หนีเสือปะจระเข้ เข่าเสื่อมเพราะแบกความอ้วน เปลี่ยนข้อเข่ากลับทำให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นได้

dailynews121104_005เป็นเพราะความอ้วนน้ำหนักเกิน ทำให้ข้อเข่าต้องรับงานหนักจนเสื่อม แต่พอไปผ่าเปลี่ยนข้อเข่าเข้า กลับถูกพบว่า มันกลับทำให้อ้วนขึ้นมาเองได้

วารสารการแพทย์ “การดูแลและวิจัยโรคข้ออักเสบ” ของสหรัฐฯรายงานว่า จากการวิเคราะห์สถิติการแพทย์ คนไข้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเกือบ 1,000 ราย พบว่า คนจำนวนเกือบร้อยละ 5 ต่างพากันมีน้ำหนักตัวเพิ่ม ภายในระยะเวลา 5 ปีไปตามๆกัน และหากเลยมากกว่า 5 ปี จะมีคนไข้ที่อ้วนขึ้นเพิ่มถึงร้อยละ 30 ซึ่งแต่ละคนจะอ้วนขึ้นกว่าตอนผ่าตัดคนละไม่ต่ำกว่า 5 กก.

ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย คอมมอนเวลธ์ กล่าวว่า “คนไข้ที่ทำศัลยกรรมตกแต่งข้อเข่าไป ต่างตกอยู่ใต้ความเสี่ยงที่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น”.

ที่มา : ไทยรัฐ 12 ธันวาคม 2555

.

Related Article:

.

Obesity no barrier to knee replacement surgery

By Lynda Williams, Senior medwireNews Reporter

Health policy should not withhold total knee arthroplasty (TKA) from patients on the basis of obesity, say UK researchers.

Data for 13,673 primary TKAs in patients with osteoarthritis performed between May 2008 and September 2010 in the UK showed that increasing body mass index (BMI) was associated with lower patient-reported measure scores both before and 6 months after surgery.

However, there was a positive trend between increasing BMI and likelihood of improvement at 6 months on patient-reported measures.

Moreover, there was no significant difference in the magnitude of improvement for patients with a morbidly obese BMI of 40-60 kg/m2 and those with a healthy BMI of 15-24.9 kg/m2 for the Oxford Knee Score, the EuroQoL (EQ)-5D index, and the EQ-5D visual analog scale, after adjustment for age, gender, general health and comorbidity, and American Society of Anesthesiologists grade.

“Obese patients gained as much benefit from knee replacement as patients with a ‘normal’ BMI, even if they did not end up at a similar postoperative level,” report Paul Baker (Newcastle University) and co-workers in the Journal of Bone and Joint Surgery.

Although patients with obese (BMI=25-29.9 kg/m2) and morbidly obese BMIs had a significantly higher rate of wound complications than those with a healthy BMI (17 and 12 vs 9%), rates of bleeding, readmission, and reoperation did not significantly differ.

While acknowledging reports indicating shorter implant survival rates in morbidly obese than healthy BMI patients, the team emphasizes that the value of TKA is linked to patient-reported gains in the quality of life

“If patients are fully informed of the elevated risks for equivalent improvements in patient-reported outcome measures, then these factors should not, in themselves, be a reason to withhold surgery,” Baker et al write.

They conclude: “The decision to proceed with total knee arthroplasty should be made by the treating orthopaedic surgeon and the patient after careful consideration of all aspects of the case and the likely impact of surgery at an individual level.”

Licensed from medwireNews with permission from Springer Healthcare Ltd. ©Springer Healthcare Ltd. All rights reserved. Neither of these parties endorse or recommend any commercial products, services, or equipment.

