีข้อควรระวังอีกคือ ยาทุกชนิดไม่ควรรับประทาน พร้อมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะไปเสริมฤทธิ์ของยาทำให้เป็น อันตรายได้

ถาม การใช้ยาภายนอกมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร 
ตอบ
การใช้ยาภายนอก ประการแรกคือ ยาผิวหนัง อาจจะเป็นน้ำ เป็นครีม หรือเป็น ผง เป็นขี้ผึ้ง ก่อนจะใช้ยาจำพวกนี้ ต้องให้บริเวณผิวหนังที่จะใช้สะอาด จึงทาหรือ โรยยาลงไป ขี้ผึ้งก็ให้ทาบาง ๆ การที่ทาหนา ๆ ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ เป็นการสิ้น เปลืองโดยเปล่าประโยชน์

ถาม การใช้ยาเหน็บ มีวิธีอย่างไร 
ตอบ
ยาเหน็บ บ้านเราเป็นเมืองร้อน บางครั้งได้รับยาไปถึงบ้านมันเหลวก่อนที่จะนำ ไปเหน็บ เราต้องทำให้ยาแข็งก่อนที่จะใช้ อาจจะแช่ในตู้เย็น หรือแช่ในกระติกน้ำแข็ง แล้วจึงลอกกระดาษออกแล้วก็เหน็บเวลาจะเหน็บต้องอยู่ในท่านอน มือที่จะเหน็บ ต้องสะอาดเหน็บเข้าไปให้ลึกที่สุด

ถาม นอกจากยาที่กล่าวมาแล้ว ยาภายนอกยังมีอะไรบ้าง 
ตอบ
มียาหยอดตา หยอดหู ข้อปฏิบัติในการใช้ก็ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนจะหยอด ตา โดยเฉพาะยาตาก่อนหยอดมือต้องสะอาดมาก ๆ ถ้าเป็นยาพวกขี้ผึ้งให้บีบยา ประมาณครึ่งเซ็นติเมตร คลึงเบา ๆ อย่าให้ปลายหลอดถูกกับตา เสร็จแล้วปิดจุกให้ แน่น และถึงแม้จะปิดจุกแน่นอย่างไรก็ตาม ยาที่เปิดจุกแล้ว ไม่ควรใช้เกิน 1 เดือน และยาน้ำให้หยด 1-2 หยด ยาตาไม่ควรใช้ร่วมกับผู้อื่นยาหยอดหูก่อนใช้ให้ทำ ความสะอาดหู โดยใช้สำลีเช็ดบริเวณภายในหูอย่าให้ลึกจะไปโดนหูส่วนในหยอดยา 4-5 หยด เอียงศีรษะทิ้งไว้ครู่หนึ่ง ตั้งศีรษะตรงเช็ดยาส่วนที่อาจจะไหลออกมาให้ สะอาด

ถาม ขอเรียนถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้ยาอมใต้ลิ้น 
ตอบ
ยาประเภทนี้ระบุมาให้อมใต้ลิ้นจะรับประทานไม่ได้จะสังเกตว่าเวลาอมยานี้จะรู้ สึกซ่า ถ้าไม่ซ่าแสดงว่ายาหมดฤทธิ์ การเก็บยาประเภทนี้ก็ต้องระวังให้อยู่ในขวด สีน้ำตาล อย่าให้ถูกแสง ปิดจุกให้แน่นและเก็บไว้ในที่เย็น เพราะยานี้ส่วนใหญ่จะ เป็นยาเกี่ยวกับโรคหัวใจจึงควรระวังเป็นพิเศษ

ถาม กรณีที่ลืมรับประทานยาบางมื้อ จะไปเพิ่มจำนวนยาในมื้อต่อไปได้หรือ ไม่ หรือในกรณีที่หลับไปก่อนจะทำอย่างไร 
ตอบ
ห้ามเพิ่มยาหรือรับประทานซ้ำ อาจจะทำให้ได้รับยาเกินขนาด มากเกินไปเป็น อันตรายได้

ถาม เด็กที่รับประทานยายาก ถ้าพ่อแม่จะผสมยาในนมได้หรือไม่ 
ตอบ
ยาที่ผสมกับนมได้มีเพียงบางชนิดที่ผสมไม่ได้ เช่นยาที่เข้าหลักพวกบำรุง โลหิต ยาเตตร้าซัยคลิน ถ้าผสมนมจะไม่ได้ผล การที่จะเอายาไปผสมนม ยังมีข้อ เสียว่าถ้าเด็กดื่มนมไม่หมดก็จะได้รับยาไม่ครบตามขนาด ที่ต้องการ ถ้าจะเอายา ผสมนม ก็ต้องให้เด็กดื่มนมให้หมด แต่ทางที่ดีแล้วอย่าผสมดีกว่าการให้ยาถ้าผู้ ป่วยนอนหลับ ก็เลื่อนเวลาไปนิดหน่อยให้ผู้ป่วยตื่นก่อน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ก็ต้องพยายามให้ผู้ป่วยตื่นก่อน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็ต้องพยายามให้ผู้ป่วย ได้รับประทานยาตรงตามเวลาไม่เช่นนั้นโรคจะไม่หาย

