ข้อเข่าเสื่อม…รักษาได้ไม่ยาก ตอนที่ 1 : กระดูกอ่อนในข้อ

thairath150213-1ความสำคัญของกระดูกอ่อนในข้อ

กระดูกอ่อนในข้อ หรือ กระดูกอ่อนข้อต่อ เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มอยู่ที่ปลายกระดูกส่วนที่อยู่ในข้อต่อ ทำหน้าที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวข้อเป็นไปอย่างสะดวก ราบรื่น ไม่สะดุดหรือติดขัด กระดูกอ่อนข้อต่อจึงมีโครงสร้างที่ต่างจากกระดูกอื่นๆ คือ มีผิวมันวาว มีความหนาและแข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทกได้สูง กระดูกอ่อนข้อต่อจะไม่มีหลอดเลือดไปเลี้ยง แต่ได้รับสารอาหารจากน้ำหล่อเลี้ยงที่ผลิตจากเยื่อบุข้อที่เรียกว่าไขข้อ ซึ่งจะไปเคลือบอยู่ระหว่างผิวข้อทั้งสองด้านเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวง่ายขึ้น โดยทั่วไปกระดูกอ่อนข้อต่อสามารถใช้งานได้ตลอดอายุขัยของแต่ละคน

กระดูกอ่อนอยู่ในส่วนใดของร่างกายบ้าง

กระดูกอ่อนข้อต่อจะมีอยู่เฉพาะในข้อต่อที่มีไขข้อเท่านั้น เนื่องจากต้องมีไขข้อมาหล่อเลี้ยง ส่วนกระดูกอ่อนที่พบในตำแหน่งอื่น เช่น ดั้งจมูก หรือใบหู เป็นชนิดที่มีความยืดหยุ่นมาก นอกจากนี้ยังมีกระดูกอ่อนเส้นใยซึ่งพบบริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังหรือระหว่างกระดูกหัวหน่าว ซึ่งเป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวน้อย กระดูกอ่อนแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากพูดถึงข้อเสื่อมเราจะหมายถึงกระดูกอ่อนในข้อหรือกระดูกอ่อนข้อต่อ ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า ‘กระดูกอ่อน’ นั่นเอง

thairath150213-2

จะทราบได้อย่างไรว่ากระดูกอ่อนเริ่มผิดปกติ

เมื่อกระดูกอ่อนข้อต่อเริ่มเกิดการเสื่อม ผิวนอกที่เรียบเป็นมันวาวจะเริ่มแตกเป็นเส้นใยฝอยๆ เป็นการปริแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อโรคดำเนินต่อไปก็จะแตกเป็นร่องลึก ผิวข้อจะเริ่มขรุขระ ลึกลงไปถึงชั้นกระดูกผิวข้อจะค่อยๆ บางลงและเสื่อมสลายไปหมดจนเหลือแต่กระดูกแข็ง

อาการของโรคข้อเสื่อม คือ อาการปวด จะปวดแบบเสียวลึกๆ ขัด และตึงในข้อ อาการจะมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรืออากาศเย็น ตอนเช้าหลังจากตื่นนอนผู้ป่วยอาจจะเดินได้ช้าลง การเคลื่อนไหวลดลง มีเสียงกรอบแกรบในข้อ ข้อบวม กล้ามเนื้อรอบข้อลีบลง และเมื่อโรคลุกลามจะทำให้ข้อมีลักษณะผิดรูป ถ้าเป็นข้อเข่าเสื่อมรุนแรงมักจะทำให้ขาโก่ง

การปฏิบัติตัวเมื่อพบว่ากระดูกข้อเสื่อม

สิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคข้อเสื่อมลุกลาม ได้แก่

1. ควบคุมน้ำหนักตัว เพราะน้ำหนักมีความสัมพันธ์อย่างสูงกับข้อเสื่อมโดยเฉพาะข้อเข่า การลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมจะช่วยลดความเสี่ยงต่อข้อเข่าเลื่อมลงได้ครึ่งหนึ่ง

2. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องรับแรงกระทำมากๆ ทุกวัน เช่น งานที่ต้องนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ หรืองานที่ต้องยกของหนักเป็นประจำ

3. ไม่ควรทำกิจกรรมต่างๆ บนพื้น เช่น การล้อมวงกินข้าว การซักผ้า รัดผ้า หรือการใช้ห้องน้ำที่ต้องนั่งยองๆ

รองศาสตราจารย์วิวัฒน์ วจนะวิศิษฐ์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

ที่มา : ไทยรัฐ  13 กุมภาพันธ์ 2558

Advertisements

ปรับอิริยาบถและรู้จักยืดเหยียดกล้ามเนื้อ แนวทางป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ

Credit : telegraph.co.uk

อิริยาบถหรือท่านั่งที่ผิดวิธี เช่น การนั่งกับพื้น นั่งในท่าทางงอเข่า เดินหลังค่อม ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “โรคข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายอันเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น และมักสร้างความทรมานหรืออาการปวดให้กับผู้ป่วยสูงอายุ ดังนั้นเพื่อป้องกันและชะลอโรคข้อเข่าเสื่อม ตลอดจนช่วยให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพมากที่สุดนั้น ในงานเสวนา “เกษียณวัย ไขข้อดี” ที่จัดขึ้นโดยทีมแพทย์จากศูนย์กระดูกและข้อ รพ.นครธน ได้แนะแนวทางปฏิบัติในการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง เพื่อลดภาวะโรคข้อเข่าเสื่อม แม้โรคดังกล่าวจะเป็นแล้วไม่หายขาด แต่สามารถชะลอและป้องกันอาการเสื่อมของข้อต่อได้ โดยการหันมาดูแลตนเองตั้งแต่เนิ่นๆ

ทีมแพทย์ รพ.นครธนได้ให้ข้อมูลว่า ข้อเข่าเสื่อมจะเริ่มพบในผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 40 จะพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ซึ่งโอกาสในการเป็นข้อเข่าเสื่อมประมาณ 2-3 เท่า จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นผลจากกรรมพันธุ์ประมาณ 30% โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ร้อยละ 50 สาเหตุหลักของโรคนั้น เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป นอกจากนี้พฤติกรรมแบบชาวเอเชีย อาทิ การนั่งกับพื้น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรืออยู่ในท่าทางที่งอเข่า ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญในการเกิดข้อเข่าเสื่อม