Posted in: Medical Research News

SOURCE: news-medical.net

ฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อข้อเข่า ลดเสี่ยงปวดเรื้อรัง…เลี่ยงผ่าตัด

อวัยวะทุกส่วนในร่างกายนั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ข้อเข่า อวัยวะอีกส่วนที่มีความหมายส่งผลต่อการเดิน การเคลื่อนไหว  ดังนั้นหากเกิดการบาดเจ็บ ปวดบวม หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ ปล่อยทิ้งไว้ให้เนิ่นนานเพราะอาจลุกลามนำสู่อาการปวดเข่าเรื้อรังได้


ผศ.นพ.ภาริส วงศ์แพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูจาก ดีบีซี  สไปน์คลินิกแอนด์ยิมให้ความรู้ว่า อาการปวดเข่าเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเข่าเสื่อมอักเสบเพียงเท่านั้น สาเหตุของอาการที่สำคัญอาจไม่ได้นึกถึงกันอีกประการก็คือ อาการปวดเนื่องจากข้อเข่าขาดความมั่นคงซึ่งเป็นอาการที่เกิดได้บ่อยโดยเฉพาะหลังการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าซ้น  ยืดหรือฉีกขาดและในอาการบาดเจ็บดังกล่าวยังเกิดได้ทั้งในกลุ่มนักกีฬาและคนทั่วไป

กลุ่มนักกีฬาอาจเกิดการบาดเจ็บได้ขณะเปลี่ยนทิศทางการวิ่ง เคลื่อนตัวหลบหลีก อย่างเช่น การเล่นฟุตบอล แฮนด์บอล บาสเกตบอล ฯลฯ เกิดแรงบิดที่ข้อเข่าอย่างกะทันหันหรือเกิดขึ้นในขณะจังหวะลงสู่พื้นหลังการกระโดด อย่างการเล่นวอลเลย์บอล ฯลฯ ซึ่งการบาดเจ็บทั้งสองกรณีมีความเหมือนกันคือ เมื่อมีแรงกระแทกที่ข้อเข่าอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น   เมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถประคับประคองข้อเข่าไว้ให้อยู่ในแนวที่เหมาะสมได้จึงเกิดการบิดตัวทำให้เกิดการฉีกขาดของเอ็น

ส่วนกลุ่มคนทั่วไปก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นกันในกิจกรรมชีวิตประจำวัน เช่น ลื่นเสียหลักขณะเดินขึ้น ลงบันได หรือขณะที่ขึ้น ลงจากฟุตบาท ฯลฯ  ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าทั้งชนิดที่รุนแรง เอ็นขาดต้องรับการผ่าตัด  หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บปานกลาง เดินไม่ถนัดเป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์  แต่ไม่ต้องการการผ่าตัดก็ควรต้องได้รับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้กลับมาทำงานได้สมบูรณ์ ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อลดโอกาสการเกิดความสึกหรอและเสื่อมอักเสบของข้อเข่าในระยะยาว

อาการที่แสดงว่าข้อเข่าไม่มั่นคงอาจพิจารณาได้หลังจากการวิ่ง กระโดดหรือเล่นฟุตบอล หากพบว่าเข่าบวมอาจเป็นอาการที่แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ ส่งสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่มั่นคงโดยอนาคตอาจลุกลามต่อการทำกิจกรรมเหล่านั้น

ส่วนอีกอาการที่น่าสังเกตที่อาจเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นถึงการเสื่อมสภาพในเข่า ก็คือ ขณะนั่งหรือลุกเดินหากมีอาการปวดเจ็บทันที เหยียด งอเข่าไม่ได้หรือในผู้ป่วยที่เข่าทรุดคือขณะกำลังเดิน หมุนตัว  เข่าทรุดอ่อนยวบลงก็เป็นอีกสัญญาณแสดงให้เห็นว่าภายในข้อมีการสึกหรออยู่มาก

ดังนั้นหากปรากฏอาการดังกล่าวไม่ควรรั้งรอควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาวินิจฉัยว่าจะรักษาในแนวทางใดซึ่งการรักษามีทั้งทางยา  การผ่าตัด  การออกกำลังกายฟื้นฟูกล้ามเนื้อ

ในการฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง  นพ.ภาริสให้คำแนะนำเพิ่มเติมอีกว่า ควรเริ่มทำเมื่ออาการปวดทุเลาลงซึ่งวิธีปฏิบัติท่าเกร็งกล้ามเนื้อเข่าอย่างง่ายให้นอนหงายใช้หมอนหรือม้วนผ้าขนหนูที่แน่นๆ รองใต้ข้อพับหลังเข่า หนุนให้เข่างออยู่ประมาณ 10-15 องศา