ถาม จะทราบได้อย่างไรว่ายาเสีย 
ตอบ
ยาที่เปลี่ยนสี หรือรูปร่าง ไม่ควรรับประทาน เพราะอาจจะเสื่อมคุณภาพ หรือ มีสารแปลกปลอมเกินขึ้นซึ่งอาจจะเป็นพิษได้ ยาที่ตกตะกอน ตัวยาแข็งไม่กระจาย ก็ไม่ควรรับประทาน เพราะจะทำให้ได้รับยาไม่ตรงตามขนาดที่ต้องการ ยาเม็ดหรือ แคปซูลที่เปลี่ยนสี เม็ดเคลือบแตก มีลายเกิดขึ้น ก็ไม่ควรใช้เช่นกัน นอกจากนี้ยัง สังเกตอายุของยาได้จากฉลากด้วย ถ้าไม่มีอายุบ่งไว้ ให้ดูวันผลิตถ้าเกิน 5 ปี แล้วไม่ควรใช้

ถาม วิธีเก็บยาที่ถูกต้อง 
ตอบ
หลักใหญ่ของการเก็บยาคือไม่ให้ถูกแสง ความชื้น เก็บในขวดสีน้ำตาล ปิดฝา ให้แน่นอย่าให้ถูกแสงแดดพวกที่ระเหยได้ง่ายต้องปิดฝาให้แน่น พวกวัคซีน เช่น วัคซีนโรคกลัวน้ำ บาดทะยัก ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น อุณหภูมิที่เก็บยาจะระบุไว้ที่ฉลาก ด้วย เก็บยาให้พ้นจากมือเด็ก อยู่ในตู้ปิดมิดชิด เพื่อป้องกันเด็กเข้าใจผิดว่าเป็นลูก กวาด หรือน้ำเขียว น้ำแดง แล้วจะหยิบไปรับประทาน

ข้อมูลจาก: คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลับมหิดล

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=72

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=73

วิธีการกินยา โดย น.พ. สุรพงศ์ อำพันธ์วงศ์

วิธีการกินยา

น.พ. สุรพงศ์ อำพันธ์วงศ์

เมื่อเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยและต้องรับประทานยา เชื่อว่าหลายคนคงเคยเกิดคำถามในใจว่า ทำไมยาบางตัวต้องรับประทานก่อน หรือหลังอาหาร หรือถ้าลืมโดยเฉพาะยาก่อนอาหาร ควรทำอย่างไร รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับยา วันนี้รวบรวมคำตอบมาให้ เพื่อนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และเกิดประโยชน์ พร้อมข้อแนะนำเกี่ยวกับการจัดตู้ยาภายในบ้านอย่างถูกวิธี

วิธีการจัดตู้ยาอย่างง่ายภายในบ้าน

1. ที่ตั้งของตู้ยาที่ดีต้องอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิเหมาะสม (15-30 องศาเซลเซียส) ไม่ใกล้ที่ร้อน แดดส่องไม่ถึง ไม่อับชื้น เพราะจะทำให้ยาเสื่อมคุณภาพเร็ว นอกจากนี้ควรอยู่สูงพ้นจากมือเด็ก เพื่อป้องกันมิให้เด็กหยิบถึง ที่ที่ไม่เหมาะสมในการเก็บยา ได้แก่ ในห้องครัว ห้องน้ำ

2. ยาทุกชนิดจะต้องมีฉลากแสดงวิธีใช้ ขนาดรับประทาน และคำเตือน เพื่อความสะดวก และความปลอดภัยในการใช้ ส่วนยาใช้เฉพาะที่ ควรมีฉลากสีแดงแสดงว่า “ห้ามรับประทาน” หรือ “ยาใช้ภายนอก”

3. ควรแยกยาสำหรับรับประทาน หรือยาใช้เฉพาะที่และเวชภัณฑ์ต่างๆ ไม่ให้ปะปนกัน เพื่อที่จะหยิบใช้ได้ง่าย และป้องกันไม่ให้หยิบผิด

4. หมั่นตรวจสอบวันหมดอายุของยาในตู้อย่างสม่ำเสมอ ยาใดหมดอายุควรกำจัดทิ้ง เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

การรับประทานยาก่อนหรือหลังอาหาร ต่างกันอย่างไร

ส่วนใหญ่ หากไม่ระบุมักให้รับประทานยาหลังอาหาร 15-30 นาที เพื่อความสะดวกและป้องกันการลืมรับประทานยา ยกเว้นยาบางประเภทที่แนะนำให้รับประทานยาหลังอาหารทันที เพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือเพื่อเพิ่มการดูดซึมยา เนื่องจากยาละลายได้ดีในไขมันหรือภาวะเป็นกรด แต่ยาบางประเภทต้องรับประทานก่อนอาหาร เนื่องจากอาหารจะลดการดูดซึมของยา ซึ่งควรรับประทานก่อนอาหารประมาณ ครึ่ง-1 ชั่วโมง เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือ เพื่อให้ระดับยาในเลือดได้ระดับที่ออกฤทธิ์ได้ทันเวลา เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาป้องกันภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น

กรณียาที่ต้องรับประทานก่อนอาหาร หากลืมรับประทานยาในมื้อนั้นควรทำอย่างไร

กรณีต้องรับประทานยาก่อนอาหาร หากลืมรับประทานยาในมื้อนั้นๆ อาจแก้ไขได้โดยการรับประทานยาหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารรบกวนการดูดซึมของยา แต่ถ้านึกขึ้นได้ใกล้กับยามื้อถัดไป ก็ให้งดยามื้อนั้น แล้วรับประทานยามื้อถัดไปตามปกติ ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า เพราะอาจทำให้ยาออกฤทธิ์มากเกินไป แต่วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ผลกับยาทุกประเภท เช่น ยาป้องกันภาวะกระดูกพรุน (Bisphosphonates) ที่ต้องรับประทานก่อนอาหารมื้อแรกของวัน ดังนั้นหากต้องการได้ผลประโยชน์จากยาสูงสุดและผลข้างเคียงน้อยสุด คือ รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรลืมรับประทานยา เนื่องจากระดับยาอาจไม่สม่ำเสมอ

ยาที่แพทย์สั่งให้รับประทานติดต่อกันทุกวันจนยาหมด ถ้ารับประทานไม่ครบจะมีผลอย่างไร

ยาที่ต้องรับประทานจนหมดมักจะเป็นยาปฏิชีวนะ หรือยารักษาโรคเรื้อรัง เช่น ยาลดความดัน ยาเบาหวาน ซึ่งยาเหล่านี้เป็นยาที่ใช้เพื่อควบคุม และบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ไม่ให้กำเริบ ในกรณียาปฏิชีวนะ ต้องรับประทานติดต่อกันทุกวันจนครบตามที่แพทย์สั่งให้ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อดื้อยา ส่วนยารักษาโรคเรื้อรัง หากรับประทานไม่ต่อเนื่อง จะทำให้ไม่สามารถควบคุมอาการ หรืออาการอาจเป็นรุนแรงมากขึ้น

แต่ยาบางกลุ่มที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาบรรเทาอาการปวด ลดไข้ หรือยาลดอาการไอ อาจไม่จำเป็นต้องรับประทานจนหมด ถ้าหายก็หยุดได้ แต่ถ้ามีอาการกำเริบใหม่ก็สามารถกินใหม่

ยาที่แพทย์ให้รับประทานมื้อเช้า แต่ถ้าเราไปหาแพทย์ใกล้เที่ยง จะรับประทานยาได้เลยหรือไม่ และต่อไปจะต้องรับประทานยาในมื้อใด

ยาส่วนใหญ่ หากระบุให้รับประทานมื้อเช้า อาจเริ่มรับประทานในมื้อเที่ยงวันนั้นได้เลย ส่วนในมื้อต่อไปให้รับประทานยาในมื้อเช้าตามเดิม ยกเว้นยาบางประเภท

หลังจากรับประทานยา อีกนานเท่าใดจึงจะออกฤทธิ์

ระยะเวลาเริ่มออกฤทธิ์ของยาส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 15-30 นาที แต่ก็ขึ้นกับการละลายของยา หากอยู่ในรูปยาเม็ดหรือแคปซูล ต้องอาศัยเวลากว่าที่จะแตกตัว ละลาย และดูดซึมไปยังตำแหน่งที่ออกฤทธิ์ กรณีเป็นยาน้ำ ซึ่งอยู่ในรูปของสารละลาย จะลดขั้นตอนในการละลาย ยาจะถูกดูดซึมได้เร็วขึ้น ซึ่งยาจะออกฤทธิ์ได้ดีก็ต่อเมื่อมีระดับยาในเลือดสูงเพียงพอ

การที่ไม่ให้รับประทานยาพร้อมกับนม ควรเว้นไปนานเท่าใดจึงจะดื่มนมได้

เราได้เรียนกันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า วิธีลดการดูดซึมสารพิษจากการรับประทาน คือ ให้รับประทานนมหรือไข่ขาว ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้รับประทานยาพร้อมกับนม หรือน้ำอื่นๆ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ หรือน้ำแร่ เนื่องจากอาจลดการดูดซึมของยาได้ ตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะ ธาตุเหล็ก เนื่องจากนมจะไปรบกวนการดูดซึม หรือการปลดปล่อยของยา จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาพร้อมกับนม หรืออาจดื่มนมหลังจากรับประทานยาอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ดังนั้นเครื่องดื่มที่ดีที่สุดในการรับประทานยาคือ น้ำเปล่าที่สะอาด
“มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ยา โปรดปรึกษาเภสัชกร”
ข้อมูลจาก :บ้านเมือง วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ปีที่ 7(37) ฉบับที่ (16676)
บ้านเมือง วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ปีที่ 7(37) ฉบับที่ (16677)