ส่วนอาการที่พบเมื่อเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกคือ จะมีอาการปวดบริเวณเข่าเวลาเคลื่อนไหว อาทิ เมื่อเดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบหรืองอเข่า ไปจนถึงขั้นภาวะรุนแรงคือ จะมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำพบกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ ถ้ามีอาการเสื่อมมานานจะพบว่าเหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ส่งผลให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

สำหรับข้อควรปฏิบัติเมื่อพบว่ามีอาการข้อเข่าเสื่อมนั้น ทีมแพทย์แนะนำว่า “ในเบื้องต้นผู้ป่วยต้องดูแลตัวเองก่อน โดยการปรับพฤติกรรมการใช้ข้อ ท่าทาง การเดินให้อยู่ในลักษณะการทรงตัวที่อยู่ในระดับตรง นอกจากนี้ก็ควรบริหารกล้ามเนื้อโดยการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น การฝึกเหยียดขาค้างไว้ เพื่อช่วยชะลออาการเสื่อมของข้อต่อในร่างกาย และควรเลือกการออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ เดินในน้ำ รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัว โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่ประกอบด้วยไขมันและน้ำตาล แต่ควรหันมาบริโภคนมเพื่อเสริมสร้างแคลเซียมและความแข็งแรงให้กับมวลกระดูกและข้อต่อ อีกทั้งควรเน้นรับประทานเมนูปลาและผักผลไม้ใบเขียวจะดีที่สุด เพราะถ้าผู้ป่วยสามารถลดน้ำหนักตัวลงไป 5 กิโลกรัม ก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดไปได้ถึง 50% แต่หากผู้ป่วยมีอาการจนถึงขั้นที่ปวดอย่างรุนแรงจึงจะเข้ารับการใช้ยา ไปจนถึงเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูระบุว่า “เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเรียบร้อยแล้ว หลังจากการผ่าตัดประมาณ 3-5 วันก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งขั้นตอนในการฟื้นฟูหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่านั้น แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ ฝึกท่าทางการเดินให้ถูกต้อง ฝึกงอและเหยียดเข่าบ่อยๆ ฝึกท่าเดินตัวตรง หรือเลือกเข้ารับการฝังเข็มแบบตะวันออก เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถอยู่กับข้อเข่าเสื่อมได้อย่างเป็นมิตร และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวแล้ว”.

ที่มา: ไทยโพสต์ 15 พฤศจิกายน 2555

เครื่องดื่มแก้วโปรดเร่งข้อเข่าเสื่อม

คนเราเกิดมาหลีกหนีความเสื่อมของสภาพร่างกายไม่พ้น และหนึ่งความเสื่อมที่พบได้มากก็คือ ข้อเข่าเสื่อม อย่างเช่นที่อังกฤษมีผู้สูงอายุประสบปัญหาข้อเข่าเสื่อมและกระทบต่อการใช้ชีวิตถึง 6 ล้านคน

แม้ปัญหาข้อเข่าเสื่อม คนส่วนใหญ่จะรู้กันดีว่าเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาทิ น้ำหนักตัวมากเกินไป, อิริยาบถไม่เหมาะสม เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ, ขาดแคลเซียม, หรือเคยได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ทว่านักวิจัยจากโรงพยาบาลบริกแฮมและสตรีในบอสตัน อเมริกา พบว่า พฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอีกสาเหตุที่จะเพิ่มโอกาสให้เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม แถมยังเร่งให้อาการเกิดเร็วขึ้นอีกต่างหาก

ดร.บิง ลู หัวหน้าทีมวิจัย เล่าว่า ทีมวิจัยทำการศึกษาจากผู้ป่วยรายใหม่ที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 2,149 ราย จากนั้นจะติดตามพัฒนาการของโรคจากการเอ็กซเรย์ในระยะ 12 เดือน 24 เดือน 36 เดือน และ 48 เดือน พร้อมกับสอบถามพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะน้ำอัดลมด้วย

ผลการติดตามพัฒนาการของโรคพบว่า ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมดื่มน้ำอัดลมมากกว่า 5 แก้วต่อสัปดาห์ กระดูกอ่อนภายในข้อเข่าของพวกเขาบางลงเฉลี่ย 0.59 มิลลิเมตร ซึ่งมากกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ดื่มน้ำอัดลม โดยกลุ่มหลังนี้กระดูกอ่อนในข้อเข่าบางลงเฉลี่ยแค่ 0.29 มิลลิเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยพบว่า ผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเพศชายที่มีน้ำหนักตัวปกติ แต่ชอบดื่มน้ำอัดลมมาก ยิ่งจะทำให้สภาพข้อเข่าเสื่อมลงเร็วกว่าผู้ชายตัวอ้วนเสียอีก

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมิได้วิเคราะห์เจาะลึกว่า ระหว่างปริมาณแคลอรีหรือส่วนผสมบางอย่างในน้ำอัดลม อะไรเป็นตัวเร่งให้สภาพข้อเข่าเสื่อมลงเร็วขึ้นกันแน่.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com

 

ที่มา: เดลินิวส์  19 พฤศจิกายน 2555

 

.

Related Article:

.

Sugary drinks could make knee osteoarthritis worse – a condition that affects most adults over 60

How sugary drinks can give you sore knees (especially if you’re a skinny man)

  • Osteoarthritis in the knees affects around six million adults in the UK
  • Study suggests fizzy drinks can make condition worse in all men and in normal weight women

By CLAIRE BATES

PUBLISHED: 13:08 GMT, 15 November 2012

 

Downing too many glasses of fizzy drink doesn’t just make you fat – it could also make your dodgy knees worse.

Researchers studied patients suffering from osteoarthritis in their knees, which is a common degenerative condition affecting six million older adults in the UK.

They found that the more soft drinks patients consumed, the faster their condition progressed. Slim men were found to be particularly affected.

Study leader Dr Bing Lu from Brigham and Women’s Hospital in Boston, said: ‘Little is known about the course of disability over time in patients with osteoarthritis.

‘This study may offer the potential to identify a modifiable dietary risk factor for disease progression, enable evaluation of prevailing recommendations of healthy diet, and thus have potential public health implications.’

Sugary drinks joins the other known risk factors including obesity, aging and joint stress.

For the study, researcher looked at data on 2,149 patients who had been diagnosed with osteoarthritis following an X-ray.

At the beginning of the study, each participant’s soft-drink consumption, not including sugar-free drinks was measured using a Food Frequency Questionnaire.

The researcher followed up with the participants 12, 24, 36 and 48 months later to track their OA progression as measured by joint space change in their medial knee compartments.

Body mass index (a measure of obesity) was also measured and tracked and data for men and women were analysed separately.

After controlling for BMI and other factors that may contribute to knee OA, men who consumed more soft drinks per week had worse progression of their condition.

The joint space became narrower by an average of 0.29 millimeters in men who drank no soft drinks to 0.59 millimeters in men who drank more than five soft drinks a week.

Men classed as normal weight saw their knees get worse than men who were overweight or obese. By contrast, only women of normal weight showed an association between more soft-drink consumption and knee OA progression.

The researchers concluded that the more soft drinks men drink, the worse their knees may get.

It is unclear whether this problem is due to high-calorie soft drinks leading to excess weight burdening knees, or if there are other ingredients in soft drinks that contribute to OA progression.

SOURCE: www.dailymail.co.uk

ชะลอ’ข้อเข่าเสื่อม’ ปัญหาโลกแตก…หนีอย่างไรก็ไม่พ้น

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่พบในผู้สูงอายุจำนวนมาก ปัจจุบันอัตราคนเป็นข้อเข่าเสื่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากประชากรมีอายุยืนมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมและท่าทางของคนไทย ที่ไม่ว่าจะเป็นการนั่งกับพื้น นั่งในท่าทางงอเข่าต่างๆ ส่งผลให้มีแนวโน้มต่อการเป็นข้อเข่าเสื่อมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่ห้ามไม่ได้ เป็นแล้วไม่หายขาด แต่สามารถชะลออาการเสื่อมได้ ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้ข้อปฏิบัติ ท่าทาง พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ถูกต้อง ที่จะช่วยชะลอการเป็นข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ชีวิตที่ยืนยาวเป็นไปอย่างมีคุณภาพที่สุด

ทีมแพทย์ รพ.นครธน ได้ให้ข้อมูลว่า ข้อเข่าเสื่อมจะเริ่มพบในผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยร้อยละ 40 จะพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปี ซึ่งโอกาสในการเป็นข้อเข่าเสื่อม ประมาณ 2-3 เท่า จะเกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และเป็นผลจากกรรมพันธุ์ประมาณ 30% โดยผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ร้อยละ 50 ว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป นอกจากนี้พฤติกรรมแบบชาวเอเชีย อาทิ การนั่งกับพื้น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า การขึ้นลงบันไดบ่อยๆ หรืออยู่ในท่าทางที่งอเข่า ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญในการเกิดข้อเข่าเสื่อม

อาการที่พบเมื่อเป็นข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกคือ จะมีอาการปวดบริเวณเข่าเวลาเคลื่อนไหว อาทิ เมื่อเดินขึ้นลงบันได นั่งพับเพียบหรืองอเข่า ไปจนถึงขั้นภาวะรุนแรงคือ จะมีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้น บางครั้งปวดเวลากลางคืน อาจคลำส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ ถ้ามีอาการเสื่อมมานานจะพบว่า เหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง หลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป ส่งผลให้เดินและใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

ข้อควรปฏิบัติเมื่อพบว่ามีอาการข้อเข่าเสื่อม ในเบื้องต้นจะแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองก่อน ปรับพฤติกรรมการใช้ข้อ ท่าทาง การเดิน การบริหารกล้ามเนื้อและออกกำลังเพื่อสุขภาพ การฝึกเหยียดขาค้างไว้ เพื่อช่วยชะลออาการเสื่อม การว่ายน้ำ เดินในน้ำ รวมไปถึงการควบคุมน้ำหนักตัว โดยถ้าน้ำหนักตัวลดลงไป 5 กก. ก็จะสามารถช่วยลดอาการปวดไปได้ถึง 50% แต่หากผู้ป่วยมีอาการจนถึงขั้นที่ปวดอย่างรุนแรง จึงจะเข้ารับการใช้ยา ไปจนถึงเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า

เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดข้อเข่าเรียบร้อยแล้ว หลังจากการผ่าตัดประมาณ 3-5 วัน ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไต ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจะต้องผ่านการตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียด และเข้ารับการรักษาจากทีมแพทย์เฉพาะสาขาจนกระทั่งมีอาการคงที่ก่อน จึงจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าได้ โดยในปัจจุบันนี้ วิทยาการทางด้านการแพทย์ด้านผ่าตัดและระงับความเจ็บปวดขณะผ่าตัดมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยมากขึ้นกว่าในอดีตมาก

สำหรับขั้นตอนในการฟื้นฟูหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ทางทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกายเพิ่มกล้ามเนื้อ ฝึกท่าทางการเดินให้ถูกต้อง ฝึกงอและเหยียดเข่า ฝึกท่าเดิน หรือเข้ารับการฝังเข็มแบบตะวันออก เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถอยู่กับข้อเข่าเสื่อมได้อย่างเป็นมิตร และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ข้อมูล/ภาพบางส่วน : โรงพยาบาลธนบุรี

ที่มา: ไทยรัฐ 26 ตุลาคม 2555

โรคข้อเข่าเสื่อม โดย รศ.นพ.อารี ตนาวลี

โรคข้อเข่าเสื่อม

โดย รศ.นพ.อารี ตนาวลี
ภาควิชาออร์โธปิดิกส์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ส่วนประกอบของข้อเข่า

ข้อเข่าประกอบด้วยผิวกระดูกอ่อนที่เรียบและสัมผัสกันเป็นอย่างดี ของกระดูก 3 ส่วน คือ
• กระดูกต้นขา
• กระดูกส่วนหน้าแข้ง
• กระดูกสะบ้า
นอกจากนี้แล้วยังมี เยื้อหุ้มข้อ เอ็นรอบข้อ เอ็นไขว้ในหมอนรองกระดูกและน้ำหล่อลื่นข้อ

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
คือการเสื่อมสภาพของผิวข้อ สัมพันธ์กับการเสื่อมของร่างกาย เนื่องจากอายุมากขึ้นหรืออาจมีสาเหตุจากเคยมีกระดูกหักหรือบาดเจ็บมาก่อน หรือมีการติดเชื้อที่ข้อเข่ามาก่อน ทำให้ผิวข้อขรุขระไม่เรียบและมีกระดูกงอก

  • ข้อเข่าเสื่อมที่สัมพันธ์กับอายุมากขึ้น
  • เริ่มพบเมื่ออายุ 45 ปี ขึ้นไป
  • อาการมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  • พบบ่อยใน
    – เพศหญิง
    – คนอ้วน
    – ผู้ที่มีแกนขาไม่ตรงตั้งแต่อายุน้อย เช่น ขาโก่ง
    – ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าอย่างหนักเป็นประจำ เช่น เล่นกีฬาประเภท กระโดด วิ่ง
    – ผู้ที่ใช้งานข้อเข่าไม่ถูกต้องเป็นประจำ เช่น นั่งยองๆ

ความผิดปกติเมื่อข้อเข่าเสื่อม

ผิวที่เสื่อมทำให้เกิดการเสียดสีที่ผิดปกติ ในขณะเคลื่อนไหว ทำให้เกิด
• ข้ออุ่น บวมอักเสบ มีเสียงลั่น
• เจ็บปวด งอหรือเหยียดข้อลำบาก
• ไม่สามารถเดิน ขึ้น และ ลงบันได อย่างปกติ
• ลุกยืนลำบาก
• ข้อมีลักษณะผิดรูป เช่น โก่ง

    
ข้อเข่าภาพซ้าย                        ข้อเข่าภาพขวา

ข้อเข่าภาพซ้าย เป็นข้อเข่าที่ปกติ ซึ่งมีผิวข้อที่เรียบและสัมผัสกันดี ทั้งกระดูกต้นขา หน้าแข้งและสะบ้า

ข้อเข่าภาพขวา เป็นข้อที่มีการอักเสบเสื่อมจนผิวข้อไม่เรียบ ซึ่งทำให้เกิดอาการเจ็บเมื่อเคลื่อนไหว

การป้องกันข้อเข่าเสื่อม

1. รับประทานผักและผลไม้มากขึ้น เพื่อควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน
2. เล่นกีฬาเหมาะสมกับวัย เช่น เดิน ว่ายน้ำ
3. บริหารกล้ามเนื้อรอบเอวสม่ำเสมอโดยเฉพาะกล้ามเนื้อเหยียดข้อเข่า
4. หลีกเลี่ยงท่าปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม เช่น
• นั่งยองๆ
• นั่งพับเพียบ
• นั่งคุกเข่า
• นั่งขัดสมาธิ

การรักษาโดยไม่ผ่าตัด
• ทานยาแก้อักเสบ หรือแก้ปวด ซึ่งควรได้รับการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง
• ใช้เครื่องช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า
• ใช้กายอุปกรณ์ เช่น ปลอกสวมข้อเข่า
• ทำกายภาพ เพื่อให้อาการปวดทุเลา
• บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า

การรักษาโดยการผ่าตัด
ควรทำเมื่อมีอาการของโรคมาก และทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันไม่เป็นปกติ ซึ่งการผ่าตัดมีวิธีดังนี้
• การจัดแนวกระดูกใหม่
• การเปลี่ยนผิวข้อเข่าเที่ยมซีกเดียว
• การเปลี่ยนผิวข้อเข่าเที่ยมทั้งข้อ

“รายละเอียดเพิ่มเติม ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง”

ผู้ป่วยรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าทั้งข้อ

   

ก่อนผ่าตัด            หลังผ่าตัด

    

ก่อนผ่าตัด          หลังผ่าตัด

ผู้ป่วยรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าซีกเดียว

     

  ก่อนผ่าตัด         หลังผ่าตัด

     

  ก่อนผ่าตัด           หลังผ่าตัด

การบริหารกล้ามเนื้อต้นขา 

ท่าเหยียดข้อเข่า

1. นั่งบนเก้าอี้ปกติ แล้วเหยียดข้อเข่าตรง
2. เกร็งกำลังค้างไว้ ประมาณ 10 วินาที แล้วจึงงอเข่าทำซ้ำประมาณ 200 ครั้งต่อวัน ไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่องกัน

    

ท่างอข้อเข่า

1. ยืนเกาะเก้าอี้ แล้วงอข้อเข่าดังภาพ
2. เกร็งกำลังค้างไว้ ประมาณ 10 วินาทีแล้วจึงเหยียดข้อเข่า
3. ทำซ้ำประมาณ 200 ครั้งต่อวัน

ท่ากางขา

1. ยืนเกาะเก้าอี้ แล้วกางขาดังภาพ
2. เกร็งกำลังค้างไว้ ประมาณ 10 วินาทีแล้ววจึงหุบขา
3. ทำซ้ำประมาณ 50 ครั้งต่อวัน

ที่มา: หน่วยสุขศึกษา ฝ่ายผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

รักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผสานนวัตกรรม

รักษาข้อเข่าเสื่อมด้วยการผสานนวัตกรรม
รศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช
ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด

ปัญหาข้อเข่าเสื่อม เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายหรือเกิดการเสื่อม ซึ่งการรักษาในปัจจุบันได้มีการผสานนวัตกรรมโดยการนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยผ่าตัด

การนำหุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในบางส่วน จะมีการทำงานประสานกัน 3 เครื่อง เครื่องแรก คือแขนกลหุ่นยนต์ เครื่องที่สองคือ กล้องจับสัญญาณภาพ 3 มิติ และเครื่องที่สามเป็นเครื่องประมวลผล และควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ โดยมีหลักการทำงาน คือ เครื่องประมวลผลจากภาพด้วย CT scan จะวางแผนก่อนผ่าตัดทั้งขนาด ตำแหน่ง มุมของข้อเข่า และส่งผลนั้นไปยังแขนกลหุ่นยนต์ จากนั้นแพทย์จะทำการเปิดบริเวณข้อเข่าเสื่อม แล้วใช้แขนกลตัดเฉพาะส่วนของกระดูกอ่อนและกระดูกหัวเข่าที่เสื่อมออก ซึ่งดูจากภาพ 3 มิติ ที่ปรับความละเอียดในการตัดกระดูกได้ถึงครั้งละ 0.2 มิลลิเมตร และผลการผ่าตัดให้ค่าความเบี่ยงเบนไม่เกิน 1 มิลลิเมตร หรือ 1 องศาของมุมของข้อเข่า จากนั้นจึงนำข้อเข่าเทียมบางส่วน ที่เป็นโลหะผสมของโครมโคบอลต์และไททาเนียมใส่เข้าแทนที่

หุ่นยนต์มาช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

การผ่าตัดข้อเข่าเทียมแบบนี้ เส้นเอ็นและเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อเข่าจะเป็นปกติ ไม่ได้รับการบาดเจ็บจากการผ่าตัด ผู้ป่วยจึงงอเข่าได้ใกล้เคียงกับการงอเข่าของคนปกติ ความบอบช้ำของแผลผ่าตัดมีน้อย ผู้ป่วยสามารถลุกนั่งและเดินได้ในวันแรกหลังผ่าตัด ซึ่งผลการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมคือ การลดความเจ็บปวด และช่วยให้ข้อสามารถทำงานได้เป็นปกติ

สำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วนโดยหุ่นยนต์ ผู้ป่วยต้องมีภาวะข้อเข่าเสื่อมเพียงบางส่วน เช่น กระดูกส่วนบนของเข่า หรือกระดูกส่วนล่างของเข่า และที่สำคัญ ผู้ป่วยต้องมีข้อสะโพกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อจะใช้จุดศูนย์กลางของข้อสะโพกโยงไปถึงแนวกระดูกสำหรับให้ใส่ข้อเข่าเทียมแบบบางส่วนได้อย่างแม่นยำ และหุ่นยนต์ที่ช่วยผ่าตัดข้อเข่าเทียมยังพัฒนาให้ใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกเทียมได้ด้วย

ภาพหลังการผ่าตัด

ว่าแต่การดูแลสุขภาพย่อมดีกว่าเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมแล้วมารักษา โดยลดน้ำหนักตัวที่มากเกินไป หลีกเลี่ยงการใช้งานที่เกินกำลัง ไม่นั่ง คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบบ่อย ๆ เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดแรงกดภายในข้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี

.

พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช

• วันนี้ถึง 27 ก.ค.55 สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราช เปิดรับสมัครนักเรียน ม.ปลาย เข้าโครงการ “ค่ายเส้นทางสู่หมอศิริราช ครั้งที่ 14” เพื่อแนะนำคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลก่อนตัดสินใจเข้าศึกษาต่อ จำนวน 2 รอบ ๆ ละ 300 คน คือ รอบแรก (13 – 14 ต.ค.) และรอบสอง (27 – 28 ต.ค.) ผู้สนใจดูรายละเอียดที่www.si.mahidol.ac.th/

• 1 ส.ค.55 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญประชาชนร่วมฟังปาฐกถาอุดม โปษะกฤษณะ เรื่อง “การน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในโรงพยาบาล” โดยแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2554 เวลา 13.00 – 15.00 น. ณ ห้องอทิตยาทรกิติคุณ ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 กรกฎาคม 2555

อย่าแค่กลัว-มัวฝืนทน ‘ข้อเข่าเสื่อม’ รักษาเร็วไม่เสี่ยงพิการ

เป็นส่วนหนึ่งของโครงกระดูกร่างกายมนุษย์เราส่วนที่เรียกว่าโครงกระดูกรยางค์ เป็นกระดูก “ข้อต่อ” ที่มีลักษณะ “คล้ายบานพับ” ทำให้กระดูกร่างกายเคลื่อนไหวได้ 2 ทิศทางคืองอและเหยียด…นี่เป็นลักษณะจำเพาะอย่างคร่าว ๆ ของส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ที่เรียกว่า ’ข้อเข่า“ ซึ่งสำคัญต่อร่างกายไม่แพ้อวัยวะใด ๆ

สำคัญต่อการทรงตัว ต่อการยืน ต่อการเดิน

หากข้อเข่าเกิดมีปัญหาก็จะเป็นเรื่องใหญ่!!

และปัญหาที่อาจเกิดกับข้อเข่าก็คือ กระดูกอ่อนผิวข้อต่อของเข่าสึกกร่อน ถูกทำลายจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน หรือจากอาการเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่า ’โรคข้อเข่าเสื่อม“ ที่มิใช่เรื่องเล็ก ๆ
อาจลุกลามบานปลายจนถึงขั้น “เดินไม่ได้!!”

จากการที่ปัจจุบันสังคมไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุในจำนวนประชากรทั้งหมดนั้นมีจำนวนผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ส่งผลให้ตัวเลขคนไทยที่ป่วยด้วยโรคกระดูกและข้อ ซึ่งรวมถึง “ข้อเข่าเสื่อม” เพิ่มสูงขึ้น โดยย้อนไปเมื่อประมาณปีเศษ ๆ ทางกระทรวงสาธารณสุขเคยเปิดเผยไว้ว่า โรคกระดูก โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุน และโรคข้อเสื่อม ที่รวมถึงข้อเข่าเสื่อม กำลังเป็น ’ภัยเงียบคุกคามคุณภาพชีวิตคนไทย“ ราว 7 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ซึ่งสร้างความทรมาน เมื่อจะลุก นั่ง เดิน

ทางกระทรวงสาธารณสุขยังเคยระบุไว้ด้วยว่า…การเจ็บป่วยของคนไทยด้วยโรคในกลุ่มกระดูกและข้อนี้ แม้ว่าจะไม่ถึงกับทำให้เสียชีวิต แต่ก็สร้างความทุกข์ทรมานจากการเจ็บปวด โดยเฉพาะ “ข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ก็จะยิ่งเพิ่มระดับความอันตราย อาจลุกลามจนไม่สามารถลุกยืน ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ อาการที่เกิดขึ้นจากการที่ข้อเข่าเสื่อมนั้น ในผู้ป่วยส่วนใหญ่มักคล้ายกัน เช่น มีอาการเข่ายึด ฝืด งอลำบาก มีเสียงดังก๊อบแก๊บที่เข่าขณะเคลื่อนไหว ปวดที่ข้อเข่าหรือขาเวลาเดินหรือขึ้นลงบันได

ในบางรายจะปวดเจ็บแปลบที่ข้อเข่าเวลาเดิน แต่บางรายอาจมีอาการปวดข้อเข่าเวลานอน ส่วนบางรายจะมีปัญหาปวดข้อเข่าเวลาใส่ถุงเท้า รองเท้า หรือขณะลุกนั่ง ซึ่งผู้ป่วยบางรายที่ไปพบแพทย์หลังเกิดอาการปวดบวมอักเสบที่ข้อเข่า จะแทบไม่สามารถเดินได้ปกติแล้ว อาจต้องเดินโยกตัวเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้

“โรคข้อเข่าเสื่อม” แม้ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ก็มิใช่ว่าจะเกิดได้เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้น ในกลุ่มคนวัยทำงานก็สามารถเกิดได้ และหากจะเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มชายและหญิง ในปัจจุบันส่วนใหญ่ของผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมักเป็นกลุ่มผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งอาจเกิดได้จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น การเล่นกีฬาผิดท่า เดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ มีน้ำหนักตัวมาก

เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมได้

และที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง ก็คือการมีความอดทนสูงกับอาการปวด ยอมทนต่อความปวดและปล่อยไปเรื่อย ๆ จนอาการถึงขั้นรุนแรงจึงยอมรักษา ซึ่งหากรักษาไม่ทันการณ์ อาจจะถึงขั้นเดินไม่ได้

กับเรื่องของ ’โรคข้อเข่าเสื่อม“ นี้ นพ.ประภัทร จารุมนพร ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อประจำศูนย์ผ่าตัดเปลี่ยนข้อ โรงพยาบาลสุขุมวิท ซึ่งมีประสบการณ์ผ่าตัดข้อเข่าผู้ป่วยมาแล้วกว่า 500 เข่า ให้ความรู้ความเข้าใจว่า…การที่ผู้ป่วยยอมทนอาการที่เกิดขึ้น ไม่ไปปรึกษาแพทย์หรือรับการรักษาจากแพทย์อย่างถูกวิธี ซึ่งอาจเพราะกลัวถูกผ่าตัด กังวลว่าจะเดินไม่ได้เป็นปกติหลังผ่าตัด นี่คือการเพิ่มปัญหา

’ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาจากการทนคือ เดินไม่ได้เหมือนปกติ จึงไม่ควรปล่อยให้ตนเองต้องเผชิญโรคนี้เป็นเวลานาน“…นพ.ประภัทร ระบุ พร้อมทั้งบอกว่า…วิธีรักษาโรคนี้มีทั้งการให้ยาแก้อักเสบ ฉีดยาเข้าข้อ ทำกายภาพบำบัด ผ่าตัด ซึ่งในส่วนของการใช้ยา บางรายอาจแพ้ยา เกิดผลข้างเคียงของยา เช่น เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เกิดผื่นคัน อาจเสี่ยงต่อโรคไต ทางแพทย์ก็จะประเมินเพื่อเลือกใช้วิธีรักษาที่เหมาะสม

สำหรับวิธีผ่าตัด ปัจจุบันพัฒนาการทางการแพทย์และเทคโนโลยีก็ก้าวหน้ามาก กับโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น จากเดิมที่การผ่าตัดข้อเข่าต้องเปิดแผลขนาด 15-20 ซม.ที่หัวเข่า ทำให้เสียเลือดมากและเจ็บมาก ฟื้นตัวได้ช้า ปัจจุบันมีการผ่าตัดโดยวิธี ผ่าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery : MIS) ขนาดของแผลจะเพียง 8-10 ซม. แต่ก็ได้ผลดี ความเสียหายต่อเนื้อเยื่อภายในมีน้อย เสียเลือดน้อย ไม่มีโรคแทรกซ้อน และฟื้นตัวได้เร็ว

’การที่ผู้ป่วย ฝืนทนต่ออาการนาน ๆ จะทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าลีบและกระดูกบาง ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในระยะที่ช้าเกินไปจะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร หรืออาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า”…แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสุขุมวิท ให้ความรู้ทิ้งท้าย

’ข้อเข่าเสื่อม“ จะยิ่งอันตรายถ้าเอาแต่กลัว-มัวฝืนทน

โรคนี้ก็จำเป็นต้องรู้เท่าทัน-ต้องรีบรักษาให้ทันท่วงที

เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติดังเดิม!!!.

 

ที่มา: เดลินิวส์ 9 กุมภาพันธ์ 2555

ข้อเข่าเสื่อม -รายการ Health Me Please

คลิป ข้อเข่าเสื่อม -รายการ Health Me Please คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

รศ.นพ.วิโรจน์ กวินวงศ์โกวิท

ข้อเข่าเสื่อม เริ่มด้วย ปวด บวม อักเสบ ขยับข้อเข่าลำบาก

ข้อเข่าประกอบด้วย กระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง กระดูกลูกสะบ้า ระหว่างกระดูกสองท่อนจะมีกระดูกอ่อน หมอนรองกระดูกข้อเข่า รองกันกระแทกอยู่

สาเหตุที่ข้อเข่าเสื่อมเพราะเราใช้งานมากเกินไปเกิดการเสียดสีระหว่างลูกสะบ้าและกระดูกทั้งสองข้อทำให้เกิดการสึก

อีกสาเหตุคือกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรงทำให้กระดูกขาท่อนบนและท่อนล่างมาเสียดสีกัน จึงทำให้เกิดการสึก

มักเกิดในผู้สูงอายุ เป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย การใช้งานมาก

 

ปัจจัยที่เป็นเหตุให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อม

1. ความเสื่อมที่ทราบสาเหตุ เช่น การได้รับอุบัติเหตุบาดเจ็บที่ข้อและเส้นเอ็น

2. การที่โรคนำพามา เช่น โรครูมาตอยด์ การติดเชื้อที่ข้อเข่า โรคเก๊าต์

 

การรักษา

-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

– รับประทานยา ยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

– เป็นมาก ผ่าตัด ซึ่งมีการผ่าตัดแบบใหม่ ใช้เวลาผ่าตัดน้อยลง มีการใช้ยาเฉพาะจุดในการรักษา ลดอาการปวดหลังการผ่าตัด  สามารถทำกายภาพบำบัดหลังผ่าตัด 2 วัน คนไข้ฟื้นตัวได้ไว

 

ที่มา: http://www.ra.mahidol.ac.th/hospital/healthmeplease/OsteoarthritisOfTheKnee

 

โรค​ปวด​ข้อ​-​ฉีด​ยา​เข้า​ข้อ​เพื่อ​กายภาพบำบัด​

ข้อต่าง ๆ ของร่างกายต่างทำหน้าที่  ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวทำงานต่าง ๆ  ได้สะดวก โดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นภาคเกษตรกรรม การทำไร่ทำนาทำสวนต้องใช้ข้อเคลื่อนไหวมาก หากมีการเจ็บปวดขึ้นมา หรือติดขัดขยับไม่ค่อยได้ จะทรมานหรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างมาก

โรคข้อที่จะคุยในวันนี้หมายถึงโรคข้อเสื่อมในผู้สูงอายุ (Osteoarthritis) ผู้ที่เป็นมานานจะเห็นความทุกข์ชัดเจน นั่งยอง ๆ ไม่ได้ นั่งคุกเข่าไม่ได้ นั่งพับเพียบไหว้พระสวดมนต์ไม่ได้ ซึ่งเป็นเรื่องของข้อเข่า เวลานั่งคุยกับใครต้องเหยียดขาออกดูเหมือนไม่สุภาพ ส่วนข้ออื่น ๆ หลัง ไหล่ ก็เช่นกันจะปวดขยับไม่ค่อยได้ไปหมด

โรคข้อเสื่อม พบได้ทั้งเพศชาย-หญิง อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เซลล์กระดูกอ่อนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงจากขบวนการของความเสื่อม กระดูกอ่อนจะถูกทำลายไปจนถึงชั้นกระดูก เริ่มแรกจะปวดตอนเคลื่อนไหว นานเข้าจะปวดทั้งพักและเคลื่อนไหวไปด้วย ตำแหน่งที่พบบ่อย ข้อเข่า ข้อตะโพก กระดูกสันหลัง ข้อนิ้วมือ ฯลฯ จะปวดตอนลงน้ำหนัก ยืน เดิน ภาพทางรังสีจะพบช่องระหว่างข้อแคบลงกว่าเดิม

การรักษา เริ่มด้วยทางยาไปจนถึงการผ่าตัด และการรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู การฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อ และลดน้ำหนักหากน้ำหนักเกินจะช่วยได้มาก

ก่อนจะคุยต่อไปอยากคุยเรื่องที่มาที่ไปของเรื่องนี้เสียก่อน ว่าได้มีการไปตรวจโรคข้อกันที่ไหน เรื่องราวเป็นมาอย่างไร คือ เมื่อ 4 ส.ค. 52 ทางคณะนักศึกษา วปอ. รุ่น 27, มูลนิธิแสง-ไซ้กี   เหตระกูล, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกับองค์กรแพทย์อีกหลายแห่ง นำแพทย์ทั่วไปและแพทย์เฉพาะทางลงชุมชนตรวจคนไข้ ที่โรงเรียนบ้านเล้า ต.หนองแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

พิธีเปิดเริ่มตอนเช้า รอง ผวจ.ร้อยเอ็ด คุณธานี ปลูกเจริญ มาเป็นประธานเปิดงาน มีผู้บริหารระดับสูงของ กฟภ.มาหลายท่าน นริศ ศรีนวล, มาโนชย์ สังขวุฒิชัยกุล, เศกสิทธิ์ ศุภรัตนาพิทักษ์, สุภณ ศรีสถิตย์ ฯลฯ รวมทั้งเจ้าของพื้นที่ สนั่น โกสีลารัตน์ ผอ.โรงเรียนบ้านเล้า, มังกร สัจจะมโน นายก อบต.หนองแก้ว และกำนัน นิพนธ์ ศรีอุดร ให้ความร่วมมือช่วยเหลือเต็มที่

คนไข้มาตรวจ ราว 2,000 คน ต้องขอชมหน่วยงานทุกองค์กรที่มาช่วยอย่างมาก ทางสาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด โรงพยาบาลร้อยเอ็ด โดย เฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบริการได้อย่าง ดีเยี่ยม ทั้งสถานที่ น้ำ-ไฟ อาหารการกิน ไปจนถึงการรับส่งเป็นที่เรียบร้อย ทาง สสจ.ร้อยเอ็ด นพ.ภาสกร ไชยเศรษฐ ได้  ส่งเจ้าหน้าที่และหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่มาช่วย บริการ ทญ.ปิยนาถ แก้วบัวพันธุ์ รพ.เสลภูมิ, ทญ.นฤมล ศีรษะภูมิ รพ.จังหาร พร้อมทันตแพทย์ผู้ช่วย, นพ.ณรงค์ ลิ้มตระกูล ผอ.รพ.ร้อยเอ็ด   ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเวชภัณฑ์มาช่วยเช่นกัน และอีกหลาย ๆ โรงพยาบาลเจ้าประจำจากกรุงเทพฯ ซึ่งได้มาช่วยกันตลอดระยะ 2 ปีที่ผ่านมา

รพ.ศรีวิชัย 3 อ้อมน้อย สมุทรสาคร นพ.วิชัย วนดุรงค์วรรณ, นพ.พงษ์ศักดิ์ วัฒนา ได้นำเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจคนไข้ที่มีปัญหาเรื่อง กระดูก และข้อและนำอุปกรณ์การแพทย์มาตรวจ หาความหนาแน่นของมวลกระดูกโดย บ.เมดิเซีย อินสตรูเม้นท์ และ บ.เจ็บเซ่น

ฉีดยาเข้าข้อเพื่อกายภาพบำบัด มีคนไข้ปวดข้อ โดยเฉพาะข้อเข่า ข้อไหล่ มากันมาก แต่ละคนปวดกันมานานเป็นปี หลายปี กินยาแก้ปวดสารพัด จนข้อเข่าบวม เหยียดไม่ค่อยออก ข้อไหล่ก็ติดเอามือไพล่หลังไม่ได้สุด ตื่นนอนเช้ากว่าจะลุกขึ้นมาได้ลำบากมาก ต้องค่อย ๆ ขยับทีละน้อยเพราะปวด คุณหมอพงษ์ศักดิ์บอกว่า หนทางที่จะช่วยไม่ให้ข้อต้องเสื่อมไปมากกว่านี้ ต้องฝึกให้ทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อรอบข้อให้ได้ ได้ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อให้ หลังจากดูดน้ำในข้อออก แล้วมีทีมสอนทำกายภาพฝึกให้ข้อได้เคลื่อนไหว ฝึกทำจนเข้าใจและต้องไปทำต่อที่บ้านทุกวัน ไม่ทำข้อจะติดแข็งอีก

คนไข้มาตรวจเรื่องกระดูก 206 ราย ตรวจมวลกระดูกพรุน 188 ราย ฉีดยาเข้าข้อ 34 ราย และฝึกทำกายภาพบำบัดทั้งหมด ทั้งข้อเข่าและข้อไหล่ คุณหมอเน้นว่าจะฉีดให้ครั้งเดียวเท่านั้น เรื่องการฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อ คุณหมอกระดูกแต่ละท่านอาจมีความเห็นต่างกัน แต่มาครั้งนี้ฉีดเพื่อให้ทำกายภาพบำบัดได้เพราะแต่ละรายเท่าที่เห็นปวดบวมมาก ขยับข้อแทบไม่ได้เลย หลังฉีดยาเข้าข้อไปแล้วต่างบอกว่าสบายขึ้นมาก รับปากว่าจะไปฝึกกายบริหารของข้อต่อไปทุกวันไม่ลืม

โรคปวดข้อจากความเสื่อมในผู้สูงอายุยังพบมากอยู่ ปัญหาเรื่องปวด บวม ขยับไม่คล่อง ตัวไปจนถึงติดขยับไม่ได้ทำให้ทุกข์ทรมานมาก  การฉีดสเตียรอยด์เข้าข้อมีทั้งผลดีและเสีย อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา การทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อรอบข้อทุกวันจะช่วยให้อาการปวดทุเลา ลงมาก.

 

ที่มา: เดลินิวส์  23 สิงหาคม 2552

วิจัยพบ “เถาวัลย์เปรียงแคปซูล” รักษาปวดหลัง-ข้อเข่าเสื่อม ปลอดภัย-ประสิทธิภาพ เทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน

        วิจัยพบ “เถาวัลย์เปรียงแคปซูล” รักษาปวดหลัง-ข้อเข่าเสื่อม ปลอดภัย-ประสิทธิภาพ เทียบเท่ายาแผนปัจจุบัน  
  
 


 
       วิจัย “เถาวัลย์เปรียงแคปซูล” เปรียบเทียบยาแผนปัจจุบัน ใช้รักษาอาการปวดหลังและอาการอักเสบจากโรคข้อเข่าเสื่อมพบ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ากับ “ยาไดโคลฟีแนค” ซึ่งเป็นยาบรรเทาอาการปวดและ “นาโปรเซน” ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบ
      
        นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่าก รมวิทยาศาสตร์การแพทย์และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ได้ร่วมกันดำเนินการวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง จำนวน 70 ราย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงแคปซูล ขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันไดโคลฟีแนค (Diclofenac) ขนาด 25 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอาการปวดลดลงอย่างชัดเจนในวันที่ 3 และวันที่ 7 โดยกลุ่มผู้ป่วย ที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีเม็ดเลือดขาวลดลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7 ของการรักษาแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีรวมทั้งผลข้างเคียงใดๆ


      
        ส่วนการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมดำเนินการวิจัยทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโปรเซน(Naproxen) ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่ายาแผนปัจจุบันนาโปรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกันและผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจต่อการรักษาร้อยละ 80
      
        ด้าน นางมาลี บรรจบ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลในการเพิ่มภูมิคุ้มกันของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 59 รายโดยให้อาสาสมัครรับประทานแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ครั้งละ 1 แคปซูล (200มิลลิกรัม/แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าอาสาสมัครทั้งหมด ไม่มีอาการข้างเคียงใดๆระหว่างรับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ส่วนค่าทางโลหิตวิทยาและค่าทางชีวเคมีบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงแต่อยู่ในช่วงของค่าปกติและยังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณของ IL-2 และ γ-IFN ในซีรั่มเพิ่มขึ้น ดังนั้นการรับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400มิลลิกรัม/วัน นาน 2 เดือนมีความปลอดภัยและมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
       
        “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดสาระสำคัญและควบคุมคุณภาพให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อให้มีการผลิตเป็นยาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมทำให้มีการใช้อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะเพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆได้นำไปใช้กับผู้ป่วยในกลุ่มผู้สูงอายุผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 02951- 0000 ต่อ 99386 และ 99486” นางมาลีกล่าว
 
 
ข้อมูลจาก :: ผู้จัดการ วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม 2552