จากนั้นออกแรงขา  ออกแรงเกร็งเหยียดเข่า กดข้อพับหลังเข่าลงไปสู่หมอนหรือผ้าที่รองไว้โดยไม่ยกเท้าลอยออกจากเตียง  ส้นเท้ายังคงสัมผัสเตียงอยู่ตลอดเวลาซึ่งจะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อหน้าขาเกร็งขึ้น และลูกสะบ้ามีการเลื่อนตัวสูงขึ้น  เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วพัก ควรทำซ้ำวันละ 30 ครั้ง

“ท่าดังกล่าวเมื่อทำได้คล่องโดยไม่มีอาการเจ็บปวดและทำได้ถูกต้อง  ค่อยๆเพิ่มความยากในการฝึกโดยพยายามบริหารในลักษณะให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อแบบเดียวกัน  โดยไม่ต้องออกแรงกดลงไปกับหมอนหรือผ้าขนหนูที่รองไว้ใต้ขาพับ  การทำเช่นนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อหลังขา ทำงานพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นจุดสำคัญเบื้องต้น ในการสร้างความมั่นคงของข้อเข่าโดยอาศัยแรงกล้ามเนื้อประคับประคอง “

ขั้นต่อไปให้ฝึกการเหยียบก้าวขึ้นและลง mini step แนะนำให้ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 1 นิ้ว และมีความกว้างเพียงพอที่จะไม่พลิกระหว่างเหยียบ วางแผ่นไม้กับพื้นแล้วก้าวขึ้นไปบนแผ่นไม้โดยใช้ขาข้างที่ไม่สบายเป็นขาที่ก้าวขึ้นไปและใช้ขาข้างที่สบายก้าวลงมา

ระหว่างการก้าวขึ้นและก้าวลงจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานในลักษณะเดียวกันกับที่ฝึกในท่านั่งและท่านอน  หากทำได้ถูกต้องกล้ามเนื้อจะช่วยกระชับข้อเข่าไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีอาการเจ็บปวดหรือไม่มีการหลวมคลอนแคลนระหว่างการก้าวซึ่งการฝึกก้าวเช่นนี้ควรทำโดยเน้นคุณภาพ เช่น อาจฝึกได้ถึงวันละ 30-50 ครั้งแต่ต้องมีการควบคุมที่สมบูรณ์ตลอด มิเช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บมากขึ้น

ส่วนผู้ที่ต้องการความมั่นคงในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านี้ เช่นต้องการควบคุมความมั่นคงของข้อเข่าได้ในขณะการกระโดด การเลี้ยว การหมุนตัว การวิ่ง จะต้องทำการฝึกที่ยากขึ้นตามลำดับและอาจต้องมีผู้ควบคุมการฝึกอย่างใกล้ชิดสามารถปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและหรือนักกายภาพบำบัดได้ในโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง  ผู้ที่เป็นนักกีฬาอาจต้องใช้การฝึกฝนโดยใช้เครื่องมือช่วย เช่น ใช้เครื่อง Leg Press ที่สะดวกแก่การถีบในระดับต่ำและระดับสูง สามารถถีบได้ทีละขาเดียวหรือสามารถถีบได้ในท่าตะแคงข้าง และท่านอนหงาย เป็นต้น

ขณะที่ข้อเข่าเป็นข้อที่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อช่วยประคับประคองความมั่นคง  เมื่อได้รับการบาดเจ็บจึงควรต้องสร้างเสริมกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงและมีการทำงานที่ถูกต้องกับจังหวะเวลา  ทั้งนี้เพื่อประคับประคองข้อเข่าซึ่งจำเป็นต้องทำทั้งในผู้ที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬา  โดยจะมีความต่างกันก็เพียงระดับความเข้มข้นในการฝึก อีกทั้งผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บก็ควรพิจารณาการสร้างเสริมสมรรถนะกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บด้วยเช่นเดียวกัน

 

 

ที่มา: เดลินิวส์  25 มีนาคม 2555

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’

‘นวด’ แก้ ‘ปวดข้อ-กล้ามเนื้อ’  

เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ ปวดข้อ คนส่วนใหญ่พากันไปใช้บริการแพทย์แผนปัจจุบัน บ้างก็ไปหาซื้อหยูกยาตามร้านขายยามา  รับประทาน แต่ก็มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่หันไป    ใช้บริการนวดแผนโบราณ ซึ่งนอกจากจะให้บริการนวดเพื่อผ่อนคลายแล้วยังมีการนวดเพื่อบำบัดรักษาอาการปวดอีกด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ “หมอโห้” นิเวศน์ บวรกุลวัฒน์ สำนักคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า อาการปวดที่ต้องนวดบำบัดรักษามี 2 ระบบด้วยกัน คือ

1.กล้ามเนื้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ คอ บ่า ไหล่ หลัง

2.ข้อ บริเวณที่พบบ่อย คือ ต้นคอ ข้อไหล่ ข้อตะโพก ข้อเข่า และข้อเท้า

สาเหตุที่ทำให้คนเราปวด เจ็บ ขัด บริเวณ     ต่าง ๆ เป็นเพราะระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี การนวดจะช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว สามารถรักษาอาการปวดให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นใหม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการดูสุขภาพ ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ยกของหนัก ไม่บิด หรือเอี้ยวตัว ไม่เปลี่ยนอิริยาบถแบบทันทีทันใด ไม่   นั่งทำงานท่าเดียวนาน ๆ ไม่นั่งเก้าอี้ที่ไม่สมดุล เบาะที่นั่งขับรถควรได้ระดับ ควรกินอาหารที่เป็นประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหมักดอง เครื่องในสัตว์ หลีกเลี่ยง การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ที่สำคัญ คือ เวลามีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อ ไม่ควรบิด ดึง ดัด สลัด เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงตามมา

คนที่มาใช้บริการนวดแผนโบราณ   ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นกรณีที่เพิ่งเริ่มเป็น คือ เพิ่งจะมีอาการปวด และเป็นไม่มาก จะใช้เวลาในการนวดเพียง 1-2 ครั้ง หรือบางคน 3-4 ครั้งอาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามีอาการปวดเรื้อรังมา  นานเป็นเดือนหรือเป็นปี การนวดบำบัดรักษาก็   ต้องทำหลายครั้ง อย่างคนไข้บางคนมิใช่ว่าเพิ่ง     จะมีอาการปวด เขาอาจจะปวดมานานแล้ว แต่   มีอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป พอปวดมากแล้ว  มานวด การนวดบำบัดรักษาก็ต้องใช้เวลา

ในการวินิจฉัยอาการปวด หมอนวดที่มีประสบการณ์จะ ทำการตรวจร่างกายคนไข้ก่อนการนวดบำบัดรักษา เช่น ให้   ก้ม เงยคอ ดูว่ามีความผิดปกติของกระดูกต้นคอหรือไม่ หรือ ถ้าปวดหลังก็จะดูความสั้นยาวของส้นเท้าด้วยว่าเท่ากันหรือ  ไม่ รวมทั้งดูกล้ามเนื้อหลังว่ามีความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความตึงตัวของกล้ามเนื้อหลังหรือไม่ โดย หมอนวดที่มีประสบการณ์กดตามตัวก็จะรู้เลย  ว่ามีความผิดปกติตรงจุดไหน ซึ่งการกดลงไปตามร่างกายจะทำให้ทราบความตึงของกล้ามเนื้อ ถ้าปวดมากกล้ามเนื้อก็ตึงมาก เพราะมีการ     หดเกร็งกล้ามเนื้อ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี แต่ถ้ากล้ามเนื้ออักเสบอาการที่ปรากฏคือ บวม แดง ร้อน  สำหรับเวลาที่ใช้ในการนวดบำบัดรักษาแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 15-45 นาที เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านั้นอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือระบมอักเสบได้

ข้อแนะนำก่อนไปใช้บริการนวดแผนโบราณ คือ ห้ามรับประทานอาหารเป็นเวลา 1 ชม. ก่อนการนวด ไม่ควรอดนอน ไม่เป็นโรคหัวใจเพราะการนวดอาจไปกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ ไม่เป็นโรคเรื้อรังเพราะอาจแพร่เชื้อได้ ไม่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ในขณะนวดความดันควรปกติ หากการนวดในขณะที่ความดันสูงอาจทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ควรมีไข้ เพราะในคนที่มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจทำให้อาการไข้เป็นมากขึ้น.

ข้อมูลจาก :เดลินิวส์ วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 786

Related Link: